Is Life Life & Environment Life & Environment - บันทึกเหตุการณ์สำคัญทางสิ่งแวดล้อม ในยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene)

ป่าไทยยังเหลือ 101 ล้านไร่ แต่เรื่องสำคัญกว่าคือตอนนี้ป่ากำลังเปลี่ยนไปอย่างไรทุกปีเรามักได้ยินข่าวว่าประเทศไทยมีพื้นที่...
09/06/2026

ป่าไทยยังเหลือ 101 ล้านไร่ แต่เรื่องสำคัญกว่าคือตอนนี้ป่ากำลังเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกปีเรามักได้ยินข่าวว่าประเทศไทยมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่กี่ไร่ เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร

แต่เมื่อเปิดดูรายงาน โครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้และชนิดป่า ปี 2568 ของกรมป่าไม้ สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่ตัวเลขรวมของประเทศ หากแต่เป็นภาพที่ซ่อนอยู่ภายในว่า ป่าไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด

และการเปลี่ยนแปลงนั้นกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติไทย

รายงานระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่ประมาณ 101.67 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.43 ของพื้นที่ประเทศ

ในภาพรวมตัวเลขนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหวือหวาจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลดลงจาก ปี 2567 เท่ากับ 112,777.42 ไร่ หรือร้อยละ 0.11

แต่เมื่อซูมลงนระดับจังหวัดกลับพบว่าพื้นที่ป่าในหลายแห่งยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางจังหวัดมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

แต่จุดสำคัญคือ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ พื้นที่ป่าหลายแห่งถูกเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชน และสิ่งปลูกสร้าง

หรือกล่าวคือความต้องการใช้ที่ดินของมนุษย์ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผืนป่าของประเทศ แม้ปัจจุบันจะมีพื้นที่อนุรักษ์และกฎหมายคุ้มครองป่าเข้มแข็งกว่าสมัยก่อนก็ตาม

เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นชวนคิดว่าจะเกิดการจัดการอย่างไรให้สมดุลระหว่างคนกับป่า

หรือในตัวอย่างหนึ่ง จังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ป่าไม้ลดลงประมาณ 395 ไร่ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยพื้นที่ที่หายไปส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ชุมชน สิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันจากการขยายตัวของเมืองและการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน หลายจังหวัดในภาคกลางยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาคเกษตรกรรม โดยรายงานพบว่าการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าในหลายจังหวัดมีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตร

ไม่ว่าจะเป็นนครนายก ชัยนาท พิจิตร หรือพิษณุโลก ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะท้อนว่าความขัดแย้งระหว่างการใช้ที่ดินเพื่อผลิตอาหารกับการอนุรักษ์ป่ายังคงดำเนินอยู่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเฉพาะด้านลบ รายงานยังพบว่าบางจังหวัดมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติหรือมีการปลูกฟื้นฟูป่า

ทำให้ภาพรวมของประเทศยังคงรักษาระดับพื้นที่ป่าไว้ได้ใกล้เคียงเดิมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่า คือ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ ‘ปริมาณป่า’ แต่เกิดขึ้นกับ ‘ชนิดของป่า’ ด้วย

หลายพื้นที่ที่เคยเป็นป่าธรรมชาติสมบูรณ์กำลังเปลี่ยนสภาพไปเป็นป่าฟื้นตัวตามธรรมชาติ หรือกลายเป็นป่าที่มีโครงสร้างและองค์ประกอบชนิดพันธุ์แตกต่างจากเดิม

แม้พื้นที่เหล่านั้นจะยังถูกนับว่าเป็นป่าในทางสถิติ แต่ในเชิงนิเวศวิทยาอาจมีคุณค่าต่อสัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพคงไม่เท่ากับป่าดั้งเดิม

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลขพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอในการบอกสถานะทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ

เพราะป่า 1,000 ไร่ที่เพิ่งฟื้นตัวใหม่ ไม่ได้มีคุณค่าเทียบเท่าป่าดิบผืนใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปี และเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก

ในรายงานยังระบุอีกว่า พื้นที่ป่าสำคัญของประเทศไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคที่มีภูเขาและพื้นที่อนุรักษ์ขนาดใหญ่ เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และบางส่วนของภาคใต้

ขณะที่หลายจังหวัดในภาคกลางและพื้นที่ราบลุ่มมีป่าเหลืออยู่ในสัดส่วนต่ำมาก บางจังหวัดแทบไม่เหลือป่าให้เห็นแล้ว เช่น นนทบุรี และปทุมธานี

ภาพรวมทั้งหมดจึงชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ราวหนึ่งในสามของประเทศ

แต่ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการรักษาตัวเลขไม่ให้ลดลง หากเป็นการรักษาคุณภาพของป่า ป้องกันการแตกกระจายของผืนป่า และลดแรงกดดันจากการใช้ที่ดินที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพราะความสำคัญจริงๆ ของผืนป่าท้าย คือ ระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งน้ำ และความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมของประเทศ

หากป่าเปลี่ยนไปจนเหลือเพียงตัวเลข แม้สถิติจะยังดูดี แต่ธรรมชาติที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขนั้นอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

อ้างอิง

โครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้และชนิดป่า ปี พ.ศ. 2568. สำนักจัดการที่ดินป่าไม้. กรมป่าไม้ https://www.forest.go.th/land/รายงานโครงการจัดทำข้อ-14/


https://www.blockdit.com/islife
https://x.com/IsLife_Write
ติดต่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์
Email : [email protected]

เก็บตกวันสิ่งแวดล้อมโลก สรุปเรื่องวุ่นๆ ที่รัฐสร้าง แต่ชาวบ้านต้องรับจบวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ในขณะที่หลายพื้นที่อาจ...
08/06/2026

เก็บตกวันสิ่งแวดล้อมโลก สรุปเรื่องวุ่นๆ ที่รัฐสร้าง แต่ชาวบ้านต้องรับจบ

วันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ในขณะที่หลายพื้นที่อาจจัดอีเวนต์รณรงค์รักษ์โลกสวยๆ แต่ภาพคู่ขนานที่เกิดขึ้นใน ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’ ปีนี้ คือการที่ภาคประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวและคัดค้านโครงการของรัฐกันอย่างดุเดือด

เหตุผลที่พวกเขาต้องออกมายอมเหนื่อย เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอนให้รู้ว่า เวลามีข่าวประกาศสร้างเมกะโปรเจกต์ระดับแสนล้าน หรือผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ภาพเริ่มต้นมักจะสวยหรู เต็มไปด้วยตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจและคำสัญญาว่าจะดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างดีเสมอ

แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อโครงการเริ่มตอกเสาเข็ม หรือกฎหมายถูกนำมาบังคับใช้จริง สิ่งที่ตามมากลับเป็นป่าไม้ที่ถูกแผ้วถาง สัตว์ป่าไร้ที่อยู่ แม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ และวิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิมที่ล่มสลาย

กล่าวคือ เวลาที่ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจริง คนที่รับผลกระทบเต็มๆ และต้องแบกรับต้นทุนทางสุขภาพ มักไม่ใช่กลุ่มทุนที่ได้กำไร แต่คือ ‘คนในพื้นที่’ และ ‘ประชาชน’ ที่ถูกบังคับให้ต้องรับจบ

มันเลยเกิดคำถามง่ายๆ ขึ้นมาว่า ทำไมการพัฒนาประเทศ ถึงต้องแลกมาด้วยความพินาศของระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อย ?

เพราะถ้าปล่อยให้ระบบการประเมินผลกระทบเป็นเพียง ‘พิธีกรรม’ เพื่ออนุมัติโครงการ ปัญหาเดิมๆ ก็จะวนซ้ำอยู่ร่ำไป

กรณีหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเดินทางไปยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA)

เหตุผลเพราะ หากโครงการนี้ผ่าน ป่าสมบูรณ์กว่า 7,000 ไร่ในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นจะจมบาดาล และนั่นหมายถึงการพรากบ้านของช้างป่าและกระทิง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ากับชุมชนเกษตรกรรมที่ไม่จบสิ้น

แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่ รายงาน EHIA โครงการเต็มไปด้วยข้อมูลที่ผิดเพี้ยนต่างจากข้อเท็จจริงที่หน่วยงานเจ้าของพื้นที่อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สำรวจ

โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าความเสียหายที่ไม่ถูกต้องและไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งความผิดพลาดที่ว่านั้น หากปล่อยผ่านไปเสียดื้อๆ คงไม่แคล้วลงเอยที่ต้องเสียป่าไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

อีกทั้งเมื่อตรองดูแล้ว ยังพบด้วยว่า มาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ระบุไว้ในรายงานฯ ไม่มีทางที่จะสามารถปฏิบัติได้จริง

อีกกรณีที่สะท้อนความหละหลวมของระบบ คือเมกะโปรเจกต์ ‘แลนด์บริดจ์’

โครงการนี้ถูกโปรโมตว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ แต่ล่าสุดมีข่าวดีเล็กๆ เกิดขึ้น เมื่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มีมติให้ปรับปรุง แก้ไข และเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานฯ โดยให้จัดทำรายงานใหม่ทั้งฉบับ

ในโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง อ.เมืองระนอง จ.ระนอง 1 ฉบับ และโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือบริเวณแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ที่อยู่ภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ทั้งสองฉบับ

แต่ก็เหมือนเป็นเพียงการยื้อเวลา เพราะกลไกของโครงการเหล่านี้ไม่มีอะไร ซับซ้อน เมื่อบอกว่าต้องแก้ก็แก้ แล้วนำมาเสนอใหม่

ตราบใดที่ผู้เสนอโครงการยังคงเสนออยู่ เรื่องราวโครงการต่างๆ ภายใต้แลนด์บริดจ์ก็จะกลับมาหลอกหลอนใหม่อีกครั้ง

อีกประเด็นที่เกิดขึ้นในวันสิ่งแวดล้อมโลก คือ ขบวน ‘ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ’ ชาวบ้านภาคเหนือกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อมเขารวมตัวกันจัด เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเชียงราย

สาเหตุหลักเพราะความเดือดร้อนจากเหมืองแร่ฝั่งเพื่อนบ้านที่ปล่อยสารพิษข้ามพรมแดนลงแม่น้ำ 5 สาย ทั้งแม่น้ำกก รวก สาย โขง และสาละวิน ทำให้น้ำปนเปื้อน ระบบนิเวศพัง สัตว์น้ำตาย และกระทบสุขภาพคนที่ต้องใช้น้ำมานานเป็นปีๆ

จึงต้องการยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกฯ ดันเรื่อง ‘พิษเหมือง’ ให้เป็นวาระแห่งชาติไปเลย เสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหยุดปัญหาที่ต้นตอ พร้อมขอให้มีมาตรการเด็ดขาดคือแบนการนำเข้าแร่จากเหมือ

นอกจากนี้ยังขอแผนฟื้นฟูธรรมชาติและสุขภาพชาวบ้านแบบจริงจังต่อเนื่อง 5 ปี และเรียกร้องให้นายกฯ ลงพื้นที่มาดูความลำบากของชาวบ้านด้วยตาตัวเองสักที

เพราะชาวบ้านเขาไม่ไหวแล้ว อยากให้รัฐตื่นตัวและเข้ามาแก้ปัญหานี้ให้ด่วนที่สุด

เหตุการณ์น่าสนใจอีกเรื่อง คือ เมื่อเครือข่ายภาคประชาชนต้องไปรวมตัวกันที่หน้าอาคารสหประชาชาติ (UN) เพื่อเรียกร้องความชัดเจนต่อ ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ‘พ.ร.บ. โลกร้อน’

แทนที่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้นทางอย่างเด็ดขาด ภาคประชาชนกลับมองว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอุตสาหกรรม และหันหลังให้กับประชาชน 99 เปอร์เซ็นต์ ผู้เป็นฝ่ายได้รับผลกระทบ

มากไปกว่านั้น สิ่งที่ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิงจากร่างกฎหมายนี้คือคำว่า ‘ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Justice) ในขณะที่ชาวบ้านและเกษตรกรต้องรับแรงกระแทกเป็นกลุ่มแรกจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

แต่กฎหมายกลับรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ไม่ได้ให้พื้นที่พวกเขาในการร่วมออกแบบนโยบาย

แถมด้วยร่างกฎหมายยังถูกมองว่า ​เป็นเครื่องจักรฟอกเขียว ที่เร่งเร้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่อ้างว่าสะอาดแต่กลับละเมิดสิทธิชุมชน

และการเดินหน้าสกัดแร่ทั้งโปแตส พลวง ดีบุก ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง ทองคำ ทังสเตนและแร่ร์เอิร์ธ ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้ก่อหายนะทางสังคมและระบบนิเวศขึ้นแล้วโดยเฉพาะระบบลุ่มแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี

การออกมาเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในวันสิ่งแวดล้อมโลก นับเป็นการยืนยันเจตจำนงว่า การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต้องทำอย่างตรงไปตรงมา กฎหมายต้องปกป้องคนธรรมดาไม่ใช่มีไว้เปิดช่องทางให้ใครใช้เงินซื้อความชอบธรรม และเสียงของชุมชนต้องมีความหมายในการตัดสินใจ

เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ความยั่งยืนของระบบนิเวศ

และเพื่อย้ำเตือนว่า ทรัพยากรธรรมชาติคือสมบัติของทุกคน ไม่ใช่ต้นทุนราคาถูกที่ใครจะเข้ามากอบโกย แล้วทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลังตามเช็ดตามล้าง


https://www.blockdit.com/islife
https://x.com/IsLife_Write
ติดต่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์
Email : [email protected]

ดอกยางที่หายไป ไม่ได้หายไปไหน เมื่อเศษยางรถบนถนน อาจกำลังกระทบต่อสุขภาพเราคนใช้รถทุกคนรู้ดีว่ายางรถคือหนึ่งในชิ้นส่วนที่...
07/06/2026

ดอกยางที่หายไป ไม่ได้หายไปไหน เมื่อเศษยางรถบนถนน อาจกำลังกระทบต่อสุขภาพเรา

คนใช้รถทุกคนรู้ดีว่ายางรถคือหนึ่งในชิ้นส่วนที่มีความ ‘สิ้นเปลือง’ ระดับหนึ่ง

ไม่ว่าจะขับดีแค่ไหน เติมลมตรงตามสเปกทุกเดือน หรือหลีกเลี่ยงถนนขรุขระมาโดยตลอด แต่สุดท้ายดอกยางก็ค่อยๆ หายไปอยู่ดี

บางคนเพิ่งเปลี่ยนยางชุดใหม่ราคาเป็นหมื่นบาทไปไม่นาน พอเข้าศูนย์อีกทีก็โดนช่างบอกว่า “ใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนแล้วนะครับ”

แต่เคยสงสัยไหมว่า ดอกยางที่หายไปนั้น มันหายไปไหน

ต่อเรื่องนี้ เคยมีผลศึกษามาแล้วว่า มันไม่ได้ระเหยหายไปจากโลก ทุกมิลลิเมตรของยางที่สึกออกจากล้อรถ กลายเป็นเศษยางขนาดเล็กจำนวนมหาศาลที่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ไม่ต่างอะไรกับไมโครพลาสติก

แต่เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบว่า ดอกยางที่หายไปอาจกำลังส่งผลรุนแรงต่อสุขภาพของคนอย่างน่ากังวล

ก่อนไปว่าด้วยเรื่องผลกระทบ ต้องอธิบายเพิ่มเติมสักนิดว่า ยางรถยนต์ไม่ได้ทำจากยางเพียงอย่างเดียว เนื้อในยางยังมีสารเคมีหลายชนิดถูกเติมเข้าไปเพื่อสร้างทนทานต่อการใช้งาน

หนึ่งในนั้นคือสารต้านการเสื่อมสภาพที่มีชื่อว่า 6PPD มีหน้าที่ช่วยให้ยางไม่แตกร้าวง่ายเมื่อเจอกับโอโซน แสงแดด และสภาพอากาศต่างๆ

ถ้าไม่มีสารนี้ ยางรถที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจมีอายุสั้นกว่านี้มาก

แต่ขณะเดียวกันทุกครั้งที่รถออกตัว เบรก หรือเข้าโค้ง เศษยางขนาดเล็กจะหลุดออกมาจากล้อรถอย่างต่อเนื่อง พร้อมปล่อย 6PPD ออกมาด้วย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ความสนใจกับสารชนิดหนึ่งชื่อ 6PPD-quinone ซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก 6PPD ทำปฏิกิริยากับโอโซนในอากาศ เพราะพบว่าสารตัวนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของปลาแซลมอนในหลายลำน้ำของอเมริกาเหนือ

แต่ทว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์เดียว

เพราะเมื่อเศษยางถูกปล่อยออกมา มันไม่ได้เจอแค่โอโซนเพียงอย่างเดียว แต่ยังลอยไปเจอสารเคมีในอากาศอีกนับไม่ถ้วน ทั้งไนโตรเจนออกไซด์ อนุมูลอิสระ และมลพิษจากการจราจรชนิดอื่น

ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าสารต้านการเสื่อมสภาพจากยางรถสามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสารเคมีชนิดใหม่ได้มากกว่า 150 ชนิด และบางชนิดไม่เคยถูกตรวจพบมาก่อนด้วยซ้ำ

จนเมื่อนักวิทยาศาสตร์นำส่วนผสมของสารเคมีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไปทดสอบกับเซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ถึงรู้ว่ามันมีผลต่อเซลล์ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างชัดเจน เกิดความเสียหายต่อระบบผลิตพลังงานภายในเซลล์

ที่สำคัญ ผลกระทบการผสมปนแปและเปลี่ยนแปลงในอากาศ กลับรุนแรงกว่าการทดสอบผลกระทบจากสาร 6PPD เพียงตัวเดียว

แม้วันนี้ ในการทดลองอาจไม่ยังสามารถฟันธงได้ว่า จะทำให้คนป่วยเป็นโรคอะไร แต่ความจริงข้อหนึ่งได้บอกกับเราว่า การอักเสบเรื้อรังคือหนึ่งในกลไกพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจำนวนมาก ตั้งแต่โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงโรคเรื้อรังอีกหลายชนิด

ซึ่งผลลัพธ์ที่พบ ได้ส่งสัญญาณว่า สารเคมีจากยางรถ มีศักยภาพที่จะรบกวนการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันได้จริง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อเท็จจริงนี้คงไม่นำไปสู่การห้ามไม่ให้คนใช้รถยนต์ในวันพรุ่งนี้หรอก

รถยนต์ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน หลายคนใช้มันเพื่อเดินทางไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน หรือขนส่งสินค้าที่ทำให้เมืองทั้งเมืองเดินหน้าต่อได้

เช่นเดียวกับยางรถยนต์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาอย่างสะเพร่า สารอย่าง 6PPD ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้านความปลอดภัย ทำให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และลดความเสี่ยงจากการแตกร้าวระหว่างการใช้งาน

หากต้องสรุปเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ถึงตอนนี้คงบอกได้เพียงว่า “เราควรเข้าใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้มากขึ้น”

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราเคยกลัวควันจากท่อไอเสียว่ามันจำทำร้ายสุขภาพ แต่วันนี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มมองไปยังฝุ่นจากการสึกหรอของยาง เบรก และชิ้นส่วนอื่นๆ ของรถ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ไม่ต่างกัน

และนี่อาจเป็นโจทย์ในวันข้างหน้าถึงผู้ผลิตยางรถยนต์ ว่าจะสามารถพัฒนาสารทดแทนที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้หรือไม่

นักออกแบบรถยนต์สามารถพัฒนารถที่ลดการสึกหรอของยางได้อย่างไร

รวมถึงนักวางผังเมืองสามารถลดความหนาแน่นของการจราจรให้ลดลงได้แค่ไหน

ศึกษาเพิ่มเติมจากงานวิจัยเรื่อง Atmospheric aging of tire rubber antioxidants forms complex mixtures that trigger inflammation in human macrophages https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0160412026002655


https://www.blockdit.com/islife
https://x.com/IsLife_Write
ติดต่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์
Email : [email protected]

  ในวันที่เหนื่อยล้า ลองฟังว่านกร้องอะไร เสียงเล็กๆ จากธรรมชาติ ที่ช่วยให้ใจเราเบาลงได้มีงานวิจัยจำนวนมากที่บอกกับเราว่า...
06/06/2026

ในวันที่เหนื่อยล้า ลองฟังว่านกร้องอะไร เสียงเล็กๆ จากธรรมชาติ ที่ช่วยให้ใจเราเบาลงได้

มีงานวิจัยจำนวนมากที่บอกกับเราว่า เสียงนกร้องสามารถช่วยให้คนเรารู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และมีสุขภาวะทางใจที่ดีขึ้น

ในที่นี้ขออ้างอิงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง มาเล่าสู่กันฟัง

เป็นงานศึกษาของนักวิจัยจาก King's College London ซึ่งได้ทำการติดตามผู้คนกว่า 1,200 ราย ในหลายประเทศ

ผลพบว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเหล่านั้นมองเห็นหรือได้ยินเสียงนกร้อง ก็จะมีความสุขมากขึ้น แถมผลเชิงบวกนั้นติดพันในอารมณ์ไปนานอีกหลายชั่วโมงหลังจากที่ได้ยิน

ทำไมเสียงนกถึงทำให้รู้สึกดี อันที่จริงเหตุผลของเรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก

นั่นก็เพราะในแต่ละวัน สมองของเราต้องรับข้อมูลจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ข่าวสารในสมาร์ทโฟน การแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชัน การประชุม งานที่ต้องทำ ไปจนถึงเสียงจราจรบนท้องถนน บลา บลา บลา

เมื่อสิ่งต่างๆ ที่ว่าไหลมารวมกันอย่างต่อเนื่อง สมองของเราเลยทำงานตลอดเวลาเพื่อคัดกรองว่าอะไรสำคัญ อะไรควรสนใจ และอะไรควรระวัง

แต่พอมีเสียงนกร้องเข้ามาแทรก เสียงใสแจ๋วของนกจะทำหน้าที่เหมือนสวิทช์ปิดการแจ้งเตือนหรือความวุ่นวายที่เราได้รับ (โดยไม่จำเป็น) ลงชั่วคราว

เพราะเสียงนกเป็นเสียงที่ไม่บังคับให้เราต้องตัดสินใจ ไม่ได้บอกให้รีบทำอะไร และไม่ได้เป็นสัญญาณอันตราย สมองจึงสามารถผ่อนคลายจากภาวะตื่นตัวตลอดเวลาได้สักพัก

ข้อมูลในงานวิจัยยังบอกอีกว่า เสียงนกร้องยังเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าเรากำลังอยู่ใน ‘สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย’

เพราะตามธรรมชาติ นกมักร้องในพื้นที่ที่ไม่มีภัยคุกคามรุนแรงอยู่ใกล้ๆ สมองมนุษย์ซึ่งวิวัฒนาการมาพร้อมธรรมชาติจึงตอบสนองต่อเสียงเหล่านี้ในทางบวกโดยอัตโนมัติ

วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ หากยังไม่มีโปรแกรมไปไหน หากอยากพังสมองและหัวใจ ลองเริ่มต้นด้วยง่ายๆ

แค่ลองถอดหูฟังระหว่างเดินในสวนสาธารณะสัก 10-15 นาที ฟังเสียงรอบตัวให้มากกว่ามองหน้าจอมือถือ หรือเปิดหน้าต่างในตอนเช้าแล้วลองสังเกตว่าแถวบ้านมีนกร้องกี่ชนิด

ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าป่าหรือขึ้นดอยเพื่อไปค้นหาเสียงนกเลย งานวิจัยพบว่าเพียงแค่ได้ยินเสียงนกในสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว หรือแม้แต่ต้นไม้ใกล้บ้าน ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้แล้ว

ไม่จำเป็นต้องไปเข้าคอร์สพัฒนาตัวเอง เทคนิคจัดการความเครียด หรือค้นหาแอปพลิเคชันฮีลใจใด

การพักสามารถทำได้ด้วยการหยุด นั่งอยู่เฉยๆ แล้วคอยฟังว่าธรรมชาติจะร้องเพลงอะไร

เสียงนกร้องอาจไม่ได้ทำให้ปัญหาในชีวิตหายไป แต่ช่วยให้สมองและจิตใจได้พักจากความวุ่นวายชั่วคราว

และบางครั้ง ช่วงเวลานั้น มันอาจเกิดพื้นที่ปลอดภัย ที่เราต้องการมากที่สุดในวันที่เหนื่อยล้า จากสังคมที่วุ่นวาย

ศึกษาเพิ่มเติมผ่านหัวข้องานวิจัยเรื่อง

Smartphone-based ecological momentary assessment reveals mental health benefits of birdlife https://www.nature.com/articles/s41598-022-20207-6

ทุกวันเสาร์ ชวนติดตาม กับเรื่องราวอันว่าด้วย ธรรมชาติที่ยังคงดำรงอยู่ท่ามกลางวิกฤต และธรรมชาติที่ยังคงช่วยเยียวยาเราเสมอ


https://www.blockdit.com/islife
https://x.com/IsLife_Write
ติดต่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์
Email : [email protected]

มูลนิธิสืบฯ ลุยศาลปกครอง ยื่นฟ้องเพิกถอนมติเห็นชอบ EHIA อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเช้าวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งตรงกับวันสิ...
05/06/2026

มูลนิธิสืบฯ ลุยศาลปกครอง ยื่นฟ้องเพิกถอนมติเห็นชอบ EHIA อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด

เช้าวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก ตัวแทนจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเดินทางไปยังศาลปกครองกลางเพื่อยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี

พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการนำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ไปใช้ในขั้นตอนสำคัญของโครงการต่อไป

สำหรับคนที่เพิ่งได้ยินชื่อ ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ เรื่องราวความเป็นมาก่อนถึงวันนี้เริ่มจากแนวคิดการจัดการน้ำเหมือนอย่างเคย

เดิมทีอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ถูกออกแบบเป็นโครงการแก้ปัญหาน้ำให้กับจังหวัดจันทบุรี แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อรัฐบาลผลักดันโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม เมือง และระบบโลจิสติกส์ ทำให้ความต้องการใช้น้ำของภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐจึงเริ่มมองหาแหล่งน้ำต้นทุนแห่งใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต และคลองวังโตนดกลายเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ถูกผลักดันในระดับนโยบาย

กรมชลประทานระบุว่า หากโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่ชลประทานใหม่ราว 87,000 ไร่ และสามารถเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองสนับสนุนพื้นที่ EEC ได้อีกประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

สำหรับพื้นที่โครงการ แม้สันเขื่อนจะตั้งอยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ แต่พื้นที่ที่จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำกลับกินอาณาเขตเข้าไปในอุทยานแห่งชาติน้ำตกเขาสิบห้าชั้น และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่องหลายพันไร่

หากมีการดำเนินโครงการจะก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง จำนวน 7,097 ไร่

โดยผืนป่าเขาสิบห้าชั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าตะวันออก เป็นป่าที่เชื่อมระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว

ในพื้นที่ (น้ำท่วม) ยังเป็นแหล่งอาศัยและเส้นทางเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ช้างป่า กระทิง กวางป่า และสัตว์ป่าอื่นๆ

จึงน่าห่วงว่าการสูญเสียพื้นที่ส่วนนี้อาจส่งผลต่อระบบนิเวศในระยะยาว

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายนักอนุรักษ์หลายกลุ่มและองค์กร ได้เปิดหน้าชนและแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการต่อเนื่องมาหลายปี พร้อมเสนอให้มีการทบทวนหรือปรับลดขนาดอ่างเก็บน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพื้นที่ป่าอนุรักษ์

นอกจากนี้ มีประเด็นสำคัญอย่างความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในรายงาน EHIA ที่ไม่ตรงกับข้อมูลการสำรวจภาคสนามกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ทำไว้หลายประเด็น และถือเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์กลางของข้อถกเถียง

โดยเฉพาะข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่าของระบบนิเวศในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ

“ข้อมูลที่ผิดพลาดในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ จะนำมาซึ่งการประเมินมูลค่าความเสียหายที่ไม่ถูกต้องและไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น และทำให้มาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ระบุไว้ในรายงานฯ ไม่มีทางที่จะสามารถปฏิบัติได้จริง” มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุ

แต่ถึงแม้มีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการ องค์กรอนุรักษ์ และภาคประชาชน แต่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2564 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบรายงาน EHIA ทำให้โครงการสามารถเดินหน้าสู่กระบวนการอนุมัติขั้นต่อไปได้

จากที่กล่าวมา เหตุการณ์จึงเดินทางมาถึงวันที่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรขอให้ศาลปกครองตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการพิจารณารายงาน EHIA และขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการนำรายงานดังกล่าวไปใช้ในขั้นตอนสำคัญของโครงการ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยในคดี

“ความบกพร่องของรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ (EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ข้อมูลที่ผิดพลาดในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ จะนำมาซึ่งการประเมินมูลค่าความเสียหายที่ไม่ถูกต้องและไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น และทำให้มาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ระบุไว้ในรายงานฯ ไม่มีทางที่จะสามารถปฏิบัติได้จริง จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งยังซ้ำเติมปัญหาการรบกวนของสัตว์ป่าโดยเฉพาะช้างป่าที่มีต่อชุมชนโดยรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ผลของคดีจะออกมาอย่างไรยังไม่มีใครตอบได้ในตอนนี้

แต่ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาทิศทางใด คดีนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการถกเถียงเรื่องความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นโจทย์ที่สังคมไทยต้องเผชิญมาโดยตลอด

โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลที่ใช้ตัดสินอนาคตของผืนป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติของสังคมนั้น ถูกต้องและรอบด้านเพียงพอแล้วหรือยัง



https://www.blockdit.com/islife
https://x.com/IsLife_Write
ติดต่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์
Email : [email protected] ดูน้อยลง

สิ่งที่โลกอยากบอก 5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวได้กลายเป็นเ...
05/06/2026

สิ่งที่โลกอยากบอก 5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวได้กลายเป็นเรื่องปกติ

ฤดูร้อนที่ร้อนจนทำลายสถิติแทบทุกปี ไฟป่าขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่หลายประเทศ น้ำท่วมที่เกิดถี่ขึ้น ภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น หรือแม้แต่ทะเลที่อุ่นขึ้นจนปะการังจำนวนมากฟอกขาว

สิ่งเหล่านี้ เป็นเหมือนข้อความที่โลกกำลังส่งถึงเรา และพยายามสื่อให้เห็นว่า “ระบบที่ค้ำจุนชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนี้กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ”

นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเตือนว่า โลกมีโอกาสที่จะเผชิญปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังเข้าใกล้ระดับ ‘จุดอันตราย’ มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาย่อมหมายถึงคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น พายุที่รุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนที่กระทบทั้งอาหาร น้ำ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจของผู้คนทั่วโลก

นอกจากเรื่องสภาพอากาศ โลกอาจกำลังกระซิบบอกเราอีกว่า ลองมองไปรอบตัวสิ ถุงพลาสติกที่ใช้ไม่กี่นาที ขวดน้ำที่ถูกทิ้งหลังดื่มหมด หีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่แกะทิ้งทุกวัน

รู้ไหม ? มนุษย์ผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี และกว่าครึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

มิหนำซ้ำ มีเพียงส่วนน้อยที่ถูกรีไซเคิลจริง ส่วนที่เหลือ (มากมายมหาศาล) ไหลลงสู่แม่น้ำ ทะเล ดิน

และท้ายที่สุดก็ย้อนกลับเข้ามาในห่วงโซ่อาหาร น้ำ และอากาศที่เราใช้หายใจ

แถมแต่ละอย่างที่เหมือนเป็นคนละเรื่องกัน กลับเชื่อมโยงถึงกันอย่างแยกจากกันไม่ออก

เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ระบบนิเวศก็อ่อนแอลง เมื่อระบบนิเวศอ่อนแอ ความหลากหลายทางชีวภาพก็ลดลง เมื่อธรรมชาติเสียสมดุล ความสามารถในการดูดซับคาร์บอน ฟอกอากาศ กักเก็บน้ำ และปกป้องมนุษย์จากภัยพิบัติก็ลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม หากโลกพูดได้จริงๆ ข้อความที่โลกอยากบอกอาจไม่ได้มีแต่ความสิ้นหวัง

ในรายงานทางสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ เช่นจากองค์การสหประชาชาติยังย้ำว่าเทคโนโลยีและเครื่องมือในการแก้ปัญหาจำนวนมากมีอยู่แล้ว ทั้งพลังงานสะอาด การลดขยะ การฟื้นฟูป่า และการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตกับการบริโภค

แถมสิ่งที่ยังขาดไม่ใช่ความรู้ แต่คือความเร็วและความจริงจังในการลงมือทำ

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่วันสิ่งแวดล้อมโลกยังสำคัญอยู่เสมอ

เพราะมันเป็นวันที่ชวนให้เราหยุดมองสัญญาณรอบตัวอีกครั้ง ว่าคลื่นความร้อนที่ยาวขึ้น ฝนที่แปรปรวนขึ้น หรือขยะที่ล้นแม่น้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์แยกส่วน หากคือข้อความเดียวกันที่โลกพยายามส่งมาถึงเรา

“นี่คือสิ่งที่โลกอยากบอก คุณได้ยินเสียงโลกบ้างไหม”

อ้างอิง

Emissions Gap Report 2025 https://www.unep.org/resources/emissions-gap-report-2025

World Environment Day 5 June https://www.un.org/en/observances/environment-day

World almost certain to endure record hot year by 2030, UN warns https://www.theguardian.com/environment/2026/may/28/climate-impacts-spiralling-more-record-global-heat-warns-un

Global Environment Outlook 7 https://www.unep.org/resources/global-environment-outlook-7



https://www.blockdit.com/islife
https://x.com/IsLife_Write
ติดต่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์
Email : [email protected]

เมื่อธรรมชาติกลายเป็น ฉากถ่ายคอนเทนต์  เราลืมไปแล้วหรือเปล่าว่า พื้นที่อนุรักษ์ไม่ใช่สนามเด็กเล่นช่วงสองที่ผ่านมา มีข่าว...
04/06/2026

เมื่อธรรมชาติกลายเป็น ฉากถ่ายคอนเทนต์ เราลืมไปแล้วหรือเปล่าว่า พื้นที่อนุรักษ์ไม่ใช่สนามเด็กเล่น

ช่วงสองที่ผ่านมา มีข่าวดราม่าเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวในพื้นที่อนุรักษ์ออกมาสองกรณีติดๆ กัน

กรณีแรก เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวนำรถยนต์ขับลงไปใน หลุมระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณสถานีนิเถะ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี เพียงเพื่อถ่ายภาพและทำคอนเทนต์ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ก่อนที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จะสั่งดำเนินคดีและปรับเป็นพินัยสูงสุด 10,000 บาท พร้อมสั่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

อีกกรณีกเิดขึ้นในวันถัดมา เมื่อมีกลุ่มที่อ้างว่าเข้าไปบริจาคอุปกรณ์การเรียน แต่กลับทำคอนเทนต์ ขับรถลุยลงไปจอดกลางลำธารและบินโดรน ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ทั้งสองกรณีนำไปสู่การตั้งคำถามจากสังคมว่า ทำไมผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงยังมองพื้นที่อนุรักษ์เป็นเพียงฉากหลังสวยๆ สำหรับการสร้างคอนเทนต์ มากกว่าจะมองว่าเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับการเคารพ

ซ้ำไปกว่านั้น ในบางความคิดเห็นยังสะท้อนถึงความไม่แคร์ระบบนิเวศ คิดเห็นเพียงว่า “แค่รถคันเดียว” หรือ “เข้าไปแค่ไม่กี่นาที”

แต่ในโลกของธรรมชาติ ความเสียหายไม่ได้วัดกันที่จำนวนหรือระยะเวลาเสมอไป

บนพื้นดินในป่าที่ดูแข็งแรงและธรรมดา ใต้ผิวดินอาจมีเมล็ดพืชจำนวนมากกำลังรอฝน มีแมลงกำลังสร้างรัง มีจุลินทรีย์ที่ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหาร หรือมีสัตว์ขนาดเล็กใช้เป็นที่หลบภัย

การที่รถยนต์หนักกว่าหนึ่งตันขับผ่านเพียงไม่กี่รอบ อาจทำให้ดินแน่นจนรากพืชเติบโตได้ยาก ทำลายพืชล้มลุกที่กำลังงอก หรือเปลี่ยนสภาพแหล่งน้ำขนาดเล็กที่สัตว์หลายชนิดพึ่งพาอยู่

โดยเฉพาะพื้นที่ลำธารหรือแอ่งน้ำตามธรรมชาติ ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่ตาเห็นมาก เพราะล้อรถสามารถกวนตะกอน ทำลายไข่สัตว์น้ำขนาดเล็ก ทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง และสร้างร่องรอยที่คงอยู่ไปอีกนาน

ตัวอย่างกรณีหลุมระเบิดที่สังขละบุรี บางคนอาจคิดว่า เป็นเพียงร่องรอยสงครามเก่า ทำไมถึงต้องหวงแหนขนาดนั้น

นอกจากประเด็นทางประวัติศาสตร์แล้ว ในทางสิ่งแวดล้อมเรื่องนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงทางนิเวศ จากการศึกษาหลุมระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในกรุงลอนดอน พบว่าเมื่อเวลาผ่านไป หลุมเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กและถิ่นอาศัยสำคัญของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก

บางแห่งกลายเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเสียอีก เพราะเก็บน้ำได้ดี และมีสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวที่สัตว์และพืชบางชนิดต้องการ

นั่นหมายความว่าหลุมระเบิดไม่ได้มีคุณค่าแค่ในฐานะหลักฐานของสงครามหรือความทรงจำทางประวัติศาสตร์ แต่ยังอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในระยะยาวด้วย

ยิ่งในประเทศไทย ซึ่งพื้นที่อนุรักษ์จำนวนมากเป็นบ้านของสัตว์ป่าหายากและระบบนิเวศที่เปราะบาง การเข้าไปใช้งานพื้นที่โดยไม่เข้าใจกติกาจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอาจถูกจัดตั้งขึ้นด้วยเหตุผลต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการรักษาธรรมชาติให้คงอยู่

อุทยานแห่งชาติเปิดให้ประชาชนเข้าท่องเที่ยวได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีระดับการคุ้มครองที่เข้มงวดกว่า การเข้าไปใช้พื้นที่นอกเส้นทาง หรือการนำยานพาหนะเข้าไปในจุดที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้นเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นสองกรณีคงกล่าวได้ว่า เป็นความท้าทายหม่ของการอนุรักษ์ในยุคโซเชียลมีเดีย

เมื่อผู้คนจำนวนมากเดินทางเพื่อเก็บภาพ ทำคอนเทนต์ เรียกยอดเอนเกจเมนต์ แต่หลงลืมไปว่า ระหว่างการถ่ายทำได้ทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลังหรือไม่

ผืนป่า น้ำตก ทุ่งหญ้า หรือแม้แต่หลุมระเบิดเก่าในป่า ไม่ได้มีคุณค่าเพราะสวยพอให้เราถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย

แต่มีคุณค่าเพราะมันยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ทุกวัน เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิต เป็นแหล่งเก็บความทรงจำของประวัติศาสตร์

และสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืม หัวใจสำคัญของการเข้าป่าที่ถูกส่งต่อมาโดยตลอดอย่างคำว่า

“ต้องไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย”

อ้างอิง

ดรามาถล่ม!! แก๊งรถซิ่งขับรถลุย "หลุมระเบิดสงครามโลก" อ้างไม่รู้ประวัติศาสตร์ อุทยานฯ สั่งปรับหมื่นบาท https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000052157

เพจดังจวกยับ! แก๊งออฟโรดอ้างทำบุญ ขับรถลุยลำธาร-บินโดรนในทุ่งใหญ่นเรศวร ชี้ผิดกฎหมายชัดเจน https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000052408

From V2 rocket-scarred London to Ukraine: how nature thrives in bomb craters https://www.theguardian.com/environment/2026/may/06/london-to-ukraine-how-nature-is-thriving-in-bomb-craters

ขีดจำกัดของธรรมชาติ “รองรับได้แค่ไหน” สำคัญกว่า “จะดึงคนเข้ามาได้อีกเท่าไร”วันหยุดยาว 3 วันที่ผ่านมา เขาใหญ่เต็มไปด้วยนั...
03/06/2026

ขีดจำกัดของธรรมชาติ “รองรับได้แค่ไหน” สำคัญกว่า “จะดึงคนเข้ามาได้อีกเท่าไร”

วันหยุดยาว 3 วันที่ผ่านมา เขาใหญ่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

ถนนหลายสายบนอุทยานมีรถวิ่งต่อเนื่อง จุดชมสัตว์ป่าบางจุดการจราจรชะลอตัว มีเจ้าหน้าที่ต้องออกมาจัดระเบียบผู้คนที่จอดรถเพื่อดูช้างป่าซึ่งออกมาหากินริมถนนเพื่อความปลอดภัย

ภาพเหล่านี้ กลายเป็นความคุ้นชินในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ในมุมกลับกัน มันชวนตั้งคำถามในประเด็น “ธรรมชาติควรรองรับคนได้มากแค่ไหน”

ทุกครั้งที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เรามักมองว่านั่นคือความสำเร็จ ผู้คนให้ความใสใจธรรมชาติมากขึ้น ทุกครั้งที่สถิติผู้มาเยือนสูงขึ้น ก่อให้เกิดแง่ดีทางด้านเศรษฐกิจ ดูเป็นเรื่อง WIN-WIN

แต่อาจลืมคิดไปว่า ระบบนิเวศรู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จแบบนี้

เพราะนอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแล้ว ต้องไม่ลืมว่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นบ้านของสัตว์ป่าหลายน้อยชีวิต เป็นแหล่งมรดกโลกที่นานาชาติยอมรับ

ทว่าถนนที่นักท่องเที่ยวใช้เดินทาง คือถนนสายเดียวกับที่ช้างป่า กระทิง กวาง เก้ง และสัตว์ป่าจำนวนมากใช้เคลื่อนที่ระหว่างแหล่งอาหารและแหล่งน้ำ

เมื่อจำนวนคนเพิ่มขึ้น จำนวนรถเพิ่มขึ้นจนพื้นที่สงบลดลง ความกดดันต่อสัตว์ป่าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผลกระทบของเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ทางตรงอย่างเรื่องอุบัติเหตุ คนขับรถชนสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเสียงรบกวน สัตว์จำนวนมากอาศัยเสียงในการสื่อสาร หาคู่ หรือระวังภัย การจราจรหนาแน่นทำให้พฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนไป

หรืออการเปลี่ยนพฤติกรรมสัตว์ สัตว์บางชนิดเริ่มคุ้นเคยกับคนมากเกินไป เรียนรู้ว่าพื้นที่ท่องเที่ยวมีอาหารง่ายกว่าในป่า สุดท้ายพวกมันก็ออกมาใกล้ถนนมากขึ้น และความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามมา

ที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกจึงเริ่มจัดการปัญหานี้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Carrying Capacity หรือขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่

กล่าวคือ ธรรมชาติแต่ละแห่งมีจำนวนผู้ใช้ประโยชน์สูงสุดได้จำนวนหนึ่ง (แต่ละที่อาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณหรือระบบการดูแล) หากเกินกว่านั้น คุณภาพของระบบนิเวศจะเริ่มเสื่อมลง และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเองก็ลดลงเช่นกัน

ประเทศไทยเองเคยใช้แนวคิดนี้มาแล้วกับอ่าวมาหยา เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับไหว สุดท้ายต้องปิดพื้นที่เพื่อฟื้นฟู และเมื่อเปิดอีกครั้งก็มีการกำหนดจำนวนคนอย่างชัดเจน

โดยอ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่ ได้โด่งดังไปทั่วโลกหลังภาพยนตร์เรื่อง The Beach ออกฉาย

ช่วงเวลาหนึ่งอ่าวมาหยาต้องรองรับนักท่องเที่ยวหลายพันคนต่อวัน เรือท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเข้ามาจอดบริเวณหน้าอ่าวแทบตลอดเวลา แนวปะการังได้รับความเสียหายอย่างหนัก สัตว์ทะเลหายไปจากพื้นที่

จนในที่สุดกรมอุทยานแห่งชาติต้องตัดสินใจปิดอ่าวเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะเปิดอีกครั้งภายใต้กติกาใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเลือกใช้วิธีจำกัดจำนวนคนอย่างจริงจัง

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าอ่าวได้เพียงรอบละ 375 คน ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง และจำกัดรวมทั้งวันไม่เกิน 4,125 คน พร้อมทั้งห้ามเรือเข้าจอดหน้าอ่าวและห้ามลงเล่นน้ำในบางพื้นที่เพื่อปกป้องระบบนิเวศ

เหตุที่ต้องให้เรื่องมันยุ่งยาก เพราะบทเรียนจากอดีตพิสูจน์แล้วว่า เมื่อคนมากเกินไป ธรรมชาติจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัว

แม้แต่การเหยียบย่ำบนชายหาด การส่งเสียงดัง การเดินเรือ หรือครีมกันแดดที่ถูกชะล้างลงทะเล ก็สะสมผลกระทบทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ในที่สุด

สำหรับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถือเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดของประเทศไทย มีผู้มาเยือนมากกว่า 2.14 ล้านคนต่อปี หรือเฉลี่ยราว 5,800 คนต่อวัน

แต่ในช่วงวันหยุดยาวบางช่วง ตัวเลขกลับพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว เช่น วันแรกของวันหยุดยาวเดือนกรกฎาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานมากถึง 25,412 คนภายในวันเดียว

และหากวันหยุดยาวทุกครั้งทำให้เขาใหญ่กลับมาเผชิญภาพรถแน่น คนแน่น และสัตว์ป่าต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายคนังเข้าใจผิดคิดว่าอุทยานแห่งชาติทางบกและทางทะเลมีช่วงเวลาปิด เช่นในฤดูมรสุมช่วงฝนตกหนักและเสี่ยงน้ำป่า ก็ปิดให้ธรรมชาติได้พักผ่อนไปแล้ว

แต่ในความเป็นจริง หลักการอนุรักษ์สมัยใหม่มองว่า การจำกัดคนคือเครื่องมือจัดการทรัพยากร ไม่ใช่มาตรการฉุกเฉิน

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ ต่อให้อากาศดี ท้องฟ้าเปิด ไม่มีฝน ไม่มีคลื่น และไม่มีน้ำป่า หากจำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่ระบบนิเวศจะรองรับได้ การจำกัดคนก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ดี

เพราะเป้าหมายของอุทยานแห่งชาติไม่ใช่การพาคนเข้าไปได้มากที่สุด

หรือหากว่ากันตรงๆ ตามวิสัยทัศน์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เองก็ระบุว่า “คุ้มครอง ฟื้นฟู ป่าอนุรักษ์ให้มีความสมบูรณ์ เพื่ออำนวยประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

นี่ต่างหากคือสิ่งสำคัญ

บางทีสิ่งที่เราควรเริ่มพูดถึงอาจไม่ใช่การดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร

แต่เป็นการหาคำตอบว่า พื้นที่ธรรมชาติแห่งนี้ควรมีคนมากที่สุดได้เท่าไรกันแน่

อ้างอิง

หยุดยาว ‘เขาใหญ่’ วันแรกนักท่องเที่ยว แห่สัมผัสธรรมชาติกว่า 2.5 หมื่น https://www.dailynews.co.th/news/4905357/

เปิด "อ่าวมาหยา" ห้ามเล่นน้ำรบกวนฉลามหูดำจำกัดรอบละ 375 คน https://www.thaipbs.or.th/news/content/310666

Khao Yai tops national park visits with 2.14 million tourists https://www.nationthailand.com/news/tourism/40059684

Tourism Attraction Carrying Capacity Assessment in Mae Ngao National Park, Mae Hong Son Province https://so05.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal-lru/article/view/252317

ที่อยู่

Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Is Lifeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์