The Gossip The Gossip News ครบทุกเรื่องบันเทิง

17/05/2026

ยายอยู่บ้านนอก อยากเห็นหลานออกทีวี ประกวดร้องเพลงมานานปี ตกรอบหลายที บ่มีท้อ #อ้นภาณุวัฒน์ #ชิงช้าสวรรค์

มีข่าวดี “หมอบุ๊ค” เตรียมแต่ง “ขนม” ปลายปีนี้! เคลียร์ดรามา “เทศกาลรถตู้” โยงปมกับอดีตสามี พร้อมตั้งทนายฟ้องชาวเน็ต รุกล...
16/05/2026

มีข่าวดี “หมอบุ๊ค” เตรียมแต่ง “ขนม” ปลายปีนี้! เคลียร์ดรามา “เทศกาลรถตู้” โยงปมกับอดีตสามี พร้อมตั้งทนายฟ้องชาวเน็ต รุกล้ำ! ความเป็นส่วนตัว

ไม่ปล่อยให้ต้องเดากันไปนาน เพราะล่าสุดกลางรายการ คุยแซ่บShow “ขนม ศศิกานต์“ พร้อมด้วยหวานใจดีกรีหมอ ”หมอบุ๊ค“ ออกมาเคลียร์ดรามา 108 คำถามที่ชาวเน็ตสงสัย ทั้งปม ”เทศกาลรถตู้“ ที่โยงอดีตสามี รวมไปถึงทิ้งลูกทั้ง 2 คนไว้ให้ตายายเลี้ยง ซึ่งเจ้าตัวก็พาทั้ง “น้องตั้งใจ“ อายุ 4 ขวบ และ ”น้องเติมเต็ม“ อายุ 1.6 ขวบ มาออกรายการ ยืนยันว่าลูกทั้งสองคนกับหมอบุ๊คสนิทกันดี แถมงานนี้ก่อนจบ ยังมีข่าวดีทิ้งท้ายอีกด้วย

ตอนนี้พัฒนาการลูกทั้งสองคนเป็นยังไงบ้าง ?
ขนม : คือคนโตเค้าเพิ่งสอบติด ที่สาธิต นานาชาติ ของ มข. ส่วนคนเล็ก เค้าคลอดก่อนกำหนด คลอดตอน 7 เดือน เรากลัวว่าพัฒนาการเค้าจะช้าหรือเปล่า เพราะว่าตอนคลอดออกมาเค้ายังโตไม่เต็มที่ แต่พอเห็นแบบนี้เราก็สบายใจแล้ว เพราะว่าเราก็สอนลูกคนโตว่า ถ้าอยากได้อะไร ต้องมาช่วยเราขายของ สอนให้เค้าหาเงิน

และทั้งสองคน เรียกหมอบุ๊คว่าอะไร
ขนม : เรียกว่าพี่บุ๊ค
น้องตั้งใจ : บุ๊คจ๋า หรือบางทีก็เรียกพี่หมอ
หมอบุ๊ค : ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำที่เรียกง่ายๆ

พอย้อนกลับไปช่วงแรกๆเราก็ไม่กล้าเล่นกับเด็กทั้งสองคน ?
หมอบุ๊ค : คือเราคิดเยอะ น้องตั้งใจเค้าเป็นผู้หญิง เราก็ไม่กล้าไปเล่นอะไรด้วย ช่วงหลังก็สนิทกันมากขึ้น เริ่มใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น อย่างเติมเต็มช่วงนี้จะซนหน่อย เริ่มน้ำหนักมากขึ้น (ยิ้ม)

เริ่มดรามาแรกเลย บอกว่าขนมกับหมอบุ๊คไม่ค่อยได้เลี้ยงลูก?
ขนม : ก็จริงจริงค่ะ หนูไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเท่าไหร่ เพราะเหตุผลที่เราต้องอยู่เขาใหญ่ เราขายของ เราต้องไลฟ์ขายของด้วยกัน เราต้องทำงาน เพราะเราไลฟ์คู่กันยอดมันจะดีกว่า และด้วยความที่เราเป็นแม่ เราก็อยากจะเลี้ยงลูกเอง แต่สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ เราก็ทำเพื่อเขา ตอนนี้เราก็ตัดคำพูดคนออกไป เราก็ตั้งใจทำงาน

และสาเหตุที่ไปอยู่เขาใหญ่เพราะว่าคุณหมอบุ๊คเป็นหมอประจำที่โน้น?
ขนม : เอาจริงๆหนูกลับบ้านบ่อยมาก 1 เดือน กลับ 3-4 หน หรือบางทีเรามีงานที่ขอนแก่น เราก็คนโตไปทำงานด้วย เค้าก็เลยไม่รู้สึกว่าห่างกับเรา แต่คนโตจะเข้าใจ เพราะเค้าจะบอกว่าเราไปทำงานไปหาตังค์มาให้

แล้วจุดเริ่มต้นดราม่าเรื่องรถตู้ ?
ขนม : เอาจริงๆมันเกิดจากการที่หนู ตอนที่กำลังไลฟ์ขายของ เราก็บอกว่าช่วยซื้อหน่อย หนูกำลังอยากได้รถตู้คันใหม่ ไม่ได้มีเทศกาลรถตู้อะไร ตั้งใจจะซื้อรถตู้ใหม่ให้ลูกเฉยๆ รถตู้คันเดิมมันมีเหตุจำเป็นที่มันจะไม่ได้อยู่กับเรา ส่วนเทศกาลรถตู้ก็มาจากเพื่อนเรา เค้าก็บอกว่าทำซิ แล้วก็ขอบคุณพี่เจ้าของแบรนด์ที่เค้าจ้างเราเข้ามาให้ไลฟ์ เพราะว่าสองวัน ก็น่าจะรับไปทั้งหมดประมาณ 30 แบรนด์ ยอดรวมทั้งหมดขายของไปเกือบ 3 ล้านกว่า ซึ่งถามว่ามันเหนื่อยไหม มันเหนื่อย แต่มันสนุกที่ได้ทำ

บางคนก็เลยถามกลับมาว่า ทำไมเราไม่สอนให้ลูกประหยัด ?
ขนม : บ้านหนูคือเลี้ยงลูกด้วยตากับยาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่าตากับยายจะให้เด็กสองคนหรูหรา เพราะว่าทั้งสองคนเองเค้าก็ไม่ได้หรูหราอะไร ซึ่งถ้าดูในไลฟ์สด เด็กสองคนก็แต่งตัวบ้านๆ บางทีเสื้อมันใหญ่ไปก็ต้องเอาหนังยางรัด แล้วการที่เราจะซื้อรถตู้ให้ คือเราอำนวยความสะดวกให้คนแก่สองคน ในการที่จะขนของเด็กไปไหนมาไหน เพราะเขาเลี้ยงสองคนจริงๆ รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัยเพราะว่ามีทั้งเด็กและคนแก่ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นกับเรา และเรามีศักยภาพในการหามันมา เพราะว่าเรายังทำงานได้ เราก็อยากทำให้ลูกเฉยๆ ไม่ใช่เราสอนให้ลูกเราไม่รู้จักความลำบาก เพราะลูกเราไม่ได้หรูหรา

และอีกหนึ่งประเด็นที่เวลาไลฟ์ขายของทำไมเอาลูกมาไลฟ์ด้วย เอามาทำมาหากินทำไม?
ขนม : คือน้อยมากที่เอาลูกมาไลฟ์ นอกจากที่เจอกัน แล้วเราต้องทำงาน เราถึงเอามาไลฟ์ด้วย เพราะเวลาเรากลับไปหาลูก เราอยากใช้เวลากับเขามากกว่า

ซึ่งพอเกิดดราม่า คนมองว่าเราต้องการสร้างมันขึ้นมา เพื่อให้คนเข้ามาดูไลฟ์สด?
ขนม : ชีวิตหนูมันมีกระแสเยอะแยะ เราไม่ต้องการจะแตะต้องเรื่องลูกเลย แต่วันนั้นที่เราพูดไป เพราะว่าเราต้องการทำงานมากขึ้นเพื่อจะเอาเงินไปซื้อรถตู้ให้ลูก เพราะว่าเราก็เหนื่อยกับกระแสแล้วเหมือนกัน

คุณหมอบุ๊คให้กำลังใจขนมยังไง?
หมอบุ๊ค : ส่วนใหญ่เราก็อยู่ข้างๆ คอยบอกเขา ว่าไม่ต้องไปสนใจมากก็ได้ ปล่อยผ่าน ทำใจให้เรามีความสุข เราก็จะสบายใจ

และมีคอมเม้นต์ไหนที่ทำให้เราต้องตัดสินใจออกมาชี้แจง ?
ขนม : หนูโดนมาหลายกระแส เราก็ค่อนข้างมีภูมิคุ้มกัน กับคอมเม้นต์ต่างๆ แต่เรื่องที่จะไม่โอเคโดยการพูดถึงลูก หรือพูดถึงพ่อแม่เรา ยังกับคอมเม้นต์ที่บอกว่า ถ้าแม่ตายไป ลูกจะอยู่ยังไง หรือต้องให้ลูกตายไปด้วยไหม ซึ่งเรารู้สึกไม่ไหว มันเป็นการไปว่าลูก เราก็คิดว่า เราจะฟ้อง ที่ผ่านมาเราไม่เคยฟ้องใคร แต่รอบนี้คิดๆ ก็คุยกับทนาย เราฟ้องจริง พี่บุ๊คบอกหนูว่าไม่ให้รับเป็นกระเช้า
หมอบุ๊ค : เราก็ให้เค้าเลือกเป็นเคสบายเคส บางคอมเม้นต์มันรุนแรงเกินไป ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เลือกเป็นเคสไป

และอีกหนึ่งคอมเม้นต์ ที่บอกว่าขนมป้อนข้อมูลที่ไม่ดีเกี่ยวกับอดีตสามีให้กับลูก?
ขนม : ซึ่งมันก็มีคนคอมเม้นต์แบบนี้จริง คือถ้า ใครติดตามบ้านของเราจริง จะรู้ว่าความทรงจำที่ผ่านมาคือสิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวเรา ลูกหนูสำคัญมาก หนูจะไม่แตะต้องอะไรเลยที่เป็นความรู้สึกเกี่ยวกับลูกเลย ถ้าสมมุติหนูป้อนข้อมูลไม่ดีให้กับลูก คนก็จะเห็นได้เลย ถ้าเค้าเห็นหน้าอาจจะไม่เอาเลย แต่นี่เวลาเจอหน้าก็รักเหมือนเดิม เค้ายังอบอุ่นเหมือนเดิม เค้ายังมีความสัมพันธ์พ่อลูกเหมือนเดิม เวลาไปหาปะป๊า เค้าก็ไม่อยากกลับมาหาเรามันก็อารมณ์นี้ เราแยกแยะออก ความเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกันมันก็ต้องเหมือนเดิม เพราะเค้าก็มีความทรงจำ เกี่ยวกับพ่อเขา หนูจะไม่แตะต้องตรงนั้นเด็ดขาด

พอมันเจอดราม่า มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราสองคนไหม?
ขนม : ถ้าหมายถึงในชีวิตคู่ หนูเกรงใจเขา หนูไม่อยากให้เขามาลำบากกับสิ่งที่เราต้องเจอ เป็นห่วงเขา เค้าบอกเขาว่าถ้าไม่โอเคไปได้นะ ฟิวส์ประมาณว่าเหมือนเราไปกวนชีวิตเขา
หมอบุ๊ค : เอาจริงๆผมไม่ค่อยมีเวลาได้เสพดราม่า เราจะคอยดูเขาเป็นหลัก เพราะว่าเขาได้รับข้อมูล เพราะผมคิดว่า ผมสามารถรับมือกับมันได้ ไม่ได้มีผลต่อสภาวะจิตใจเลย
ขนม : เค้าค่อนข้างแข็งแกร่ง เค้าสอนให้หนู สู้คน
หมอบุ๊ค : ผมก็บอกเค้าไปว่าผมก็จะอยู่กับเขา ไม่ทิ้งเค้าไว้กลางทางแน่นอน ก็แก้ปัญหาไปด้วยกัน

ก่อนหน้านี้ทำไมรูป ของขนม ในไอจีของหมอบุ๊ค หายไปหมด?
หมอบุ๊ค : ซ่อนครับ ตอนนั้นน่าจะมีอารมณ์ เป็นการงอนกัน (ยิ้ม)
ขนม : เหมือนส่วนมากจะเป็นเรื่องที่เราคุยกันแล้วไม่เข้าใจกันสักที เหมือนเค้าคุยมาทางซ้ายแล้วมันทะลุออกไปทางขวาเลย เพราะเค้าจะมีกฎของเค้า ห้ามแต่งตัวโป๊ หรือเรื่องที่พูดแล้ว 10 รอบแล้วนะ ยังซ้ำๆอยู่ เค้าก็อยากให้ปิดมิดชิด
หมอบุ๊ค : ก็ไม่อยากให้เค้าโชว์เรือนร่างเยอะเกิน
ขนม : คือถ้าด้านหน้าถึงคอ ด้านหลังสามารถเปิดได้ แต่ถ้าด้านหน้าเปิด ก็คือโป๊

คู่นี้แต่งเมื่อไหร่ ?
หมอบุ๊ค : เป็นเร็วๆ นี้ครับ ปลายปีนี้ครับ ให้ได้ลุ้นกัน
ขนม : ซึ่งในรายละเอียด หนูได้แจ้งเขาไว้หมดแล้ว (ยิ้ม)
หมอบุ๊ค : เค้าก็แจ้งว่าอยากให้คนที่เขารักอยู่ด้วยกัน และเปรยๆ ว่าทะเลมานิดหน่อย จบแล้วอีดอก

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mam

คลิปสัมภาษณ์ : https://youtu.be/dN4566oc7eo?si=CGTH8XGIZR7_FrEf

CRUNSH เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมคอลเลกชัน Summer 2026CRUNSH แบรนด์แฟชั่นน้องใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและความสนุก เปิดตัวอ...
13/05/2026

CRUNSH เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมคอลเลกชัน Summer 2026

CRUNSH แบรนด์แฟชั่นน้องใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและความสนุก เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายใต้คอนเซปต์ “crunch” หรือความรู้สึกกรุบกรอบ สดใหม่ และสนุก ในแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ พร้อมเผยโฉมคอลเลกชัน Summer 2026 ที่สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน โดยมีเหล่าคนดังมาร่วมสร้างสีสันอย่างคับคั่ง อาทิ ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์, โอเบย์-ปัณณวิชญ์ สิริเกียรติวาณิชย์, นินน่า-ญาณิน โอภาสสถาวร, เมเบิ้ล-สิริวลี สิริวิบูลย์, แป้งจี่-ปภาวรินท์ สวัสดิเวช, พราว-อรณิชา กรินชัย, โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร, เฟย์-พรปวีณ์ นีระสิงห์, นัท-นัทธมน โชคจินดาชัย, ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ แตงโม-ปุณณดา พรหมยศ

CRUNSH มุ่งนำเสนอเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่รักการใช้ชีวิต ชื่นชอบการเข้าสังคม มีความมั่นใจในแบบของตัวเอง และเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว มีความหวานแต่ไม่ธรรมดา แอบซุกซน ขี้เล่น และโดดเด่นในทุกที่ที่เธอไป

สำหรับคอลเลกชัน Summer 2026 นี้ CRUNSH ถ่ายทอดเอกลักษณ์ผ่านลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากคาแรกเตอร์การ์ตูน โดยมี “แมว” เป็นตัวแทนหลัก สื่อถึงความขี้เล่น ซุกซน และดื้นรั้น ที่ตัดกับลายดอกไม้ซึ่งเพิ่มความหวานอย่างลงตัว เกิดเป็นสมดุลระหว่างความแสบซ่า และความละมุนได้อย่างลงตัว โดยจะวางจำหน่ายในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้

ด้านการออกแบบ CRUNSH ให้ความสำคัญกับความสบายในการสวมใส่ ควบคู่ไปกับความทันสมัย โดยเลือกใช้ผ้าหลักอย่าง spandex blend และ cotton ที่ให้ทั้งความยืดหยุ่นและความสบาย แต่ยังคงความแฟชั่น ทำให้สามารถใส่ได้จริงในทุกโมเมนต์ของชีวิต ตั้งแต่วันสบาย ๆ ไปจนถึงวันที่ออกไปสนุกกับเพื่อน

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของ CRUNSH ในการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้สนุกกับแฟชั่นในแบบของตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่ต้องการให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะเป็นตัวเองในแบบที่ “กรุบกรอบ” และไม่เหมือนใคร

“ตี๋ตี๋-ป๋อ” ยอมรับเคยเครียดกับคอมเมนต์ จากวันที่ไม่มั่นใจ สู่เซฟโซนของกันและกันเบื้องหลังรอยยิ้มและพลังสดใส ตี๋ วันพิชิ...
13/05/2026

“ตี๋ตี๋-ป๋อ” ยอมรับเคยเครียดกับคอมเมนต์ จากวันที่ไม่มั่นใจ สู่เซฟโซนของกันและกัน
เบื้องหลังรอยยิ้มและพลังสดใส ตี๋ วันพิชิต-ป๋อ ศุภการ เปิดใจแบบลึกซึ้งผ่านรายการ Woody Talk ถึงอีกด้านของทั้งคู่ความสัมพันธ์ มิตรภาพ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน และเรื่องแรงกดดัน การรับมือกับ Feedback ด้านลบ รวมถึงช่วงเวลาที่คอยเป็น Safe Zone ให้กันและกัน
ความฝันที่ได้มีโอกาสทำสิ่ง ๆ นี้เกิดขึ้นแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง ?
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : รู้สึกว่าเกินความคาดหมายไปแบบเยอะมาก ๆ เพราะว่าตอนแรกมันก็มีความคาดหวังในระดับหนึ่งที่แบบว่าเราอยากแบบ famous ขึ้นนิดหนึ่ง ดีใจมาก ๆ เลยที่ผลตอบรับขนาดนี้
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : ดีใจที่ซีรีส์พาเรามาได้ไกลขนาดนี้ แล้วก็เป็นเรื่องแรกของพวกเราด้วยที่ได้รับบทนำ แล้วคนชอบด้วย
ความสุขที่ได้รับจากคนรอบข้างอะไรที่ได้ฟังแล้วมันชื่นใจ คำพูดแบบไหนบ้าง ?
ป๋อ ศุภการ : ผมว่าน่าจะเป็นการที่เขาบอกว่าเราทำให้เขาผ่านเรื่องแย่ ๆ ในแต่ละวันไปได้
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : เคยมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเป็นงาน private talk พี่คนที่เข้ามาเขาเป็นมีทั้ง 2 แบบเลย มีทั้งคนที่เป็นหมอจิตแพทย์กับคนที่เป็นผู้ป่วย คนที่เป็นหมอเขาก็พูดว่า ตอนแรกไม่รู้จักตี๋ป๋อเลย แต่ว่ารู้จักได้เพราะว่าคนไข้ คนไข้เอาพวกเรา 2 คนไปนั่งดู เหมือนเป็นกำลังใจให้เขา แล้วเขาก็ไปคุยกับคุณหมอคนนี้ รู้สึกว่าเราทำให้เขายิ้มได้มากขึ้น
represent บางเรื่องของสังคมจริง ๆ ไหม คือมีคนเข้ามาแล้วเราบอกเขา relate ได้กับคาแรคเตอร์นี้ เขา relate ได้กับปัญหา ?
ป๋อ ศุภการ : ที่จริงผมมีอดีตเหมือนกันที่อาจจะคล้าย ๆ กับฉิน ในเรื่องของการ perform บนเวที โดนคอมเมนต์ว่าคุณไม่มีความเป็นศิลปินต่าง ๆ น่าจะเหมือนที่ฉินโดน ก็เลยรู้สึกว่าพอมีอะไรมาปลดล็อก อย่างในเรื่องก็อาจจะเป็นด้วงที่แบบเข้ามาปลดล็อกเรา ก็ทำให้เรามั่นใจขึ้น
อะไรปลดล็อกชีวิตจริง ?
ป๋อ ศุภการ : น่าจะเป็นเพื่อน ๆ ถ้าชีวิตจริงป๋อน่าจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่เราไม่ได้แล้ว ถ้าเราเสียตรงนี้ไปเราจบ แล้วมันมี 1 อาทิตย์ที่ผมอยู่กับวงทั้งอาทิตย์แล้วซ้อมทั้งวันทั้งคืน แล้วก็อยู่ ๆ ก็ปลดล็อกได้ ในเรื่องของการ Express เมื่อก่อนผมเป็นคนแบบนิ่งมาก ๆ คือเวลา perform คือแบบหน้าเดียว ปลดล็อกเรื่องนี้น่าจะประมาณ 3 ปี คืออยู่กับสิ่งนี้ประมาณ 9 ปีแล้ว เพิ่งมาปลดล็อกได้ประมาณ 3 ปีที่แล้ว
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : ตลอดมาเขาจะเล่าเรื่องราววัยเด็กให้ฟังว่าเขาเคยเป็นเทรนนีมา คือเขาสู้มาตลอด
อะไรคือพลังงานที่ทำให้เรา push ตัวเองขึ้นมาได้เรื่อย ๆ ในวันที่มันอาจจะไม่เหลือกำลังใจ ?
ป๋อ ศุภการ : ส่วนหนึ่งก็เพราะรู้สึกว่าทำมาขนาดนี้ อยากสู้ให้มันสุด ไหน ๆ เราก็เลือกแล้ว ผมว่ามันคือสิ่งที่เราชอบ แต่ตอนทำอาจจะยังไม่ได้มีความสุข
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : แต่ตี๋ว่าทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะว่าด้วยสังคมเมื่อก่อนเขาอยู่กับการแข่งขันมาตลอด แต่ว่าทุกวันนี้มันอยู่ที่ความพยายามของเขาล้วน ๆ เลยมากกว่า วันแรกที่เจอจะนิ่ง ๆ แต่เรารู้สึกว่าเขาน่าแกล้งตัวขาว ๆ ใส่เสื้อเชิ้ตมา หน้าสดเลย เขาเป็นคนที่มาจากบอยแบรนด์ด้วย ก็เลยรู้สึกว่าน่าเข้าไปทำความรู้จัก น่าไปแกล้ง
อยากแกล้งตั้งแต่วันแรกที่เจอ ?
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : แค่อยากแกล้งเฉย ๆ
ป๋อ ศุภการ : เขาชอบแกล้งคนอื่น เอาจริง
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : จริง ๆ ชอบแกล้งคนอื่น แต่ว่าเป็นคนที่เราอยากอยากคุยด้วย ไม่เป็นกับทุกคนที่ครั้งแรกเราจะแกล้งเลย เขาก็งง ๆ จะมีท่าประจำที่ดึงหัว ดึงผม
ตี๋เข้าวงการยังไง ?
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : คือเริ่มจากที่รู้จักผู้จัดการ รู้จักครูเบิร์ดก่อน แล้วเขาได้แนะนำให้พี่ออฟ ก็เลยได้เข้าดูมันดิ (DoMunDi) มา พอเข้าดูมันดิ (DoMunDi) ก็ได้ทำหลายอย่างมาก ได้เข้ารายการ reality แต่พอเข้ารายการ reality ปีแรก ซีซั่นแรก ยังไม่มีพาร์ทเนอร์ แล้วก็วนมาเจอพี่ป๋อตอนซีซั่น 2 ก็เลยได้มีพี่ป่อเป็นพาร์ทเนอร์ แล้วก็เล่นกี่หมื่นฟ้า และมีวันนี้เลย ได้รางวัล Best Partner แล้วก็ได้เล่นด้วงกับเธอ
ถ้าให้พูดตรง ๆ แบบไม่ต้องเกรงใจ อีกคนคืออะไรในชีวิตคุณตอนนี้ ?
ป๋อ ศุภการ : สำหรับผม ตี๋เป็นสิ่งที่ balance ชีวิตผม ทำให้ชีวิต balance ขึ้น เรื่องในหัว ความเครียดอะไรต่าง ๆ การที่ผมคิดเยอะมาก ๆ ตี๋ทำให้ผม relax มากขึ้น สดใสมากขึ้น
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : ถ้าพูดถึงตอนนี้ นิยามน่าจะเป็นคำว่า safe zone เหมือนที่พี่ป๋อเคยพูดตอน final EP หรือว่าในหลาย ๆ ครั้ง เพราะว่าตี๋เคยพูดแบบนี้หลายที่มาก ๆ ที่บอกว่าดีใจมากที่ได้ไปเป็นพาร์ทเนอร์พี่ป๋อ เพราะมันเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่างมาก ทั้งทำให้โตขึ้น ทำให้อยากเก่งขึ้น หรือว่าทำให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น คือมันเปลี่ยนไปหมดเลยทุกอย่าง
อะไรที่เหมือนกันรู้สึกว่าคุยภาษาเดียวกัน ?
ป๋อ ศุภการ : ผมว่าที่จริงตอนแรกเลย ไม่คิดว่าจะเข้ากันได้ด้วยซ้ำ แต่เรายังมีความชอบเหมือนกัน คือการร้องการเต้น แล้วมันไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความชอบนี้ในค่ายของนักแสดงที่เป็นหลัก เราก็เลยได้มีโอกาสได้ทำงานด้วยกันบางชิ้นงาน Cover อะไรต่าง ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าอาจจะเข้ากันได้
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : เพราะว่าตอนที่ Friendship EP แรก ตอนที่ตี๋ไม่เลือกใครเลย หรือว่าเลือกรูปตัวเองขึ้นมา ตี๋ก็สัมภาษณ์ไปว่ารอตัวเองพร้อมกว่านี้ เพราะว่ารู้สึกว่าตอนนั้นเราไม่พร้อมอะไรเลย สกิลหรือว่าอะไรต่าง ๆ แล้วก็อยากเจอคนที่มีความชอบคล้าย ๆ เรา
ชอบศิลปินเหมือนกันไหม ?
ป๋อ ศุภการ : ตี๋ค่อนข้างชอบหลากหลาย ผมชอบ Pop R&B ฮิปฮอปบ้าง แต่ว่าอาจจะไม่เล่นลึกเท่าตี๋ ฟังทั้งสากลและเกาหลี
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : ฟังหลายมาก ฟัง Pop R&B ฟังฮิปฮอป ออกแนวอินดี้เลยแบบ Sweet and Low เมื่อก่อนฟังเพลงบ่อย
คิดว่าอะไรคือความมีเสน่ห์ที่สุดของเขา ?
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : จริง ๆ ตี๋ชอบบอกว่าตี๋ชอบตาเขา แล้วก็ถ้าเป็นนิสัยจริง ๆ ชอบอยู่แล้วที่เป็นความนิ่งแบบนี้ เพราะว่ารู้สึกสิ่งนี้ที่ทำให้ในหลาย ๆ ครั้งแบบดีแล้วที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าบางทีรู้สึกเหมือนกันว่าบางเหตุการณ์ที่เราเจอหรือว่าเราได้นั่งคุยกัน ถ้าตี๋เป็นคนพูดเป็นคนแสดงออกความรู้สึกชัด เป็นคนใจร้อน แต่ว่าถ้าเขาเป็นคนแบบเรา เราคงทะเลาะกันไปแล้ว
ป๋อ ศุภการ : ผมว่าตี๋เป็นคนที่มีเสน่ห์มาก หมายถึงว่าหน้าดีอยู่แล้ว หมายถึงว่าความหล่อมันดีอยู่แล้ว แต่ว่าผมว่าตี๋เป็นคนที่รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่สว่าง เวลาอยู่ด้วยแบบสดใสมาก ๆ แล้วก็ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ว่ารู้สึกว่าเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก ๆ อยู่แล้ว แล้วก็เป็นคาแรคเตอร์ที่คนน่าจะชอบ พลังงานบวก เวลาเราอยู่กับเขาก็ไม่ค่อยเครียด เพราะเขาก็ตลกด้วย
เรื่องอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ตลกที่คนไม่ค่อยรู้ เรื่องแรกที่มาในหัวคุณคือ ?
ป๋อ ศุภการ : คือตอนนี้รู้สึกว่าภาพที่ออกไปของเขา มันรั่วมากๆ อยู่แล้ว
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : แต่ตี๋นึกออก อันนี้คนไม่รู้ คือเขาจะเป็นคนที่ถ้าไม่อาบน้ำออกบ้านแล้ว เขาจะไม่ขึ้นเตียงตัวเองเด็ดขาด พอกลับบ้านมาแล้วถ้ายังไม่อาบน้ำจะไม่ขึ้นเตียง
ป๋อ ศุภการ : รู้สึกว่าห้องนอนเป็นอะไรที่ต้องสะอาด ไม่งั้นเวลาเรานอนแล้วจะรู้สึกไม่ดี เวลาไปต่างประเทศด้วยกัน ตี๋เขาชอบแบบว่ากลับห้องมา พี่อาบก่อนเลย เดี๋ยวผมไปอาบ ผมอาบเสร็จ หลับอยู่บนเตียงแล้วก็ปลุกไม่ตื่นด้วย
อยู่ด้วยกันตลอดเวลาเป็นเหมือนกับครอบครัวไปแล้ว ?
ป๋อ ศุภการ : ผมว่านิยามยาก
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : ตั้งแต่เราเล่นซีรีส์ หรือว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ภาพหลายเหตุการณ์มาก ทั้งดีทั้งไม่ดี ทั้งเหนื่อย ในวันที่ทุกวันนี้ต้องพูดแล้วแบบยอมรับตรง ๆ เลยว่า อาจจะมีบ้างบางวันที่ Energy เราสลับกันแล้ว บางวันพี่ป๋อพูดเยอะ ตี๋ไม่พูด ตี๋พูดน้อย
ป๋อ ศุภการ : ผมว่าตี๋อาจจะโตขึ้นด้วย แล้วก็หลาย ๆ เดือนมา มันหนัก มันหนักกันทั้งคู่ แล้วเราเห็นตี๋แบบว่านิ่งบ้าง มีความคิดเยอะมากขึ้น อาจจะเครียดมากขึ้น เราก็อยากเป็นฝ่าย Push เขาบ้าง
อะไรที่รู้สึกว่ามันหนักในวงการนี้ ต้องทำงานต่อเนื่องทุกวันไม่ได้พักผ่อน หรือว่าการที่ต้องคิดกังวลหลาย ๆ เรื่อง ?
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : มันรวมกันหมดเลย เรื่องการพักผ่อน เรื่องการทำงาน เราอยู่ในฐานที่เข้าใจได้ เข้าใจได้ว่ามันต้องเหนื่อย มันต้องแลกกับเวลาพักผ่อน หรือว่าหลาย ๆ อย่าง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราเจอแล้วรู้สึกแย่เลย แบบ Down เลยคือคอมเมนต์ Feedback อะไรสิ่งที่เราทำไปแล้ว Feedback กลับมา อันนี้คือสิ่งที่คิดมากที่สุด บางทีเราเข้าไปอ่านโดยแบบไม่รู้ตัว กดเข้าไปแล้วมันเจอ ก็เครียด เพราะว่าตี๋เป็นคนคิดมาก ก็ยอมรับได้ แต่ว่าแค่พอเจอในสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจไว้ ไม่เคยเจอมาก่อน ตั้งตัวไม่ทัน
ช่วงที่ผ่านมามีวิธีในการวางยังไงหรือยังสะสมอยู่บ้าง ตอนนี้เจอแล้วเป็นยังไง ?
ตี๋ตี๋ วันพิชิต : แต่ถามว่าทุกวันนี้มีกังวลไหม มี แต่ว่าดีขึ้นเยอะมาก เพราะว่าเมื่อก่อนเคยรู้สึกว่าพอเจอ Feedback ที่มันแย่แล้วเราปรับปรุงตาม หรือว่าอะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่ดี ทุกวันนี้พี่ ๆ หม่ามี้ หรือว่าปะป๊า หรือว่าใคร ๆ ที่เป็นพี่ ๆ แฟนคลับ ก็บอกเสมอว่าเป็นตัวเองไปเถอะ ในแบบที่ให้เขารักก็พอ ทำดีที่สุดแล้ว ป๋อก็คืออีกคนหนึ่งที่บอกตี๋ว่าไม่เป็นไร มันดีแล้ว
ป๋อ ศุภการ : ผมว่าอาจจะเป็นคอมเมนต์ที่ตัดสินเรา ในขณะที่ยังไม่ได้ดู แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นตัวเองที่ประเมินตัวเองอยู่ตลอด เราไม่ได้ทำแค่ในพาร์ทนักแสดงแต่ว่ามีวงด้วยตอนนี้ ก็คือเป็นวงเดียวกัน ชื่อ DEX (Diverse Elements of XX) มี 6 คนปีที่แล้ว ตั้งแต่งานเดบิวต์ ตั้งแต่ช่วงฝึกซ้อมอะไรต่าง ๆ ผมรู้สึก Fail กับตัวเองตลอด เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีเลย มันห่างหายจากสิ่งที่เราทำไปก่อนหน้านี้ เพราะว่าผมเคยเดบิวต์มารอบหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่านี้ เสียงในหัวคือไม่ชอบเลย ทำไมทำได้แค่นี้ เครียด ยิ่งกดดันตัวเองยิ่งทำไม่ได้ พอมางานกีฬาสีของค่าย อันนั้นเป็นงานแรกที่รู้สึกว่าโอเค ตัวเองร่างเดิมกลับมา เพราะว่าน่าจะเป็นเสียงในหัวก่อนขึ้นว่า Stage นี้เป็นของเรา มันคือคำที่ได้ยินมาตลอด ตอนอยู่วงเก่า แต่ไม่ได้ยินจากตัวเอง ได้ยินจากพี่ในวง แล้วเรากลับมามีเสียงนี้ในหัววันนั้น รู้สึกว่าวันนั้นเราปล่อยจอยได้

งดงามทรงพลัง!! “น้ำผึ้ง-กานต์ธีรา”คว้ามงมิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026 “โอปอล-จูเลีย” ร่วมยินดี!! พร้อมบินชิงมงฟ้าที่เวียดนาม ก...
11/05/2026

งดงามทรงพลัง!! “น้ำผึ้ง-กานต์ธีรา”คว้ามงมิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026 “โอปอล-จูเลีย” ร่วมยินดี!! พร้อมบินชิงมงฟ้าที่เวียดนาม ก.ย. นี้
งดงามทรงพลัง “น้ำผึ้ง-กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล” สาวเชียงใหม่คว้าตำแหน่ง “มิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026” ไปครองตามความคาดหมาย ซึ่งเธอจะได้รับมงกุฎ Ocean Empress ด้วยศักยภาพที่เก่งรอบด้าน พร้อมทัศนคติที่เฉียบคมและโครงการการกุศลที่โดดเด่นไม่ค้านสายตาแฟนนางงาม เตรียมรับภารกิจสำคัญ เป็นตัวแทนสาวไทยบินไปชิงมงฟ้าในการประกวด Miss World ครั้งที่ 73 ณ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ในเดือนกันยายนนี้
สำหรับรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ มาลัย-มาลัยกะ คาร รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ คิม-จิราพัชร ดาทุมมารองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ อติน่า-คนธรสพรรณ วาสนาอาชาสกุล และรองชนะเลิศอันดับ 4 ได้แก่ เบนซ์-ปัณณิกา บุญศิริฐากร

#งามอย่างมีคุณค่า #มิสเวิลด์ไทยแลนด์2026

POP MART ฉลองครบรอบ 9 ปี DIMOO สุดยิ่งใหญ่ DIMOO HAPPY 9TH ANNIVERSARY เปิดโลก DREAMLAND FOREST ดินแดนแห่งความฝัน พร้อมส...
07/05/2026

POP MART ฉลองครบรอบ 9 ปี DIMOO สุดยิ่งใหญ่ DIMOO HAPPY 9TH ANNIVERSARY เปิดโลก DREAMLAND FOREST ดินแดนแห่งความฝัน พร้อมสินค้าดีไซน์พิเศษ DIMOO THAILAND LIMITED EDITION ณ สยามเซ็นเตอร์
POP MART THAILAND ภายใต้การบริหารของ POP MART INTERNATIONAL ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาร์ตทอยส์รายใหญ่ระดับโลก ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 9 ปีของคาแรคเตอร์ยอดนิยมระดับโลกอย่าง DIMOO ผ่านอีเวนต์สุดพิเศษ “DIMOO HAPPY 9TH ANNIVERSARY” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สยามเซ็นเตอร์
ระหว่างวันที่ 8 – 17 พฤษภาคม 2569 เนรมิตพื้นที่ Atrium 1 และ Atrium 2 ให้กลายเป็น “Dreamland Forest : ป่าแห่งดินแดนความฝัน” ถ่ายทอดโลกจินตนาการอันเป็นเอกลักษณ์ของ DIMOO พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัวสินค้าดีไซน์พิเศษ DIMOO THAILAND LIMITED EDITION ที่มีที่เดียวในโลก
อีเว้นต์ครั้งนี้ถ่ายทอดการเดินทางตลอด 9 ปีของ DIMOO ตั้งแต่จุดเริ่มต้นสู่การเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยมในระดับสากล ผ่านประสบการณ์งานศิลปะ ดีไซน์ และ storytelling เข้าด้วยกันอย่างลงตัว
โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา DIMOO เป็นทั้งคาแรกเตอร์ที่น่ารัก แต่เป็นตัวแทนของ “ความรู้สึก” ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้คนทั่วโลก โดยในปีนี้ DIMOO ได้เติบโตขึ้นสู่การเป็น “The Protector” หรือผู้ปกป้องความฝันและความรู้สึก สะท้อนผ่าน 4 แกนสำคัญ ได้แก่ Connection, Comforting, Dreamscape และ Always By Your Side
ไฮไลต์ของงาน คือการเปิดตัว DIMOO Thailand Limited Edition คอลเลกชันพิเศษอย่าง DIMOO PUPPY TOTO ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “สุนัขไทยหลังอาน” สัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ และการปกป้อง ด้วยเอกลักษณ์ขนที่ย้อนแนวบนแผ่นหลัง ถูกนำมาตีความใหม่เป็นดีไซน์ที่โดดเด่น รวมไปถึง Pop-up Limited อย่าง DIMOO ELEPHANT MOMO ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมคลาสสิก The Story of Babar เรื่องราวของลูกช้างตัวน้อยที่ออกเดินทาง เรียนรู้โลก เติบโต และค้นหาตัวตนของตัวเอง สะท้อนอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของ DIMOO จากโลกแห่งจินตนาการ สู่ความเข้าใจในโลกความจริง ผ่านภาพลักษณ์ที่อบอุ่น เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย และยังมีอีกหนึ่งสินค้าใหม่คือ DIMOO Guardian of Love Figurine มาในดีไซน์ DIMOO ที่กำลังอุ้มลูกสุนัขตัวเล็กที่โดดเดี่ยวมากอดไว้แน่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์เล็ก ๆ ของการปกป้องอย่างอ่อนโยน
โดยภายในงาน ได้เนรมิตพื้นที่การจัดงานเป็น “Dreamland Forest” หรือป่าแห่งดินแดนความฝัน พื้นที่แห่งการผจญภัยของ DIMOO และผองเพื่อน ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์รวมของความฝันและความปรารถนาของทุกคน โดยมี DIMOO ทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องความฝันเหล่านั้น “Dreamland Forest เปรียบเสมือนบ้านที่ปลอดภัยสำหรับความฝันของทุกคน ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ฉันได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ DIMOO ในฐานะผู้ดูแลและมอบความรักให้กับทุกสรรพสิ่ง ทั้งในโลกแห่งความฝันและโลกความจริง แต่ในปีนี้ ฉันอยากนำเสนอความรักในอีกมิติหนึ่ง ความรักในรูปแบบของการปกป้อง ซึ่งเป็นการปกป้องทั้งความฝันและความรัก จากเดิมที่ DIMOO ถูกมองว่าเป็นเด็กชายผู้เงียบขรึมและอ่อนไหว ในปีที่ 9 นี้ DIMOO ได้เติบโตขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Protector’ เพื่อส่งต่อความรักดูแล และปกป้องทุกคน” คุณอาเยียน เติ้ง (AYAN DENG) ศิลปินเจ้าของคาแรคเตอร์ DIMOO กล่าว
อีกหนึ่งความพิเศษที่ไม่ควรพลาด คือการปรากฏตัวของคุณอาเยียน เติ้ง (AYAN DENG) ศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ DIMOO ที่จะเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้ด้วยตนเอง เพื่อพบปะ พูดคุย และแบ่งปันแรงบันดาลใจในการออกแบบคาแรคเตอร์ พร้อมร่วมสร้างโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับแฟน ๆ ในวันที่ 7 พ.ค. 69 นี้ รวมไปถึงกิจกรรม Fansign ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 - 9 พ.ค. 69 นี้
ภายในงานแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก โดยเริ่มต้นที่พื้นที่กิจกรรม ณ ลานอีเว้นต์ Atrium 2 ซึ่งโดดเด่นสะดุดตาด้วย DIMOO PUPPY TOTO BIG BALLOON ซึ่งเป็นงานดีไซน์เดียวกับ Thailand Limited Collection ที่มีขนาดสูงกว่า 7 เมตร พร้อมดีเทลขนฟูสุดน่ารักที่เติมเต็มบรรยากาศให้มีชีวิตชีวา รายล้อมด้วย DIMOO Big Figure Installation ที่จัดวางกระจายทั่วพื้นที่ สร้างมุมถ่ายภาพสุดน่ารัก อีกหนึ่งไฮไลต์คือกิจกรรม DIMOO HAPPY 9TH ANNIVERSARY MESSAGE BOARD ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมส่งต่อความรู้สึกดี ๆ รวมถึงโซนช้อปปิ้ง ณ ลานอีเว้นต์ Atrium 1 ซึ่งเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญของเหล่านักสะสมและแฟน DIMOO กับการจัดเต็มสินค้าหลากหลายคอลเลกชันเฉพาะภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น Thailand Limited Collection, Pop-up Limited Collection, New Collection และ Hot Items รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์สุดฮิตที่ทุกคนรอคอย และตามหา
“การจัดงาน DIMOO HAPPY 9TH ANNIVERSARY ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองหมุดหมายสำคัญของคาแรคเตอร์ DIMOO แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของ POP MART ในการสร้าง platform ที่เชื่อมโยงศิลปะ ดีไซน์ และผู้คนจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านประสบการณ์ที่มีความหมายและสร้างแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากศิลปิน
คุณอาเยียน เติ้ง ในการเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองในครั้งนี้อีกด้วย” คุณศิริพร แผลงจันทึก Head of the Southeast Asia บริษัท ป๊อป มาร์ท กล่าว
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสนุกและแรงบันดาลใจ งานครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้และ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ บอส-ชัยกมล, พิ้งค์พลอย-ปภาวดี, เฟ-กัญญาพัชร และ เมษ์-ญดา มาร่วมสร้างสีสันและเฉลิมฉลองโมเมนต์พิเศษของการเปิดพื้นที่ใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักของแฟน ๆ ชาวป๊อปที่มาร่วมแบ่งปันความสุขอย่างอบอุ่นตลอดทั้งงาน
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโลกอาร์ตทอย และสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจาก DIMOO ได้ที่ ลานอีเว้นต์ Atrium 1, Atrium 2 ชั้น G และ POP MART สยามเซ็นเตอร์ ชั้น M พร้อมติดตามข่าวสาร กิจกรรม และสินค้าใหม่ ๆ ได้ที่
Facebook: POP MART THAILAND และ Instagram, Twitter, TikTok: popmartth

ชัดเจนกว่านี้ไม่มีแล้วจ้า!  #กัปตันช้าง เปิดตัวคบ  #ลำไยไหทองคำ โพสต์ภาพคู่สุดหวาน ตอกย้ำด้วยแคปชั่น 'ขออนุญาตร๊ากกกก'  ...
06/05/2026

ชัดเจนกว่านี้ไม่มีแล้วจ้า! #กัปตันช้าง เปิดตัวคบ #ลำไยไหทองคำ โพสต์ภาพคู่สุดหวาน ตอกย้ำด้วยแคปชั่น 'ขออนุญาตร๊ากกกก' #อามชุติมา = แม่สื่อ

"เจมส์ จิรายุ" เคยดื่มหนักทุกคืน ไม่นอนทั้งปี กลับมามีร่างนี้ได้เพราะภรรยาOn the way with Chom เปิดเบื้องหลัง Six Pack ส...
05/05/2026

"เจมส์ จิรายุ" เคยดื่มหนักทุกคืน ไม่นอนทั้งปี กลับมามีร่างนี้ได้เพราะภรรยา

On the way with Chom เปิดเบื้องหลัง Six Pack สุดลีนของ “เจมส์ จิรายุ” ใครจะรู้ว่ามีร่างนี้ได้เพราะภรรยาช่วยดึงสติ! เล่าหมดเปลือกกับช่วงชีวิตที่พังที่สุด สังสรรค์ทุกคืนแทบไม่ได้นอนเป็นปี จนสุขภาพพัง ภูมิแพ้กำเริบ กลับมาได้เพราะกฎเหล็กจากภรรยา! วิ่งทุกวัน เล่นเวทประจำ แต่คอเลสเตอรอลสูงปรี้ด! อาจต้องกินยาตลอดชีวิต? พร้อมเปิดเคล็ดลับร่างทอง ต้องยอมรับก่อนว่าไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ แต่ให้เริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้จริง สร้างโมเมนตัมให้ตัวเอง แล้วกำลังใจจะพาเราไปได้ไกลกว่าที่คิด

เรื่อง Hyrox เป็นไงบ้าง พอใจไหม ?
เจมส์จิ : หนังชีวิตครับ ไม่พอใจ เพราะว่าตอนแรกตอน Sim (Simulation) คิดว่าง่าย คือผมไม่ได้ซ้อมเอาจริง ๆ ตอนที่ไปคิวบิก ไปเทรน ผมก็ไปแต่ PT แล้วก็เห็นแบบว่า คุณภรรยากับเพื่อน ๆ เขาก็เล่นกัน แล้วผมเคยเล่นคลาสด้วยกันแค่ครั้งเดียวงั้นไม่เคยเล่นเลย แล้วก็เชื่อว่าตัวเองแข็งแรงมาก เพราะว่าวิ่งมา แล้วทุกคนก็จะอวยว่าถ้าเกิดคนวิ่งจะได้เปรียบ พูดอย่างงี้เสมอ เราก็รู้สึกว่าน่าจะได้เปรียบ

แต่ก็ได้เปรียบจริง ๆ คนวิ่งยังไงก็ได้เปรียบ
เจมส์จิ : ก็จริง แต่ผมว่าครึ่งหนึ่งของการแข่งขันเลย ตอนแรกผมก็คิดว่าผมแข็งแรงใช่ไหม แล้วก็รู้สึกว่าวิ่งกันมาแล้ว เวทกันมาแล้ว ทุกคนก็อวยนักวิ่งมากว่าน่าจะไปได้ แล้วพอไปจริง ๆ แล้ว จะอ้วก คือผมเพิ่งรู้เลยว่า คือสกิลการทำฐานก็น้อย เพราะว่าเราไม่ได้เข้าและก็ไม่ได้ลองแบบฝึกจริงจัง ผมว่าเวทมันได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อที่มันมากขึ้น แต่พอมาเล่นที่มันเกี่ยวกับ Functional การยก การย้าย มันก็แย่ พอไปลองจริง ๆ แล้ว เพิ่งรู้ว่าผมมีอาการนี้ด้วย ว่าตื่นเต้นมาก คือบรรยากาศมันเร้ามาก ตอนก่อนปล่อยตัว แล้วเขาก็จะมาบรีฟว่าอย่าไปวิ่งเลย วิ่งรอบเดียว ก็จะพูดกันเต็มไปหมดเลย แล้วก็เห็นแบบว่าคนถอดเสื้อกันแล้วก็แบบยืดกัน แล้วเวฟที่ผมอยู่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าทำไมผมถึงไปลงเวฟนั้น มันเป็นเวฟที่หาแรงมากเลย คือผมเปิดกันประมาณ 5 เลย ประมาณแบบเพจ 5 เลย แต่เป็น 2 คนที่ช้าที่สุดเขาไปกันหมดแล้ว ผมว่ามันส์ตรงที่ว่าเหมือนกับเหนื่อยจะขาดใจดี แบบว่าชีวิตเหมือนรู้สึกชีวิตมันสบายไป หรือว่าชีวิตมันออกกำลังกายเบาเกินไป อย่าง hyrox พอมันเป็นคู่ แต่ในส่วนตัวนะผมว่าคู่สนุก คือเดี่ยวก็จะถือว่าเป็นบุคคลที่ต้องแข็งแรงมาก และก็ต้อง challenge ตัวเองมาก พอมัน mix ผมว่ามันก็เป็นอะไรที่แบบเพลินดี หมายถึงว่าเหมือนกับเราวิ่งไปกับเพื่อนและก็เล่นไปกับเพื่อน เหนื่อยเราก็พักแต่ไม่มีโอกาสได้พักเลย

เรื่องหุ่นตอนนี้แฮปปี้หรือว่าจะไปต่ออีก ?
เจมส์จิ : ไปอีกหน่อย โดยรวมอาจจะให้มันเต็มขึ้น แต่ตัวใหญ่ผมว่าน่าจะยากแล้ว เพราะว่าด้วยโครงสร้างกับ genetics ผมว่าถ้าเกิดว่าจะไปกว่านั้นก็คือต้องโหลดเยอะ ซึ่งน่าจะเหนื่อยเกินไปและก็อาจจะไม่ได้ชอบตัวเองขนาดนั้น ทั้งอาหารและก็เวทที่มันต้องแบบสัมพันธ์กันมาก ๆ คือผมใช้หลักว่าอะไรที่ง่าย ๆ เราทำไว้ก่อน พอเราเริ่มจากเลเวลง่าย ๆ มันก็ไม่ได้ยากมาก แต่ว่าพอเลเวลเรามันแบบสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันก็มีความซับซ้อนของมันไปเรื่อย ๆ คือก็ต้องแบบกินให้มากขึ้นและกินต้องบาลานซ์กันกับการที่เราออก ซึ่งมันต้องคำนวณหลายอย่างมากเลย คือเป้าผมอันแรกก่อนที่มันจะมาเป็นหุ่นดีกว่านี้ก่อน ก็คือการที่อยากจะลองว่ามันจะ maintain ได้ยังไง เพราะว่าครั้งแรกที่ผมทำจากที่ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นซิกแพคเลยแล้วกันและก็รู้สึกว่าจะมีได้ยังไง และก็พอไปทำครั้งแรก แต่ตอนนั้นเป็นการทำที่แบบค่อนข้างเฆี่ยนเลย สมมุติว่าจำกัดเวลาสักประมาณ 2-3 เดือน และก็ฟิสิกส์จัด ๆ เลย อาหารคือถ้าไม่อยากคิดเองก็ไปสั่งเลยว่าต้องการแค่ 1,800 และก็คาร์ดิโอวันละ 500 ก็จบเลย เป็นสูตรสำเร็จเลยแบบว่าต้องการลีนเร็ว ๆ พอ 3 เดือนแล้วมันเห็นจริงข้อดีคือหุ่นดี ข้อเสียคือก็มีเอฟเฟคประมาณหนึ่ง ตาโหล หน้าตอบ คนก็จะทักว่าทำไมดูผอมไป แต่ว่าหุ่นดีจริงนะ ก็ส่งผลต่อสุขภาพประมาณหนึ่งไม่เฮลตี้เท่าไร

ทุกวันนี้กินกี่เท่า ?
เจมส์จิ : น่าจะประมาณเท่าเดียว คือผมไม่รู้ว่ามันแบบจริงเท็จแค่ไหน แต่อันนี้ผมก็เลยลองมาทำกับตัวเองว่าถ้าฉันกินไม่ถึง คือตอนที่เรากับเทรนเนอร์ ก็จะแบบ 1.5-2 ก็ minimum ต้องกินประมาณนี้ ผมก็เลยลองดูว่าถ้าเกิดว่าผมกินไม่ถึง อาการมันจะเป็นยังไง แต่ว่าเล่นประมาณเดิมเลย ก็ยังไปได้ กับมีบางวันที่อาจจะรู้สึกว่าแบบ recovery ช้า ๆหน่อย แต่ผมก็ tricky ไปกินแบบว่าพวกเวย์ได้ ก็คือไม่ได้แบบซีเรียสที่ต้องแบบ strict แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งหลักที่ทำอะไร ก็ยังอยู่ และก็ขึ้นด้วย

เรื่องอาหารก่อน maintain ยังไงบ้างตอนนี้ ?
เจมส์จิ : ไม่ค่อยนับแคลครับ แต่ว่ากินน้อยอยู่แล้วครับ เพราะว่าคือคุณภรรยาเขาพอเลี้ยงลูกกลางคืน เขาจะมีเวลานอนจนถึงประมาณสัก 10:00 น. อีกรอบหนึ่ง และตอนเช้าผมก็เลยไม่ได้กิน เพราะว่ารอกินตอนเช้า ก็คือพอเขากินอีกทีก็ประมาณ 11:00 น. ก็คือกินมื้อแรกเที่ยง และก็พออีกทีหนึ่งก็ประมาณ 18:00 น. หรือไม่ก็ 20:00 น. และก็เสร็จละ 2 มื้อ คือถามว่ามันสามารถแบบอนุมานแคลได้ด้วยแบบเร็ว ๆ ไหม ก็สามารถทำได้ เป็นคนไม่ได้กินจุบจิบด้วย แต่ว่าสมัยก่อนเป็น กินขนม หมายถึงว่าระหว่างมื้อแต่ว่าตอนนี้ไม่ค่อยเป็น

เรื่องออกกำลังกายตารางเป็นยังไงบ้าง ?
เจมส์จิ : พยายามทำให้ได้ทุกวัน มี home gym ก็คือตัดเรื่องระยะเวลาการเดินทางออก แต่ถ้าเกิดสมัยก่อนตอนที่อยู่คอนโดก็พยายามพยายามเล่นที่คอนโดเลย พยายามเอาเอาอะไรก็ได้ที่แบบง่ายที่สุดและก็เร็วที่สุดเท่าที่เราจะไปได้ ใน 7 วัน จะแบ่งเป็นว่าวิ่งคือคาร์ดิโออย่างน้อย 2 วันขั้นต่ำ ก็ไม่ว่าจะออกไปวิ่งสวนหรือว่าวิ่งลู่วิ่ง ต้องให้ได้อย่างน้อย 2 วัน ถ้า 3 วันก็ 3-4 วันก็ถือว่าเก่ง และก็เวทนี่ ช่วงนี้ฮิตเวทครับและช่วงนี้แบบศึกษาเวทเยอะ อ่านวิจัยแบบบ้าคลั่ง เรารู้สึกว่าอยากมาทดลองว่ามันได้ไหม ก็เลยเวทประมาณสัก 5 วันและก็ว่ายน้ำวันหนึ่ง คาร์ดิโอ 3 วันโดยประมาณ และก็เวทประมาณ 5 วัน แต่ว่าเวทมันก็ไม่ได้กินเวลาเยอะ ถ้าเกิดว่าเราแบบตั้งใจเล่นที่ไม่เล่นมือถือแล้วกัน ประมาณ 40-45 นาที ไม่เกิน ก็แป๊บเดียวพอเข้าไปแล้วตั้งใจเล่นและก็ออกมา

แล้วมาสายนี้ได้ยังไง เห็นบอกว่าเมื่อก่อนอดีตเคยอ้วน ?
เจมส์จิ : อดีตเคยอ้วน เรียกว่าจ้ำม่ำ แต่ก็ไม่ได้ไม่ถึงกับอ้วนมาก ก่อนที่จะเริ่มจ้ำม่ำ มันจะมาจากเริ่มจากช่วงผอมมาก่อน พอผอมมาเสร็จปุ๊บ และผมกำลังจะย้ายโรงเรียนเป็นความคิดแบบเหมือนเด็ก ๆ รู้สึกว่าตัวผอมจังเลย กลัวโดนรังแก หลังจากนั้นมาเป็นการเริ่มต้นเล่นฟิตเนสครั้งแรกในชีวิต พยายามเปิดอ่านทุกอย่างในเน็ตในสมัยนั้นที่มีแล้ว ซึ่งสมัยนั้นก็จะมีแบบอาโน พี่อาโนเป็นไอดอล เป็นแบบว่าเพาะกายเลยว่าต้องเล่น 7 เซตโน่นนี่นั่น กินครีเอทีนตั้งแต่อายุ 16 เลยในสมัยนั้น ลองแบบยังไม่มีความรู้ และก็พยายามลองหา และตอนนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นในการเล่น และก็เล่นมาประมาณปี 2 ปี แต่น้ำหนักขึ้นจริง น้ำหนักขึ้น 3 เดือน ขึ้นไป 10 กิโลกรัม คือผมวิ่งมาตั้งแต่ยุคแบบว่าเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมไปวิ่งงานหนึ่งมา ไปวิ่งอีเวนต์เลย ก็ไปและก็วิ่ง 5 กิโลเมตรเอง ก็สนุกจัง

วิ่งครั้งแรกคุณวิ่งได้ 5 กิโลเมตรเลยเหรอ ?
เจมส์จิ : ก็ไปวิ่งงานอีเวนต์ ต้องวิ่ง แต่ว่ามันเด็กมาก แบบ 20 กว่า ตอนนั้นไปได้อยู่แล้ว 20 กว่ามันก็ไม่คิดอะไร ก็วิ่ง เขาให้ทำอะไรเราไปและก็ไปได้ มันก็มันส์ ก็วิ่ง ๆ ไปเถอะ หลังจากงานวิ่งนั้น เราก็ maintain การวิ่งมาประมาณสักปี 2 ปี วิ่งจนคุณภรรยาแบบด่า คือเวลาจะออกจากบ้านหรือกลับบ้าน คือเขาจะจับเวลาว่าถ้าเกิดว่ามันเกินชั่วโมงกับแบบ 10 กว่านาที คือเขาจะรู้แล้วว่าผมวิ่งเกิน 10 กิโลเมตร คือเพราะว่าในช่วง ๆ นั้น ผมบ้าคลั่ง วิ่งวันละ 20 กิโลเมตร กันไปเรื่อย ๆ วิ่งแบบบ้าคลั่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ 20 กิโลเมตร ๆ และก็หลัง ๆ มาก็เริ่มแบบค่อย ๆ ทอนลงมาวิ่ง เพราะว่าชอบวิ่งด้วยและก็มันมีความรู้สึกว่าอยากระบายอารมณ์บางอย่างตัวเองออกไปจากงานที่ทำ

แล้วมาเล่นเวทได้ยังไง ?
เจมส์จิ : ก็เป็นคุณภรรยาคนเดิม เขาก็บอกว่าเห็นไหม คนอื่นเขาก็ดูแลตัวเองกันทั้งนั้น ทำไมไม่เห็นจะแบบว่าทำได้อย่างเขาเลย มีกล้ามอาชีพเราก็อาชีพเรานะ ทำไมไม่ดูแลตัวเอง มาเขาก็ร่ายยาวเป็นพารากราฟเลย สักพักหนึ่งผมก็บอกว่าผมก็เล่นมาตลอด แต่แค่แบบมันไม่ได้มีอะไรอย่างงั้น และเขาก็บอกว่าทำไมจะไม่มี คนอื่นก็ยังมีเลย เขาเริ่มกดดัน ก็เลยก็ได้ กับคุณภรรยาเขาก็ไปเล่นที่คิวบิกก่อน เขาบอกว่างั้นลองไปไหม ผมก็ลองไป ไปเสร็จ วางเป้าหมายกันก่อนไหม เรามีโกลกันก่อนว่าโกลเราจะเป็นยังไง ผมก็แบบอึกอัก ๆ เพราะว่าผมก็รับโจทย์มาจากภรรยา โกลผมเองก็ยังไม่มีหรอก แต่ว่าก็รับโจทย์จากภรรยาก็แบบ ก็คงอยากหุ่นดี ก็คงมีซิกแพค มีกล้าม ก็เข้าโปรแกรมเขาเลย ช่วงนั้นที่บอกว่าเดือด ๆ ก็เป็นอย่างงั้น

พอเราได้หุ่นนี้มาแล้วมีคนมาขอคำแนะนำไหม ?
เจมส์จิ : มีนะ แต่มันก็แปลก ๆ ดี เพราะว่าปกติไม่ค่อยได้ให้คำแนะนำเพราะว่าเป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่าหลัง ๆ มาเริ่มมีและก็แบบว่า ทำไงอยากได้ แต่ว่าจะมีใน DM ด้วย แต่ว่า DM ผมก็อาจจะไม่ได้ถึงขั้นตอบ ก็อาจจะลองถ้าเกิดมีโอกาส ถ้าสติดี ๆ หน่อยอาจจะทำคลิปบอกได้ แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเพื่อนสนิทกัน เราก็จะบอกว่า ผมเริ่มจากหลักว่าเราต้องสร้างแบบแรงบันดาลใจตัวเองก่อน มันดูเป็นแบบฟุ้งมาก ๆ เลย
ช่วงพังสุด ๆ ในชีวิตเลย มีไหมไม่ได้ใส่ใจสุขภาพ ?
เจมส์จิ : มี แต่ไม่ค่อยกล้าเล่า แต่ว่าเดี๋ยวเราเล่าในนี้ละกัน คืออย่างผมว่ามันเป็นช่วงตอนที่หลังจากเข้าวงการบันเทิง และก็น่าจะก่อนที่จะไปเริ่มแบบบ้าคลั่งในการวิ่ง ก็คือเราใช้วิธีการที่แบบว่านั่งสังสรรค์ นั่งดื่ม เพื่อให้มันลืม ความเครียดในงาน หมายถึงว่าพอเราเริ่มแบบมีชื่อเสียงไปสักพักหนึ่ง ตอนนั้นมันก็จะเป็นแบบคนอยากได้อันนั้น อยากได้อันนี้ รู้สึกว่าทำไมทุกคนอยากได้ไปหมดเลย จากเรา และก็ทำไมเราเหนื่อยจังเลย มันก็เป็นแบบ config ทั่วไป ที่ผมว่าทุกคนก็คงน่าจะเจอในมุมของตัวเอง ตอนนั้นผมก็ไปใช้วิธีการแบบก็นั่งสังสรรค์ แต่นั่งสังสรรค์เยอะไปหน่อย ถ่ายละครทุกวัน หลังจากถ่ายละครเสร็จนี่ก็คือสังสรรค์เลย และก่อนไปถ่ายละครก็คือไปอาบน้ำ ยาวเลย ไม่ค่อยได้นอนเลย แต่ว่าก็มานอนตอนมื้ออาหาร เอาตอนเขาพักเช้า พักเที่ยง มุดเข้าใต้โต๊ะและก็หลับยาวเลย ตอนนั้นผมก็เพิ่งมาสังเกตว่ามันมีอาการเดิม ๆ ของผม ที่เช่นแบบภูมิแพ้ สติอะไรนี่เราไม่ต้องพูดถึงแล้วนะ เพราะว่ามันแทบจะไม่มีอยู่แล้ว อาการป่วยก็ป่วยบ่อย ๆ น่าจะเดือนละครั้งได้เลย ที่แบบว่าตัวลุม ๆ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมี ไม่เคยได้คิดถึงเลย

แล้วอะไรดึงสติกลับมา ?
เจมส์จิ : ก็คุณภรรยาเช่นเดิม ถ้าไม่มีเขาชีวิตผมจะเป็นยังไง ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นข้อดีนะ คือมันเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดเลย หมายถึงว่าในช่วงชีวิตนั้น แต่ผมรู้สึกว่ามันก็มีข้อดีตรงที่ว่า ณ ปัจจุบัน เราก็มีภูมิต้านทานแบบเยอะมากประมาณหนึ่งกับเรื่องพวกนี้ และเราก็สามารถตัดใจกับเรื่องอะไรแบบนี้มันได้ง่ายมาก สมมุติว่าทุกวันนี้ถาม ๆ ว่ายังมีดื่มไหม ก็ยังดื่มแต่ว่ามันไม่ใช่ทุกวันแบบสมัยก่อนที่แบบว่าเราดื่มทุกวัน เราดื่มเอาแบบแค่รู้สึกว่ามันมีรสชาติของมัน และรู้สึกว่าเราอร่อยกับมัน และถ้าเกิดถึงจุดที่มันจะเริ่มแบบมึน ๆ ผมจะหยุด

มีแบบประโยคเตือนสติไหม จากน้องโฟมที่ทำให้เราเหมือนกระชากสติกลับมา ?
เจมส์จิ : แต่ว่าเขาใช้วิธีการแบบเด็ดขาดมากกว่า สมมุติว่าถ้ายังกินอันนี้อยู่ ฉันจะไม่ให้เธอแบบว่าไม่ต้องมาเจอกัน สมมุตินะ ก็จะเป็นอย่างงั้น วันนี้ให้เลิกเที่ยงคืน หมายถึงว่าแบบว่าต้องเจอกันเที่ยงคืน หรือกลับมาเที่ยงคืน หรือว่าแบบให้เลิกเที่ยงคืน ถ้าเที่ยงคืน 5 นาทีก็คือฟาวล์ 5 นาทีก็ไม่ได้ มันก็จะมีแบบมีกรอบมีอะไร ซึ่งมันจะค่อย ๆ คือมันไม่ใช่แบบว่าเราสามารถแบบหักดิบมันได้เลย คือเขาก็จะแบบค่อย ๆ วางระเบียบกรอบว่า จาก 4:00 น. 2:00 น. 1:00 น. เที่ยงคืน 23:00 น. 22:00 น. คือคนอื่นพูดก็ไม่ค่อยมีความหมายในมุมผม ผมผู้ชายใช่ไหม มันจะมีความสุดโต่งอะไรบางอย่างในตัว การที่แบบว่ามีคนมาแบบตบ ๆ มาดึงสติหน่อย มันก็อาจจะเป็นเป็นข้อดี ตลกดีนะ ไม่เคยและพูดมุมนี้เท่าไหร่

คอเลสเตอรอลสูงใช่ไหม ?
เจมส์จิ : ใช่ครับ ผม 320 LDL แบบ 280 แล้วไปไกลเลย แต่ว่าไขมันดีก็ถือว่าสูง แต่ว่าบวกลบคูณหารออกมาก็ถือว่าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกินยา ผมมาตรวจสุขภาพครั้งแรกประมาณอายุ 25 ที่เป็นเบสิกตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งเราจะรู้ทุกค่าอยู่แล้ว และก็ดูเรคคอร์ดไปและผมก็ทิ้งมันไปตลอด และก็ตรวจทุกปีหลังจากนั้นมา และมันก็อยู่ในกรอบนั้นเสมอ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปกินวีแกนเหมือนจะลง กินอยู่เดือนกว่าและก็เลิกกินนะ แต่ว่าช่วงนั้นเหมือนว่าจะดรอปมานิดหนึ่งสุดท้ายก็กลับขึ้นมาเหมือนเดิม เป็นกรรมพันธุ์ด้วย คุณพ่อผ่า bypass คุณแม่ก็สูง แต่มันมีเรื่องที่น่าสนใจคือ ที่ตัดสินใจกินยาเพราะว่าผมไปเล่นมาตาลดา และผมรับบทเป็นคุณหมอ CVT เป็นผ่าตัดหัวใจตอนนั้นคุณหมอเขาก็น่ารักมาก และเขาก็ขออนุญาตแบบถูกต้องทุกอย่าง เพื่อให้ผมเข้าไปดูเคสที่ผ่า bypass หัวใจ และผมก็ไปยืนดูในห้องผ่าตัด แล้วผมเห็นกระบวนการทุกอย่าง ผมบอกหมอว่าผมจะเริ่มกินยาตั้งแต่วันนี้แล้วครับ และหลังจากนั้นมาผมก็ยังไม่ได้กินเลย และผมก็ยังมาชั่งใจอยู่ว่าจะกินดีไหม คือถ้าเกิดว่าทุกคนได้ยินก็คือต้องกินยานี้ไปตลอดชีวิต ก็เลยพยายามไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและก็เวทกับสิ่งที่เห็น แต่สิ่งที่เห็นค่อนข้างน่ากลัว เป็นจุดตัดสินใจให้เรารู้สึกว่าก็ควรนะ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยปรับพฤติกรรมแต่ว่าไม่ลง

ปกตินอนดึกไหมถ้าไม่มีลูก ?
เจมส์จิ : ประมาณเที่ยงคืน ที่เที่ยงคืนเพราะว่ามันต้องมีเวลาอยู่กับภรรยาด้วย หมายถึงว่าน้องโฟม ตอนแรก ๆ เพราะว่าตอนเราไปทำงาน เราก็เก่งแต่ออกจากบ้าน เราปล่อยเขา เราก็เก่งแต่ออกจากบ้านอย่างเดียว 5:00-6:00 น. เราก็ไปแล้ว พอเสร็จมาก็ 22:00 น. ก็เที่ยงคืนนี้ก็ถือว่ามีเวลาให้เขาประมาณชั่วโมงครึ่ง มันก็น้อยประมาณหนึ่ง เราก็เลยต้องพยายามแบบว่ายืดเวลาที่จะอยู่กับเขาแบบอีกสักแป๊บหนึ่ง แต่ช่วงสมัยก่อนมันถ่ายละครกันหลายเรื่อง ละครสมัยก่อนมันเยอะ มันก็เลยไม่ค่อยได้มีเวลาแบบอยู่ด้วยกันเท่าไหร่ ก็เลยกลายเป็นว่าก็เลยชิน กลายเป็นว่าต้องนอนแบบประมาณเที่ยงคืนครึ่งมาโดยตลอด

แล้วมีนอนไม่หลับบ้างไหม ?
เจมส์จิ : ไม่เลย ตอนแรกผมคิดว่าคนในวงการบันเทิง เป็นคนที่นอนง่ายทั้งหมด เพราะว่าดูเป็น เป็นบุคคลที่นอนกัน เรานอนที่ไหนก็ได้ เพราะผมก็อยากนอนสัก 20:00 น. คือผมต้องลองแชร์ปัญหานี้กับแบบว่าสมมุติว่าครอบครัวอื่น แต่คุณภรรยาคือเขานอนดึกมาก เขานอน 1:00 2:00 น. เป็นคนตื่นง่ายแล้วก็นอนหลับยาก และเขาก็จะนอนเป็นแบบ circle สั้น ๆ ซึ่งก็ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ จนแบบตื่นอีกที ตื่นเต็มที่ก็ประมาณ 10:00 น. แต่ผมมาเป็นคนที่อยากนอนเร็ว แต่ว่าผมสามารถตื่นเช้าได้ ตื่น 5:00 น. ได้ ตื่นแบบ 6:00 น. ได้ ตื่นมาแล้วก็สามารถแบบทำกิจกรรมได้ ก็กำลังพยายามหาแบบจุดบาลานซ์กันอยู่ว่าจะไปอยู่กันตรงไหน

รู้สึกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจากการที่เราหันมาดูแลตัวเองทั้งร่างกายและก็จิตใจเปลี่ยนไปยังไงบ้าง ?
เจมส์จิ : ดีขึ้นในหลายแง่ คือพอเราใส่ใจสุขภาพ รู้สึกว่า performance ในหลาย ๆ ด้านดีขึ้น ในกระบวนการความคิด อารมณ์ การควบคุมตัวเอง การที่เราสามารถแบบมีวินัยในการออกกำลังกาย รวมถึงวินัยในการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันมาตอนที่หลังจากที่เราออกกำลังกายเป็นสม่ำเสมอมาหรือมันมากับวัย และเราก็มาออกกำลังกายควบคู่มันเลย ไปด้วยกันก็เลยไม่รู้ว่าอะไรมันก่อนหรือหลัง แต่ว่าโดยรวมแล้วโอเค คือดีในหลาย ๆ ด้าน หมายถึงว่าทั้งอารมณ์ความรู้สึก รูปร่าง ความภาคภูมิใจในตัวเอง การที่จะอยู่กับว่าสังคม อยู่กับคนตรงหน้า การเคารพตัวเองแต่ผมรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ เหมือนกับถ้าเกิดว่าเราเทียบเป็นมุมผู้ชายก็จะเหมือนแต่งรถ เวลาเราทำรถสักคันหนึ่ง มันจะไม่สามารถมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดได้ สมมุติว่าเราใส่เครื่องไปเลยแรงที่สุด แต่ถ้าเกิดช่วงล่างเราเอาไม่อยู่ มันก็ขับไม่ได้อยู่ดี ผมว่ามันเป็นเรื่องแบบกระจุ๊กกระจิ๊กที่เราค่อย ๆ เติม option เติมค่อย ๆ ให้มันเต็มไปเรื่อย ๆ ในแต่ละ option ก็ค่อย ๆ เพิ่มไปแบบให้มันบาลานซ์กันไปเรื่อย ๆ ผมว่าก็เป็นคุณภาพชีวิตที่มองในภาพกว้าง ๆ ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นวัยที่ดูลงตัว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะลงตัวได้อีกนานแค่ไหน แต่ถ้าเกิดว่าตอบในวัยนี้ก็ลงตัว

ในมุมมองของคุณคิดว่าสุขภาพที่ดีเริ่มจากอะไร ?
เจมส์จิ : เริ่มจากอะไรดี เริ่มจากยอมรับก่อนว่ามันไม่ได้ง่าย ผมจำไม่ได้นะว่าผมฟังเรื่องนี้มาจากพอดแคสต์หรือว่าหนังสือเล่มไหนไม่รู้ ผมชอบมากเพราะว่าเขาบอกว่าสิ่งแรกกับการที่เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างได้ ต้องยอมรับก่อนว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายและผมลองใช้อันนี้หลายรอบ อาทิเช่น สมมุติว่ากลับมาจากทำงานแล้วง่วงมาก และก็อย่างเมื่อคืน ล้างโคมตอน 1:00 น. ชีวิตไม่ง่ายจริง ๆ แล้ว พอเรายอมรับ มันจะดูเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ก็จะไม่แบบว่า against ตัวเอง แบบเราไม่ได้ต่อสู้กับตัวเองด้วย และพอยอมรับเสร็จปุ๊บเราก็ โอเค ฉันยอมรับแล้วว่ามันแบบมันไม่ได้ง่าย และเราก็พอเราดึงสตินี้กลับมาได้ จะค่อย ๆ ก็โอเค ก็ไม่ได้ง่าย พอทำไปเรื่อย ๆ เสร็จปุ๊บ ก็จะผสมลงกับแบบว่าชีวิตเรา จะค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าถามว่าจะเริ่มต้นจากอะไร ก็เริ่มต้นจากนี่แหละ และก็จะหวังผลเร็ว ๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง

เริ่มตอนเด็กก็ได้เปรียบกว่าด้วย
เจมส์จิ : ใช่ ผมว่ามันเป็นเรื่องของคุณตอนเด็ก คือถ้าเกิดว่าเราพูดติดตลกก็เป็นเรื่องของบุญกรรมที่เราสะสมกัน แต่มันคือเรื่องของการสะสมแบบทักษะและกล้ามเนื้อที่เราเคยทำมา ผมว่าแต่ละอย่างก็ต้องใช้เวลา และก็ต้องยอมรับว่ามันว่ามันก็ไม่ได้เร็ว เพราะฉะนั้นแล้วก็ไม่มีทางลัด ผมว่าส่วนหนึ่งที่เป็นคอเลสเตอรอล นอกจากกรรมพันธุ์คือผมกินฟาสต์ฟู้ดเยอะมากตอนเด็ก ผมเพิ่งนึกขึ้นได้เพราะว่าคุณแม่มีความเชื่อว่าถ้าเกิดเรากินพิซซ่า หรือว่ากินอาหารตะวันตก เราจะตัวใหญ่เหมือนเขา ซื้อให้กินเยอะมาก fast food ผมหนักมากเลย หนักแบบกินแทนข้าว

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66901899929

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Gossipผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Gossip:

แชร์