Tensia

Tensia A girl who loves learning new knowledge from many fields. A girl who is an INTP, fears talking to someone in real life but is unstoppable on social media.
(13)

เพจนำเสนอกลไกทางสรีรวิทยาของโรค เคสน่าสนใจ การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ผสมผสานกับความบันเทิง โดยทีมแอดมินแพทย์ ที่มีอวตาร์เหมือนตัวการ์ตูนอนิเมะ เครือเดียวกับ Eva - อิศวาพร Manifia Quantia และมีหัวหน้าทีมคือ Nakorn - Core Physiology

02/08/2026

4 ทุ่มนอนนนนนน เพื่อมารับวันจันทร์ วันทำงานนนน
ปล. เสียงจากคนทำงาน 7 วัน55

การออกกำลังกายเริ่มต้นด้วยแบบไหนก็ได้ แต่ทำครบแล้ว ควรออกให้หลากหลายค่ะ โดยเฉพาะแบบที่เสริมแรง ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อไว้...
02/08/2026

การออกกำลังกายเริ่มต้นด้วยแบบไหนก็ได้ แต่ทำครบแล้ว ควรออกให้หลากหลายค่ะ โดยเฉพาะแบบที่เสริมแรง ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ มันไม่ใช่แค่เรื่องใช้ชีวิตอย่างเดียว สารหลายชนิดจากกล้ามเนื้อมีฤทธิ์ต้านมะเร็งค่ะ ทำร่วมกับดูแลสุขภาพแบบอื่นๆ ให้ครบ ลดอัตรามะเร็งให้มากที่สุด

เวลาพูดถึงการป้องกันมะเร็ง หลายคนจะนึกถึงอาหาร หรือการหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งก่อน

แต่มีอีกอย่างที่เรามักมองข้ามไปค่ะ คือ “กล้ามเนื้อ” นี่แหละแหล่งรวมสารต้านมะเร็งชั้นยอด และแม้กระทั่งคนที่เป็นมะเร็งแล้ว ก็เพิ่มคุณภาพชีวิตและการตอบสนองต่อการรักษาได้ดีมาก


หลายคนปล่อยให้มวลกล้ามเนื้อลดลงเรื่อย ๆ ทั้งจากการไม่ค่อยใช้งาน และการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ

ทั้งที่กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยให้เดิน วิ่ง หรือยกของได้ดีเท่านั้น


ทุกครั้งที่มีการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน
กล้ามเนื้อจะตอบสนองด้วยการหลั่งสารจำนวนมาก
ที่เรียกว่า myokines

เช่น IL-10, CCL4, CXCL1 และสารต้านการอักเสบอื่น ๆ
ส่งออกไปทั่วกระแสเลือดค่ะ


สารเหล่านี้ทำงานหลายด้านพร้อมกัน
✔️ ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
✔️ ยับยั้งการเคลื่อนที่และการลุกลาม
✔️ เพิ่มการสร้างโปรตีนที่ทำให้มะเร็งปลิดชีพตัวเองมากขึ้น (apoptosis)
✔️ ลดการอักเสบ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มะเร็งชื่นชอบ

ยิ่งรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ดี
กระบวนการเหล่านี้ก็ยิ่งทำงานได้ดีตามไปด้วยค่ะ


แต่มีจุดหนึ่งที่อยากชวนสังเกตนะคะ

กล้ามเนื้อจะหลั่ง myokines ได้
ไม่ได้อาศัยแค่ “มี” กล้ามเนื้อ

แต่ต้อง “ใช้” กล้ามเนื้อด้วย

เพราะฉะนั้น
การปล่อยให้กล้ามเนื้ออยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน
ก็ย่อมต่างจากการใช้งานอย่างสม่ำเสมอค่ะ


งานวิจัยของ Schwappacher และคณะฯ ในปี 2021
แสดงให้เห็นว่า

หลังการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน
ระดับ myokines เพิ่มขึ้น

และเมื่อเก็บ myokines เหล่านี้
ไปเพาะเลี้ยงร่วมกับเซลล์มะเร็งตับอ่อน

พบว่าการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลดลง
การเคลื่อนที่ลดลง และมีการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการตายของเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น

เหมือนกับว่ากล้ามเนื้อที่กำลังทำงาน
กำลังส่งสัญญาณรบกวนการเติบโตของมะเร็งเต็มที่เลยค่ะ


การดูแลกล้ามเนื้อจึงเริ่มจากเรื่องพื้นฐานมาก ๆ

กินโปรตีนให้เพียงพอ
และฝึกออกกำลังกายแบบมีแรงต้านเป็นประจำ

ไม่ว่าจะเป็นการยกของที่มีน้ำหนัก
สควอท
ใช้ยางยืด
หรือบอดี้เวท

แต่ละคนเลือกให้เหมาะกับร่างกายของตัวเอง
แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้นทีละน้อยก็เพียงพอค่ะ

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
สามารถปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ด้านมะเร็ง
เพื่อประเมินสมรรถนะ และเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้เลยค่ะ


🌿ส่วนการออกกำลังกายรูปแบบอื่น
ทั้งแอโรบิกและการยืดเหยียด
ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกันค่ะ

จึงอยากชวนทุกคนเริ่มดูแลกล้ามเนื้อ
ก่อนที่มวลกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ

เอ้อ สารกลุ่มนี ใครอ่านบทความวิชาการ tensia บ่อยๆ จะเจอชื่อแนวๆ IL-แล้วตามด้วยตัวเลข มันไม่ใช่รหัสหนังอะไรนะ แต่เป็นชื่อ...
02/08/2026

เอ้อ สารกลุ่มนี ใครอ่านบทความวิชาการ tensia บ่อยๆ จะเจอชื่อแนวๆ IL-แล้วตามด้วยตัวเลข มันไม่ใช่รหัสหนังอะไรนะ แต่เป็นชื่อสารที่เหมือนภาษาของเม็ดเลือดค่าาา อันนี้สรุปมาให้ 30 รหัสเลย (จริงๆ มี 41 รหัส)

สรุปสารกลุ่ม Interleukin แบบสั้น
กลุ่มสารก่ออักเสบ/ภาษาแห่งเม็ดเลือด

ถ้าบอกว่ามนุษย์คุยกันด้วยภาษา
เหล่าเม็ดเลือดขาวและเซลล์อื่นๆ
มันก็จะคุยกันด้วยสารเคมีค่ะ

สารเคมีพวกนี้เรียกว่า cytokines
ซึ่งมีเยอะมากกกกก

ซึ่งตระกูลนึงที่มีเยอะมาคือ
interleukin ย่อว่า IL
เวลาอ่านบทความสุขภาพบางที
จะเจอบ่อยๆ (เพจ tensia บ่อยเลย)
มันจะแนวๆ IL แล้วตามด้วยหมายเลขค่ะ
เช่น IL-6, IL-12
เคยเห็นมะ

วันนี้จะมาสรุป 30 หมายเลขแรกเลย
ให้มองว่ามันคือสกิลคุยกัน
ของพวกภูมิคุ้มกันละกัน

IL-1: อักเสบเฉพาะที่, ไข้
IL-2: บัฟ T cell
IL-3: เร่ง myeloid โต
IL-4: เปิดวอร์กับพยาธิ
IL-5: เรียก Eo
IL-6: สั่งตับช่วยภูมิ
IL-7: เร่ง Lymph โต
IL-8: ล่อนิวโตรฟิล
IL-9: กระตุก Mast cell
IL-10: ปางห้ามญาติอิมมูน
IL-11: เร่งเกล็ดเลือดโต
IL-12: เปิดวอร์กับพวกอีแอบในเซลล์
IL-13: สั่งอวัยวะดักพยาธิ
IL-14: เร่ง B cell โต
IL-15: รักษา Memory T
IL-16: ล่อ T helper cell
IL-17: เสริมนิวโตรฟิลและหน่วยตึ๊บ malee atk
IL-18: ซัพ Th1 ให้ตบอีแอบ
IL-19: ปางห้ามญาติอิมมูน
IL-20: บัฟ Dendritic
IL-21: ขุดไวรัสที่หลบเก่ง
IL-22: บัพกำแพง
IL-23: เปิดวอร์กับแบคทีเรียและรา
IL-24: บัฟ Memory B
IL-25: บัฟ Th2
IL-26: ผนึกสู้แบคทีเรีย
IL-27: บัฟ Th1
IL-28: ซัพเซลล์ต้านไวรัส
IL-29: ซัพเซลล์ต้านไวรัส
IL-30: บัฟ Th1


ใครงงศัพท์
-T cell = เม็ดเลือดขาวสายนายพล แยกย่อยเป็นหลายสาย เช่น สายบัญชาการ(Th) สายนักฆ่ๅ (Tc CD8+), สายปราม (Treg)
-Th1: T cell สายบัญชาการเชี่ยวชาญการคุมทัพจัดการเชื้อโรคที่แอบในเซลล์
-Th2: T cell สายบัญชาการเชี่ยวชาญการคุมทัพจัดการเชื้อโรคใหญ่ๆ อย่างหนอนพยาธิ, ในบางคนเป็น 1 ในตัวศูนย์กลางภูมิแพ้
-Th17: T cell สายบัญชาการเชี่ยวชาญการคุมทัพเม็ดเลือดขาวแนวหน้า เช่น นิวโตรฟิล ไล่กำจัดเชื้อ
-Memory T cell: นายพลสายจดจำ จำเชื้อไว้แล้ว เจอรอบหน้า แปลงร่างทำงานได้เลย ไม่ต้องรอลูกน้องมารายงาน
-Eo = Eosinophil เม็ดเลือดขาวสายปะทะสาดพิษ กำจัดหนอนพยาธิเก่ง แต่มักเผลอมาก่อเหตุภูมิแพ้
-Myeloid = ตระกูลเม็ดเลือดขนาดใหญ่ ที่มีตั้งแต่เม็ดเลือดแดง, เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาว เกือบทั้งหมด (ยกเว้น ลิมโฟไซต์)
-นิวโตรฟิล= เม็ดเลือดขาวแนวหน้า สายจับกินโหด
-Dendritic=เม็ดเลือดขาวสายขี้ฟ้อง เก็บซากเชื้อไปฟ้องนายพล
-Memory B cell = หน่วยงานจำ เจอเชื้ออีกที แปลงร่างสร้างอาวุธ แอนติบอดี แจกให้เพื่อนเม็ดเลือดขาวใช้เลย

ตัวเต็มไว้วันหน้า
IL-1 ถึง IL-41
แต่ตัว 31-41 ก็มักจะเป็นตัวเสริมๆ นะฮะ

มันมีวงจรอุบาทว์อยู่คือ ยิ่งช่วงที่งานหนัก อดนอนบ่อยๆ ยิ่งกังวล พอยิ่งกังวลก่อนนอนก็ยิ่งอดนอน นอนไม่หลับ
02/08/2026

มันมีวงจรอุบาทว์อยู่คือ ยิ่งช่วงที่งานหนัก อดนอนบ่อยๆ ยิ่งกังวล พอยิ่งกังวลก่อนนอนก็ยิ่งอดนอน นอนไม่หลับ

ยิ่งอดนอน สมองยิ่งรู้สึกว่าอะไรก็ดูน่ากังวลไปหมดค่ะ ลามไปหลายเรื่อง สุดท้ายก็ไม่ได้นอนต่อ เป็นวงจรอุบาทว์

จากเดิมกังวลอยู่เรื่องเดียว
สุดท้ายอาจลามไปงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ อนาคต
แล้วก็เรื่องอะไรต่อมิอะไรจนจับไม่ได้แล้วว่า
ตกลงเรากังวลเรื่องไหนกันแน่ แถมแมร่งมารวมกันเวลาเดียว


สมองของเราต้องแยกอยู่ตลอดว่า

อะไรคือ “อันตราย”
และอะไรคือ “ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น”

แต่พอนอนน้อย
เส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้จะเริ่มไม่ชัดค่ะ

สิ่งที่จริงๆ อาจไม่มีอะไร
กลับถูกมองว่าน่าระวังขึ้นมา

ไม่ได้แปลว่าโลกรอบตัวอันตรายกว่าเดิมนะคะ
แต่สมองเริ่มมองโลกว่าไม่ค่อยปลอดภัยเหมือนเดิมแล้ว


งานวิจัยของ Jie Zhang et al. (2024)
พบว่าแค่การอดนอนเพียง 1 คืน
ก็ทำให้วงจรความกลัวในสมองเปลี่ยนไปชัดเจน

โดยเฉพาะ hippocampus ส่วนหน้า หรือ vHPC

สมองส่วนนี้มีหน้าที่นำเหตุการณ์ตรงหน้า
ไปเทียบกับความทรงจำและประสบการณ์เก่าๆ

ว่าสิ่งที่เห็น ได้ยิน
หรือแม้แต่สิ่งที่คิดขึ้นมาเองตอนนี้
คล้ายกับเรื่องไม่ดีที่เคยเกิดขึ้นหรือเปล่า


พอนอนไม่พอ
vHPC จะแยกสิ่งที่เป็นภัยจริง
ออกจากสิ่งที่แค่ดูคล้ายภัยได้แย่ลงค่ะ

เรื่องที่ไม่ได้อันตราย
จึงถูกดึงไปเชื่อมกับความทรงจำแย่ๆ ได้ง่ายขึ้น

จากกังวลว่างานจะผิด
อาจเริ่มคิดต่อว่าเจ้านายคงไม่พอใจ
ตัวเองคงทำงานไม่ดี
อนาคตอาจไม่มั่นคง
แล้วก็ลามต่อไปถึงสุขภาพหรือความสัมพันธ์

ทั้งที่หลายเรื่องยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย


ลักษณะที่ความกลัวเริ่มจากจุดหนึ่ง
แล้วค่อยๆ กระจายไปเกาะเรื่องอื่น
เรียกว่า Fear generalization ค่ะ

เหมือนสมองไม่ได้ติดป้ายอันตรายไว้แค่เรื่องเดิม
แต่มันเริ่มติดป้ายไปเรื่อยๆ ว่า

อันนี้ก็น่ากลัว
เรื่องนั้นก็คงไม่ดี
อันโน้นก็อาจเกิดปัญหา

จนสุดท้ายแทบทุกอย่างดูไม่น่าไว้วางใจไปหมด


ขณะเดียวกัน amygdala ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความรู้สึกกลัวและกังวล ก็ไวต่อการกระตุ้นมากขึ้นเมื่ออดนอน

เมื่อ amygdala คิดว่ามีภัย
มันจะส่งสัญญาณไปยังระบบต่างๆ

รวมถึง sympathetic
ทำให้หัวใจเต้นแรง
หายใจเร็ว
ร่างกายตื่นตัว
และคอยระวังสิ่งรอบตัวมากขึ้น

ถึงสิ่งที่ทำให้กลัวนั้น
จะเป็นแค่ความคิดที่เกิดขึ้นในหัวก็ตามค่ะ


ส่วนสมองชื่อ BNST หน้าที่เกี่ยวข้องกับความกังวลที่ยืดเยื้อและค้างอยู่นาน

ไม่ได้กลัวขึ้นมาแวบหนึ่งแล้วหาย
แต่เป็นความรู้สึกว่า
ยังมีบางอย่างไม่น่าไว้ใจ
ยังวางใจไม่ได้
ยังต้องคอยระวังอยู่เรื่อยๆ

จึงมีบางคนที่ถึงเรื่องจะผ่านไปแล้ว
แต่สมองกับร่างกายก็ยังไม่ยอมสงบเสียที

ซึ่งก็ทำงานมากขึ้นเช่นกันจากอดนอน


ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า
ปกติแล้วสมองกลุ่มเตือนภัยพวกนี้
ต้องมีระบบที่คอยกดมันลงด้วยค่ะ

สมองส่วน dlPFC และระบบ GABAergic
จะช่วยประเมินว่า

“เรื่องนี้ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น”
“ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”
“หยุดเตือนได้แล้ว”

แล้วค่อยๆ ลดการทำงานของวงจรความกลัวลง


แต่ในคนที่มีภาวะวิตกกังวล
ระบบเตือนภัยมักเปิดง่าย
แต่ปิดยาก

พอนอนน้อยเข้าไปอีก
dlPFC ก็ยิ่งควบคุมอารมณ์ได้แย่ลง

กลายเป็นว่าส่วนที่คอยส่งสัญญาณอันตรายทำงานแรงขึ้น แต่ส่วนที่ควรบอกให้สมองใจเย็นลง กลับทำงานลดลง

มันจึงไม่ใช่แค่การ “คิดมาก” เฉยๆ ค่ะ
แต่เป็นสมองที่กำลังอยู่ในโหมดเฝ้าระวังภัยจริงๆ


แล้วถ้าความกังวลลากต่อไปถึงกลางคืน
เรื่องก็จะวนกลับมาที่การนอนอีกครั้ง

เพราะสมองที่ยังคิดว่ามีภัย
จะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองหลับง่ายๆ

หัวใจยังตื่น
สมองยังคอยประเมิน
ความคิดยังวน
เรื่องเก่ายังไม่จบ
เรื่องใหม่ก็เริ่มต่อขึ้นมาอีก


สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า

อดนอน
→ สมองมองสิ่งต่างๆ เป็นภัยง่ายขึ้น
→ ความกังวลลามไปหลายเรื่อง
→ ร่างกายยิ่งตื่นตัว
→ ยิ่งหลับยาก
→ แล้วก็อดนอนหนักกว่าเดิม

วนซ้ำไปเรื่อยๆ ค่ะ


ดังนั้นถ้าช่วงไหนเริ่มรู้สึกว่า
ตัวเองกังวลง่ายขึ้น
ความคิดเริ่มลามไปหลายเรื่อง
ร่างกายเหมือนตื่นอยู่ตลอดเวลา
และการนอนก็ค่อยๆ แย่ลง

อย่าเพิ่งมองว่าเป็นแค่
นิสัยคิดมากนะคะ

เพราะหลายครั้ง
มันคือวงจรความกังวลกับวงจรการนอน
ที่กำลังดึงกันให้แย่ลงจริงๆ

และถ้าปล่อยไว้นาน
มันก็ไม่ได้กระทบแค่ความรู้สึกค่ะ

แต่ลามไปถึงชีวิตประจำวัน
การทำงาน ความสัมพันธ์
และคุณภาพชีวิตโดยรวมได้มากค่ะ

หญิง 46 ปี หลังคลอดบุตรคนที่ 5 หัวใจหยุดเต้น ปั้มขึ้น แต่ระบบหมุนเวียนล้มเหลวต่อเครื่อง ECMO สรุปสาเหตุเป็นจากน้ำคร่ำเข้...
02/08/2026

หญิง 46 ปี หลังคลอดบุตรคนที่ 5 หัวใจหยุดเต้น ปั้มขึ้น แต่ระบบหมุนเวียนล้มเหลวต่อเครื่อง ECMO สรุปสาเหตุเป็นจากน้ำคร่ำเข้ากระแสเลือด


ก่อนจะอ่านเรื่องราวเคสนี้ ขอแนะนำภาวะหนึ่งทางสูติกรรม ที่เกิดยากมาก แต่ก็ทำนายยากมากเช่นกันไม่รู้จะเกิดกับใคร คนปกติไม่มีโรคประจำตัวก็เกิดได้ เกิดแล้วแม้มีเครื่องมือพร้อมโอกาสรอดก็ครึ่งครึ่ง ฝันร้ายของหมอสูติฯ ฝันร้ายของคนเป็นและญาติ

ถ้าให้จัดอันดับโรคที่รุนแรงและน่ากลัวสุดๆ
เราให้โรคในบทความนี้เป็นอันดับต้นๆ เลย


หญิง 46 ปี ผ่านวิบากกรรมมาหลายครั้งในชีวิตแล้ว ทั้งเคยผ่านมะเร็งเต้านม ทั้งผ่าตัด ทั้งคีโม ทั้งฉายแสงมาแล้ว ซึ่งหายดีมานานแล้ว สุขภาพแข็งแรงมากแล้ว และถึงเวลาที่จะมีบุตรคนที่ 5

ตลอดการตั้งครรภ์ เธอฝากครรภ์อะไรตามปกติหมด
แต่จนแล้วจนรอด เธอก็ยังไม่เจ็บครรภ์คลอดซักที

แพทย์เลยนัดมาแอดมิทห้องคลอด
แล้วชักนำการคลอด (Induction)
เพราะตอนนี้อายุครรภ์เริ่มจะเกินนิดๆ ละ (Post-term)


แพทย์เริ่มกระตุ้นคลอดด้วยยา dinoprostone
จากนั้นเจาะถุงน้ำคร่ำ
และเริ่มให้ยากระตุ้นมดลูกบีบตัว (Oxytocin)
ขนาดต่ำมาก เพียง 3 ml/h เท่านั้น
(ก็คือ drip synto แบบอ่อนๆ เลย)


ผ่านไปประมาณ 50 นาที
พยาบาลตะโกนคนไข้ arrest
และรีบ notify แพทย์ด่วน

การ CPR เริ่มต้น
ฟังหัวใจทารก พบว่ายังเต้นอยู่ แต่ช้ามาก
เพราะตอนนี้เริ่มขาดออกซิเจนจากแม่แล้ว
(Hypoxemic induced fetal bradycardia)

ณ ตอนนั้นแพทย์คิดถึงภาวะที่หายาก
แต่พรากชีวิตไปไวมาก อย่าง
น้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือดทันที
(Amniotic fluid embolism: AFE)


แพทย์ตัดสินใจผ่าเด็กออกก่อน (Resuscitative hysterotomy)
ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยเด็กอย่างเดียว แต่ลดขนาดมดลูก
เพื่อให้ระบบหายใจและไหลเวียนดีขึ้นในระยะวิกฤติ
(เพิ่ม venous return/preload, เพิ่ม diaphragmatic efficacy)


ลูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัย นน. 3 โลกว่า
แล้วน้องก็ไปดูแล รับออกซิเจน ปลอดภัยดี

แต่คุณแม่นี่สิ ยังถูก CPR ต่อไป
พร้อมกับให้ทั้งเลือดเพิ่ม
(Massive transfusion protocol: MTP)
และ adrenaline เพื่อกระตุ้นหัวใจและหลอดเลือด

จนแล้วจนรอด แพทย์จึงตัดสินใจยื้อชีวิตด้วย
เครื่องปอดหัวใจเทียมเอคโม่
(Extracorporeal membrane oxygenation: ECMO)
ซึ่งเป็นระดับ “ไม้ตๅย” ของ ICU แล้ว


แต่แต่แต่เรื่องยังไม่จบค่ะ
ระหว่างผ่าก็เลือดออก หยุดยากมาก
เพราะเกิดจากภาวะเลือดแข็งตัวพังทั้งร่าง
(Disseminated intravascular coagulation: DIC)

คือร่างกายสร้างลิ่มเลือดมั่วทั่วตัว
จนใช้เกล็ดเลือดและโปรตีนแข็งตัวหมด
สุดท้ายเลือดหยุดไม่อยู่
ทั้งเลือดออก ทั้งมีลิ่มพร้อมกัน

โดยเคสนี้น่าจะมี DIC มาตั้งแต่เริ่มเกิดกลไก AFE แล้ว

ความดันยังต่ำ ซีดหนัก เลือดออกไม่หยุด
สุดท้ายแพทย์ต้องตัดมดลูกทิ้ง
ภายใน 6 ชั่วโมงหลัง arrest
เพื่อหยุดเลือด และพยายามยื้อชีวิตแม่ไว้


พ้นจากห้องผ่าตัด เข้า ICU
ผลพวงจากหายนะยังไม่จบ

CT สมองพบ
“สมองขาดเลือดบริเวณรอยต่อเส้นเลือด”
(Watershed infarction)
ซึ่งเป็นลักษณะของการขาดเลือดของคน
ที่มีความดันต่ำนานๆ ค่ะ จะขาดตรงจุด
ที่เป็น ‘ปลาย’ ของระบบหลอดเลือด 2 อัน

เธอไม่ฟื้น ไม่ขยับแขนขา
คลื่นไฟฟ้าสมอง พบว่าสมองทำงานแย่มากทั่วทั้งสมอง

แพทย์ยังประเมินไม่ได้เลยว่า
จะกลับมารู้สึกตัวได้แค่ไหน


ปอดก็เริ่มพัง เกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรง
(Acute respiratory distress syndrome: ARDS)

ปอดรั่ว ลมรั่วเข้าช่องเยื่อหุ้มปอด
(Pneumothorax) ต้องใส่ท่อระบายทรวงอก

ซึ่งยื้อนานหลายวันมาก
และถ้าใส่ท่อช่วยหายใจอยู่นาน
จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

สุดท้ายต้องเจาะคอ (Tracheostomy)
เพราะรู้เลยว่าใช้เครื่องช่วยหายใจอีกนาน

แถมย้อนไปตอนหลังต่อ ECMO 2 วัน
ขาซ้ายเกิดภาวะแรงดันในช่องกล้ามเนื้อสูง
(Compartment syndrome)
ถ้าไม่ทำอะไร หลอดเลือดโดนกด ขาตๅยแน่
แพทย์ต้องผ่าเปิดพังผืดคลายแรงดัน
(Fasciotomy) คือกรีดเปิดถึงชั้นกล้ามเนื้อเลย

แต่กล้ามเนื้อบางส่วนเน่าต่อ แผลติดเชื้อ
ต้องเลาะเนื้อตๅยออกเรื่อยๆ


หัวใจที่ผ่านวิบากกรรมมาก็ไม่ปกติ
หัวใจห้องบนเริ่มเต้นพลิ้วเร็วผิดจังหวะ
(Atrial fibrillation: AF)
บางช่วงต้องช็อกไฟฟ้าหัวใจกลับจังหวะ
หายแล้ว กลับมาเป็นใหม่อีก เพราะ
มีแผลติดเชื้อ —> กระตุ้นการอักเสบ —> กระตุ้น AF
ต้องให้ทั้ง amiodarone และ bisoprolol คุมไว้


ยังยังยังไม่พอ
แขนขวาเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากสายให้น้ำเกลือขนาดใหญ่
(Peripherally inserted central catheter: PICC)
เพราะอย่างที่บอกไป ร่างเธอเลือดแข็งตัวมั่วไปหมด
แต่ถ้าไม่ใส่สายตอนนั้นเธอก็ไม่รอด
ต้องดึงสายออก แล้วเริ่มยากันเลือดแข็งระยะยาว

ลำไส้ก็เริ่มขาดเลือด เธอต้องถูกผ่าท้องซ้ำหลายครั้ง
บางช่วงต้องตัดลำไส้ออก
และยังเจอภาวะลำไส้ทะลุเชื่อมออกผิวหนัง
(Enterocutaneous fistula: ECF)

คืออุจจาระรั่วออกทางแผลหน้าท้อง
ติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก หน้าท้องติดเชื้อ
ขาหนีบมีเลือดคั่ง (Hematoma)


เล่าไปยังไงก็ไม่หมด ชีวิตหลังจากหัวใจหยุดเต้น
อวัยวะแทบจะพัง ตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อน
ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้องใช้ทีมแพทย์แทบทุกสาขามาช่วยกันดู
ในขณะที่เด็กน้อยปกติดีแล้ว เพียงแต่ยังไม่เจอแม่
กับสามี และญาติที่กำลังรอฟังข่าวดี
หลังจากเจอแต่ข่าวแย่ๆ จาก ICU


สุดท้าย รอดจ้า
หลังผ่านวิกฤติชีวิตไปกว่า 4 เดือน
เธอสามารถหายใจเองได้ คุยได้
และถูกส่งไป รพ. ฟื้นฟู

แต่เธอยังมีร่องรอยจากวิกฤติเยอะมาก
▪️ความจำและการคิดแย่ลง
▪️แขนขาขวาอ่อนแรง
▪️กลั้นปัสสาวะไม่ได้ช่วงหนึ่ง
▪️กล้ามเนื้อฝ่อลีบ
▪️ปลายเท้าตก เดินลำบาก
(Foot drop)

ต้องทำกายภาพ
ฝึกกิจกรรมฟื้นฟู
และฝึกพูดระยะยาว

3 ปีผ่านไป
เธอกลับมาเดินเองได้แล้วค่ะ
แต่ยังต้องมีคนช่วยอยู่
ถึงอย่างนั้นในช่วง 3 ปีมานี้ก็ไม่มีวิกฤติอะไรอีกแล้ว
ใช้ชีวิตอยู่กับสามีและลูกต่อไปค่ะ


“น้ำคร่ำอุดตันหลอดเลือด”
(Amniotic fluid embolism: AFE)

ภาวะสูติกรรมที่โคตรน่ากลัว
และขึ้นชื่อว่า “มาเร็ว ไปเร็ว”
เครื่องมือพร้อม โอกาสเสียชีวิตก็สูงมาก

จนแล้วจนรอด ปัจจุบันก็ยังไม่เข้าใจกลไก
เพราะเคสเกิดน้อยมาก ข้อมูลลึกๆ ก็มีแต่
การตรวจชิ้นเนื้อหลังเสียชีวิต

แต่เชื่อว่าเกิดจากองค์ประกอบ
จากน้ำคร่ำหรือเซลล์ทารก
หลุดเข้าสู่กระแสเลือดแม่
แล้วกระตุ้นการอักเสบรุนแรงมหาศาล

คล้ายอาการแพ้รุนแรงน่ะค่ะ
ทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารอักเสบรุนแรงในเวลาสั้นๆ
กระตุ้นการแข็งตัวของเลือดรุนแรงมาก

สุดท้ายปอดพัง หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดขยาย
เลือดแข็งตัวรวนทั้งระบบ
บางคนเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที

สิ่งที่น่ากลัวคือ
หลายเคสก่อนหน้า “ปกติดีทุกอย่าง”
ไม่มีสัญญาณเตือนอะไร ไม่มีโรคประจำตัว
หลายๆ เคสก็ตั้งครรภ์ในอายุไม่มากด้วย


ย้ำอีกทีว่าโรคนี้หายากมาก
(เกิดทีมักเป็นข่าวน่ะค่ะ)

แต่มันเป็นการย้ำเตือนว่า
การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
แม้ส่วนใหญ่จะปกติไม่มีอะไร

แต่ถ้าฝากครรภ์ มีสัญญาณเตือนแล้วรีบมาพบหมอ
อยู่ภายใต้ความดูแล แม้จะมีภาวะแทรกซ้อน
ก็ลดอัตราเสียชีวิจ อัตราเกิดภาวะแทรกซ้อนลงมาก


ปล. เคสจริงจากจีนค่ะ ซึ่งในไทยก็มี แต่เคสนี้อธิบายค่อนข้างละเอียดถึงเหตุที่เกิดใน ICU เพราะหลายคนจะคิดว่า ICU คือเป็นหนัก แต่คงไม่รู้ว่าหนักที่ว่าหนักขนาดไหน

อาหวังพรีเมียม Manifia
02/08/2026

อาหวังพรีเมียม
Manifia

ไม่รอด ต้องออกละ
02/08/2026

ไม่รอด ต้องออกละ

ออกกันยางงง มีใครชอบออกกับยางยืดบ้างคะะะ
02/08/2026

ออกกันยางงง มีใครชอบออกกับยางยืดบ้างคะะะ

ใครที่อยากออกกำลังกายแบบเสริมกล้ามเนื้อ แต่ไม่มีเวลาไปยิม แนะนำออกกับยางยืด resistance band ค่ะ

อย่างท่า squat นอกจากจะออกแล้วได้เสริมเรื่องก้นและขาหน้า การคล้อง band แล้วกางออก ก็จะช่วยเพิ่มแรงต้านได้มากค่ะ

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งลงได้ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และเต้านม ลดค่อนข้างเยอะเลยค่ะ

สารหลายอย่างจากกล้ามเนื้อ
เช่น SPARC ก็มีฤทธิ์ควบคุมการแบ่งเซลล์, IL-6 ช่วยลดการอักเสบ ซึ่งเป็นแวดล้อมที่ชวนเกิดมะเร็ง

แม้ตอนที่เป็นมะเร็งแล้ว ออกกำลังกายก็ช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงพร้อมกำจัดมะเร็ง ร่วมกับการรักษา

มวลกล้ามเนื้อที่ดี ช่วยให้คุณภาพชีวิตดี มีเรี่ยวแรงในการรักษา ลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ดีมากค่ะ

หมอเอวามาชวนวิ่งแล้วววว ออกกำลังกายส่งผลต่อสมองโดยตรงนะคะ ไม่ต้องถึงขั้นซึมเศร้า แค่กลุ่มเครียดเรื้อรังก็ช่วยละค่าาา
02/08/2026

หมอเอวามาชวนวิ่งแล้วววว ออกกำลังกายส่งผลต่อสมองโดยตรงนะคะ ไม่ต้องถึงขั้นซึมเศร้า แค่กลุ่มเครียดเรื้อรังก็ช่วยละค่าาา

อย่างที่ย้ำเสมอว่า การออกกำลังกาย เป็น 1 ในวิธีช่วยรักษาซึมเศร้า และป้องกันการเป็นซ้ำได้ดีมาก

มันไม่ใช่แค่เหตุผลแนวๆ เหนื่อยจนไม่เศร้า แต่มันมีกลไกเชิงชีววิทยาจริง สารจากกล้ามเนื้อหลายตัว เช่น IL-6, lactate

สามารถไหลไปสมองแล้วกระตุ้นให้เซลล์ประสาทสร้างสาร BDNF, NGF สองตัวนี้จะคอยฟื้นฟูให้เซลล์ประสาทกลับมาแตกแขนง เชื่อมต่อกันเหมือนเดิม

ซึ่งแม้กลไกจะคล้ายกับผลของยาต้านเศร้า แต่ความจำเพาะต่อบริเวณสมองน้อยกว่า แต่มันเหมือนปรับภาพรวม เสริมการรักษาเข้าไป

ใครยังไม่ได้เริ่มเลย
ลุกมาเดินไปมาก่อนก็ได้ค่ะ

โดยเฉพาะใครเก็บตัวนาน ออกไปเดินนอกบ้านให้ชินก่อน บางคนมีปัญหา amygdala เปิดหวาดระแวง กลัวคน มักพบบ่อยๆ ตอนที่อาการกำเริบแล้วเก็บตัว

จากนั้นขยับขึ้นมาเป็นเดินเร็วให้เหนื่อยๆ
แล้วก็เริ่มวิ่งเลยค่ะ

ใครไม่สะดวก ไม่มีที่จริงๆ
เปิดคลิป youtube หาพวก cardio workout เต้นตามนั้นเลยค่ะ

02/08/2026

ดูแลสุขภาพเสมอนะคะ #สาระ #ความรู้ #สุขภาพดี #ชีววิทยา

Address

St. Petersburg

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Tensia posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to Tensia:

Shortcuts

Share