BrandThink Cinema

  • Home
  • BrandThink Cinema

BrandThink Cinema Community for the better cinema. 🎬🎥
(1)

“We were on a break!”“Joey doesn't share food!”“How you doin'?”“Smelly cat, smelly cat…”“I Know!”แม้จะไม่มีบริบทรอบข้าง ...
06/05/2026

“We were on a break!”
“Joey doesn't share food!”
“How you doin'?”
“Smelly cat, smelly cat…”
“I Know!”
แม้จะไม่มีบริบทรอบข้าง แต่สำหรับใครที่เป็นคอซีรีส์ ‘Friends’ เมื่อเห็นประโยคเหล่านี้คงไม่วันลืม ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายของรอสส์และเรเชล หรือสไตล์การจีบสาวของโจอี หรือแม้กระทั่งบทเพลงในตำนานของฟีบี
โดยในวันนี้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว หรือวันที่ 6 พฤษภาคม 2004 นั้นเป็นวันที่ซีรีส์ ‘Friends’ ออกอากาศเป็นวันสุดท้ายทางช่อง NBC โดยมีผู้ชมรอเฝ้าหน้าจอเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สูงถึง 52.5 ล้านคน ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Friends คือหนึ่งในวัฒนธรรมป๊อปที่อยู่ในใจผู้ชมมาตลอดหนึ่งทศวรรษ นับตั้งแต่วันแรกที่ออนแอร์ในปี 1994 ผ่านเรื่องราวทั้ง 236 เอพิโสด
สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู จะขอเล่าคร่าวๆ ว่า Friends เป็นซีรีส์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของตัวละครหลักทั้ง 6 อย่าง รอสส์ เกลเลอร์ (เดวิด ชวิมเมอร์), ราเชล กรีน (เจนนิเฟอร์ แอนิสตัน), โมนิกา เกลเลอร์ (คอร์ทนีย์ ค็อกซ์), แชนด์เลอร์ บิง (แมทธิว เพอร์รี), ฟีบี บัฟเฟย์ (ลิซา คูดโรว์) และ โจอี ทริบบิอานี (แมตต์ เลอบลังก์) โดยมีเซ็ตอัปหลักอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์ก และร้านกาแฟโซฟาสีส้มที่ชื่อ ‘Central Perk’
โดยตัวละครทั้งหกนี้ นอกจากจะมาคอยสร้างเสียงหัวเราะให้เราแล้ว ในอีกมุมหนึ่งอาจเรียกได้ว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของ ‘คนไม่สมบูรณ์แบบ’ ที่คอยสะท้อนตัวเราเองเลยก็ว่าได้ พวกเขาต่างก็เป็นคนที่มีนิสัยทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความขี้ประชดชันของแชนด์เลอร์ นิสัยหวงของกินของโจอี ความซื่อของฟีบี ความเอาแต่ใจของเรเชล ความชอบเอาชนะของรอสส์ และการชอบควบคุมคนอื่นของโมนิกา
แต่สิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ผู้ชมหลงรักและผูกพันกับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย เพราะลึกๆ แล้วเราก็อาจเห็นตัวเอง (ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเช่นกัน) ผ่านตัวละครเหล่านี้ และมันยังสะท้อนไปถึงความสัมพันธ์รอบตัวของเรา ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร เราก็ล้วนมีข้อบกพร่อง มีวันที่ทำพลาด แต่เราก็ยังเข้าใจในตัวเพื่อนของเราเสมอ
ในขณะเดียวกัน Friends ก็กลายเป็น ‘Comfort Show’ ที่หลายๆ คนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จบซีซัน 10 ก็วนไปดูซีซัน 1 ใหม่แบบไม่รู้จบ เพราะมันเป็นเรื่องราวที่ดูแล้วสบายใจ และเป็นซีรีส์ที่มอบความเพ้อฝัน จับต้องได้เกี่ยวกับช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ช่วงเวลาที่เราสามารถนั่งล้อมวงหัวเราะกับเพื่อนสนิทได้นานนับชั่วโมง และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เรายังคงย้อนกลับไปเปิดประตูร้าน Central Perk ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะในโลกของ Friends ช่วงเวลานั้นจะยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์
นอกจากนี้ ด้วยความที่ Friends เป็นซีรีส์ที่มีไอเดียหลักจากผู้สร้างว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพ โดยเฉพาะกับคนโสดและคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ มันจึงกลายเป็นทั้งมิตรภาพของทั้งคนในจอ และพร้อมจะเป็น ‘เพื่อน’ กับคนที่กำลัง ‘หลงทาง’ ในโลกใบนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงวัยที่โตเกินกว่าจะพึ่งพาครอบครัวเดิม แต่ก็ยังเด็กเกินกว่าจะมีครอบครัวเป็นของตนเอง Friends ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น ทั้งในยามที่อาชีพการงานลุ่มๆ ดอนๆ ไปจนถึงยามที่ต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่
และในวันที่ 6 พฤษภาคม 2004 เมื่อเรื่องราวที่เดินทางมานับทศวรรษมาถึงตอนจบ ที่ชื่อว่า ‘The Last One’ มันเป็นบทสรุปที่มีความยาวหนึ่งชั่วโมง และคลี่คลายทุกปมอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ยืดเยื้อมานับทศวรรษระหว่างรอสส์กับราเชล หรือคู่รักอย่างโมนิกากับแชนด์เลอร์ ที่ได้ไปเริ่มต้นชีวิตครอบครัวยังชานเมืองตามฝัน ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ อย่างฟีบีก็มีชีวิตคู่ที่มั่นคงหลังจากแต่งงานกับไมค์ และสำหรับโจอี นักแสดงหนุ่มผู้รักการกินเพียงหนึ่งเดียว ก็ยังคงมุ่งมั่นจะเป็นนักแสดงต่อไป
ฉากสุดท้ายที่ตัวละครทั้งหกคนทิ้งกุญแจไว้บนเคาน์เตอร์และเดินออกจากอพาร์ตเมนต์สีม่วงที่ว่างเปล่า เป็นภาพที่ทำให้แฟนคลับทั้งใจหายและร่วมยินดีกับการเติบโตของพวกเขาไปพร้อมๆ กัน
และถึงแม้ในวันนี้เราจะเสียเพื่อนคนสำคัญอย่าง ‘แมทธิว เพอร์รี’ ผู้รับบทแชนด์เลอร์ บิง ไปแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง แต่แมทธิวก็ได้ทิ้งรอยยิ้มและพลังบวกไว้ให้คนทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เราไม่สบายใจ และต้องการความช่วยเหลือ (ในรูปแบบของมุกตลกเสียดสี)
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือเราจะต้องบอกลาใครไปในชีวิตจริง แต่ทุกครั้งที่เพลง ‘I’ll Be There for You’ ดังขึ้น เราจะรู้เสมอว่ารอสส์ยังคงถกเถียงกับราเชล โมนิกายังคงตบหมอนจนฟู โจอียังคงไม่แบ่งอาหารให้ใคร และพวกเขาจะ ‘อยู่เคียงข้างเราเสมอ’ ในวันที่เรากำลังมองหามิตรภาพอันอบอุ่นในโลกที่แสนโดดเดี่ยวใบนี้ เฉกเช่นเดียวกับที่พวกเขาทำมาตลอด 30 ปี

ช่วงนี้มีซีรีส์เกาหลีเรื่องหนึ่งที่หลายคนกำลังพูดถึงในโลกออนไลน์ นั่นคือ ‘We Are All Trying Here’ ผลงานของ ‘พัค แฮยอง’ ซ...
02/05/2026

ช่วงนี้มีซีรีส์เกาหลีเรื่องหนึ่งที่หลายคนกำลังพูดถึงในโลกออนไลน์ นั่นคือ ‘We Are All Trying Here’ ผลงานของ ‘พัค แฮยอง’ ซึ่งเคยฝากผลงานเรียกน้ำตาอย่าง ‘My Mister’ และ ‘My Liberation Notes’ ถ้าใครชอบเรื่องล่าสุดนี้แล้วยังไม่เคยดูอีกสองเรื่องที่ว่าบอกเลยว่าห้ามพลาด
ต้องบอกว่าพัค แฮยอง คือนักเขียนบทที่สำรวจความบอบบางของมนุษย์ได้อย่างเจ็บปวดและลึกซึ้ง นั่นทำให้ซีรีส์ของเธอมักจะเรียกน้ำตาจากคนดูไปได้ไม่น้อย เพราะมันคือความเจ็บปวดที่เราต่างเจอร่วมกัน โดยเฉพาะบาดแผลทางใจที่ทำให้ตัวละครหลักของเธอนั้นต้องเผชิญปัญหา Mental Health ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แฮยองเคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่มีต้นแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับตัวละคร แต่เธอคือนักสังเกตการณ์ตัวยง เธอมักจะใช้เวลาเฝ้ามองผู้คนที่ดูเหนื่อยล้าบนรถไฟใต้ดิน หรือพนักงานออฟฟิศที่นั่งดื่มโซจูเงียบๆ เพียงลำพังในร้านข้างทาง
สายตาที่มองเห็นความเงียบ ความเหนื่อยล้า และความเปราะบางของมนุษย์ผู้ตรากตรำกับชีวิตเหล่านี้เอง ที่ทำให้งานของเธอไม่มีเรื่องราวแฟนตาซี พลังวิเศษ หรือการเมืองระดับประเทศ แต่กลับวนเวียนอยู่กับเรื่องราวที่เราทุกคนเข้าถึงได้
ทั้งสามเรื่องของแฮยองล้วนมีรูปแบบที่เหมือนๆ กัน คือตัวละครมีบาดแผลทางใจจากปัญหาชีวิต จนมาพบกับอีกตัวละครหนึ่งที่เปราะบางไม่แพ้กัน ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความอ่อนแอของกัน จนนำไปสู่การได้รับการเติมเต็มและเยียวยาให้กันในท้ายที่สุด
ใน ‘My Mister’ พัค แฮยองนำเสนอตัวละคร ‘อี จีอัน’ หญิงสาวที่โตมาพร้อมกับบาดแผลเรื้อรัง ไม่ไว้ใจใคร มองโลกเป็นศัตรู และสร้างกำแพงสูงชันเพื่อป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด กระทั่งจีอันได้พบกับ ‘พัค ดงฮุน’ วิศวกรวัยกลางคนผู้ซื่อสัตย์ มีครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบ แต่ลึกๆ เขากลับต้องแบกภาระทุกอย่างไว้โดยไม่เคยเอ่ยปากถึงความทุกข์ระทมของตัวเองเลยสักครั้ง
อันที่จริงเรื่องนี้แตะความเป็นโรแมนติกตามแบบฉบับซีรีส์เกาหลีน้อยมาก ไม่มีเลิฟซีน ไม่มีฉากสารภาพรัก แม้คนดูจะลุ้นให้ตัวละครรักกัน แต่ใดๆ ก็ตาม พล็อตมันบียอนด์ไปกว่าความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่มันคือความสัมพันธ์ที่มนุษย์สองคนเห็นอกเห็นใจกัน อยู่เคียงข้างกันในโลกที่ไม่ได้ใจดีกับพวกเขามากนัก
แฮยองไม่ได้นำเสนอบาดแผลแค่ของพระเอกกับนางเอกเท่านั้น ตัวละครอื่นๆ ในเรื่อง ตั้งแต่พี่น้องสามคน เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่คนในที่ทำงาน ทุกคนต่างมีเรื่องราวของตัวเอง มีความเจ็บปวดที่ต้องแบกรับไว้ แต่พวกเขาก็ยังคงช่วยเหลือกัน
My Mister จึงเป็นซีรีส์ที่แม้จะเล่าด้วยโทนหม่นหมอง แต่มันไม่มืดมิด มันยังพาเราไปเห็นความสวยงามของชีวิตที่มาจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้อย่างชัดเจน
สำหรับ ‘My Liberation Notes’ พัค แฮยองขยับจากบาดแผลรายบุคคล มาสู่ความเหนื่อยล้าของคนธรรมดาในเมืองใหญ่ ผ่านตัวละครสามพี่น้อง โดยเฉพาะ ‘ยอม มี จอง’ น้องเล็กของบ้านที่ต้องใช้ชีวิตแบบหุ่นยนต์ออฟฟิศ แห้งแล้ง ว่างเปล่า มองไม่เห็นเป้าหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ จนมาเจอกับ ‘คุณกู’ หนุ่มลึกลับติดเหล้าที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้าน
แม้เรื่องนี้จะมีความโรแมนติกขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ใช่พล็อตน่ารักแบบแอบชอบกันไปมา มีจองคือคนที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต กระทั่งได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเลื่อนลอยไม่ต่างกัน เธอจึงเลือกจะเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าไปหา และขอให้เขา ‘เชิดชูเธอ’
ฝ่ายพระเอกเองก็มองเห็นบาดแผลทางใจของมีจองที่รู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในตัวเอง ดูเหมือนตัวละครในเรื่องจะสะท้อนให้เราเห็นว่า เมื่อเราได้รับการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขจากใครสักคน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มรับรู้คุณค่าของตัวเอง โดยไม่ต้องรอคำตัดสินจากเจ้านายหรือสายตาของสังคม นี่อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด แต่ก็ลึกที่สุดในความเป็นมนุษย์ที่ซีรีส์พยายามจะบอก นั่นคือ “การมีใครสักคนมองเห็นคุณค่าของตัวเรา”
สำหรับ ‘We Are All Trying Here’ พัค แฮยองกลับมาสำรวจผู้ชายวัยกลางคนอีกครั้ง ผ่าน ‘ฮวัง ดงมัน’ ชายวัย 40 ที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต จมอยู่กับความผิดหวัง อิจฉา และความไม่มั่นใจในตัวเอง จนมาเจอกับ ‘พยอน อึนอา’ หญิงวัย 30 ที่เคยเป็นคนที่มีศักยภาพและได้รับการยอมรับ แต่ความเครียดสะสมทำให้เธอค่อยๆ สูญเสียตัวตนไปจนกลายเป็นคนนิ่งเงียบ
เรื่องนี้พระเอกค่อนข้างฉีกคาแรกเตอร์ตัวละครจากผลงานก่อนหน้าของแฮยอง ที่มักจะเงียบขรึมและครุ่นคิด แต่ดงมันกลับเป็นตัวละครที่ร้อนแรง เพื่อทำให้ตัวเองถูกมองเห็น แน่นอนว่าถ้าตามสไตล์พัค แฮยอง สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้งดงาม คือการที่คนสองคนที่แตกสลายมาเจอกัน เมื่อคนหนึ่งพยายามส่งเสียงดังเพื่อปกปิดความว่างเปล่า กับอีกคนที่เงียบงันเพราะไม่มีเรี่ยวแรงจะรู้สึก ทั้งคู่กลับค่อยๆ เปิดเผยความอ่อนแอให้เห็นระหว่างกัน และกลับเติมเต็มไฟให้กันได้
จะเห็นว่าผลงานทั้งสามเรื่องของพัค แฮยอง มีจุดร่วมที่สำคัญ คือการบอกว่า "มันโอเคที่เราจะไม่โอเค" ทั้งหมดคือบทเรียนที่บอกเราว่า การที่เรายังพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป ท่ามกลางความแตกสลายนั้น คือความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่สุดแล้ว
ตอนนี้ ‘We Are All Trying Here’ กำลังเดินทางมาถึงตอนที่ 4 ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มเห็นแสงรำไรที่ปลายอุโมงค์ มาร่วมติดตามกันต่อไปว่าความพยายามของพวกเขาจะนำไปสู่ความสุข ความสำเร็จ ที่พวกเขาค้นหาอยู่หรือไม่ ซีรีส์ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ รับชมได้ทาง Netflix

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หากจะเอ่ยชื่อผู้กำกับที่ตีแผ่เรื่อง ‘ระบบชนชั้น’ ออกมาได้อย่างแสบสัน ชื่อของ ‘บง จุนโฮ’ มักจะถูกยก...
01/05/2026

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หากจะเอ่ยชื่อผู้กำกับที่ตีแผ่เรื่อง ‘ระบบชนชั้น’ ออกมาได้อย่างแสบสัน ชื่อของ ‘บง จุนโฮ’ มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ เสมอ ผ่านผลงานไตรภาคแห่งความเหลื่อมล้ำอย่าง Snowpiercer (2013), Parasite (2019) และล่าสุดกับ Mickey 17 (2025)
แม้ทั้ง 3 เรื่องจะมีเซ็ตอัปที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โลกล่มสลายด้วยพายุหิมะ ไปจนถึงสุดขอบจักรวาล แต่สิ่งที่จุนโฮมักจะพาเราไปสำรวจเสมอคือ ‘โครงสร้างส่วนบน’ และอำนาจที่มองไม่เห็นที่คอยกดทับชีวิตผู้คนระดับล่างอยู่ตลอดเวลา และตัวละครของเขามักถูกนิยามด้วยตัวตนที่สับสนและการตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จุนโฮเลือกที่จะนำเสนอความจริงอันโหดร้ายด้วยสไตล์ตลกร้าย (ที่หัวเราะไม่ออก) เพราะมันคือความจริงที่ชนชั้นแรงงานต้องเจอเป็นปกติ
ใน ‘Snowpiercer’ จุนโฮพาเราไปสำรวจระบบทุนนิยม ผ่านรถไฟที่เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาในปี 2031 ที่นี่คือการจำลอง ‘ระบบวรรณะ’ ที่แบ่งแยกมนุษย์ตามตำแหน่งตู้รถไฟ โดย ‘ส่วนท้าย’ คือภาพตัวแทนของแรงงานที่ซอมซ่อและถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ในขณะที่ ‘ส่วนหน้า’ กลับอิ่มเอมกับทรัพยากรที่มีอย่างเหลือเฟือ
และหลังจากนั้น 6 ปีให้หลัง จุนโฮก็กลับมาพูดเรื่องชนชั้นอีกครั้ง ผ่านภาพยนตร์ที่ชื่อว่า ‘Parasite’ โดยนำเสนอความเหลื่อมล้ำผ่าน ‘พื้นที่’ ในแนวดิ่งที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน แต่สิ่งที่แตกต่างจาก Snowpiercer ก็คือการที่คนจนต้อง ‘กินกันเอง’ เพื่อแย่งชิงสิทธิในการรับใช้คนรวย
ถัดมาในผลงานล่าสุดอย่าง ‘Mickey 17’ จุนโฮได้เปลี่ยนเซ็ตอัปมาเล่าถึงวันที่โลกสูญสิ้นทรัพยากร มนุษย์ต้องดิ้นรนหาบ้านใหม่ แต่วิธีการเหล่านั้นก็นำไปสู่การกดขี่ชนชั้นแรงงานอีกเช่นเคย โดยเรื่องราวเหล่านี้จะนำเสนอผ่านตัวละคร ‘มิกกี้ บาร์นส์’ (โรเบิร์ต แพททินสัน) ชายผู้รับงานในตำแหน่ง ‘Expendable’ หรือมนุษย์ที่ใช้แล้วทิ้ง
ในโลกของ Mickey 17 ตัวตนของมนุษย์ถูกลดทอนจนไม่ต่างจาก ‘วัสดุสิ้นเปลือง’ ที่มีอายุการใช้งานจำกัด เมื่อมิกกี้ตาย จิตสำนึกจะถูกอัปโหลดลงร่างใหม่ที่พิมพ์ออกมาซ้ำๆ ตอกย้ำไอเดียที่ว่า ‘ใครๆ ก็แทนที่กันได้’ และมูลค่าของชีวิตแรงงานอาจมีค่าเพียงแค่ต้นทุนการผลิตร่างสำรองขึ้นมาใหม่เท่านั้น
เมื่อลองมองภาพรวมจากทั้งสามเรื่อง เราจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็นขบวนรถไฟ บ้านหลังใหญ่ในเกาหลี หรือยานอวกาศที่มุ่งหน้าสู่ดาวเคราะห์ดวงใหม่ ‘โครงสร้างส่วนบน’ ที่กดทับชนชั้นแรงงานไว้ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลาหรือเทคโนโลยี และบง จุนโฮ ก็ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ฉายภาพให้เห็นว่า ระบบที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้มองเห็นเราเป็นอะไร และสุดท้ายแล้ว วงจรที่ทำซ้ำทั้งความโง่เขลาและความตายนี้ จะยังคงดำเนินต่อไป


อย่างที่ทราบกันดีว่าปี 2569 โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตพลังงานจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และ...
30/04/2026

อย่างที่ทราบกันดีว่าปี 2569 โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตพลังงานจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีการคาดการณ์กันว่าวิกฤตคราวนี้น่าจะยืดเยื้อยาวนานและสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุดที่ไทยเคยเจออย่าง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หรือปรากฏการณ์เศรษฐกิจในภาวะฟองสบู่แตกซึ่งเคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2540 เมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาททำให้เงินบาทอ่อนค่าทันที หนี้ต่างประเทศพุ่งสูง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ล้มละลาย สถาบันการเงินปิดตัวลงหลายแห่ง ผลกระทบขยายวงกว้างไปทั่วเอเชีย
นำไปสู่การกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าจะกอบกู้สถานการณ์พลิกฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ เหตุการณ์คราวนั้นยิ่งสร้างความสั่นคลอนทางจิตใจมากขึ้นอีกเมื่อมีการพูดถึงเหตุการณ์ที่โลกจะเจอความผันผวนครั้งใหญ่อันเกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิตอลที่ส่งผลถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า “Y2K” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2000 หรือ พ.ศ. 2543 และบางคนก็เชื่อกันว่าจะเป็นจุดจบของโลกเลยทีเดียว และแม้ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในระยะเวลาห่างกันสามปีก็ตาม แต่ผลกระทบทางความรู้สึกของผู้คนและมวลรวมของสภาพสังคมกลับต่อเนื่องจนแทบจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
หากคนรุ่นหลังไม่ว่าจะเกิดไม่ทันหรือโตไม่ทันช่วงเวลาแห่งความเศร้าหม่นหมองนี้นึกไม่ออกว่าความรู้สึกเป็นอย่างไรก็ลองจินตนาการดูว่ามันเหมือนเราถูกเลย์ออฟแล้วต้องไปตระเวรเปิดท้ายรถขายของประคองตัวกันไปได้ไม่เท่าไหร่กลับมาบ้านดูข่าวก็ต้องมากังวลว่าเครื่องบินจะตกลงมาใส่หลังคาบ้านเพราะระบบดิจิตอลรวนเรเข้าวันไหนอีก อันนี้เป็นอย่างน้อยยังไม่นับคนที่เลือกจบชีวิตเพราะพิษเศรษฐกิจอีก
ในฐานะที่ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการบันทึกประวัติศาสตร์ทางอ้อมนอกเหนือไปจากการให้แรงบันดาลใจและความบันเทิง ที่ผ่านมามีหนังไทยจำนวนไม่น้อยที่บันทึกทั้งเหตุการณ์และความรู้สึกร่วมของคนในสังคมในช่วงเวลารอยต่อของ พ.ศ. 2540-2550 อันเป็นทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติโดยแท้ แต่มีหนังสามเรื่องที่น่าสนใจ (และบางเรื่องยังพอหาชมได้ในแพลตฟอร์มออนไลน์) ในฐานะที่มันสะท้อนภาพชีวิตของคนสามกลุ่มที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น
“เรื่องตลก 69” เป็นภาพยนตร์ในปี 2542 ของผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง ที่สร้างชื่อจากผลงานเปิดตัว “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” หนังเล่าเรื่องผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเป็นฉากหลังเมื่อ ตุ้ม (ลลิตา ปัญโญภาส) โชคร้ายจับฉลากให้ตนเองถูกเลย์ออฟทำให้เธอกลายเป็นคนตกงานโดยทันที แถมตกงานไม่ว่ายังต้องมาตกกระไดพลอยโจนเมื่อเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการรับเงินค่าล้มมวยจากแก๊งเจ้าพ่อโดยบังเอิญ ทำให้เกิดการไล่ล่ากันอีรุงตุงนัง แม้ตัวหนังจะเป็นหนังตลกร้ายผสมฟิล์มนัวร์ผ่านสไตล์การกำกับของ เป็นเอก ที่ถือว่าแปลกใหม่ในช่วงเวลานั้น แต่ “เรื่องตลก 69” ก็ถ่ายทอดความสิ้นหวังของชนชั้นแรงงานและลูกจ้างบริษัทที่ไม่สามารถรับแรงกระแทกนี้ได้ทันในวันที่รัฐเองก็ยังไม่มีสวัสดิการรับรอง เป็นเอก ถ่ายทอดความสิ้นหวังนี้ผ่านมุขตลกที่น่าขำและขื่นขมในทีได้อย่างเจ็บแสบ ชะตากรรมของตุ้มไม่ต่างจากชะตากรรมของคนที่โดนเลย์ออฟในชีวิตจริงอีกนับพันคนที่ล้มโดยไม่มีอะไรรองรับ พวกเขาไม่ได้ล้มบนฟูกแบบเจ้าของกิจการที่มีทุนและแผนซัพพอร์ต และพวกเขาก็ไม่ได้บังเอิญมีกล่องใส่เงินมาวางหน้าห้องแบบตุ้มเช่นกัน
หากชะตากรรมของตุ้มเป็นชะตากรรมของชนชั้นกลางหรือชนชั้นแรงงานในช่วงเปลี่ยนแผน “Fake โกหกทั้งเพ” หนังของผู้กำกับผู้ล่วงลับอย่าง ธนกร พงษ์สุวรรณ ในปี 2546 ก็ฉายภาพความว่างเปล่าเคว้งคว้างของวัยรุ่นยุค 90’s ต่อ 2000 ได้เป็นอย่างดี หนังเล่าเรื่องของเพื่อนวัยรุ่นสามคนอย่าง เบ (เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา), โป้ (ลีโอ พุฒ และ ซุง (เรย์ แมคโดนัลด์) ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งจมอยู่กับอดีต คนหนึ่งกลัวการผูกมัด อีกคนหนึ่งก็ไม่แน่ใจอะไรเลย บังเอิญว่าพวกเขาตกหลุมรัก ปวีณา (พัชราภา ไชยเชื้อ) เหมือนกัน และแม้จะต่างกันในรายละเอียดแต่ภาวการณ์ของทั้งสามก็สะท้อนความเดียวดายและการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ให้ตัวเองเหมือนๆ กัน ซึ่งว่ากันตามตรงนี่เป็นสารัตถะของวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัย หากพอมาเล่าในบริบทของกรุงเทพฯ ในช่วงดาว์นฟอลทางเศรษฐกิจเราจะได้เห็นภาพความอึมครึมของเมืองที่กำลังเมาหมัด ผู้คนที่กำลังเคว้งคว้างและต้องการการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งวัยรุ่นที่กำลังเปลี่ยวเหงา ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในสังคมได้เป็นอย่างดี ตัวหนังได้รับคำวิจารณ์เชิงลบในตอนแรกแต่เมื่อเวลาผ่านมา “Fake โกหกทั้งเพ” กลายเป็นหนัง Cult classic ที่ถ่ายทอดกรุงเทพฯ ที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งรูปธรรมและนามธรรมได้เป็นอย่างดี
แม้โลกด้านมืดนั้นไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะความที่มันเป็นโลกที่หลบเร้นจากสังคม การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นหากไม่จำเป็น แต่วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่หรือต้มยำกุ้งนั้นก็ยังอุตส่าห์สยายนิ้วมือเข้าไปเปลี่ยนแปลงโลกที่ไม่อยากให้ผู้คนได้เห็นนี้จนได้ แม้จะเป็นทางอ้อมก็ตาม “ซุ้มมือปืน” หนังทริลเลอร์แอคชั่นในปี 2548 ของ สนานจิตต์ บางสะพาน นักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับครั้งแรกนำเสนอโลกเทาๆ (ที่อาจจะดำมืด) ของ มือปืน, มาเฟีย และบรรดาเจ้าพ่อ หนังที่นำแสดงโดย ฉัตรชัย เปล่งพาณิช, ศรัญญู วงษ์กระจ่าง และ สันติสุข พรหมศิริ เรื่องนี้ถ่ายทอดความจริงของระบบสายสนกลในของการจัดสรรอำนาจระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐผู้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ กับผู้มีอิทธิพล พวกเขาต่อรองกันอยู่เสมอพอๆ กับจัดวางหรือเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กันตลอดเวลา พวกเขาไม่อาจวางใจใครได้แม้ชั่วนาที เช่นเดียวกับตกลงกันได้ในชั่วพริบตาขอให้อยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันเป็นพอ
ดังนั้นคนที่ได้รับผลแห่งการเปลี่ยนแปลงก็คือเหล่าผู้ปฏิบัติงาน มือปืนรับจ้าง คนที่รับงานเก็บกวาดมาจากเจ้านายทั้งหลายนั่นเอง ว่ากันที่จริงโลกแบบนี้ยังมีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน (หรืออย่างน้อยก็มีให้เห็นกันในหนังไทยยุคปัจจุบัน-หากเรายอมรับว่าโลกแบบนั้นไม่มีจริง เจ้าหน้าที่ไปตรวจที่ไหนก็ไม่ยักพบเจอ) แต่ที่แตกต่างก็คือหลังปี 2550 ไปแล้วรูปแบบของกิจกรรมโลกมืดเหล่านี้ย้ายถิ่นที่อยู่มากขึ้น จากบ่อนที่นั่นที่นี่สู่เว็บพนันออนไลน์ซึ่งทุกคนเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ตามการเติบโตและสปีดอันว่องไวของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สแกมเมอร์สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงเช่นในตอนนี้) แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นักก็คือการใช้การเมืองเป็นบันไดในการสมาทานอำนาจเพื่อสนับสนุนหรือแม้แต่โยกย้ายทุน “นักการเมือง” ยังเป็นตัวละครสำคัญในสมการเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐผู้ใช้อำนาจมิชอบทั้งหลาย สิ่งที่ทำให้ “ซุ้มมือปืน” แตกต่างจาก “เรื่องตลก69” และ “Fake โกหกทั้งเพ” ก็คือในขณะที่สองเรื่องหลังบอกว่าวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่เปลี่ยนโฉมหน้าและอารมณ์ของผู้คนไทยได้อย่างไร เรื่องแรกกลับบอกว่าอะไรที่ไม่ได้เปลี่ยน มันแค่สวมเสื้อผ้าใหม่เท่านั้น
“เรื่องตลก69”, “Fake โกหกทั้งเพ” และ “ซุ้มมือปืน” จึงเป็นหนังสามเรื่องที่ฉายภาพสังคมไทยในยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อีกยุคหนึ่ง เป็นเรื่องเล่าที่คนรุ่นหลังเอาไว้ศึกษาว่าพี่ๆ เจนเอ๊กซ์ เขาผ่านมันมาได้อย่างไร อะไรประกอบสร้างให้น้าบูมเมอร์เป็นแบบนี้ และเป็นเครื่องเตือนใจไว้รับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่เรายังมองเห็นหน้ามันไม่ชัด
#เรื่องตลก69 ั้งเพ #ซุ้มมือปืน
#หนังไทย

“ผมไม่เคยมีเพื่อนคนไหนเหมือนกับเพื่อนที่ผมเคยมีตอนอายุสิบสองเลย พระเจ้า ใครบ้างล่ะ?”นี่คือประโยคสุดท้ายที่ปรากฏบนหน้าจอค...
29/04/2026

“ผมไม่เคยมีเพื่อนคนไหนเหมือนกับเพื่อนที่ผมเคยมีตอนอายุสิบสองเลย พระเจ้า ใครบ้างล่ะ?”
นี่คือประโยคสุดท้ายที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในฉากจบของภาพยนตร์เรื่อง ‘Stand By Me’ (1986) และมันแทบจะเป็นบทสรุปภาพรวมของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ผลงานการกำกับของ ‘ร็อบ ไรเนอร์’ ที่ดัดแปลงจากนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง ‘The Body’ ของ ‘สตีเฟน คิง’ ว่าด้วยเรื่องราวการเดินทางไปตามหา ‘ศพ’ ของเด็กชายวัย 12 ปี 4 คน ในรัฐออริกอนช่วงปลายทศวรรษ 50
Stand By Me มีอายุครบ 40 ปีพอดีในปีนี้ และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ไม่ว่าเราจะย้อนกลับมาดูเมื่อไหร่ ก็มักจะพาเราเดินย้อนกลับไปหาวัยเยาว์อยู่เสมอ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนเคยมี ‘เพื่อน’ และเคยมี ‘ความไร้เดียงสา’ ก่อนที่กาลเวลาจะพรากมันไปจากเราตลอดกาล
ในฐานะผู้ใหญ่ที่มองย้อนกลับไป หนังทำให้เราเห็นช่วงเวลาที่ ‘วิล วีตัน’ (ผู้รับบท กอร์ดี) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นเสมือนการได้รับ ‘ของขวัญอันล้ำค่า’ เพียงครั้งเดียวในชีวิต นั่นคือช่วงที่เรา ‘ไม่รู้’ ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกเลยตลอดชีวิตที่เหลือ มันคือความบริสุทธิ์ที่ไม่ซับซ้อน และเป็นความทรงจำที่จะอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่บอบช้ำแล้วก็ตาม
เรื่องราวของ Stand By Me เริ่มต้นด้วยการผจญภัยที่ดูจะสยดสยองเล็กน้อย เมื่อเด็กชายทั้งสี่คนตัดสินใจออกตามหาศพของเรย์ บราวเวอร์ เด็กชายวัยเดียวกันที่หายตัวไป เด็กๆ ต้องเดินเท้าไปตามทางรถไฟในช่วงหน้าร้อนที่ร้อนระอุ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความไร้เดียงสาของพวกเขาเริ่มจางหาย เพราะความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ระหว่างทาง เราได้เห็นบาดแผลที่เด็กแต่ละคนแบกไว้ ดังเช่นกอร์ดีที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการตายของพี่ชาย ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ อย่างคริส เท็ดดี และเวิร์น ต่างก็ต้องรับมือกับครอบครัวที่แตกร้าว และการถูกทารุณกรรม การเดินทางครั้งนี้จึงถือเป็นการเผชิญหน้ากับ ‘ความตาย’ ในหลากหลายมิติ ทั้งความตายทางกายภาพ และความตายของความสุขในวัยเยาว์
ในขณะเดียวกัน ศพของบราวเวอร์ที่พวกเขาตามหา ก็ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความกลัวและความอ่อนแอของเด็กชายทั้งสี่ เมื่อพวกเขาได้เผชิญหน้ากับความตายที่จับต้องได้จริงตรงหน้า และมันยังช่วย ‘ชำระล้างบาป’ และยับยั้งความรุนแรงหรือการทรยศที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อน ความดีงามพื้นฐานของพวกเขายังคงรอดพ้นจากโลกที่โหดร้ายมาได้ และกอร์ดีเองก็ได้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเองและคริสต่อหน้าอันธพาลประจำเมืองอย่าง ‘เอซ เมอร์ริลล์’ เพื่อก้าวข้ามไปสู่โลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ถึงแม้ภาพจำของ Stand By Me จะเป็นความถวิลหาอดีตที่งดงาม แต่เมื่อมองผ่านกาลเวลา 40 ปี หนังเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ทับซ้อนกันหลายชั้น (ทั้งในจอและนอกจอ) ไม่ว่าจะเป็นการจากไปของ ‘คริส แชมเบอร์ส’ เพื่อนที่ดีที่สุดของกอร์ดีในเรื่อง ที่คู่ขนานไปกับความจริง เมื่อ ‘ริเวอร์ ฟีนิกซ์’ นักแสดงผู้รับบทตัวละครนี้ ต้องจากไปก่อนวัยอันควรในปี 1993
และยังมีข่าวร้ายอย่างการจากไปของผู้กำกับ ‘ร็อบ ไรเนอร์’ และภรรยาในปี 2025 ที่ผ่านมา การสูญเสียทั้งนักแสดงและผู้สร้างที่เข้าใจความหมายของ ‘มิตรภาพและการสูญเสีย’ ไป ยิ่งทำให้การกลับมาดูหนังเรื่องนี้ในวาระครบรอบ 40 ปี เต็มไปด้วยความรู้สึกหม่นเศร้าที่ยากจะหลีกเลี่ยง ราวกับว่าภาพของคริสที่เดินลับหายเข้าไปในป่าตอนท้ายเรื่อง คือภาพแทนของเหล่าผู้สร้างที่ลาจากเราไปจริงๆ
ในตอนจบ เราเห็นกอร์ดีในวัยผู้ใหญ่เลือกที่จะเปลี่ยนความสูญเสียเหล่านี้ให้กลายเป็น ‘เรื่องเล่า’ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันคือวิธีที่เขานำความทรงจำมาเปลี่ยนรูปให้กลายเป็นประโยคและย่อหน้า เพราะนั่นคือวิธีเดียวที่จะรักษาความไร้เดียงสาของเพื่อน ที่เขาเคยมีตอนอายุ 12 เอาไว้ไม่ให้สูญสลายไปตามกาลเวลา
“ผมไม่เคยมีเพื่อนคนไหนเหมือนกับเพื่อนที่ผมเคยมีตอนอายุสิบสองเลย พระเจ้า ใครบ้างล่ะ?” คำถามนี้ยังคงทำงานกับเราเสมอ เพราะมันคือการยอมรับความจริงที่ว่ามิตรภาพช่วงวัยเยาว์และความทรงจำในช่วงฤดูร้อนนั้นเป็น ‘ของขวัญอันล้ำค่า’ ก่อนที่เราจะถูกกาลเวลาผลักเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่อย่างไม่มีวันหวนกลับ


วันนี้ (29 เมษายน) จะเป็นวันครบ 46 ปีแห่งการจากไปของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก (Alfred Hitchcock) ยอดผู้กำกับชาวอังกฤษที่เว็บไซต...
29/04/2026

วันนี้ (29 เมษายน) จะเป็นวันครบ 46 ปีแห่งการจากไปของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก (Alfred Hitchcock) ยอดผู้กำกับชาวอังกฤษที่เว็บไซต์ totalfilm ยกให้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์หมายเลขหนึ่งของโลกตลอดกาลซึ่งเสียชีวิตในวันที่ 29 เมษายน ปี 1980 ด้วยวัย 80 ปี
อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นในการสร้างภาพยนตร์แนวระทึกขวัญและจิตวิทยาหรือ Psycho thriller หนังหลายเรื่องของเขากลายเป็นหนังระดับตำนานไม่ว่าจะเป็น “Psycho” (1960), “The Birds” (1963), “Strangers on a Train” (1951), “Dial M for Murder” (1954), “Rear Window” (1954), “To Catch a Thief” (1955), “North by Northwest” (1959) รวมทั้ง “Vertigo” ภาพยนตร์ในปี 1958 ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์นั่นคือการเคลื่อนกล้องที่ในทางทฤษฎีเรียกว่า “Dolly zoom” แต่เรามักเรียกกันติดปากว่า “Hitchcock Zoom” หรือ “Vertigo Shot” ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่องนี้และปัจจุบันก็ยังมีการใช้เทคนิคนี้กันอย่างแพร่หลาย
Hitchcock Zoom หรือ Vertigo Shot นั้นคือเทคนิคการถ่ายที่ใช้การเคลื่อนกล้อง (Dolly) ให้ถอยหลังหรือเดินหน้าไปพร้อมกับการซูมเลนส์ในทิศทางตรงกันข้ามเช่นหากกล้องเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ (Dolly In) ต้องซูมออก (Zoom Out) และหากกล้องเคลื่อนที่ออก (Dolly Out) ต้องซูมเข้า (Zoom In) เพื่อรักษาขนาดวัตถุหลัก (Subject) ให้คงที่แต่ฉากหลังนั้นดูยืดหดตัวได้ มีความบิดเบี้ยว สร้างความรู้สึกเวียนหัว ตกใจ หรือสะท้อนความไม่มั่นคงทางอารมณ์ของตัวละคร
ที่จริงวิธีการนี้ ฮิตช์ค็อก เคยทดลองมาแล้วก่อนหน้าใน “Rebecca” ของเขาในปี 1940 แต่ยังไม่เวิร์คนัก จนกระทั่งเขาลองเทคนิคนี้อีกครั้งใน “Vertigo” ซึ่งเขาขอให้ เออร์มิน โรเบิร์ตส์ (Irmin Roberts) ตากล้องสองของกองถ่ายลองดีไซน์ช็อตนี้เพื่อสื่ออารมณ์กลัวความสูงของตัวละครอย่าง จอห์น เฟอร์กูสัน ที่รับบทโดย เจมส์ สจวร์ต (James Stewart) ที่มองลงจากที่สูงแล้วเกิดอาการวิงเวียนหรือคล้ายมีอาการบ้านหมุน (vertigo) แล้วมันก็ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม กลายเป็นเทคนิคที่ใช้สื่อถึงความรู้สึกเหนือจริง สร้างความตึงเครียดให้กับผู้ชมในภาพยนตร์รุ่นต่อมาอาทิ “Jaws” ของ สปีลเบิร์ก, “Goodfellas” ของ สกอร์เซซี, “The Lord of the Rings” ของ ปีเตอร์ แจ๊คสัน ไม่เว้นแม้แต่ซีรีส์ยอดนิยมยุคใหม่อย่าง “Squid Game”, “Peaky Blinders” หรือแม้แต่ซีรีส์ไซ-ไฟอย่าง “Severance” ก็ล้วนใช้เทคนิคนี้กันทั้งสิ้น
นี่คือความยอดเยี่ยมของผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนานที่แม้จากไปร่วม 5 ทศวรรษแล้วแต่สิ่งที่เขาได้สร้างไว้นั้นนับว่ามีคุณูปการต่อโลกภาพยนตร์อย่างมาก จนอดสงสัยไม่ได้ว่าหากไม่มี “Vertigo Shot” ที่ฮิตช์ค็อกแล้วโลกภาพยนตร์จะจืดชืดลงกว่าที่เป็นอยู่นี้มากเพียงใด

‘The Drama’ ของ คริสตอฟเฟอร์ บอร์กลี (Kristoffer Borgli) จากค่าย A24 แม้จะดูเป็นหนังความรัก ความสัมพันธ์ แนวรอมคอม (Rom-...
27/04/2026

‘The Drama’ ของ คริสตอฟเฟอร์ บอร์กลี (Kristoffer Borgli) จากค่าย A24 แม้จะดูเป็นหนังความรัก ความสัมพันธ์ แนวรอมคอม (Rom-Com) แต่ไส้ในจริงๆ ของหนังกลับเป็นหนังแนวตลกเสียดสีสังคมอเมริกันที่มีความเป็นจิตวิทยาและเขย่าขวัญแทรกอยู่
หากคุณเคยดูผลงานก่อนหน้าของคริสตอฟเฟอร์ บอร์กลี อย่าง ‘Sick of Myself’ หรือ ‘Dream Scenario’ คุณคงพอจะเดาได้ว่าผู้กำกับชาวนอร์เวย์คนนี้ไม่เคยเลือกชอยส์ปกติในการเล่าเรื่อง และใน ‘The Drama’ เขากลับมาพร้อมกับการอัปเกรดดีกรีความกระอักกระอ่วนให้ค่อยๆ ไต่ระดับไปจนวินาทีสุดท้ายของหนัง
เรื่องราวเริ่มต้นเหมือนหนังรอมคอมทั่วไป เมื่อนักประวัติศาสตร์ศิลป์ผู้เงอะงะ ตกหลุมรัก ‘Emma’ (แสดงโดย Zendaya) หญิงสาวที่มีข้อจำกัดทางการได้ยิน ความรักของทั้งคู่ผลิบานจนถึงขั้นจะลั่นระฆังวิวาห์ แต่แล้วในคืนดินเนอร์ธรรมดาๆ เกมสารภาพเรื่องที่แย่ที่สุดที่เคยทำในชีวิต กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
ภายใต้พล็อตที่ว่า ‘คู่รักที่ความสัมพันธ์พังทลายก่อนแต่ง เพราะความลับในอดีต’ เชื่อว่าคนดูคงมีสมมติฐานในใจเป็นสิบเป็นร้อยอย่าง แต่ทีเด็ดคือบอร์กลีเลือกชอยส์ที่ 101 มานำเสนอ ซึ่งมันกลับน่าสนใจ เพราะแม้ประเด็นที่เลือกมาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกภาพยนตร์ แต่เราก็แทบไม่เคยเห็นใครหยิบมาเล่าในเหลี่ยมนี้มาก่อน
ความสนุกของหนังมันเลยเป็นการใช้โครงสร้างรอมคอมมาบิดเข้าหาประเด็นที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งเผลอๆ มันอาจกลายเป็นหนังเสียดสีสังคมอเมริกันแบบ Dark Comedy จ๋าๆ เลยก็ได้ แต่ถ้าจะพูดแบบไม่สปอยล์มันก็คือหนังงานแต่งวายป่วงดีๆ นั่นแหละ
แต่ถ้าจะบอกว่าหนังไม่หยิบจับประเด็นความสัมพันธ์มาเล่าเลยก็คงไม่ได้ จริงๆ ในแง่หนึ่งหนังมันก็ชี้ให้เราเห็นว่าปัจจัยที่นำมาสู่ความวินาศสันตะโร อาจไม่ใช่แค่สิ่งที่ตัวละครเคยทำในอดีต แต่มันคือการที่มนุษย์เรานั้นมักมองความผิดพลาดของคนอื่นร้ายแรงกว่าความผิดพลาดของตัวเองเสมอ คำถามสำคัญจึงค่อยๆ โผล่ขึ้นมาตอนท้ายๆ เรื่องว่า “คนหนึ่งคิดแต่ไม่ทำ แต่อีกคน…ทำแต่ไม่คิด” แล้ว ในความสัมพันธ์นี้การกระทำไหนของใครกันที่ยอมรับได้ยากกว่า
แน่นอน ตัวละครทุกคนพยายามสนทนา หาทางออก และดีลกับสถานการณ์อย่างปกติมนุษย์ที่สุด แต่นั่นเองคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันซ่อนความซับซ้อนที่ชวนให้คนดูต้องหยิบไม้บรรทัดศีลธรรมขึ้นมาวัดอยู่ตลอดเวลา แม้ศูนย์กลางเรื่องจะอยู่ที่ Emma แต่ทุกคนที่ปรากฏตัวล้วนเชื้อเชิญให้เราสำรวจความกำกวมที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน... ก็มีปัญหาได้พอๆ กัน
เทคนิคการเล่าเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คมคาย แม้จะชวนงงงวยนิดหน่อย โดยเฉพาะการตัดต่อในสไตล์ Montage ที่สลับชุดภาพเหตุการณ์ไปมาในช่วงแรก เพื่อสร้าง Scenario ในหัวของตัวละคร ขณะที่เซนเดยา (Zendaya) กับโรเบิร์ต แพตตินสัน (Robert Pattinson) ก็มอบการแสดงที่ทำให้เราลืมภาพลักษณ์ดาราระดับโลกไปโดยสิ้นเชิง เคมีของพวกเขาทำให้เรารู้สึกว่านี่คือคู่รักปกติธรรมดา ที่กำลังโดนความวิตกกังวลของคนรุ่นมิลเลนเนียลส์ที่มีต่อการแต่งงานเล่นงานอยู่
บอกยากว่าทุกคนจะชอบหนังเรื่องนี้ไหม แต่ ‘The Drama’ คือประสบการณ์ที่กล้าท้าทายคนดูอย่างตรงไปตรงมา และสำหรับใครที่ไม่คุ้นกับงานของบอร์กลี มันอาจให้ความรู้สึกเหมือน ‘ถูกปล้นอารมณ์กลางโรง’ แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็ทำให้มันเป็นหนังที่ยกระดับความท้าทายของการดูหนังไปอีกขั้น
สุดท้ายแล้ว คนที่ถูกตัดสินในหนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ตัวละครเท่านั้น แต่อาจรวมถึงตัวคุณเองด้วย ว่าถ้าเป็นคุณ คุณจะยอมรับความจริงในอดีตของคนที่คุณรักได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะคนรักที่กำลังจะสร้างครอบครัวด้วยกันกับคุณ

หากจับซีเนไฟล์สักกลุ่มหนึ่งมารวมไว้ในห้องเดียวกันแล้วถามว่าพวกเขาคิดว่าหนังเรื่องไหนที่มีตอนจบแบบหักมุมมากที่สุด หักมุมเ...
26/04/2026

หากจับซีเนไฟล์สักกลุ่มหนึ่งมารวมไว้ในห้องเดียวกันแล้วถามว่าพวกเขาคิดว่าหนังเรื่องไหนที่มีตอนจบแบบหักมุมมากที่สุด หักมุมเสียจนพวกเขาแทบตกเก้าอี้ แน่นอนว่าสองในสามของคำตอบย่อมต้องมี “The Usual Suspects” ของผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ (Bryan Singer) ติดโผอยู่ด้วยแน่นอน (และก็อาจจะมี “The Sixth Sense” ติดเข้ามาด้วย) เพราะหนังทริลเลอร์อาชญากรรมปนฟิล์มนัวร์เรื่องนี้มีตอนจบแบบคาดไม่ถึงชนิดที่คนดูต้องอ้าปากค้างพลางตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราพลาดอะไรไปตอนไหนนะ? และนั่นทำให้ “The Usual Suspects” กลายเป็นหนังที่ได้รับการยกย่องจากสื่อหลายสำนักให้เป็นหนังยอดเยี่ยมมาจนถึงวันนี้แม้เวลาจะผ่านมา 31 ปีแล้วก็ตาม (หนังฉายในปี 1995)
แน่นอนว่าเครดิตทั้งหมดคงต้องยกให้ ซิงเกอร์ ในฐานะผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของโปรเจกต์ที่ใช้ทุน 6 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ทำเงินในบ็อกซ์ออฟฟิศได้ถึง 67 ล้านดอลลาร์ฯ (หรือสิบเท่าของทุนสร้าง) แต่จริงๆ แล้วฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ “The Usual Suspects” ได้รับการสรรเสริญคงต้องยกให้กับ คริสโตเฟอร์ แมคควอรีย์ (Christopher McQuarrie) คนเขียนบท รวมถึงการแสดงอันยอดเยี่ยมของ เควิน สเปซีย์ (Kevin Spacey) และมันก็ทำให้ทั้งสองคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมและนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมตามลำดับ รวมถึงรางวัลทางภาพยนตร์อื่นๆ อีกมากมายตามมาด้วยเช่นกัน
คงเป็นเรื่องหยาบคายหากจะเล่าเรื่องของ “The Usual Suspects” โดยละเอียดหรือแม้แต่กระทำการอุกอาจเฉลยตอนจบของหนัง (แม้หนังจะผ่านเวลามาสามทศวรรษแล้วก็ตาม) เพราะปัจจุบันยังมีนักดูหนังหน้าใหม่ที่รอดูหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกอยู่ สิ่งที่พอทำได้ก็คือการย้อนกลับที่จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ คือที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปี 1993 ซึ่ง สเปซีย์ พบกับ ซิงเกอร์ และ แมคควอรีย์ ในงานปาร์ตี้ฉลองให้กับ “Public Access” หนังเรื่องแรกของ ซิงเกอร์ กับ แมคควอรีย์ ที่ชนะรางวัล แกรนด์ จูรี ของเทศกาล สเปซีย์ เวลานั้นเป็นนักแสดงหนุ่มที่อยู่ในวงการมาพักหนึ่งแล้วมีผลงานพอจับต้องได้แต่เขากำลังมองหาบทดีๆ ที่จะสร้างตำนานให้ตัวเอง สเปซีย์ บอกกับนักทำหนังทั้งสองว่า ไม่ว่าเรื่องต่อไปของพวกคุณจะเป็นอะไรเอาผมไปเล่นด้วย
แม้มันดูจะเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่คนในอุตสาหกรรมมักพูดกันในงานปาร์ตี้ที่อาจจะกรึ่มๆ กันแล้วด้วยซ้ำแต่ทั้ง ซิงเกอร์ กับ แมคคอวรีย์ ก็เอาจริงเอาจังกับคำพูดของ สเปซีย์ มาก หลังจากนั้นอีกห้าเดือนทั้งคู่ก็พัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ที่ว่าด้วยแก๊งโจรกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกหักหลังโดยมหาโจรอีกคนหนึ่งและพวกเขาต้องเอาตัวรอดทั้งจากโจรด้วยกันเองและจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีที่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่คดียาเสพติดหรืออะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น ซึ่งมันฟังดูซับซ้อนเอามากๆ ซิงเกอร์ เองยังต้องตอบคำถามนักข่าวเมื่อถูกถามถึงหนังเรื่องนี้ว่าเป็น “หนังที่ว่าด้วยคนห้าคนที่มาพบกันเพราะตำรวจเรียกตัวมาสอบสวน” ซึ่งก็เหมาะเจาะดีกับชื่อหนัง “The Usual Suspects” ซึ่งจริงๆ ชื่อ “The Usual Suspects” นั้น ซิงเกอร์ ก็เอามาจากชื่อคอลัมน์หนึ่งในนิตยสาร Spy ที่หยิบยืมมาจากคำพูดของตำรวจในหนังคลาสสิคเรื่อง “Casablanca” (1942) อีกที เรียกว่าหยิบยืมกันมาเรื่อยๆ ก็พอพูดได้
ทีนี้มาถึงคีย์เวิร์ดสำคัญอย่าง “เคยเซอร์ โซเซ่” (Keyser Söze) ซึ่งเป็นตัวละครที่ แมคควอรีย์ เขียนขึ้นมาให้เป็นคนตุรกีเขาก็นำมาจากเจ้านายเก่าชาวเตอร์กิชของเขาที่ชื่อ เคยเซอร์ ซูเม (Kayser Sume) แมคคอวรีย์ นำมาแต่ชื่อหน้าส่วนนามสกุลนั้นก็สุ่มเอาจากดิคชันนารีภาษาตุรกีที่เขาไปเจอคำว่า “söze” ที่แปลว่า “พูดมาก” ซึ่งองค์ประกอบนี้เองที่เขานำมาพัฒนาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ซ่อนอยู่ในหนังรอให้ผู้ชมไปปะติดปะต่อ
และเมื่อหนังเลือกวิธีการเล่าแบบมีตัวละครมาเล่าเรื่องให้ฟังซึ่งซิงเกอร์ได้อิทธิพลมาจากหนังของสองผู้กำกับบรมครูอย่าง “Double Indemnity” ของ บิลลี ไวล์เดอร์ (Billy Wilder) และ “Rashomon” ของ อาคิระ คุโรซาวา ผสมกับรายละเอียดของโลกอาชญากรรมที่สมจริงซึ่ง แมคควอรีย์ เก็บเกี่ยวมาจากสมัยทำงานกับสำนักงานนักสืบ (ที่เข้าเป็นลูกน้อง เคเซอร์ ซูเม นั่นแหละ) ทำให้ “The Usual Suspects” มีความสดใหม่ในการเล่าในแง่ที่ว่ามันนำเสนอโลกของคนทำงานแบบนี้ที่บางครั้งก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำงานให้ใครหรือทำงานอะไร คนในโลกอาชญากรรมบางทีก็วิ่งวนไปในความมืดบอด ไม่รู้ว่าตัวเองดีลกับอะไรอยู่ และจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ได้อย่างไร พวกเขาจึงไม่อาจไว้ใจใครได้เลย
และสุดท้ายเมื่อมารวมกับการแสดงอันยอดเยี่ยมของ เควิน สเปซีย์ ในบท “เวอร์บัล คินต์” จอมพูดมาก (ชื่อเวอร์บัลก็พอบอกอะไรได้อยู่) ก็ทำให้ไม่มีอะไรหยุดยั้ง “The Usual Suspects” ในการเป็นหนังระดับตำนานได้อีก กล่าวสำหรับ สเปซีย์ เองปีเดียวกันเขาเล่นหนังเรื่อง “Se7en” ของ เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) (ซึ่งเรายังต้องพูดอะไรถึงโคตรหนังเรื่องนี้อีกหรือ??) แม้ที่ผ่านมานักวิจารณ์บางคนจะชี้ให้เห็น plot-hole บางประการของหนังก็ตาม แต่ความเซอร์ไพรส์ที่หนังประเคนให้มันทำให้ข้อตำหนิเหล่านั้นเบาบางเหมือนสายลมแผ่วเบาไม่ระคายผิว
ถ้าไม่เชื่อลองชม “The Usual Suspects” ได้เลยวันนี้ทาง netflix
.

Address


10400

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when BrandThink Cinema posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to BrandThink Cinema:

  • Want your business to be the top-listed Media Company?

Share