Noon HR Diary NoonDiary

09/03/2026

TJ และ FP ขัดแย้งกันได้ง่ายมาก
เพราะขัดกันทั้งเกณฑ์ในการตัดสินใจ (T-F) และการแสดงออกต่อโลกภายนอก (J-P)

ดูตัวอย่างที่มักเกิดขึ้นในที่ทำงาน
สถานการณ์ที่ต้องมีการ ปรับโครงสร้างทีม

ขณะที่ TJ เน้นการสั่งการ จัดการให้บรรลุเป้าหมาย ส่วน FP เน้นปกป้องพนักงานเป็นคุณค่าสำคัญ

พี่ก้อง (TJ): "เนม พี่เซ็นอนุมัติ KPI ตัวใหม่ไปแล้วนะ
ใครทำยอดไม่ถึงเกณฑ์ 3 เดือนติด
พี่จำเป็นต้องให้ลาออก ไม่มีข้อยกเว้น พี่ต้องการให้เรื่องนี้มันจบชัดเจน
ทีมเราจะได้เลิกอืดซะที"

เนม (FP): "โหยพี่ เกณฑ์นี้มันโหดไปไหมคะ?
พี่ไม่ได้มองเลยว่าแต่ละคนเขามีข้อจำกัดยังไง
เนมว่าพี่กำลังมองพวกเราเป็นแค่ตัวเลข ไม่ได้มองว่าเป็นคนเลยนะ"

พี่ก้อง (TJ): "เนม... พี่จ้างคนมาทำงานให้ได้ผลลัพธ์นะ
พี่ไม่ได้ให้มานั่งแคร์ว่าใครจะแฮปปี้แค่ไหน
เรื่องความรู้สึกน่ะพักไว้ก่อนเถอะ มันไม่ได้ช่วยให้ยอดบริษัทมันดีขึ้นหรอก"

เนม (FP): "แต่ที่พี่ตัดความรู้สึกทุกคนทิ้งแบบนี้แหละค่ะคือปัญหา!
พี่จะเอาแต่ใช้อำนาจทุบโต๊ะสั่งอย่างเดียวเลยเหรอคะ?
ความสำเร็จที่มันต้องแลกด้วยความเสียใจของคนในทีม
สำหรับเนมมันไม่มีค่าอะไรเลยค่ะ"

💔 💔 💔 💔 💔 💔

คำถามคงไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครถูกใครผิด
แต่น่าจะอยู่ที่ว่า ทั้งสองฝ่าย มีวิธีทำความเข้าใจ และสื่อสารกันให้ดีกว่านี้หรือไม่
เพราะถ้าไม่ ก็ยังมีความขัดแย้งกันอีกมากมาย ในแทบทุกเรื่องที่ต้องดีล
ด้วยกัน

ไขรหัสใจ ช่วยคนนับพัน ให้ได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ยืดหยุ่น และปรับตัว ให้ชีวิตมีประสิทธิภาพและบรรลุผลที่ต้องการมากยิ่งขึ้น

รุ่นหน้า ทางซูม ประหยัดค่าเดินทางที่กำลังแพงขึ้น
คืนวันที่ 22 และ 29 นี้
มาพบกันครับ

AI กำลังมาแย่งงานเรา ถ้าเราไม่รู้เรียนรู้ที่จะใช้มัน
เราไม่มีเวลาทะเลาะกัน ให้เสียเวลามากแล้ว
ลงทะเบียนเลยครับ..

ในคลาส เราใช้ AI ให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย...

22/02/2026
26/01/2026

คนหางานไทยอยากทำงาน 5 วันมากขึ้น — ไม่ใช่เพราะไม่สู้ แต่เพราะอยากทำงานได้ยาว

ช่วงนี้ HR หลายคนคงได้ยินคำถามเดิมซ้ำ ๆ
“ตำแหน่งนี้ทำงานกี่วันต่อสัปดาห์?”

ความจริงคือ
ไม่ใช่ทุกคนเลือกได้
แต่ ทุกคนเริ่มคิด

การทำงาน 6 วันยังไม่ใช่เรื่องผิด
หลายคนยังจำเป็นต้องทำอยุ่
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ คนเริ่มเห็นต้นทุนของความเหนื่อยสะสม
และไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอด

ผู้สมัครอาจมีถามตรงๆอยู่บ้าง
หรือบ้างก็อาจจะเลือก
ไม่สมัคร รับแล้วไม่อยู่ยาว หรือมองหาที่ใหม่ทันที

ในมุม HR
นี่ไม่ใช่เรื่องสวัสดิการ
แต่คือเรื่อง วิธีคิดขององค์กรต่อคนทำงาน

คำถามสำคัญไม่ใช่
“องค์กรให้ 5 วันได้ไหม”
แต่คือ
องค์กรเข้าใจชีวิตคนทำงานมากแค่ไหน

Send a message to learn more

มาสำรวจใจตัวเองกัน
16/01/2026

มาสำรวจใจตัวเองกัน

คุณเรียนปริญญาโทไปทำไม?
มุมมองทางจิตวิทยา ค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่หลังใบปริญญา ในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าตำราเรียน
ในห้วงยามที่แสงแดดตกกระทบชุดครุยสีเข้ม ภาพมหาบัณฑิตที่ยิ้มกว้างท่ามกลางช่อดอกไม้กลายเป็นภาพชินตาบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย แต่น้อยครั้งนักที่เราจะได้ยินเสียงที่ถามตัวเองเบาๆ ในคืนที่นั่งปั่นวิทยานิพนธ์จนสว่างว่า “เรามาทำอะไรที่นี่?”
หากย้อนกลับไปสักสามสิบปีก่อน คำตอบนั้นช่างง่ายดาย ปริญญาโทคือใบเบิกทาง คือบันได คือหลักประกันของชีวิตที่มั่นคง แต่ในโลกปี 2026 ที่ AI เริ่มเขียนโค้ดแทนมนุษย์ และตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงเร็วเสียจนตำราเรียนพิมพ์เสร็จออกมาก็อาจล้าสมัยไปแล้ว คำถามที่ว่า “คุณเรียนปริญญาโทไปทำไม” จึงไม่ใช่แค่คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือการสำรวจลึกเข้าไปในก้นบึ้งของจิตวิญญาณและความหมายของการใช้ชีวิตต่อจากนี้
------------------------------
ปรากฏการณ์ "วุฒิเฟ้อ"
เรากำลังอยู่ในยุคที่วุฒิการศึกษากลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่หาซื้อได้ง่ายขึ้น แต่มีมูลค่าน้อยลง ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Michael Spence เจ้าของรางวัลโนเบลได้นำเสนอ Signaling Theory ซึ่งอธิบายว่าใบปริญญาทำหน้าที่เป็น "สัญญาณ" เพื่อบอกนายจ้างว่าเราเป็นคนมีความสามารถและมีความอดทน เมื่อทุกคนต่างคิดแบบนี้ ปรากฏการณ์ Credential Inflation หรือภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อจึงเกิดขึ้น ปริญญาโทกลายเป็นเพียงตะแกรงร่อนผู้สมัครขั้นต้น
รายงานจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าไทยกำลังเผชิญกับ Skills Mismatch อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานระดับสูงที่มีวุฒิการศึกษา แต่กลับขาดทักษะเชิงเทคนิค (Hard Skills) ที่ตลาดดิจิทัลต้องการ
มันคือภาวะที่คนเรียนจบสูงเกินงาน (Over-educated) แต่กลับทำงานไม่เป็น (Under-skilled) จนปริญญาโทกลายเป็นเพียงชุดเกราะราคาแพงที่สวมไว้เพื่อให้รู้สึกอุ่นใจ แต่กลับขยับตัวได้ยากลำบากในตลาดแรงงานจริง
ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเรียนปริญญาโท
หากมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์แบบเพียวๆ ข้อมูลในปี 2025-2026 ยังคงชี้ให้เห็นว่า "วุฒิ" ยังมีมูลค่าในเชิงตัวเงิน ข้อมูลสถิติในประเทศไทยระบุว่า
Wage Premium: ผู้ถือวุฒิปริญญาโทในไทยมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าปริญญาตรีประมาณ 29%
Prestige Premium: งานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าในภาคเอกชนระดับหัวกะทิ (เช่น Management Trainee หรือ Consulting) ผลตอบแทนของปริญญาโทอาจพุ่งสูงถึง 55% เมื่อเทียบกับปริญญาตรี โดยเฉพาะสาขาบริหารธุรกิจและวิทยาศาสตร์ประยุกต์
แต่นี่คือกับดักที่หลายคนมองข้าม เพราะในขณะที่รายได้เฉลี่ยสูงขึ้น แต่โอกาสในการเข้าถึงงานกลับแคบลง เด็กจบใหม่ในปี 2025 กว่า 215,000 คน ต้องเผชิญกับอัตราว่างงานสูงถึง 5.89%
ที่น่ากังวลกว่าคือความเหลื่อมล้ำของสถาบัน ตลาดแรงงานไทยยังคงให้ความสำคัญกับ University Branding อย่างเข้มข้น ทำให้ปริญญาโทจากบางสถาบัน กลายเป็นเพียงการลงทุนที่ไม่ได้ผล เมื่อรวมกับค่าเทอมและค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของรายได้ที่ควรจะได้ในช่วง 2 ปีที่ลาออกมาเรียน
------------------------------
หลุมหลบภัยชั่วคราว
เหตุใดเราจึงยังเลือกเรียนต่อแม้สถิติจะดูน่ากลัว? คำตอบซ่อนอยู่ในทฤษฎี Identity Status ของ James Marcia นักจิตวิทยาพัฒนาการ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มผู้เรียนต่อได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่
Identity Foreclosure (อัตลักษณ์ที่ถูกกำหนด)
คือภาวะที่คนรุ่นใหม่ยอมรับเป้าหมายและค่านิยมของครอบครัวหรือสังคมมาเป็นของตนโดยไม่เคยตั้งคำถาม ในสังคมไทย "ใบปริญญา" คือความกตัญญูและหน้าตาของวงศ์ตระกูลหรือสังคม หลายคนเรียนปริญญาโทเพียงเพื่อเติมเต็มความฝันของพ่อแม่ ซึ่งนำไปสู่ภาวะ Burnout และความรู้สึกว่างเปล่าในภายหลัง
Identity Moratorium (การประวิงเวลา)
คือการใช้มหาวิทยาลัยเป็น "หลุมหลบภัย" (Safe Haven) จากโลกการทำงานที่น่ากลัว การเรียนต่อจึงเป็นกลไกป้องกันตัวเพื่อไม่ให้ต้องเผชิญกับภาวะ Delayed Adulthood หรือการกลัวการเป็นผู้ใหญ่
นอกจากนี้ยังมีความเสียดายต้นทุนที่จมลงไป หลายคนเรียนต่อปริญญาโทเพียงเพราะ "เรียนตรีมาทางนี้แล้ว ก็เรียนให้สุดไปเลย" ทั้งที่ลึกๆ รู้ดีว่าไม่ใช่ทางที่ชอบ แต่ความกลัวที่จะต้องเริ่มต้นใหม่
------------------------------
มุมมอง Gen Z และการนิยามเรื่องความมั่นคง
ในขณะที่คนรุ่นก่อนมองว่าปริญญาคือ "ความมั่นคง" แต่ Gen Z ไทยปี 2026 กำลังนิยามความสำเร็จผ่าน Trifecta Model ตามผลสำรวจของ Deloitte
+ Meaningful Work: งานต้องมีคุณค่าต่อโลกและจิตใจ
+ Financial Resilience: ความมั่นคงที่มาจากการสร้างอิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่แค่เงินเดือนสูง
+ Holistic Well-being: สุขภาวะทางกายและใจต้องไม่ถูกทำลาย
เมื่อปริญญาโทแบบดั้งเดิมให้ได้เพียงใบปริญญา แต่แลกมาด้วยความเครียดสะสมและหนี้สินทางการศึกษา คนรุ่นใหม่จึงหันไปหา Micro-credentials คอร์สออนไลน์ระยะสั้นจากแพลตฟอร์มอย่าง FutureSkill หรือ Skooldio ซึ่งให้ทักษะที่สดใหม่ ในราคาที่เข้าถึงได้และใช้หาเงินได้ทันที
------------------------------
ปริญญาโทจำเป็นต่อคุณไหม?
ควรเรียนเมื่อ...
+ เป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาต (Licensed Professionals): เช่น แพทย์เฉพาะทาง วิศวกรโครงสร้าง หรือนักกฎหมาย ซึ่งวุฒิการศึกษาคือเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย
+ การยกระดับฐานะทางสังคม (Social Mobility): ในระบบราชการไทยหรือองค์กรขนาดใหญ่ (Conglomerate) วุฒิการศึกษายังคงเป็นสูตรสำเร็จในการข้ามเพดานเงินเดือนและการขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร
+ การเปลี่ยนสายงาน (Strategic Pivot): หากคุณจบสายศิลป์มาแต่อยากย้ายไปสาย Data Science หรือ AI การเรียนปริญญาโทในสถาบันชั้นนำคือการซื้อทางลัด และเครือข่าย (Network) ที่ดีที่สุด
ไม่จำเป็นหาก...
+ เรียนเพื่อ "หนี" (Escapism): เรียนเพราะไม่รู้จะทำอะไร หรือเรียนเพราะไม่อยากหางาน เพราะหลังจบ 2 ปี โลกความจริงจะยังคงอยู่ที่เดิม พร้อมความคาดหวังที่สูงกว่าเดิม
+ สายงานเน้นผลงาน (Portfolio-based): เช่น งานครีเอทีฟ โปรแกรมเมอร์ หรือผู้ประกอบการ ในโลกปัจจุบัน สิ่งที่คุณทำได้จริงจะสำคัญกว่าสิ่งที่คุณรู้ (What you can do vs. What you know)
+ เรียนตามกระแส (Social FOMO): เห็นเพื่อนเรียนเลยเรียนตาม เพราะเกรงว่าจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง โดยไม่มีแผนที่อาชีพที่ชัดเจน
------------------------------
บทสรุปของโลกปี 2026 ไม่ใช่การเลิกเรียนหนังสือ แต่คือการเรียนอย่างมีเป้าประสงค์ ปริญญาโทอาจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่มันคือ Asset หรือสินทรัพย์หนึ่งใน Portfolio ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
หากคุณกำลังตัดสินใจจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ลองวางความกดดันของสังคมลงชั่วครู่ ตัดเรื่องความคาดหวังทางสังคมออก แล้วถามใจตัวเองว่า... เราจะเรียนเพื่อจะไปเป็น "ใคร" หรือเรียนเพราะ "กลัวที่จะเป็นตัวเอง"
เพราะชีวิตหลังเรียนจบ คนที่รอดชีวิตไม่ใช่คนที่มีวุฒิสูงที่สุด แต่คือคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด และกล้าที่จะออกไปสร้าง "คุณค่า" ที่โลกต้องการจริงๆ
------------------------------
ติดตามมุมมองใหม่จากงานวิจัยเพื่อคนทำธุรกิจจากเพจเชียงใหม่เมืองปราบเซียน ได้ 4 ช่องทาง
1. Facebook: fb.com/chiangmaichallenger/
2. Instagram: https://www.instagram.com/chiangmaichallenger/
3. YouTube Podcast: https://www.youtube.com/
4. Website: https://chiangmaichallenger.com/
#ธุรกิจเชียงใหม่
#เชียงใหม่เมืองปราบเซียน

17/12/2025

ทัชชชช

ตลาดแรงงานปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “จำนวนตำแหน่งงาน”แต่มันขับเคลื่อนด้วย “ พฤติกรรมผู้สมัครที่เปลี่ยนไปแบบพลิกเกม “ใ...
12/12/2025

ตลาดแรงงานปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “จำนวนตำแหน่งงาน”
แต่มันขับเคลื่อนด้วย “ พฤติกรรมผู้สมัครที่เปลี่ยนไปแบบพลิกเกม “

ในฐานะ HR นี่คือสัญญาณที่เห็นชัดที่สุด:

1) ผู้สมัครเลือกองค์กรก่อนเลือกงาน
ข้อมูลจาก LinkedIn Talent Trends ชี้ว่า
ผู้สมัครมอง “ความจริงใจ + วัฒนธรรมองค์กร” เป็นตัวตัดสินใจหลัก
บริษัทที่สื่อสารไม่ชัด ไม่ตรงประเด็น มีโอกาสเสียคนเก่งทันที
Insight HR: ยุคนี้ Employer Brand คือสิ่งที่ผู้สมัคร “สัมผัสจริง” ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทประกาศ

2) ผู้สมัครต้องการงานที่ไม่ไปบั่นทอนชีวิต
McKinsey ชี้ว่า Flexibility และ Wellbeing คือปัจจัยอันดับต้น ๆ
ไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ขี้เกียจ แต่เพราะเขาให้ค่ากับชีวิตมากขึ้น
Insight HR: องค์กรที่ยังวัด Performance ด้วย OT จะเสีย Talent เร็วที่สุด

3) Candidate Experience คือ “ด่านแรกของความเป็นมืออาชีพ”
Talent Board พบว่า
HR ที่ตอบไว ชัดเจน และไม่หายเงียบ = องค์กรที่ผู้สมัครเชื่อถือ
Insight HR: ความเร็วในการตอบกลับคือ Competitive Advantage

4) คนเก่งมองหา Growth ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน
ตามรายงาน LinkedIn Learning
Career Growth เป็นเหตุผล #1 ของ Talent ที่มี Potential เลือกที่จะ Join/Leave องค์กร
Insight HR: ถ้าไม่มี Learning Roadmap หรือ Career Path ที่ชัดเจน

องค์กรจะดึงดูดคนเก่งได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
บริบทการทำงานในปัจจุบัน ไม่ได้ถามว่า
“องค์กรต้องการคนแบบไหน?”
แต่ถามว่า
“องค์กรแบบไหนที่คนเก่งยอมเดินเข้าไปทำงานด้วย?”

27/11/2025

HR ยุคปัจจุบันโทรเช็กที่ทำงานเดิมแบบไม่แจ้งก่อน ผิดไหม?

ยุคก่อนการโทรหาเจ้านายเก่าโดยไม่บอก ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่วันนี้มันกลายเป็น “การละเมิดความเป็นส่วนตัว” และทำให้ผู้สมัครเสียหายได้
โดยเฉพาะคนที่ยังทำงานที่เดิมอยู่

องค์กรระดับสากลใช้หลักการเดียวกันคือ
“No Reference Call Without Candidate Consent.”

HR ที่โปรจะทำงานเป็นระบบ:
✔ ขออนุญาตก่อน
✔ ให้ผู้สมัครระบุ Contact เอง
✔ โทรเฉพาะคนที่เขาอนุญาต
✔ เน้นคำถามเชิงพฤติกรรม
✔ ไม่โทรสุ่ม และไม่ถามเรื่องส่วนตัว

การโทรแบบไม่แจ้ง = เสี่ยงต่อ PDPA, ทำให้ Talent ถอนตัวทันที และทำลาย Employer Brand

สรุป: Reference Check ไม่ได้ผิด
แต่ต้องทำให้ “ถูกวิธี”
เพื่อเคารพ Privacy และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้สมัคร

Baggage & Luggage is hiring: Marketing Manager (18/11/2025)หากว่าไฟในการทำการตลาดของคุณยังลุกโชนอยู่ มาร่วมทีมกับเราสิCo...
18/11/2025

Baggage & Luggage is hiring: Marketing Manager (18/11/2025)
หากว่าไฟในการทำการตลาดของคุณยังลุกโชนอยู่ มาร่วมทีมกับเราสิ
Compensation: 30,000–40,000 THB (ตามประสบการณ์)

Location: พระราม 3, กรุงเทพฯ (ใกล้ตึก ICC)
Key Responsibilities
วางแผนและขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาด (ออนไลน์ E-Commerce / ออฟไลน์)

บริหารทีมการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

วิเคราะห์ผลลัพธ์/อินไซต์ และปรับแผนตามเทรนด์

ประสานงานกับทีมครีเอทีฟ ดิจิทัล และฝ่ายขาย

Qualifications
ประสบการณ์การบริหารทีมตลาด 3–5 ปี

เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลและ E-Commerce

คิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์เป็นระบบ ปรับตัวรวดเร็ว เข้าใจแนวโน้มของตลาด

สื่อสารดี ทำงานข้ามทีมได้ราบรื่น

Apply Now
ส่ง Resume: [email protected]
ติดต่อ: HR. นูน 082-052-8194
#งานการตลาด

อัพเดท
18/11/2025

อัพเดท

14/11/2025

Start It 🔥

Send a message to learn more

ที่อยู่

Bangkok
10120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Noon HR Diaryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์