Love.yourlife.community

Love.yourlife.community ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Love.yourlife.community, พอดแคสต์, Bangkok.

📝แบ่งปันไดอารี่สุขภาพ โดย
Chitchanok Chayaphan (Pang)
❤️เป้าหมายของแป้งคือ มีชุมชนให้ทุกคนได้เข้าถึงการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่มั่นคง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีไปนานๆ..

ความมั่งคั่งแรกของชีวิตคือสุขภาพ เพราะต่อให้เรามีเป้าหมายมากแค่ไหน ถ้าสุขภาพไม่ดี ทุกเป้าหมายก็จะยากขึ้น และต่อให้ไปถึงแ...
28/08/2026

ความมั่งคั่งแรกของชีวิตคือสุขภาพ เพราะต่อให้เรามีเป้าหมายมากแค่ไหน ถ้าสุขภาพไม่ดี ทุกเป้าหมายก็จะยากขึ้น และต่อให้ไปถึงแล้ว เราอาจไม่มีสุขภาพดีพอที่จะมีความสุขกับสิ่งที่สร้างมา

สุขภาพเป็นทุนก้อนแรกค่ะ ที่ช่วยให้เราสร้างและใช้ความมั่งคั่งในรูปแบบอื่นได้ดีขึ้น อย่าลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพนะคะ..


#สุขภาพดี

สำหรับคนที่อายุเกิน 40 ปีโดยเฉพาะผู้หญิง อีกหนึ่งฮอร์โมนที่เราได้ยินกันบ่อยและสำคัญต่อสุขภาพของเรามากๆ และเป็นหนึ่งในฮอร...
24/08/2026

สำหรับคนที่อายุเกิน 40 ปีโดยเฉพาะผู้หญิง อีกหนึ่งฮอร์โมนที่เราได้ยินกันบ่อยและสำคัญต่อสุขภาพของเรามากๆ และเป็นหนึ่งในฮอร์โมนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความเครียดก็คือ Cortisol (คอร์ติซอล)

เรามักได้ยินว่าให้ลดคอร์ติซอล แต่เป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่การกำจัดคอร์ติซอล เพราะร่างกายยังจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนนี้ แต่เราควรมีคอร์ติซอลเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติในช่วงเช้าเพื่อช่วยให้ตื่นตัว และค่อยๆ ลดลงจนอยู่ในระดับต่ำช่วงกลางคืนเพื่อให้พักผ่อนและนอนหลับได้ดี โพสต์นี้เราจะมาคุยเรื่องนี้กันค่ะ

วิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือ
- ปรับปรุงคุณภาพและความสม่ำเสมอของการนอน
- ลดภาระความเครียดที่สะสมต่อเนื่อง
- กินอาหารและฟื้นตัวจากการออกกำลังกายให้เพียงพอ
- จัดการอาการของวัยใกล้หมดประจำเดือนที่รบกวนการนอน

มาเจาะทีละเรื่องกันค่ะ

1. เริ่มจากการดูแลการนอน
- ตื่นให้ใกล้เคียงเวลาเดิมในแต่ละวัน และออกไปรับแสงธรรมชาติหลังตื่น แทนทีจะรีบจับมือถือ
- ลดแสงและกิจกรรมกระตุ้นสมองในช่วงค่ำ ทำห้องนอนให้เย็น มืด และเงียบ ลดการใช้หน้าจอในช่วงประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน
- จำกัดคาเฟอีนหลังช่วงสายหรือบ่ายต้นๆ และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ใกล้เวลานอน โดยเฉพาะคนที่ตื่นกลางดึก มีอาการร้อนวูบวาบ หรือเหงื่อออกกลางคืน
- ออกกำลังกายและการฝึกผ่อนคลายหรือเจริญสติ มีหลักฐานว่าสามารถช่วยเรื่องการนอนโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยใกล้และหลังหมดประจำเดือนได้

2. จัดการอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืน
การตื่นเพราะรู้สึกร้อน เหงื่อออก กระสับกระส่าย หรือใจไม่สงบ ทำให้การนอนขาดช่วงและร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ เมื่อเกิดซ้ำๆ เราอาจรู้สึกเหนื่อย วิตกกังวล หิวของหวานง่าย และรับมือกับความเครียดหรือในนักกีฬาจะรับมือกับการฝึกหนักได้น้อยลง

ถ้าอาการร้อนวูบวาบหรือเหงื่อออกกลางคืนรบกวนการนอนและคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเข้าใจเรื่องวัยหมดประจำเดือนค่ะ

3. ฝึกให้ร่างกายลดระดับความตื่นตัวทุกวัน
การทำเทคนิคคลายเครียดบ้าง อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่การทำอย่างสม่ำเสมอจะให้ประโยชน์อย่างมาก เราสามารถฝึกสิ่งเหล่านี้วันละ 5–10 นาที ค่ะ
- หายใจช้าและสบาย
- Body scan
- Yoga nidra
- Meditation

เทคนิคของแป้งคือ ผูกกิจกรรมนี้ไว้กับกิจวัตรที่ทำประจำ เช่น ยืดเหยียดหลังตื่นนอน หลังซ้อม หรือก่อนนอน เพื่อให้เกิดเป็น routine ค่ะ

4. ออกกำลังกายโดยไม่เพิ่มความเครียดเรื้อรัง
การออกกำลังกายทำให้คอร์ติซอลเพิ่มขึ้นชั่วคราวได้ ซึ่งเป็นการตอบสนองตามปกติและมีประโยชน์ต่อการปรับตัวของร่างกาย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คอร์ติซอลขึ้นระหว่างซ้อม แต่อยู่ที่การซ้อมหนักหรือยาวซ้ำๆ แล้วเราดัน
- นอนไม่เพียงพอ
- กินพลังงานไม่พอ
- กำลังเจ็บป่วย
- มีความเครียดจากชีวิตสูง
- ไม่มีเวลาให้ร่างกายฟื้นตัว

แนวทางที่เหมาะสมรวบรวมจากที่แป้งอ่านเจอและทำมานะคะ อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะแต่ละคนมีรูปแบบชีวิตไม่เหมือนกัน แต่นี่ก็เป็นฉบับคนที่มีชีวิตปกติทั่วไปทำได้ค่ะ
- รักษาการวิ่งเบา การเดิน และเวทเทรนนิ่งไว้
- หลีกเลี่ยงการวาง interval, long run และเวทหนักติดกันหลายวัน โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกฟื้นตัวไม่ดี
- จัดให้มีวันเบาหรือวันพักตามความเหมาะสม
- ลดความหนักหรือปริมาณการซ้อมเมื่อมีอาการร้อนวูบวาบมาก ป่วย เครียดจัด หรือล้าเรื้อรัง
- เล่นเวทเพื่อรักษากล้ามเนื้อและกระดูก แต่ไม่จำเป็นต้องฝึกจนเหนื่อยหรือล้าสุดกำลังทุกครั้ง
- วันที่ความเครียดสูงให้เลือกเดินเบาๆ ฝึก mobility หรือ restorative yoga

สำหรับนักวิ่งหญิงวัย Perimenopause การกินให้พอคือส่วนหนึ่งของการจัดการความเครียด

ไม่ควรวิ่งยาวหรือทำการซ้อมหนักตอนท้องว่างเป็นประจำ และหลังการซ้อมที่ใช้พลังงานมากควรได้รับทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน

การกินไม่พออย่างต่อเนื่องอาจทำให้
- การซ้อมรู้สึกหนักกว่าปกติ
- ฟื้นตัวช้า
- อารมณ์และการนอนแย่ลง
- ประจำเดือนหรือการทำงานของฮอร์โมนผิดปกติ
- เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะพลังงานไม่เพียงพอในนักกีฬา

การกินให้พอจึงไม่ใช่แค่กินเพื่อชดเชยแคลอรี่ แต่เป็นการให้สัญญาณกับร่างกายว่าเรามีพลังงานเพียงพอสำหรับทั้งการฝึกและการซ่อมแซมค่ะ

สุดท้าย ทำให้จังหวะชีวิตประจำวันของเรามีความสม่ำเสมอ เช่น
- กินให้เพียงพอและค่อนข้างสม่ำเสมอ
- เน้นอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหาร แทนการจำกัดอาหารอย่างสุดโต่ง
- รับแสงธรรมชาติและเคลื่อนไหวร่างกายในช่วงกลางวัน
- ลดแสงสว่างและกิจกรรมกระตุ้นสมองในช่วงกลางคืน
- ลดหรืองดแอลกอฮอล์ หากทำให้หลับไม่ดี วิตกกังวล หรือร้อนวูบวาบมากขึ้น
- ใส่การฟื้นตัวไว้ในตารางชีวิต เช่น การพบปะคนที่ไว้ใจ การอยู่กับธรรมชาติ งานอดิเรก และการกำหนดขอบเขตของงาน หรือภาระดูแลผู้อื่น ผู้หญิงวัยนี้จะมีภาระนี้กันมากเช่น ต้องดูแลผู้สูงวัย หรือเด็ก

คำว่าคอร์ติซอลสูงมักถูกใช้เรียกอาการเครียด เหนื่อย นอนไม่ดี หรือน้ำหนักเพิ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่าเรามีภาวะคอร์ติซอลสูงผิดปกติเสมอไป

ผู้หญิงวัย 40+ ไม่จำเป็นต้องกำจัดความเครียดหรือลดคอร์ติซอลให้ต่ำที่สุด แต่ควรสร้างร่างกายที่รับความเครียดได้ และกลับเข้าสู่โหมดฟื้นตัวได้ดีมากกว่าเดิมค่ะ..


#สุขภาพดี
#ผู้หญิง
#ความเครียด

มีคนถามแป้งมาหลายคนว่า ทำยังไงให้ Whoop Age เด็กกว่าอายุจริงเกิน 10 ปี?ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าอายุร่างกายที่แสดงในอุปก...
22/08/2026

มีคนถามแป้งมาหลายคนว่า ทำยังไงให้ Whoop Age เด็กกว่าอายุจริงเกิน 10 ปี?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าอายุร่างกายที่แสดงในอุปกรณ์แต่ละแบรนด์อาจไม่เท่ากัน เพราะแต่ละแบรนด์ใช้ฐานข้อมูล ตัวชี้วัด และอัลกอริทึมในการคำนวณแตกต่างกันค่ะ

Whoop Age เป็นค่าประเมินอายุที่คำนวณจากแนวโน้มข้อมูลในระยะยาว ไม่ใช่ผลตรวจ Biological age ทางการแพทย์ และไม่ได้ดูเฉพาะ Recovery, HRV หรือ Strain ในแต่ละวัน

Whoop ใช้ข้อมูลหลักทั้งหมด 9 ตัว แบ่งเป็น 3 ด้านค่ะ

ด้านการนอน
1. จำนวนชั่วโมงที่นอน
2. ความสม่ำเสมอของเวลานอนและเวลาตื่น หรือ Sleep Consistency

ด้านการเคลื่อนไหวและการฝึก
1. จำนวนก้าวในแต่ละวัน
2. เวลาที่อยู่ใน Heart Rate Zone 1–3
3. เวลาที่อยู่ใน Heart Rate Zone 4–5
4. เวลาที่ใช้ฝึก Strength Training

ด้านความฟิตและองค์ประกอบของร่างกาย
1. VO₂ Max
2. Resting Heart Rate
3. Lean Body Mass หรือสัดส่วนมวลร่างกายที่ไม่ใช่ไขมัน (อันนี้กรอกเอง)

เพราะฉะนั้น การทำ Strain ให้สูงทุกวันไม่ได้แปลว่า Whoop Age จะยิ่งเด็กลงนะคะ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การมีปริมาณและความหนักของการฝึกที่เหมาะสม การฝึกควรได้ทั้งกิจกรรมความเข้มข้นต่ำและสูง ฝึกกล้ามเนื้อ เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และมีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ

ส่วน HRV, Recovery score, Deep sleep และระดับ Stress ระหว่างนอน แม้ไม่ได้เป็นตัวคำนวณ Whoop Age โดยตรง แต่ก็มีประโยชน์ เพราะช่วยให้เราเห็นว่าร่างกายกำลังรับภาระและฟื้นตัวได้ดีแค่ไหนในแต่ละวัน และแนวโน้มในแต่ละช่วงเป็นยังไง

สำหรับคนที่ใช้ Whoop ข้อดีอีกอย่าง แต่หลายคนชอบมองข้ามคือ Journal ซึ่งช่วยให้เราเรียนรู้จากข้อมูลของตัวเองว่า พฤติกรรมอะไรสัมพันธ์กับการนอนและ Recovery ที่ดีขึ้นหรือแย่ลง เช่น
- ดื่มแอลกอฮอล์
- กินอาหารใกล้เวลานอน
- ดื่มคาเฟอีนช่วงเย็น
- ฝึกหนักเกินไป
- เข้านอนตรงเวลา
- ทำสมาธิหรือฝึกหายใจ

Journal ไม่ได้เพิ่มหรือลด Whoop Age โดยตรง แต่ช่วยให้เราเห็นรูปแบบและมีข้อมูลในการตัดสินใจดูแลตัวเองได้ดีขึ้นค่ะ

สำหรับแป้ง การมี Whoop Age น้อยกว่าอายุจริงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

สิ่งที่สำคัญมากกว่าสำหรับแป้งคือ การได้เรียนรู้ว่า พฤติกรรมแบบไหนช่วยให้เรานอนดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟื้นตัวดีขึ้น และพฤติกรรมแบบไหนกำลังทำร้ายสุขภาพของเรา

ถ้าอยากดูแลสิ่งที่ Whoop Age ให้ความสำคัญ ลองโฟกัสไปที่
1. นอนให้เพียงพอและสม่ำเสมอ
2. เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น
3. ฝึกทั้ง Cardio ความเข้มข้นต่ำและสูงอย่างเหมาะสม
4. ฝึกกล้ามเนื้อเป็นประจำ
5. พัฒนาความฟิตโดยไม่ละเลยการฟื้นตัว
6. ดูแล Resting Heart Rate และองค์ประกอบร่างกายในระยะยาว

และต่อให้ไม่มี Whoop หรือใช้เครื่องวัดสุขภาพยี่ห้ออื่นๆ พฤติกรรมเหล่านี้ ก็ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพและ Healthspan ที่ดีค่ะ

อย่าดูแลสุขภาพเพียงเพื่อทำให้ตัวเลขในนาฬิกาดูดีขึ้น แต่ใช้ตัวเลขนั้นเพื่อเรียนรู้และดูแลร่างกายจริงๆ จะดีที่สุดค่ะ..


#สุขภาพดี
#ชะลอวัย

ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งต้องขยับร่างกายนะคะ และอย่านั่งทั้งวัน ไม่ใช่คิดว่าอายุเยอะแล้ว เหนื่อยมามาก ขอนั่งทั้งวันสบายๆ พฤติก...
21/08/2026

ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งต้องขยับร่างกายนะคะ และอย่านั่งทั้งวัน ไม่ใช่คิดว่าอายุเยอะแล้ว เหนื่อยมามาก ขอนั่งทั้งวันสบายๆ พฤติกรรมที่ดูสบาย แต่อาจไม่เป็นมิตรกับสุขภาพสมองในระยะยาว คือการนั่งเนือยนิ่งดูทีวีหรือแทบไม่ขยับร่างกายตลอดทั้งวัน

ไปอ่านเจอมาว่าการนั่งทั้งวัน หรือการมีพฤติกรรมเนือยนิ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเสื่อมถอยของสมอง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุเลยไปหาข้อมูลความเกี่ยวข้องมาเล่าให้ฟังเพิ่มค่ะ

การนั่งทั้งวันอาจไม่ได้ทำให้สมองแก่โดยตรงในแบบที่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัด แต่การใช้เวลาอยู่กับพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary behavior) มากเกินไปมีความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับประสิทธิภาพการคิดที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่สูงขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลคือสภาวะของร่างกายที่แทบไม่ได้เคลื่อนไหวต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อสะสมเป็นกิจวัตรนานหลายปี

การนั่งนานอาจส่งผลต่อสุขภาพสมองผ่านหลายกลไกค่ะ เช่น
1. หลอดเลือดได้รับการกระตุ้นน้อยลง
ทุกครั้งที่เราเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนเลือดจะเพิ่มขึ้น ช่วยสนับสนุนการทำงานของหลอดเลือด รวมถึงการส่งออกซิเจนและสารอาหารไปยังสมอง

การไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานานสัมพันธ์กับสุขภาพของระบบเผาผลาญ หัวใจ และหลอดเลือดที่แย่ลง ซึ่งสำคัญมาก เพราะสมองต้องพึ่งพาเลือดและออกซิเจนอย่างต่อเนื่องค่ะ

2. การควบคุมน้ำตาลและอินซูลินแย่ลง
การหดตัวของกล้ามเนื้อช่วยนำกลูโคสออกจากกระแสเลือดไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อกล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยเฉพาะขาและสะโพก แทบไม่ได้ทำงานตลอดทั้งวัน ความไวต่ออินซูลินและการควบคุมระดับน้ำตาลอาจแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป

ทั้งโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเสื่อมถอยด้านความคิด ความจำ และภาวะสมองเสื่อมค่ะ

3. เพิ่มภาระด้านการอักเสบและระบบเผาผลาญ
การมีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงมักพบร่วมกับ
- ไตรกลีเซอไรด์สูง
- การควบคุมความดันโลหิตที่ไม่ดี
- ไขมันในช่องท้องมากขึ้น
- การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ

ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อสมองผ่านความเสียหายของหลอดเลือด ภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) และสัญญาณการอักเสบต่างๆ

4. สมองได้รับสัญญาณจากการเคลื่อนไหวน้อยลง
การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายเป็นประจำช่วยสนับสนุนความสามารถของสมองในการปรับตัวและสร้างการเชื่อมต่อใหม่ หรือ Neuroplasticity รวมถึงกระตุ้นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเซลล์ประสาท เช่น เส้นทางที่เกี่ยวข้องกับ BDNF

การนั่งไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับการออกกำลังกายในแบบนาทีต่อนาที แต่ทุกชั่วโมงที่เรานั่งนิ่ง คือโอกาสที่หายไปในการส่งสัญญาณสนับสนุนสมองผ่านการเคลื่อนไหวค่ะ

5. อาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสมอง
งานวิจัยในผู้ใหญ่อายุ 45–75 ปีพบว่า ผู้ที่นั่งมากกว่ามีแนวโน้มที่จะมีสมองบริเวณ Medial temporal lobe บางกว่า ซึ่งบริเวณนี้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและจัดเก็บความทรงจำ

แต่นี่ก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการนั่งเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้สมองบริเวณนี้บางลงค่ะ

หลักฐานที่มีในปัจจุบันชี้ไปที่ว่า การมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากและต่อเนื่องเป็นประจำสัมพันธ์กับการเสื่อมถอยด้านความคิดและความจำ รวมถึงความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่สูงขึ้น แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง

เนื่องจากงานวิจัยส่วนมากเป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น
- คุณภาพการนอน
- อาหาร
- ภาวะซึมเศร้า
- โรคประจำตัว
- การแยกตัวทางสังคม
- การดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน
- รูปแบบการเคลื่อนไหวโดยรวม

แต่งานวิจัยบางส่วนยังพบสัญญาณที่น่ากังวลว่า การนั่งเนือยนิ่งประจำเนี่ย ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น แม้จะนำระดับการออกกำลังกายมาคำนวณร่วมด้วยแล้วก็ตามค่ะ

นอกจากระยะเวลาที่นั่งแล้ว สิ่งที่ทำตอนนั่งก็สำคัญค่ะ งานวิจัยบางส่วนพบว่า การนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือนั่งทำกิจกรรมที่สมองแทบไม่ได้มีส่วนร่วมเลย เช่น การนั่งดูหน้าจอหรือไถฟีดไปเรื่อยๆ เฉื่อยๆ อาจน่ากังวลกว่ากิจกรรมที่ทำในท่านั่งแต่ต้องใช้ความคิด เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เล่นดนตรี หรือพูดคุยกับผู้อื่น

สรุปคือ นั่งนานแม้ไม่ได้ทำให้สมองเสื่อมโดยตรง แต่ก็เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสื่อมถอยด้านความคิดและความจำ

ที่สำคัญ การออกกำลังกายมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทดแทนการนั่งนานได้ทั้งหมด มันเป็นคนละองค์ประกอบของสุขภาพ และเราควรดูแลทั้งสองอย่างควบคู่กัน

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องออกกำลังกาย และยิ่งต้องขยับร่างกายระหว่างวันนะคะ เพื่อสุขภาพสมองที่ดีไปนานๆ ค่ะ..


#สุขภาพดี
#สมอง

แป้งเป็นคนชอบเล่นกีฬา แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแป้งเป็นคนที่ถูกขับเคลื่อนได้ง่ายด้วยคำว่า “เป้าหมาย”เป้าหมายของแป้งมีหลาย...
18/08/2026

แป้งเป็นคนชอบเล่นกีฬา แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแป้งเป็นคนที่ถูกขับเคลื่อนได้ง่ายด้วยคำว่า “เป้าหมาย”

เป้าหมายของแป้งมีหลายมิติ และอีกหนึ่งมิติที่สำคัญมากคือ ความสุขและสุขภาพค่ะ

แป้งวิ่งมาราธอนมา 9 ปี แต่ก่อนจะวิ่งมาราธอนแรก แป้งใช้เวลาฝึกวิ่ง 10K และ Half Marathon อยู่เกือบ 2 ปี

ระหว่างทางก็มีเป้าหมายเรื่องเวลาใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ
มีช่วงที่ตะบี้ตะบันทำเวลา
มีช่วงที่บาดเจ็บ
มีช่วงที่ป่วยบ่อย

และทุกครั้ง แป้งจะกลับมาถามตัวเองว่า จริงๆ แล้วเป้าหมายของเราคืออะไร?

ถ้าเราทบทวนเป้าหมาย และหมั่นคุยกับร่างกายของตัวเองอยู่เสมอ เราจะมีเป้าหมายอะไรก็ได้ค่ะ

แต่ถ้าเป้าหมายใหญ่ของเราคือ การมีความสุขและสุขภาพที่ดี เราจะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรไปต่อ เมื่อไหร่ควรผ่อน และเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนวิธี เพื่อให้เหมาะกับร่างกายของเรา

เรายังมีเป้าหมายเพื่อพิชิตอะไรสักอย่างได้ตลอดชีวิต
เพียงแต่กลยุทธ์และวิธีการ อาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงชีวิตของเรา

เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเล็กลงเมื่อเราอายุมากขึ้น
แต่วิธีไปถึงเป้าหมาย อาจต้องรอบคอบขึ้น ฉลาดขึ้น

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับกีฬา และมีสุขภาพที่ดีไปด้วยกันนะคะ..


#สุขภาพดี

📸 หวานเจี๊ยบ

จากโพสต์ก่อนหน้า เราคุยกันแล้วว่าในช่วง Perimenopause ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกไวต่อความเครียดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความเครียด...
17/08/2026

จากโพสต์ก่อนหน้า เราคุยกันแล้วว่าในช่วง Perimenopause ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกไวต่อความเครียดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความเครียดที่สูงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกายมีเวลาฟื้นตัวไม่เพียงพอ ก็สามารถส่งผลต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

เราไม่จำเป็นต้องสร้างชีวิตที่ปราศจากความเครียด แต่ควรพยายามลดภาระที่ปรับได้ และเพิ่ม Recovery Capacity หรือความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกาย ซึ่งทำได้โดย

1. ให้ความสำคัญกับการนอน
พยายามตื่นในเวลาที่สม่ำเสมอ รับแสงธรรมชาติช่วงเช้า และทำให้ห้องนอนเย็น มืด และเงียบ

ลองสังเกตด้วยว่า แอลกอฮอล์ คาเฟอีนช่วงบ่าย–เย็น อาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน หรือการออกกำลังกายหนักช่วงดึก ทำให้อาการตื่นกลางคืนหรือ Night sweats ของเราแย่ลงหรือไม่

มองการนอนเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสมอง อารมณ์ และการฟื้นตัวของร่างกาย ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย

2. มีช่วง Downshift หรือลดความเร่งรีบทุกวัน
การมีช่วงเวลาที่ลดการกระตุ้นและความเร่งรีบเป็นประจำ สามารถช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนจากภาวะตื่นตัวมาอยู่ในภาวะพักและผ่อนคลายมากขึ้น

ลองเลือกกิจกรรมที่เราชอบจริงๆ และให้เวลากับตัวเองวันละประมาณ 10 นาที เช่น
- Slow breathing หรือหายใจช้าๆ
- Meditation หรือ Yoga Nidra
- เดินเล่นแบบไม่เร่งรีบ
- Stretching หรือ Mobility (ยืดเหยียด)
- Journaling (จดบันทึก)
- อยู่กับธรรมชาติ
- อยู่เงียบๆ โดยไม่มีโทรศัพท์

ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานค่ะ การทำสั้นๆ แต่สม่ำเสมอ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีได้

3. Train for resilience, not exhaustion
เป้าหมายของการออกกำลังกายในวัยกลางคนไม่ควรเป็นการทำให้ตัวเองเหนื่อยที่สุดทุกครั้ง แต่คือการสร้างร่างกายที่แข็งแรงและปรับตัวได้ดี

เรายังควรทำ Strength Training เดิน วิ่ง และสร้าง Aerobic Fitness ต่อไป แต่ต้องใส่ Recovery เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Training Plan ด้วย

ถ้าช่วงไหนนอนแย่ลง Resting Heart Rate สูงกว่าปกติ รู้สึกล้า หงุดหงิดมากขึ้น หรือ Performance ลดลง โดยเฉพาะเมื่อเกิดหลายอย่างร่วมกันหรือต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณให้ลองประเมิน Training Load (ภาระการซ้อม) และเพิ่ม Recovery หรือลด Volume/Intensity ชั่วคราว

สิ่งสำคัญคือได้รับพลังงานและสารอาหารโดยรวมให้เพียงพอกับการฝึก รวมถึง Protein และ Carbohydrate ที่เพียงพอตลอดวัน และให้ความสำคัญกับการเติมพลังรอบการซ้อมที่หนักหรือยาวด้วย

4. Track your own patterns
ลองจดข้อมูลประมาณ 6–8 สัปดาห์ เช่น
- รอบเดือนและปริมาณเลือด
- คุณภาพการนอน
- Hot flashes / Night sweats (ร้อนวูบวาบ / เหงื่อออกกลางคืน)
- อารมณ์และความวิตกกังวล
- Training intensity และ Recovery
- Alcohol และ Caffeine
- ความเครียดสำคัญในชีวิต

เมื่อดูข้อมูลย้อนหลัง เราอาจเริ่มเห็น Pattern ของตัวเอง เช่น

เราอาจสังเกตพบว่า ในช่วงที่ซ้อมหนักและนอนแย่ อาการวิตกกังวลหรือ Night sweats มักชัดขึ้น

สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องมี Trigger แบบเดียวกันในผู้หญิงทุกคน เราควรหาว่าอะไรเป็น Pattern ของตัวเราเอง

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราไม่สามารถกำจัด Stress ออกจากชีวิตทั้งหมด และไม่สามารถควบคุมความผันผวนของฮอร์โมนในช่วง Perimenopause ได้ทุกอย่าง

สิ่งที่เราทำได้คือ ลด Stress Load ในส่วนที่เราปรับได้ และเพิ่ม Recovery Capacity ให้เหมาะกับภาระที่ร่างกายกำลังรับอยู่

และถ้าอาการ Perimenopause เริ่มรบกวนการทำงาน ความสัมพันธ์ การนอน หรือคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Menopause เพราะการจัดการความเครียดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของผู้หญิงวัยนี้

สุดท้าย เป้าหมายไม่ใช่การสร้างชีวิตที่ไม่มี Stress แต่คือการสร้างพื้นฐานให้ร่างกายสามารถรับความเครียด → ฟื้นตัว → ปรับตัว ได้ดีขึ้นค่ะ..


#สุขภาพดี
#ผู้หญิง
#วัยทอง

เห็นข่าวคนไปงานวิ่งไป hyrox แล้วหมดสติ บางข่าวบอกโดนปั๊มหัวใจ หลายคนโดยเฉพาะ คนไม่ออกกำลังกายหรือกำลังเริ่มอาจรู้สึกกังว...
14/08/2026

เห็นข่าวคนไปงานวิ่งไป hyrox แล้วหมดสติ บางข่าวบอกโดนปั๊มหัวใจ หลายคนโดยเฉพาะ คนไม่ออกกำลังกายหรือกำลังเริ่มอาจรู้สึกกังวลและหวาดกลัว

โพสนี้เรามาคุยรายละเอียดกันค่ะว่า การวิ่งมาราธอนหรือแข่ง HYROX หนักๆ จริงๆ แล้วดีต่อสุขภาพหรือกำลังทำร้ายร่างกาย?

การออกกำลังกายหนักไม่ได้แปลว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ความหนักต้องเหมาะกับความพร้อมของร่างกายในวันนั้น และเท่าไหร่ถึงเรียกว่าหนักไป?

การเสียชีวิตระหว่างการแข่งขันเกิดขึ้นได้ แต่พบไม่บ่อย

มีเหตุการณ์รุนแรงและการเสียชีวิตเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันวิ่งหรือการแข่งขันความเข้มข้นสูงจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าการวิ่งหรือ Hyrox เป็นกิจกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

ในภาพรวม งานวิจัยจำนวนมากพบว่า คนที่วิ่งเป็นประจำมีความเสี่ยงเสียชีวิตระยะยาวต่ำกว่าคนที่ไม่วิ่ง โดย meta-analysis ที่กล่าวถึงในข้อความพบความสัมพันธ์กับ
- การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุต่ำลงประมาณ 27%
- การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำลงประมาณ 30%
- การเสียชีวิตจากมะเร็งต่ำลงประมาณ 23%

ดังนั้น สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การฝึกอย่างเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป กับการบังคับร่างกายที่ยังไม่พร้อมให้ทำงานในระดับการแข่งขัน สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย

แล้วทำไมเหตุการณ์รุนแรงถึงเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน?

เมื่อเราแข่งขันหนัก ร่างกายต้องรับ stress หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งอัตราการเต้นหัวใจและความดันที่สูงขึ้น อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น การสูญเสียน้ำและเกลือแร่ รวมถึงความเหนื่อยล้าที่สะสม

บางครั้งการแข่งขันจึงอาจเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ โรคหรือความผิดปกติที่ไม่เคยรู้มาก่อนแสดงอาการออกมา เช่น โรคหัวใจ ความผิดปกติของจังหวะหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม หอบหืด ภาวะจากความร้อน หรือความผิดปกติของน้ำและเกลือแร่

สำหรับนักกีฬาส่วนใหญ่ สิ่งที่พบได้บ่อยกว่าภาวะรุนแรงเหล่านี้มาก คือการบาดเจ็บจากการเพิ่ม training load เร็วเกินไป การขาดน้ำหรือ heat illness การกินพลังงานและคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ รวมถึงการฝืนซ้อมทั้งที่ป่วย นอนไม่พอ บาดเจ็บ หรือร่างกายยังไม่ฟื้นตัว

สำหรับ Hyrox ยังมีเรื่อง fatigue-related technique breakdown คือเมื่อเหนื่อยมากจนฟอร์มเริ่มเสีย โดยเฉพาะ sled, lunges, farmer’s carry, burpees และ wall balls ซึ่งอาจเพิ่มภาระต่อ Achilles น่อง หน้าแข้ง เข่า ไหล่ และหลังส่วนล่าง

สิ่งสำคัญมากคือ การเข้าใจว่า ขีดจำกัดของเราไม่ใช่ตัวเลขตายตัว นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับแป้งค่ะ

หลายคนคิดว่าตัวเองมี limit เช่น
- HR 175 ยังไหว
- วิ่ง pace นี้ได้ ก็แปลว่าวันนี้ต้องทำได้
- ยกน้ำหนักนี้เคยได้ วันนี้ก็ควรได้

แต่จริงๆ แล้ว ความสามารถในการรับ stress ของร่างกายเปลี่ยนไปทุกวัน

ขึ้นอยู่กับ fitness, training load ที่สะสม, การนอน, ความเครียด, อากาศร้อน, อาหาร, hydration, การเจ็บป่วย และการฟื้นตัว รวมถึงในผู้หญิงยังอาจได้รับอิทธิพลจากรอบเดือนและการเปลี่ยนแปลงในช่วง perimenopause ด้วย

เพราะฉะนั้น pace หรือ HR ที่เคยทำได้ ไม่ได้หมายความว่าวันนี้ร่างกายพร้อมรับ stress ระดับเดียวกันเสมอ

เราสามารถแบ่งสัญญาณระหว่างออกกำลังกายง่ายๆ เป็น 3 ระดับง่ายๆค่ะ
1. Productive discomfort หอบ กล้ามเนื้อล้า แสบ แต่ยังควบคุมฟอร์มและสติได้ อันนี้เป็น training stress ปกติ ทำต่อได้
2. Yellow flag pace เดิมกลับรู้สึกหนักผิดปกติ coordination แย่ ปวดมากขึ้น HR สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับ effort ให้ลด intensity ลดระยะ เดิน หรือหยุด
3. Red flag เจ็บหรือแน่นหน้าอก หน้ามืดจะเป็นลม หายใจลำบากผิดปกติ ใจสั่นร่วมกับอาการอื่น สับสน หรือล้ม ให้หยุดทันทีและควรได้รับการประเมินทางการแพทย์

ประเด็นคือความเหนื่อยไม่ใช่อันตรายโดยตัวมันเอง

การหอบ กล้ามเนื้อ burn และความรู้สึกอยากหยุดในช่วงท้าย interval หรือการแข่งขัน อาจเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องเรียนรู้แยกให้ออกระหว่าง

เหนื่อยเพราะกำลังทำงานหนัก กับร่างกายกำลังส่งสัญญาณผิดปกติ สิ่งที่สำคัญสุดๆ และห้ามหลงประเด็นเด็ดขาดเลย คือ

The goal is not to find the limit in every session.

เป้าหมายของการซ้อมไม่ใช่การหา limit ทุกครั้ง

เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ทุกวันว่าร่างกายไปได้สุดแค่ไหน เพราะ adaptation ไม่ได้เกิดจาก stress อย่างเดียว

แต่เกิดจาก Stress → Recovery → Adaptation หรือ ความเครียดให้พอดี การได้รับดารฟื้นฟูอย่างเหมาะสม จึงนำไปสู่การพัฒนา

ถ้า stress มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ recovery ไม่พอ สิ่งที่สะสมอาจกลายเป็น fatigue, injury และ performance ที่ลดลง แทนที่จะเป็น fitness

ดังนั้นการซ้อมส่วนใหญ่ควรจบด้วยความรู้สึกประมาณว่า ยังเหลืออีกนิด ถ้าจำเป็นยังทำต่อได้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าวันนี้ควร push หรือควรถอย? สำหรับคนออกกำลังกายทั่วไปมันแทบจะง่ายมากคือ feeling ไม่ ok Yellow flag พักได้เลย ถ้า Red flag ก็ไปหาหมอค่ะ

อย่าดูข้อมูลเพียงตัวเดียว แต่ดูเป็น trend เช่น resting HR สูงกว่าปกติ, HRV ลดลงจาก baseline ของตัวเอง, นอนแย่หลายคืน, easy pace รู้สึกหนักผิดปกติ, performance ลดลง, ปวดกล้ามเนื้อไม่หาย, หงุดหงิดหรือเหนื่อยผิดปกติ หรือเริ่มป่วยซ้ำๆ

หนึ่งสัญญาณหนึ่งวันอาจไม่ได้หมายความว่า overtraining แต่ถ้าหลายสัญญาณเกิดขึ้นพร้อมกันและต่อเนื่องหลายวัน นั่นเป็นเหตุผลที่ดีในการลด load หรือ deload

เรื่องอากาศร้อนยิ่งต้องระวัง ในสภาพอากาศร้อนชื้น ร่างกายต้องส่งเลือดไปที่ผิวหนังเพื่อระบายความร้อน ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อก็ต้องการเลือดระหว่างออกกำลังกาย ทำให้ cardiovascular strain สูงขึ้น

ดังนั้น pace เดิมอาจทำให้ HR และ RPE สูงกว่าเดิม ในวันที่ร้อนมาก จึงควรคิดว่า รักษา effort ไม่ใช่รักษา pace และอย่าเอาการซ้อมในวันที่ร้อนจัดมาเป็น fitness test

ส่วนที่ไม่ควรฝืนเด็ดขาดคือ ถ้าระหว่างออกกำลังกายมีอาการเจ็บ แน่น หรือกดทับหน้าอก โดยเฉพาะถ้าร้าวไปแขน กราม หลังหรือคอ, เป็นลมหรือเกือบเป็นลม, สับสน, หายใจลำบากผิดปกติเมื่อเทียบกับ effort, ใจเต้นเร็วหรือผิดจังหวะร่วมกับหน้ามืดหรือเจ็บหน้าอก หรือมีอาการเข้าได้กับ heat stroke เช่น สับสนหรือล้ม ควรหยุดทันทีและขอความช่วยเหลือทางการแพทย์

ส่วนตัวแป้งไม่อยากให้ข่าวเหตุการณ์รุนแรงในการแข่งขันกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนกลัวการออกกำลังกาย เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่ ประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมต่อสุขภาพในระยะยาวมีมากกว่าความเสี่ยงค่ะ

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรมองข้ามการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะเมื่อกำลังจะขยับจากการออกกำลังกายทั่วไปไปสู่การซ้อมและการแข่งขันที่หนักขึ้น

สิ่งหนึ่งที่แป้งให้ความสำคัญคือการตรวจสุขภาพตามความเหมาะสมกับอายุและความเสี่ยงของตัวเอง และคุยกับคุณหมอว่าจำเป็นต้องประเมินหัวใจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว มีอาการผิดปกติขณะออกแรง เคยเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคหัวใจหรือการเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย

เรายอมจ่ายค่าสมัครงานวิ่ง ซื้อรองเท้า ซื้ออุปกรณ์ และลงทุนกับการซ้อมได้ การลงทุนกับการรู้จักสุขภาพและความเสี่ยงของตัวเองก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตัวเป็นนักกีฬาเหมือนกันค่ะ

การออกกำลังกายทำให้เราแข็งแรงขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่เพราะเราฝืนร่างกายได้มากแค่ไหน แต่เพราะเราให้ความเครียดในระดับที่เหมาะสม และฟื้นตัวได้เพียงพอมากแค่ไหนต่างหากค่ะ

ความแข็งแรงไม่ได้มาจากการหลีกเลี่ยง stress และก็ไม่ได้มาจากการสะสม stress ให้มากที่สุด แต่มาจาก การให้ stress ที่ร่างกายรับไหว ฟื้นตัวให้ดี แล้วค่อยกลับไปรับ stress ใหม่ในระดับที่เหมาะสมค่ะ..


#สุขภาพดี
#ออกกำลังกาย

ช่วงระยะหลังๆ แป้งมักรู้สึกว่า ร่างกายฟื้นตัวช้าลงและรับมือกับความเครียดระดับเดิมได้น้อยลงด้วย เลยชอบอ่านและทำความเข้าใจ...
12/08/2026

ช่วงระยะหลังๆ แป้งมักรู้สึกว่า ร่างกายฟื้นตัวช้าลงและรับมือกับความเครียดระดับเดิมได้น้อยลงด้วย เลยชอบอ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของผู้หญิงวัยนี้ เพื่อให้เรารับมือและใช้ชีวิตง่ายขึ้น เล่าให้ฟังค่ะ

ถ้าเราอายุ 40+ แล้วจู่ๆ รู้สึกว่า วิตกกังวลง่ายขึ้น เหนื่อยง่าย หงุดหงิด ขี้ลืม หรือไวต่อเรื่องต่างๆ ที่เมื่อก่อนแทบไม่กระทบเราเลย สิ่งเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือ Perimenopause

Perimenopause เป็นช่วงที่ระดับ Estrogen และ Progesterone มีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อประจำเดือนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการนอน อารมณ์ การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย พลังงาน รวมถึงการทำงานของสมอง ระบบประสาท และระบบตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายด้วย

ความเครียดไม่ได้เป็นสาเหตุของ Perimenopause แต่สามารถขยายอาการบางอย่างให้ชัดขึ้นได้

วงจร Stress–Perimenopause เป็นแบบนี้ค่ะ

Estrogen และ Progesterone ไม่ได้มีหน้าที่เพียงควบคุมรอบเดือน แต่ยังมีอิทธิพลต่อสารสื่อประสาทและระบบต่างๆ ในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การนอน และการตอบสนองต่อความเครียด

เมื่อฮอร์โมนเหล่านี้มีความผันผวนมากขึ้นในช่วง Perimenopause ผู้หญิงบางคนจึงอาจรู้สึกว่าตัวเองไวต่อความเครียดมากขึ้น

ความเครียดในระดับที่เคยรับมือได้ ไม่ว่าจะเป็นงานหนัก ปัญหาครอบครัว นอนน้อย กินไม่พอ ออกกำลังกายหนักเกินไป หรือดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเพียงไม่กี่คืน อาจส่งผลต่อร่างกายและอารมณ์มากกว่าเมื่อก่อน

และอาจเกิดเป็นวงจรแบบนี้ค่ะ
1. ความเครียดกระตุ้นระบบตอบสนองต่อความเครียดและทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะตื่นตัวมากขึ้น
2. หลับได้ไม่ดี ตื่นกลางคืนบ่อย หรือรู้สึกว่าหลับไม่เต็มที่
3. การนอนที่แย่ลงทำให้เหนื่อย วิตกกังวลง่าย และรับมือกับความเครียดได้ยากขึ้น
4. อาการของ Perimenopause เช่น ร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน หรือ Brain Fog จึงอาจรู้สึกชัดขึ้น
5. อาการเหล่านี้เองกลับสร้างความเครียดเพิ่มขึ้นอีก

จึงกลายเป็นวงจรที่ส่งผลซึ่งกันและกัน และทำให้อาการบางอย่างของ Perimenopause รู้สึกชัดขึ้นได้ เช่น

Hot flashes และ Night sweats
ความเครียดและการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติอาจทำให้บางคนรู้สึกไวต่ออาการร้อนวูบวาบมากขึ้น และเมื่อเกิดเหงื่อออกกลางคืน การนอนก็ถูกรบกวน ทำให้วันรุ่งขึ้นเหนื่อยและรับมือกับความเครียดได้ยากขึ้น

Anxiety และ Irritability
การผันผวนของ Estrogen และ Progesterone สามารถเกี่ยวข้องกับระบบสารสื่อประสาทและวงจรสมองที่ควบคุมอารมณ์ ดังนั้นบางช่วงจึงอาจรู้สึกกังวล หงุดหงิด หรือ Emotional มากกว่าปกติ

Poor Sleep
อาจเกิดอาการแบบ tired but wired คือร่างกายเหนื่อยแต่สมองยังตื่น นอนหลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย หรือตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น

Brain Fog
ความเครียดร่วมกับการนอนที่ไม่ต่อเนื่องสามารถทำให้สมาธิ ความจำ การนึกคำ และการตัดสินใจรู้สึกยากขึ้นได้

Fatigue และแรงจูงใจลดลง
เมื่อร่างกายต้องรับมือกับทั้งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การนอนที่ไม่ดี และความเครียดสะสม ความรู้สึกเหนื่อยล้าจึงอาจเด่นขึ้น

ประจำเดือนผิดปกติ
ประจำเดือนที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่สม่ำเสมอเป็นลักษณะสำคัญที่พบได้ในช่วง Perimenopause อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ความเครียดสูง โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับการออกกำลังกายหนักและได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ก็สามารถมีอิทธิพลต่อการทำงานของ Hypothalamic–Pituitary–Ovarian (HPO) axis และการตกไข่ได้เช่นกัน

ที่สำคัญและหลายคนอาจยังไม่รู้คือ Stress ไม่ได้หมายถึงความเครียดทางใจอย่างเดียว

ประเด็นนี้สำคัญมากนะคะ เวลาพูดถึง Stress เรามักคิดถึงความกังวล งาน หรือปัญหาชีวิต

แต่สำหรับร่างกาย Stress ไม่ได้มาจากอารมณ์เพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงภาระทางกายและปัจจัยต่างๆ ที่ร่างกายต้องปรับตัวเพื่อรับมือด้วย เช่น
- ความกดดันจากงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ และการเงิน
- การนอนน้อยหรือนอนไม่เป็นเวลา
- การซ้อมหนักโดยฟื้นตัวไม่เพียงพอ
- วิ่งระยะไกลหรือทำ HIIT บ่อย ในขณะที่กินพลังงานไม่พอ
- Restrictive diet, กินคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก หรือข้ามมื้ออาหาร
- การเจ็บป่วยและเดินทาง
- แอลกอฮอล์
- คาเฟอีนมากเกินไป

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าการออกกำลังกายไม่ดีสำหรับผู้หญิงวัยนี้นะคะ ตรงกันข้าม การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับสุขภาพของผู้หญิงวัยกลางคน

แต่สิ่งสำคัญคือ Dose matters ปริมาณ ความหนักและการฟื้นตัวต้องสมดุลกับภาระอื่นๆ ที่ร่างกายกำลังรับอยู่ในช่วงนั้นด้วยค่ะ

การออกกำลังกายหนักในปริมาณที่เหมาะสมและมีการฟื้นตัวเพียงพอ สามารถเป็นความเครียดที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการปรับตัวและแข็งแรงขึ้นได้

แต่ถ้า การซ้อมหนัก+นอนแย่+ กินไม่พอ+ความเครียดจากชีวิตสูง เกิดพร้อมกันและต่อเนื่อง

สิ่งที่ควรเป็นความเครียดเพื่อสร้างการปรับตัว (Adaptive Stress) อาจกลายเป็น Total Stress Load ที่สูงเกินความสามารถในการฟื้นตัว (Recovery Capacity) ในช่วงนั้น

เพราะฉะนั้นปัญหาอาจไม่ใช่การออกกำลังกายหนักเพียงอย่างเดียว แต่คือภาระทั้งหมดที่ร่างกายกำลังแบกรับ เทียบกับความสามารถในการฟื้นตัวค่ะ

วัย 40+ อาจไม่ใช่แค่ต้องพยายามลด Stress แต่ต้องให้ความสำคัญกับ Recovery มากขึ้นด้วย เพราะเราอาจควบคุม Stress ในชีวิตไม่ได้ทั้งหมด แต่เราสามารถสร้างพื้นฐานให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้นค่ะ

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง? ไว้มาคุยกันต่อในโพสถัดๆ ไปนะคะ..


#สุขภาพดี
#ผู้หญิง
#วัยทอง

วันก่อนแป้งเขียนเรื่อง Emotional contagion และเขียนสรุปว่าทำไมเราถึงดราม่ากันง่ายขึ้น วันนี้จึงอยากเขียนต่อค่ะ ว่าเราจะป...
10/08/2026

วันก่อนแป้งเขียนเรื่อง Emotional contagion และเขียนสรุปว่าทำไมเราถึงดราม่ากันง่ายขึ้น

วันนี้จึงอยากเขียนต่อค่ะ ว่าเราจะป้องกันตัวเองจากการรับอารมณ์ลบจากผู้อื่นได้อย่างไร

สิ่งสำคัญอย่างแรก คือการเข้าใจว่า อารมณ์สามารถส่งต่อกันได้ และหลายครั้งเกิดขึ้นโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว

แต่ข่าวดีคือ เราสามารถลดอิทธิพลของ Emotional Contagion ที่มีต่อเราได้หลายวิธีค่ะ

1. รู้ตัวว่าอารมณ์ติดต่อกันได้
เมื่อเรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ เราจะเริ่มสังเกตเมื่ออ่านข่าว ดูคลิป หรือคุยกับใครบางคนแล้วรู้สึกโกรธ เครียด หรือหงุดหงิดขึ้นมา

ลองหยุดถามตัวเองซะหน่อยค่ะว่า ก่อนหน้านี้เรารู้สึกแบบนี้อยู่แล้วหรือเปล่า? หรืออารมณ์ของเราเพิ่งเปลี่ยนไปหลังจากรับสิ่งนี้เข้ามา?

เราอาจไม่สามารถแยกต้นตอของอารมณ์ได้ชัดเจนทุกครั้ง แต่การรู้ตัวทำให้เราไม่จำเป็นต้องไหลไปกับทุกอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา

2. สร้างขอบเขตทางอารมณ์ (Emotional Boundaries)
เราสามารถฝึก
- สติ (Mindfulness)
- การสะท้อนความคิด (Self-reflection)
- การตัดสินใจตามคุณค่าของตัวเอง

เพื่อให้เราสังเกตอารมณ์ได้ดีขึ้น และไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ของคนอื่นแบบอัตโนมัติ

การมี Empathy ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้สึกทุกอย่างไปพร้อมกับอีกฝ่าย เราสามารถเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องแบกความทุกข์นั้นกลับมาทั้งหมดค่ะ

3. เลือกสิ่งแวดล้อมทางอารมณ์
เราเลือกไม่ได้ว่าจะมีอารมณ์แบบไหนอยู่รอบตัว แต่เราเลือกได้ว่า จะเปิดรับอะไรบ่อยแค่ไหน

ลองใช้เวลากับ
- คนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
- คนที่แก้ปัญหา
- คนที่สร้างกำลังใจ

และลดการรับอารมณ์จาก
- บทสนทนาที่พร่ำบ่น
- ความขัดแย้ง
- ฟีดข่าวหรือโซเชียลที่กระตุ้นความโกรธและความกลัวอย่างต่อเนื่อง

การทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่แต่กับพลังบวกหรือหลีกหนีความจริง แต่คือการรู้ว่า สิ่งที่เราเสพซ้ำๆ กำลังสร้างสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ให้กับเรา และเลือกบริหารจัดการใหม่ค่ะ

4. เป็นต้นแบบของการแพร่กระจายเชิงบวก
Emotional Contagion ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอารมณ์ลบค่ะ ความสงบ ความอบอุ่น ความเมตตา ความกระตือรือร้น และความหวัง ก็สามารถส่งต่อระหว่างคนได้เช่นกัน

ไม่ว่าเราจะเป็น
- พ่อแม่
- ครู
- หัวหน้า
- แพทย์
- คนทั่วไป
- หรือครีเอเตอร์

เราสามารถส่งต่อความสงบ ความเมตตา และความหวังที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง ให้กับคนรอบตัวได้

สิ่งหนึ่งที่แป้งพยายามเตือนตัวเองเสมอในฐานะคนที่ชอบโพสต์เนื้อหาและแสดงความคิดเห็นบนโซเชียล คือ แป้งเข้าใจว่า Emotional Contagion เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ

เพราะคนอ่านไม่ได้รับแค่ข้อมูลจากเรา แต่อารมณ์ที่เราสื่อออกไป ก็สามารถมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนอ่านได้เช่นกัน

นั่นหมายความว่า คนดูไม่ได้รับเพียงสิ่งที่เราพูด แต่ยังได้รับประสบการณ์ทางอารมณ์จากวิธีที่เราสื่อสารด้วย

สำหรับคนที่ชอบโพสต์ แชร์ หรืออ่านอะไรต่างๆ ในโซเชียล แม้จะมีผู้ติดตามเป็นแค่เพื่อน ครอบครัว หรือคนกลุ่มเล็กๆ อย่าลืมนะคะว่า เราก็กำลังมีส่วนสร้างสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ให้กับคนรอบตัวไม่มากก็น้อยค่ะ

เขียนมาถึงตรงนี้ คนที่อ่านบางคนอาจคิดว่าแค่เล่นโซเชียล ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากขนาดนั้น?

จริงๆ แป้งไม่ได้กำลังบอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี และเราไม่จำเป็นต้องระวังทุกคำพูดหรือพยายามเป็นคนคิดบวกตลอดเวลา

แต่อยากชวนให้ตระหนักค่ะว่า สิ่งที่เราเลือกรับเข้ามา มีผลต่อสภาวะอารมณ์ของเรา และสิ่งที่เราเลือกส่งออกไป ก็อาจมีผลต่อสภาวะอารมณ์ของคนอื่นเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ หรือคนจำนวนมากก็ตามค่ะ..


#สุขภาพดี
#สุขภาพจิต

ที่อยู่

Bangkok

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Love.yourlife.communityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท