วงเล่าการตลาด

วงเล่าการตลาด "เม้าท์มอยการตลาดที่ย๊าก ยาก...ให้ดูง่าย"

วงการโฆษณา AI นี่มันล้ำไปไกลจนตามไม่ทันแล้วจ้า! ปกติเราเห็นแบรนด์ดัง ๆ ใช้ AI ทำโฆษณาทีไร เป็นต้องมีดราม่าทัวร์ลงตลอด ไม...
12/12/2025

วงการโฆษณา AI นี่มันล้ำไปไกลจนตามไม่ทันแล้วจ้า! ปกติเราเห็นแบรนด์ดัง ๆ ใช้ AI ทำโฆษณาทีไร เป็นต้องมีดราม่าทัวร์ลงตลอด ไม่ว่าจะเป็นงานที่ดูลอย ๆ หรือดูไม่มีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ แต่ล่าสุด Dollar Shave Club (DSC) แบรนด์มีดโกนหนวดสุดกวนที่พวกเรารู้จักกันดี เขาเล่นใหญ่ไฟกะพริบอีกแล้ว!
เรื่องของเรื่องคือ DSC ปล่อยโฆษณาตัวใหม่ชื่อว่า “We Put Our Money Where It Matters” ซึ่งถ้าแปลไทยบ้าน ๆ ก็คือ "เราเอาเงินไปลงกับสิ่งที่สำคัญกว่า!" และสิ่งที่พีคคือ โฆษณาตัวนี้เขาใช้ AI สร้างขึ้นมาเกือบทั้งหมด!
แต่เดี๋ยวก่อน... อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี เพราะงานนี้เขาไม่ได้ใช้ AI เพื่อให้ภาพสวยสมจริง แต่เขาใช้มันเพื่อ "ล้อเลียน" ความบ้าบอของเทคโนโลยีและองค์กรยักษ์ใหญ่ต่างหาก!
ในคลิปเราจะได้เห็นบริษัทสมมติที่ชื่อว่า Razor Corp ซึ่งมี CEO หน้าเงินกำลังประชุมเครียดกับลูกน้องว่าจะลดต้นทุนยังไงดี เพราะ Dollar Shave Club ปล่อยมีดโกนรุ่นใหม่ออกมาขายถูกมากกกก ซึ่งไอเดียแต่ละอย่างที่เสนอมาคือบ้งไม่ไหว
ไม่ว่าจะเป็นการขายเครื่องบินส่วนตัว หรือไล่ DJ ส่วนตัวในออฟฟิศออก ซึ่ง CEO ก็ปัดตกหมด แต่พอมีคนเสนอว่า "งั้นเราใช้ AI ทำงานแทนคนให้หมดเลยสิ!" เท่านั้นแหละ...
ภาพที่ออกมาคือความปั่นขั้นสุด! มีทั้งกอริลล่าที่กำลังโกนหนวด ตึกระฟ้าที่กลายเป็นรูปมีดโกน หรือแม้แต่เค้กวันเกิดขนาดเท่าคนจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกเจนเนอเรตออกมาแบบ "ตั้งใจให้ดูปลอม" ดูบิดเบี้ยว ดูเป็น AI ยุคแรก ๆ ที่นิ้วมือเกิน ๆ ขาด ๆ เพื่อตอกย้ำความไร้สาระของคู่แข่ง (Razor Corp) ที่พยายามลดต้นทุนด้วยวิธีมักง่าย แต่ไม่ได้สนใจคุณภาพสินค้าเลย
งานนี้ Dollar Shave Club เขาจิกกัดได้เจ็บแสบมากแม่! เขาต้องการสื่อว่า ในขณะที่คู่แข่งมัวแต่เอาเงินไปลงกับของไร้สาระ หรือพยายามใช้ AI เพื่อลดต้นทุนแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ DSC กลับเลือกที่จะประหยัดงบโฆษณา (ด้วยการทำคลิป AI ทุนต่ำนี้แหละ) แล้วเอาเงินที่เหลือไปพัฒนาคุณภาพมีดโกนให้ดีที่สุดแทน! คือเป็นการบอกรักลูกค้าทางอ้อมแบบโคตรคูล! "ฉันไม่จ้างดารา ไม่ถ่ายทำแพง ๆ หรอก เอาเงินไปทำของดีมาขายแกถูก ๆ ดีกว่า"
ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 2010 DSC แจ้งเกิดด้วยคลิปไวรัลทุนต่ำที่ด่าแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง Gillette แบบไม่ไว้หน้า จนกลายเป็นตำนานมวยรองที่ล้มยักษ์สำเร็จมาแล้ว รอบนี้พอกระแส AI มาแรง DSC เลยขอสวนกระแส ด้วยการใช้ AI ทำโฆษณาที่ "โคตรจะไม่เนียน" ซะเลย เพื่อล้อเลียนสถานการณ์นี้ มันคือการเอา "วิกฤต" ของคนอื่นมาเป็น "โอกาส" สร้างคอนเทนต์ให้ตัวเองชัด ๆ
ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าการตลาดแบบนี้คือ Counter-Trend Marketing ที่น่าสนใจ ในยุคที่ทุกคนพยายามทำให้ AI ดูสมจริงที่สุด DSC กลับทำตรงข้าม คือทำให้ดูปลอมที่สุด เพื่อสร้าง Authenticity (ความจริงใจ) ในแบบของตัวเอง มันทำให้คนดูรู้สึกว่าแบรนด์นี้ "รู้ทัน" และ "เข้าถึงง่าย" ไม่ใช่แบรนด์ที่พยายามจะหลอกตาเรา
กรณีศึกษาของ Dollar Shave Club ครั้งนี้สอนให้นักการตลาดรู้ว่า Context is King การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ไม่ใช่แค่เรื่องของความล้ำหรือการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ต้องดูว่ามันเข้ากับ Brand Personality ของเราไหม DSC เป็นแบรนด์ที่มีคาแรคเตอร์ขบถ กวนประสาท และต่อต้านนายทุนใหญ่อยู่แล้ว การใช้ AI เพื่อ "ล้อเลียน" ความมักง่ายขององค์กรใหญ่ จึงเป็นการสื่อสารที่ตรงกับ DNA ของแบรนด์แบบ 100%
นอกจากนี้ กลยุทธ์ "Self-Deprecating Humor" หรือการกล้าที่จะทำตัวตลก ๆ หรือดูไม่สมบูรณ์แบบ ยังช่วยสร้างเกราะป้องกันดราม่าได้ดีเยี่ยม ในขณะที่แบรนด์อื่นใช้ AI แล้วโดนด่าว่า "ขี้เกียจ" หรือ "ไร้หัวใจ" แต่ DSC กลับได้รับคำชมว่า "ครีเอทีฟ" และ "ตลก" เพราะเขายอมรับอย่างเปิดเผยว่า "เออ นี่มันงานเผานะ เพราะฉันเอาเงินไปลงกับของให้พวกเธอหมดแล้วไง!"
นี่คือการเปลี่ยน Weakness (ความไม่สมบูรณ์ของ AI) ให้กลายเป็น Unfair Advantage (จุดขายที่เหนือกว่า) ได้อย่างชาญฉลาดที่สุด! ใครที่กำลังจะใช้ AI ทำการตลาด ลองถามตัวเองดูนะว่า... คุณใช้มันเพราะอยากลดต้นทุนเฉย ๆ หรือใช้มันเพื่อเล่าเรื่องราวที่ทำให้ลูกค้ารักคุณมากขึ้นกันแน่?

เจาะลึกเทรนด์ท่องเที่ยวส่งท้ายปี 2025 เมื่อ "Soft Power Travel" มาแรง ดัน Traveloka ส่งแคมเปญ 12.12 กวาดดีลใหญ่โค้งสุดท้...
11/12/2025

เจาะลึกเทรนด์ท่องเที่ยวส่งท้ายปี 2025 เมื่อ "Soft Power Travel" มาแรง ดัน Traveloka ส่งแคมเปญ 12.12 กวาดดีลใหญ่
โค้งสุดท้ายของปี 2025 มาถึงแล้ว! ช่วงเวลาที่นักการตลาดและผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องจับตามอง เพราะเดือนธันวาคมยังคงครองแชมป์ช่วงเวลาที่คนไทยเดินทางมากที่สุด แต่ปีนี้พฤติกรรมนักเดินทางเปลี่ยนไป อะไรคือคำว่า "Soft Power Travel" ที่กำลังเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ? และแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Traveloka ขยับตัวอย่างไร?
Insight นักเดินทางไทย: ยุคแห่งการเที่ยวหา "ความหมาย"
ปีนี้เทรนด์ที่กำหนดทิศทางการท่องเที่ยวคือ “Soft Power Travel” ครับ กล่าวคือ นักท่องเที่ยวไม่ได้มองหาแค่การไปพักผ่อนริมทะเลแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่เน้นประสบการณ์ที่ “มีความหมาย” และเชื่อมโยงกับชุมชนมากขึ้น
แรงบันดาลใจใหม่: มาจากศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ
Family & Learning: ข้อมูลการค้นหาชี้ชัดว่า สถานที่อย่าง อควาเรียม, ธีมพาร์ก, สวนน้ำ และศูนย์ความบันเทิงครอบครัว ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้น เพราะพ่อแม่มองว่าการเที่ยวคือการสร้างสายสัมพันธ์และพัฒนาทักษะให้ลูก
เปิดลายแทง Destination ยอดฮิตส่งท้ายปี Traveloka เผยข้อมูลการค้นหาตั้งแต่ ม.ค. - พ.ย. 2568 พบว่า
- ในประเทศ: กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต, อุดรธานี และเชียงราย ยังคงเป็น Top 5 เมืองยอดนิยม
- ต่างประเทศ: นักเดินทางไทยมีความมั่นใจกลับมาฟื้นตัวเต็มที่ โดยมีจุดหมายปลายทางมาแรงคือ โตเกียว, เซี่ยงไฮ้, โอซาก้า และฮ่องกง เพื่อไปสัมผัสอากาศหนาว
ภาพรวมปีนี้ ไทยต้อนรับต่างชาติแล้วกว่า 26 ล้านคน และคนไทยเที่ยวในประเทศเองถึง 150 ล้านทริป
การขยับตัวของ Traveloka ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แพลตฟอร์มท่องเที่ยวต้องเป็นมากกว่าแค่ที่จองตั๋ว แต่ต้องเป็น "Enabler" ที่ช่วยสนับสนุนเทรนด์ Soft Power และเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดีลที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่าที่สุด 16 ใครวางแผนเที่ยวช่วงหยุดยาวนี้ ต้องรีบเข้าไปเช็กโปรฯ กัน
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

เมื่อ "เจนนี่" ยอมถอย! พับโปรเจกต์เฟสติวัล 5 ภาค คืนเงินค่าบูธล้านนึง เพราะ "ความคุ้มค่า" ของลูกค้าต้องมาก่อน!เอาดีๆ เคส...
09/12/2025

เมื่อ "เจนนี่" ยอมถอย! พับโปรเจกต์เฟสติวัล 5 ภาค คืนเงินค่าบูธล้านนึง เพราะ "ความคุ้มค่า" ของลูกค้าต้องมาก่อน!
เอาดีๆ เคสนี้ต้องขอชื่นชมในความ "เรียล" และความ "จริงใจ" ของ 'เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น' เค้าเลยนะ ล่าสุดออกมาประกาศพับโปรเจกต์ยักษ์ "เจนนี่ เฟสติวัล" ที่เคยตั้งเป้าจะจัด 5 ภาคทั่วไทย ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วจ้า!
เรื่องของเรื่องคือ ก่อนหน้านี้ตอนที่กระแสไลฟ์สดของเจนนี่กำลังพีคสุดๆ คนดูหลักแสนหลักล้าน นางผุดไอเดียจะจัดงานเฟสติวัล โดยคิดค่าเช่าบูธละ 1 ล้านบาท! ซึ่งตอนนั้นมั่นใจว่าทำได้แน่นอน
📉 แต่โลกธุรกิจ ความจริงคือสิ่งไม่ตาย
เจนนี่ออกมาเปิดใจแบบแมนๆ ผ่านไลฟ์กับนาราเครปกะเทยว่า "ตอนนี้คนดูไลฟ์ไม่ได้เยอะเท่าเดิมแล้ว" จากหลักแสน เหลือหลักหมื่น ถ้ายังฝืนจัดงานเก็บเงินลูกค้าหลักล้าน ในวันที่ Traffic หายไป ลูกค้าจ่ายเงินไปก็ "ไม่คุ้ม" แน่นอน
ประโยคเด็ดที่นักการตลาดต้องจดคือ...
📢 "ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการ จ่ายเงิน 1 ล้านแล้วคนดูเท่านี้ เรารู้สึกว่าไม่คุ้ม เราไม่อยากเป็นศัตรู อยากสร้างพันธมิตรกับทุกแบรนด์"
💡 ทางออกเมื่อกระแสเปลี่ยน?
แทนที่จะดันทุรังจัดงานเอาหน้า เจนนี่เลือกที่จะ "Pivot" หรือปรับกลยุทธ์ทันที:
1. ยกเลิกงาน & คืนเงิน: แฟร์ๆ จบๆ ไม่ยื้อเงินลูกค้า
2. เสนอทางเลือกใหม่: ใครอยากจ้างต่อ ให้เปลี่ยนงบมาเป็น "เหมาไลฟ์" "เหมาคลิป" หรือ "ปักตะกร้า" แทน ซึ่งตอบโจทย์ยุคออนไลน์มากกว่า
3. ยอมรับความจริง: เจนนี่บอกว่า ไม่สวนกระแส วันนี้ไม่มีกระแสก็รับงานเรตปกติ ไม่ใช่จะเอาแต่ได้เหมือนตอนพีคๆ
ส่วนประเด็นกับ "บูม เทยกะทะ" ที่หลายคนสงสัย นางบอกว่าแยกย้ายกันทำงานจ้ะ เพราะไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน เจนนี่ทำงาน 24 ชม. มีลูกมีครอบครัว ส่วนบูมมีสังสรรค์บ้าง ก็เลยแยกกันไปเติบโต ไม่ได้เกลียดกัน จบนะ!
เคสนี้สอนให้รู้ว่า "การรู้จังหวะถอย สำคัญพอๆ กับจังหวะรุก" การทำธุรกิจโดยยึดผลประโยชน์ (ROI) ของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ยอมกลืนน้ำลายตัวเองดีกว่าพาลูกค้าไปเจ๊ง คือ Mindset ที่ยั่งยืนมาก ใครที่ทำธุรกิจอยู่ ดูเจนนี่เป็นตัวอย่างได้เลย การยอมรับว่า "กระแสตก" ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในสนามจริง!

#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย #เจนนี่ได้หมดถ้าสดชื่น

08/12/2025

...

เคยสงสัยมั้ยว่าน้ำสีเข้ม ๆ กลิ่นหอมฟุ้งที่ช่วยปลุกวิญญาณเราทุกเช้าเนี่ย นอกจากจะช่วยชีวิตมนุษย์ออฟฟิศอย่างเราแล้ว มันแอบ...
08/12/2025

เคยสงสัยมั้ยว่าน้ำสีเข้ม ๆ กลิ่นหอมฟุ้งที่ช่วยปลุกวิญญาณเราทุกเช้าเนี่ย นอกจากจะช่วยชีวิตมนุษย์ออฟฟิศอย่างเราแล้ว มันแอบ "ทำร้ายโลก" อยู่รึเปล่า? วันนี้วงเล่าฯ ไปเจอข้อมูลเด็ดจากเมืองนอกมา อ่านแล้วถึงกับต้องเกาหัวแกรก ๆ เลย!
🌱 ความจริงข้อที่ 1: ผู้ร้ายตัวจริงไม่ใช่แก้วกาแฟ แต่คือ "ไร่กาแฟ" หลายคน ชอบคิดว่า "โฮ้ยยย กาแฟฉันนำเข้าจากบราซิล ค่าขนส่งต้องทำโลกร้อนแน่ ๆ" ...ผิดจ้า! ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการขนส่งข้ามโลกด้วยเรือน่ะ จิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฟาร์ม! ตัวเลขที่น่าตกใจคือ กาแฟคั่ว 1 กิโลกรัม สร้างก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 40 กิโลกรัม! เทียบเท่ากับการขับรถน้ำมันไปเที่ยวหลายสิบกิโลฯ เลยนะเว้ย! สาเหตุก็มาจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกกาแฟและการใช้ปุ๋ยเคมีนั่นแหละ
🚢 แล้วเราจะเลือกยังไงให้รอด? ในเมื่อเราเดินไปดูหลังร้านไม่ได้ว่าเขาปลูกกันยังไง ทริคคือให้มองหา "ใบเซอร์ฯ" (Certification) อย่าง Rainforest Alliance หรือ Fair Trade ไว้ก่อน แม้มันจะไม่ได้การันตีเรื่องลดคาร์บอนโดยตรง แต่มันช่วยยืนยันได้ว่าไร่นี้ดูแลป่าไม้ดี ไม่ได้สักแต่ว่าปลูกเอาตังค์อย่างเดียว
☕️ ความจริงข้อที่ 2: ดราม่า "แคปซูล" พลิกล็อกถล่มทลาย! ใครที่เคยรู้สึกผิดเวลาใช้เครื่องชงกาแฟแบบแคปซูล (Pods) เพราะกลัวขยะพลาสติกล้นโลก... ฟังทางนี้ด่วน! ผลวิจัยบอกว่า "แคปซูลอาจจะรักษ์โลกกว่าการดริปเองซะอีก!" ...ห๊ะ!? ฟังไม่ผิดจ้ะ! เหตุผลคือ แคปซูลมันกะปริมาณกาแฟมาให้ "เป๊ะ" แล้ว ทำให้เราไม่ตักกาแฟมาทิ้งขว้าง หรือต้มน้ำร้อนเกินความจำเป็น ซึ่งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่านี่แหละคือหัวใจของการลดคาร์บอน แต่! (มีแต่ตัวโต ๆ) ต้องเลือกใช้แคปซูลที่รีไซเคิลได้นะ ถ้าใช้แล้วทิ้งเลยอันนี้ก็ตัวใครตัวมันเด้อ
🥛 ความจริงข้อที่ 3: "นม" คือลาสต์บอส! สายลาเต้ สายคาปูฯ เตรียมใจ... เพราะนักวิจัยชี้เป้าว่า "นมวัว" ที่ใส่ลงไปเนี่ย สร้างก๊าซเรือนกระจกมากกว่าตัวกาแฟถึง 2 เท่า! ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนสวยใจบุญรักโลก ลองเปลี่ยนมาสั่ง Macchiato (นมน้อยหน่อย) หรือเปลี่ยนไปใช้นมพืช (Plant-based) ดู หรือถ้าใจแข็งพอก็ Black Coffee ไปเลยจ้า เท่ ๆ คูล ๆ
เรื่องนี้สอนให้นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจเห็นเทรนด์สำคัญคือ "Sustainability is Transparency" (ความยั่งยืนคือความโปร่งใส) ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ดูแค่หน้าตาแก้วสวย ๆ หรือร้านเก๋ ๆ ไว้ถ่ายรูปแล้ว แต่เริ่มมองลึกไปถึง "ที่มา" ของวัตถุดิบ แบรนด์ไหนที่สามารถเล่าเรื่องราว (Storytelling) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้ว่า กาแฟแก้วนี้ช่วยโลกยังไง หรือมีกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมแค่ไหน จะได้ใจลูกค้ากลุ่มนี้ไปเต็ม ๆ การทำธุรกิจยุคนี้แค่ "อร่อย" ไม่พอแล้ว แต่ต้อง "รับผิดชอบ" ด้วย ถึงจะอยู่รอดในระยะยาวนะจ๊ะ!
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

ข่าวด่วนข่าวร้อนที่สุดในวงการเอเจนซีมาเสิร์ฟแล้วจ้า! 🔥 จำมหากาพย์การรวมร่างของยักษ์ใหญ่ Omnicom กับ IPG ที่เราเคยเม้าท์ม...
04/12/2025

ข่าวด่วนข่าวร้อนที่สุดในวงการเอเจนซีมาเสิร์ฟแล้วจ้า! 🔥 จำมหากาพย์การรวมร่างของยักษ์ใหญ่ Omnicom กับ IPG ที่เราเคยเม้าท์มอยกันได้ป่ะ?
ตอนนี้ดีลจบแล้วนะ ปิดจ็อบอย่างเป็นทางการเมื่อคืนวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา แต่บอกเลยว่าจบแบบ “เจ็บ” จี๊ดดด... สะเทือนเลือนลั่นไปทั้งวงการโฆษณาโลกเลย!
เรื่องของเรื่องคือ Omnicom พี่ใหญ่ของเรา ควักกระเป๋าจ่ายไปเบาๆ 9,000 ล้านดอลลาร์ (เป็นเงินไทยก็แค่ 3 แสนล้านบาทเอ๊งงง) เพื่อฮุบกิจการ IPG เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน ส่งผลให้ตอนนี้ Omnicom กลายเป็น "ซูเปอร์เอเจนซี" เบอร์ 1 ของโลก แบบไร้คู่แข่ง ด้วยรายได้รวมทะลุ 25,000 ล้านดอลลาร์! ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Publicis แบบไม่เห็นฝุ่น!
เพราะทันทีที่ปิดดีล Omnicom ก็ประกาศยุบแบรนด์เอเจนซีในตำนานทิ้งทันที! ฟังไม่ผิดหรอก DDB, FCB และ MullenLowe... ชื่อที่เราคุ้นหู บูชาเป็นครูบาอาจารย์กันมาหลายสิบปี "โดนยุบ" จ้าาา! 😭 คือหายวับไปกับตาเหมือนธานอสดีดนิ้ว! เหลือเก็บไว้แค่ 3 ทหารเสือลูกรักคือ BBDO, TBWA และ McCann เท่านั้น!
ลองนึกภาพ DDB ที่ก่อตั้งโดย Bill Bernbach บิดาแห่งวงการโฆษณายุคใหม่ หรือ FCB ที่อยู่มาเป็นร้อยปี... กลายเป็นแค่อดีตในหน้าประวัติศาสตร์ไปซะงั้น ใครเป็นศิษย์เก่าค่ายพวกนี้คือน้ำตาตกในกันเป็นแถว
ที่ตลก (ร้าย) คือ ตอนแรกผู้บริหารบอกว่านี่คือ "Merger of Equals" หรือการรวมกันแบบเท่าเทียม... แต่พอเปิดโผผู้บริหารชุดใหม่มาปุ๊บ คนของ Omnicom กวาดเก้าอี้ไป 12 จาก 15 ตำแหน่ง! 🙄 พี่ John Wren (CEO ของ Omnicom) นั่งยิ้มแฉ่งกุมบังเหียนใหญ่ ส่วนฝั่ง IPG แทบจะไม่เหลือที่ยืน นี่มันไม่ใช่การแต่งงานแล้วแก นี่มันคือการ "ยึดอำนาจ" ชัด ๆ!
นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บอกว่า "ยุคโรแมนติกของวงการโฆษณาได้ตายไปแล้ว" การที่ Omnicom กล้าทุบแบรนด์ระดับตำนานอย่าง DDB หรือ FCB ทิ้ง สะท้อนให้เห็นความจริงอันโหดร้ายว่า ในสายตาของนายทุนและโลกธุรกิจยุคใหม่ "Brand Heritage" หรือความขลังของชื่อเอเจนซี ไม่มีค่าเท่ากับ "Efficiency" และ "Technology"
Omnicom กำลังเปลี่ยนตัวเองจาก "กลุ่มเอเจนซีโฆษณา" ให้กลายเป็น "Marketing & Sales Platform" ที่เน้น Data และ AI เป็นตัวขับเคลื่อน (สังเกตจากการเก็บพวก Media Agency ไว้เกือบครบ แต่โละ Creative Agency ทิ้ง) พวกเขามองว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อ "งานคราฟต์จาก DDB" อีกต่อไป แต่ลูกค้าซื้อ "ผลลัพธ์ทางธุรกิจ" ที่วัดผลได้
บทเรียนนี้ราคาแพงมาก มันบอกเราว่า ต่อให้เก๋าแค่ไหน ถ้าไม่ทำเงิน ก็มีสิทธิ์โดนลบชื่อออกจากสารบบได้ในพริบตา
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

Spotify Wrapped 2025: เมื่อ Data ของเรา กลายเป็น ‘เทศกาล’ แห่งปีที่คนทั้งโลกรอคอย ถ้าพูดถึงเดือนธันวาคม สำหรับคนทั่วไปอา...
03/12/2025

Spotify Wrapped 2025: เมื่อ Data ของเรา กลายเป็น ‘เทศกาล’ แห่งปีที่คนทั้งโลกรอคอย
ถ้าพูดถึงเดือนธันวาคม สำหรับคนทั่วไปอาจจะนึกถึงเทศกาลคริสต์มาสหรือการนับถอยหลังปีใหม่ แต่สำหรับชาว “Marketing” และ Music Lover ทั่วโลก สิ่งที่ทุกคนตั้งตารอคอยจนแทบจะหยุดหายใจ ไม่ใช่ซานตาคลอส แต่เป็นแคมเปญที่เปลี่ยน Data ให้กลายเป็นศิลปะอย่าง “Spotify Wrapped”
วันนี้ “วงเล่าการตลาด” จะพาไปเจาะลึกสถานการณ์ล่าสุด สถิติย้อนหลัง และถอดรหัสเบื้องหลังว่าทำไมฟีเจอร์นี้ถึงกลายเป็น Cultural Phenomenon ที่ทรงพลังที่สุดในวงการ Music Streaming
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ทาง Spotify ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่าน Social Media ด้วยข้อความสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “Coming Soon”
แม้จะยังไม่ระบุวัน “Drop” ที่แน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในเชิง User Journey คือการที่ Spotify เริ่มส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ใช้งาน “อัปเดตแอปพลิเคชัน”
นี่ไม่ใช่แค่การแจ้งเตือนทางเทคนิค แต่เป็นการ “Prepare Stage” หรือการเตรียมความพร้อมของผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงวินาทีที่แคมเปญถูกปล่อยออกมา (Launch) ผู้ใช้งานทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ Seamless ที่สุด ลดปัญหาทางเทคนิค และพร้อมที่จะกด Share ลงโซเชียลมีเดียทันทีโดยไม่สะดุด
Spotify Wrapped เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ในชื่อ "Spotify Year in Music" ก่อนจะ Rebrand เป็นชื่อ "Wrapped" ที่เราคุ้นหูในปี 2016
จากวันนั้นถึงวันนี้ มันได้พัฒนาจากแค่ฟีเจอร์สรุปข้อมูล กลายเป็น "Cultural Phenomenon" หรือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม
ใน Press Release ของปีที่ผ่านมา Spotify นิยามแคมเปญนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า:
"Wrapped คือการเฉลิมฉลองให้กับแฟนเพลง ศิลปิน และครีเอเตอร์ ที่ร่วมกันทำให้ปีนี้เป็นปีที่น่ามหัศจรรย์"
Key Success Factor ของแคมเปญนี้คืออะไร?
คำตอบคือ "Hyper-Personalization" และ "Shareability"
Spotify ไม่ได้แค่บอกว่าคุณฟังเพลงอะไร แต่กำลังบอกว่า "รสนิยมของคุณเติบโตขึ้นอย่างไรในปีที่ผ่านมา" (How taste in music evolved) ฟีเจอร์นี้อนุญาตให้ผู้ใช้ได้ดื่มด่ำ (Indulge) กับสิ่งที่พวกเขารัก และยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีกิมมิคเล็กๆ อย่างข้อความพิเศษจากศิลปินโปรดที่ส่งถึงแฟนคลับโดยเฉพาะ (Artist Message)
สิ่งนี้เปลี่ยน Data ที่ดูน่าเบื่อ ให้กลายเป็น Content ที่สะท้อนตัวตน (Identity) ของผู้ใช้งาน ทำให้คนอยากกดแชร์ลง Instagram Story หรือ Twitter (X) เพื่อบอกโลกว่า "ฉันคือใคร" ผ่านเสียงเพลงที่ฉันฟัง
แล้วปีนี้... เพลงอะไรจะเป็นอันดับ 1 ในลิสต์ของคุณ?
#วงเล่าการตลาด
#การตลาดย่อยง่าย

ใครที่เป็นเด็กยุค 90s หรือโตมากับช่อง Nickelodeon ต้องรู้จักเจ้าฟองน้ำสีเหลือง "SpongeBob SquarePants" ใช่ไหม? ล่าสุด Bu...
02/12/2025

ใครที่เป็นเด็กยุค 90s หรือโตมากับช่อง Nickelodeon ต้องรู้จักเจ้าฟองน้ำสีเหลือง "SpongeBob SquarePants" ใช่ไหม?
ล่าสุด Burger King ที่อเมริกาเขาเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์มาก! ด้วยการจับมือกับหนังเรื่องใหม่ "The SpongeBob Movie: Search for SquarePants" เนรมิตเมนูที่เหมือนหลุดออกมาจากเมือง Bikini Bottom ของจริง!
คือปกติเวลาแบรนด์เขาทำ Collab กัน เราก็จะเห็นแค่เปลี่ยนถุงบ้าง แถมของเล่นบ้างใช่มะ? แต่อันนี้ Burger King เขาบอกว่า "ไม่จ้ะ! ฉันจะไปให้สุด!" เขาเล่นเปลี่ยน Product ใหม่ยกเซ็ต! เริ่มตั้งแต่ "SpongeBob’s Krabby Whopper" ที่ไม่ได้มาแค่ชื่อ แต่ขนมปังมันคือสีเหลือง! และเป็นทรงสี่เหลี่ยม! แกรรร... มันคือ SpongeBob แบบตะโกน! เห็นแล้วอยากจะหยิบมาบีบเล่นก่อนกิน (หยอก ๆ)
ยังไม่หมดนะ! ตัวละครอื่น ๆ ก็มาครบ อย่าง "Mr. Krabs" เจ้าของร้านจอมงก ก็มาในรูปแบบ "Cheesy Bacon Tots" แต่มันพีคตรงที่เขาททำเป็นรูป "เหรียญทอง" เว้ย! ใส่มาในกล่องรูปหีบสมบัติ คือคิดมาแล้วว่าคาแรคเตอร์นี้ต้องคู่กับเงินเท่านั้น! ส่วนเพื่อนซี้อย่าง Patrick ก็กลายเป็นพายสตรอว์เบอร์รีรูปดาวสีชมพู มุ้งมิ้งสุด ๆ หรือจะเป็นเครื่องดื่มสับปะรดปั่นที่สื่อถึงบ้านของ SpongeBob ก็มา
สิ่งที่แอดชอบมากคือความใส่ใจในดีเทล หรือที่เรียกว่า "The Power of Detail" นี่แหละ อย่างกล่องใส่ชุดอาหาร เขาก็ทำเป็นรูปทรงสับปะรด (Pineapple House) คือถือเดินไปไหนคนก็มองอะ มันไม่ใช่แค่การขายอาหารแล้วนะ แต่มันคือการขาย "Experience" หรือประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าตื่นเต้นเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แถมยังมีของเล่นของสะสมมาล่อตาล่อใจพวกเราอีก งานนี้บอกเลยว่ากระเป๋าตังค์สั่นพับ ๆ!
แถมเขายังมีการเล่นกับ Digital Marketing ด้วยการให้สั่งผ่านแอปเพื่อรับสิทธิพิเศษ หรือพวก Royal Perks ต่างๆ เรียกว่าดักทุกทาง ทั้งหน้าร้าน ทั้งออนไลน์ กะเอาให้ Bikini Bottom ครองเมืองกันไปเลย!
กรณีศึกษาของ Burger King x SpongeBob ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ "Immersive Collaboration" ที่เหนือชั้นครับ คือการไม่หยุดอยู่แค่การแปะโลโก้ (Logo Slapping) แต่เป็นการลงลึกไปถึงการพัฒนาสินค้า (Product Innovation) ที่ดึงเอา "Core Value" และ "Iconic Elements" ของพาร์ทเนอร์ออกมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ
Visual Storytelling: การเปลี่ยนรูปลักษณ์สินค้าให้เป็น Elements ในหนัง (ขนมปังเหลืองสี่เหลี่ยม, มันฝรั่งรูปเหรียญ) ช่วยสร้าง "Instagrammable Moment" ที่ทรงพลังมาก ในยุคที่ผู้คน "กินด้วยตา" ก่อน "กินด้วยปาก" สิ่งนี้จะสร้าง Earned Media มหาศาลจากการที่ลูกค้าถ่ายรูปแชร์ลงโซเชียลโดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินจ้าง
Emotional Connection: การเล่นกับ Nostalgia Marketing หรือถวิลหาอดีต เจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่โตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ ช่วยสร้าง Engagement ทางอารมณ์ได้ดีกว่าการลดแลกแจกแถมทั่วไป เพราะมันคือการซื้อ "ความทรงจำ" ไม่ใช่แค่ซื้อเบอร์เกอร์
ดังนั้น บทเรียนสำคัญสำหรับนักการตลาดคือ ถ้าคิดจะทำ Collaboration อย่าทำแค่ผิวเผิน แต่ต้องกล้าที่จะ "เล่นใหญ่" และ "ใส่ใจรายละเอียด" เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ให้กับลูกค้า!

เมื่อเด็ก 3 ขวบอยากหน้าเป๊ะ! ดราม่าหรือโอกาส? เจาะลึกเทรนด์ 'Sephora Kids' ที่แบรนด์บิวตี้กำลังรุมทึ้ง!ไหนใครมีลูกมีหลาน...
01/12/2025

เมื่อเด็ก 3 ขวบอยากหน้าเป๊ะ! ดราม่าหรือโอกาส? เจาะลึกเทรนด์ 'Sephora Kids' ที่แบรนด์บิวตี้กำลังรุมทึ้ง!
ไหนใครมีลูกมีหลานที่บ้านบ้าง ยกมือขึ้น! 🙋‍♀️ เพื่อน ๆ เคยสังเกตมั้ยว่า เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เขาเล่นอะไรกัน? ถ้าเป็นสมัยเรา (อุ๊ย ไม่บอกอายุนะ) ก็คงวิ่งไล่จับ ดีดลูกแก้ว หรือเล่นบาร์บี้ใช่มั้ยล่ะ แต่โลกมันเปลี่ยนไปแล้วจ้า! เพราะของเล่นใหม่ของน้องๆ Gen Alpha (ที่เกิดหลังปี 2010) ยุคนี้ ไม่ใช่ตุ๊กตา แต่เป็น "สกินแคร์" และ "เครื่องสำอาง" จ้า!... บางคนอายุแค่ 3 ขวบ แต่มี Rutine การบำรุงผิวที่เป๊ะกว่าป้าข้างบ้านอีก!
วันนี้วงเล่าฯ เลยจะพาไปส่องเทรนด์แรงที่กำลังสั่นสะเทือนวงการบิวตี้โลก กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Sephora Kids" ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมแบรนด์ยักษ์ใหญ่ถึงกระโดดลงมาเล่นตลาดนี้กันให้พรึ่บ!
เรื่องมันเริ่มมาจากแพลตฟอร์มตัวจี๊ดอย่าง TikTok นี่แหละ ที่ทำเอาวงการสั่นสะเทือน เมื่อแบรนด์บิวตี้หน้าใหม่ๆ เริ่มหันมาล็อกเป้าหมายเป็น "เด็กตัวกะเปี๊ยก" กันอย่างจริงจัง! ยกตัวอย่างที่เพิ่งเปิดตัวสด ๆ ร้อน ๆ เลยคือแบรนด์ "Rini" ที่ได้ตัวแม่ระดับฮอลลีวูดอย่าง Shay Mitchell มาหนุนหลัง แบรนด์นี้เขาเคลมแรงมากว่าเจาะกลุ่มเด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบ! (อ่านไม่ผิดจ้ะ 3 ขวบ!) โดยส่งโปรดักต์แผ่นมาร์กหน้าลายการ์ตูนสุดคิ้วท์ ทั้งลายน้องหมา (Puppy), น้องแพนด้า และยูนิคอร์น สนนราคาเซตละประมาณ 1,200 บาท คือกะว่าให้น้อง ๆ มาร์กหน้าไปดูการ์ตูนไป เก๋ ๆ อะแก
ยังไม่พอนะ ยังมีแบรนด์ Evereden จากอเมริกา ที่ขายดิบขายดีจนยอดขายรายปีทะลุ 3,500 ล้านบาท ไปแล้ว! ด้วยสินค้าอย่างโทนเนอร์ มอยเจอร์ไรเซอร์ สำหรับวัย Pre-teens หรือจะเป็นเคสที่พีคสุด ๆ ของ Salish Matter ยูทูบเบอร์วัย 15 ปี ที่เปิดตัวแบรนด์ Sincerely Yours ในห้างที่นิวเจอร์ซีย์ ปรากฏว่าคนแห่ไปมุงเป็นหมื่น! ย้ำว่าหมื่น! จนตำรวจต้องแห่กำลังมาคุมสถานการณ์ นึกว่าจัสติน บีเบอร์ มาเองซะอีก!
ถามว่าทำไมน้องๆ ถึงอินกันขนาดนี้? ก็เพราะอิทธิพลของ Influencer บน TikTok และ YouTube นั่นแหละ มีคำศัพท์เรียกน้อง ๆ กลุ่มนี้ว่า "Sephora Kids" (ตั้งตามชื่อร้านเครื่องสำอางดังที่น้อง ๆ ชอบไปสิงสถิต) น้อง ๆ เขาดูคลิป "Get Ready with Me" ของไอดอล ซึ่งบางคนอายุแค่ 7 ขวบ! แล้วก็ทำตามแบบเป๊ะ ๆ จนกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่น่าตกใจ
งานนี้ไม่ได้มโนนะจ๊ะ เพราะมีนักวิจัยชื่อ Molly Hales จาก Northwestern University เขาลงทุนปลอมตัวสร้างแอคเคาท์ TikTok เป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปี เพื่อดูว่า Algorithm จะป้อนอะไรให้บ้าง ผลปรากฏว่า... หน้าฟีด "ฉ่ำ" ไปด้วยคลิปบิวตี้จ้าแม่! ทีมวิจัยนั่งดูไป 100 คลิป เจอเด็กบางคนโบกครีมลงหน้าทีเดียว 14 ตัว! (หน้าฉันยังทาแค่ 2 ตัวเอง) จนหน้าไหม้เป็นผื่นแดงโชว์กล้อง หรือบางคลิปคือน้องตื่นตี 4ครึ่ง (ตี 4 ครึ่ง!) มานั่งทาครีมแต่งหน้าก่อนไปโรงเรียน รวมมูลค่าเครื่องสำอางบนหน้าเฉลี่ยปาเข้าไปเกือบ 6,000 บาท คือบัตรเครดิตแม่สั่นระรัวแล้วนะจุดนี้
แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ... ในขณะที่แบรนด์อย่าง Drunk Elephant, Glow หรือ The Ordinary กลายเป็นแบรนด์โปรดของเด็ก ๆ เพราะภาพลักษณ์ที่ดูคลีนและเป็นธรรมชาติ แต่หารู้ไม่ว่า ส่วนผสมข้างในมันแรงเกินผิวเด็กนะจ๊ะ! จากการวิเคราะห์คลิปยอดฮิต พบว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีสาร Active Ingredients ที่อาจระคายเคืองผิวเด็กเฉลี่ยถึง 11 ตัว! บางตัวเป็นครีมลดริ้วรอย (Anti-aging) ถามจริ๊งงง... น้อง 8 ขวบจะมีตีนกาที่ไหนให้ลดลูกกก!
ฝั่งคุณหมอผิวหนังและนักวิจัยอย่าง Laurence Coiffard และ Pierre Vabres ก็ออกมาเบรกเอี๊ยดดด! บอกว่า "หยุดเดี๋ยวนี้!" ผิวเด็กต้องการแค่ 3 อย่างพอ คือ สบู่, ยาสีฟัน และครีมกันแดด จบ! การประโคมสารเคมีลงไปเยอะ ๆ นอกจากจะเสี่ยงแพ้แล้ว ยังอาจไปรบกวนฮอร์โมน (Endocrine disruptors) ส่งผลระยะยาวด้วย ที่น่ากลัวกว่านั้นคือผลทางจิตวิทยาจ้ะ การที่เด็กต้องมานั่งห่วงสวยห่วงหล่อตั้งแต่อนุบาล มันทำให้เกิดภาวะ "Adult in miniature" หรือการเป็นผู้ใหญ่ตัวจิ๋ว ที่ผูกติดคุณค่าของตัวเองไว้กับรูปลักษณ์ภายนอก เสียเวลาชีวิตและเงินทองไปโดยใช่เหตุ
ทางฝั่งแบรนด์ผู้ผลิตอย่าง Rini หรือ Evereden ก็ออกมาแก้ต่าง (แบบสวย ๆ) ว่า "อ้าว... ก็ในเมื่อเด็ก ๆ เขาอยากรู้อยากลองอยู่แล้ว แทนที่จะปล่อยให้ไปใช้ของของผู้ใหญ่ที่อันตราย เราก็ทำของที่ 'ปลอดภัยและอ่อนโยน' มาให้ใช้สิ" เป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทางธุรกิจแบบสมาร์ท ๆ ว่าซั่นนน
กรณีศึกษาของ "Baby Beauty Boom" ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเก่งกาจ (และน่ากลัว) ของการตลาดในยุค Social-First ได้อย่างชัดเจนมาก แบรนด์ไม่ได้แค่ "ขายสินค้า" แต่กำลัง "ขายตัวตน" ให้กับผู้บริโภคกลุ่ม Gen Alpha ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจ การที่แบรนด์เลือกใช้กลยุทธ์ "Problem-Solution" โดยอ้างว่าสินค้าของตนคือ "ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า" (Safer Alternative) นั้น ถือเป็นการเดินเกมที่ฉลาดล้ำลึก คือยอมรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นแล้ว (แม้จะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมตามวัย) แล้วเสนอสินค้าเข้าไปเสียบแทน
แต่นักการตลาดที่ดีย่อมต้องตั้งคำถามต่อว่า นี่คือ Sustainable Business Model จริงหรือ? หรือเป็นเพียงการตักตวงผลประโยชน์จากความเปราะบางของเด็ก? เส้นแบ่งระหว่าง "การตอบโจทย์ลูกค้า" กับ "การสร้างค่านิยมที่บิดเบี้ยว" (Ethical Marketing) อยู่ตรงไหน? เพราะสุดท้ายแล้ว หากแบรนด์รวยเปรี้ยงปร้างแต่ต้องแลกมาด้วยปัญหาสังคมและสุขภาพจิตของเด็ก ๆ ในระยะยาว แบรนด์นั้นอาจจะชนะในเกมยอดขาย แต่อาจแพ้ราบคาบในเกมของความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมครับเพื่อน ๆ

#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

สารภาพมาซะดี ๆ ใครเป็นบ้างที่กลับถึงบ้านเหนื่อย ๆ แล้วอยากจะทิ้งตัวลงนอนเลย แต่ติดตรงที่... "โอ๊ยยย ยังไม่ได้อาบน้ำ!" คื...
28/11/2025

สารภาพมาซะดี ๆ ใครเป็นบ้างที่กลับถึงบ้านเหนื่อย ๆ แล้วอยากจะทิ้งตัวลงนอนเลย แต่ติดตรงที่... "โอ๊ยยย ยังไม่ได้อาบน้ำ!" คือใจมันพร้อมนอนแล้ว แต่กายมันยังเหนียวเหนอะหนะ จะให้ลากสังขารไปเปิดฝักบัว ถูสบู่ ขัดขี้ไคล บางทีมันก็เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับมนุษย์เงินเดือนร่างพังอย่างพวกเรา
แต่วันนี้ฝันของ "สมาคมคนขี้เกียจอาบน้ำแห่งประเทศไทย" (ที่แอดมินเพิ่งตั้งเมื่อกี้) กำลังจะเป็นจริงแล้วนะ เพราะล่าสุดที่งาน Osaka-Kansai Expo 2025 ประเทศญี่ปุ่น เขาได้เปิดตัวนวัตกรรมที่ทำเอาคนทั้งโลกต้องร้องกรี๊ด นั่นคือ "Mirai Ningen Sentakuki" หรือแปลเป็นไทยบ้าน ๆ ว่า "เครื่องซักมนุษย์แห่งอนาคต" นั่นเอง!
เห้ย... ฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งนึกภาพเครื่องซักผ้าฝาหน้าที่เราต้องลงไปปั่นรวมกับผ้าปูที่นอนนะ เจ้าเครื่องนี้มันหน้าตาล้ำยุคเหมือนแคปซูลอวกาศ Cockpit นักบินรบอะไรเทือกนั้นเลย ผลงานนี้เป็นของบริษัท Science Co., Ltd. เจ้าพ่อแห่งวงการฟองอากาศ Fine Bubble ของญี่ปุ่นเขาแหละ
เรื่องมันพีคตรงที่ ตอนแรกบริษัทเขาบอกว่า "เฮ้ย ยู... ไอสร้างเครื่องนี้มาเพื่อโชว์เฉย ๆ นะ" กะว่าจะเอามาตั้งโชว์เทคโนโลยีในงาน Expo ให้โลกตะลึงเล่น ๆ ลงทุนสร้างไปจุก ๆ เกือบ 100 ล้านเยน (ประมาณ 20 กว่าล้านบาท!) เป็นงานศิลปะชิ้นเดียวในโลก (Masterpiece) ว่างั้นเถอะ
แต่ปรากฏว่าพอเปิดงานปุ๊บ.. ความพีคบังเกิด! ตั้งแต่วันแรกมีเศรษฐีชาวอเมริกันเดินเข้ามาแล้วบอกประมาณว่า "Shut up and take my money!" คือขอซื้อเลย! แถมตลอดงานคิวจองลองอาบน้ำคือแน่นเอี๊ยดดด คนแห่กันมาต่อคิวจนล้นทะลัก เข้าไม่ถึงเครื่องกันเป็นแถบ จนทางแบรนด์เขาเห็นว่า "เออ... สงสัยดีมานด์จะล้นหลามจริงว่ะ" เลยตัดสินใจประกาศเปรี้ยงกลางงานเลยว่า "โอเคครับทุกคน... เราจะผลิตขายจริงแล้วนะ!"
แล้วเจ้าเครื่องนี้มันดียังไง? ทำไมคนถึงอยากได้นักหนา? จากการส่องข้อมูล ขั้นตอนการทำงานมันคือการปรนเปรอขั้นสุดยอดในเวลาแค่ 15 นาที!
🚿 เข้าไปนั่งสวย ๆ: ประตูปิดปุ๊บ น้ำอุ่นจะค่อย ๆ เติมเข้ามา
🛁 อาบน้ำด้วยฟอง: เขาใช้เทคโนโลยี Micro Bubble ฟองละเอียดที่เข้าไปดึงสิ่งสกปรก ไขมัน ออกจากรูขุมขน โดยที่เรา "ไม่ต้องขยับตัวถูสบู่เอง" (กราบตรงนี้!)
🛀 Sensing & AI: ระหว่างนอนแช่ เซนเซอร์ที่หลังจะวัดคลื่นหัวใจ วัดความเครียด แล้ว AI จะเลือกฉายภาพและเปิดเพลงที่เหมาะกับอารมณ์เราตอนนั้นให้ผ่อนคลายที่สุด
🧽เป่าแห้ง: พอเสร็จกิจ ก็เป่าลมให้ตัวแห้ง จบปิ๊ง! เดินออกมาหล่อ ๆ สวย ๆ ได้เลย
มันคือการยกระดับการอาบน้ำจากการแค่ "ทำให้ตัวสะอาด" ไปสู่การ "ชำระล้างจิตใจ" (Washes body and mind) ตามคอนเซปต์เขาเป๊ะ ๆ คือออกมาแล้วเฟรชเหมือนเกิดใหม่
ในมุมมองของ 'วงเล่าการตลาด' ปรากฏการณ์ของเครื่องซักมนุษย์นี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจาก "Latent Need" หรือความต้องการที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน สินค้าชิ้นนี้กระโดดข้ามจากแค่ "อุปกรณ์ห้องน้ำ" ไปสู่ "Wellness Device" ที่คนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อเวลาและความผ่อนคลาย
การที่สินค้าต้นแบบในงานจัดแสดง สามารถ Pivot มาเป็นสินค้า Mass Product ได้ทันที เพราะเสียงตอบรับจากผู้ใช้จริงเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ตลาดพร้อมจ่ายเสมอให้กับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของมนุษย์ได้อย่างตรงจุด
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

ปกติเราจะเห็นน้อง Duo ตามหลอกหลอน เตือนให้เราเข้าไปเรียนภาษาผ่านหน้าจอมือถือใช่ไหม? ล่าสุด Duolingo ประกาศเปิดตัว Pop-up...
27/11/2025

ปกติเราจะเห็นน้อง Duo ตามหลอกหลอน เตือนให้เราเข้าไปเรียนภาษาผ่านหน้าจอมือถือใช่ไหม? ล่าสุด Duolingo ประกาศเปิดตัว Pop-up Store แห่งแรกในญี่ปุ่น ที่โตเกียว! คอนเซปต์ร้านครั้งนี้คือ "DUOMART" หรือ "ร้านสะดวกซื้อ Duolingo" นั่นเอง!
ทำไมต้องเป็น "ร้านสะดวกซื้อ" (Konbini)? นี่แหละคือความจี๊ดของทีมการตลาดเขา! เพื่อน ๆ ลองนึกภาพตามนะ จุดขายของร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นคืออะไร? คือความ "เปิด 24 ชั่วโมง" คือความ "เข้าถึงง่าย" คือความ "เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน"
ใช่แล้ว! มันคือคอนเซปต์เดียวกับแอปฯ Duolingo เป๊ะ! ที่เขาพยายามบอกเราเสมอว่า "การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง" การเลือกทำร้านในธีม Konbini เลยเป็นการเปรียบเทียบที่เจ๋งมากกกก คือต้องการสื่อสารว่า Duolingo เนี่ย ก็เหมือนเซเว่นฯ หรือลอว์สันพร้อมเสิร์ฟความรู้ให้เธอเสมอ (แค่นี้ก็ขนลุกแล้วแม่!)
กลยุทธ์ "ดักตีหัว" ช่วงสิ้นปี! อีกหนึ่งความแสบคือ "Timing" หรือช่วงเวลาการเปิดร้าน เขาเลือกเปิดช่วงวันที่ 18 - 30 ธันวาคม 2025 ปลายปี บรรยากาศคริสต์มาส ปีใหม่ ใจเรามันลอยไปดาวอังคารแล้ว ใครมันจะอยากมานั่งผันกริยาช่อง 3 สถิติหลังบ้านเขารู้ดีว่าช่วงนี้แหละ คือช่วงที่ "Active Users" เทเรียนกันเยอะสุด!
การเปิด DUOMART ขึ้นมาในช่วงนี้ เลยไม่ใช่แค่การขายของ แต่เป็นการทำ "Physical Reminder" หรือเครื่องเตือนความจำที่มีตัวตนจับต้องได้! เอาสินค้า เอาคาแรคเตอร์น้อง Duo, น้อง Lily, น้อง Oscar ออกมาเดินเพ่นพ่านให้คนเห็น เพื่อสะกิดต่อมความรับผิดชอบว่า "อย่าลืมรักษาสตรีค (Streak) นะจ๊ะ!" เป็นการดึงคนจากโลกออฟไลน์ ให้กลับเข้าไปเรียนในออนไลน์ (O2O) แบบเนียน ๆ
ก่อนจะเปิดร้านจริง นางเล่นเกม "ซ่อนแอบ" ด้วย! แทนที่จะปักหมุดบอกพิกัดร้านตรง ๆ นางกลับใช้วิธีแปะ "คำใบ้" ไว้ตามเสาไฟฟ้าทั่วชิบูย่า ในช่วงวันที่ 1-4 ธันวาคม ให้คนเดินตามหา ถ่ายรูปลงโซเชียลให้เกิดกระแส Viral ว่า "ร้านนกเขียวอยู่ไหน?" ก่อนจะเฉลยพิกัดจริงวันที่ 5 ธันวาคม คือเข้าใจเล่นกับพฤติกรรมคนญี่ปุ่นที่ชอบความ Detail และชอบกิจกรรมตามล่าหาแสตมป์ (Stamp Rally) สุด ๆ
สรุปสั้น ๆ คือ Duolingo เขาไม่ได้ขายแค่คอร์สเรียนภาษา แต่เขาขาย "ไลฟ์สไตล์" และ "คาแรคเตอร์" จนสามารถเปิดร้านขายของชำแข่งกับร้านสะดวกซื้อจริง ๆ ได้ งานนี้ใครไปเที่ยวโตเกียวช่วงสิ้นปี อย่าลืมแวะไปถ่ายรูปมาอวดแอดด้วยนะ!
#วงเล่าการตลาด #การตลาดย่อยง่าย

ร่วมด้วยช่วยกัน ! ทีมวงเล่าการตลาดขอส่งแรงใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยด้วยการรวบรวมช่องทางการติดต่อเพื่อช่วยเหลือคนในพื้นที่อีก...
27/11/2025

ร่วมด้วยช่วยกัน ! ทีมวงเล่าการตลาดขอส่งแรงใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยด้วยการรวบรวมช่องทางการติดต่อเพื่อช่วยเหลือคนในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อให้เซฟใส่เครื่องติดไว้เพื่อใช้ในการติดต่อขอความช่วยเหลือครับ

ที่อยู่

Wonglaokarntaladteam
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66867770684

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วงเล่าการตลาดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์