SUM UP 'Intellectual Content Creator'
สื่อออนไลน์ของคนใฝ่อ่าน ความรู้ บันเทิง
ศิลปะ และข่าว เพื่อเข้าใจคน เข้าใจโลก
read: www.sumupth.com

'สปสช.' เปิดสิทธิ 'ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ'นำร่อง 50 หน่วยทั่วประเทศ ลดภาระค่าใช้จ่าย ดูแลคนข้ามเพศแบบองค์รวมวันนี้...
07/06/2026

'สปสช.' เปิดสิทธิ 'ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ'
นำร่อง 50 หน่วยทั่วประเทศ ลดภาระค่าใช้จ่าย ดูแลคนข้ามเพศแบบองค์รวม
วันนี้ (7 มิถุนายน 2569) เวลาประมาณ 11:59 น. 'พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์' รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าในนามของรัฐบาล เกี่ยวกับการเตรียมเปิดสิทธิประโยชน์ 'ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ' ผ่านทางเว็บไซต์ของรัฐบาล ที่จะถูกดำเนินการโดย 'สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ' (สปสช.) เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของกลุ่มคนข้ามเพศ และดึงกลุ่มผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ซึ่งได้เริ่มทดลองกระจายยาไปยังหน่วยบริการนำร่องจำนวน 50 แห่งมาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน และตั้งเป้าให้ครอบคลุมหน่วยบริการที่พร้อมทั้งหมดภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นี้
สำหรับสิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้มีเพียงแค่การแจกจ่ายยาฮอร์โมนเท่านั้น แต่ถูกออกมาแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพของบุคคลข้ามเพศ (Transgender) แบบองค์รวม ปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากซื้อยาฮอร์โมนมาใช้เองโดยไม่มีแพทย์ดูแล ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ, บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการดูแลสุขภาพจิตและให้คำปรึกษา
🟠 กลุ่มยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
สปสช. ได้จัดซื้อยาฮอร์โมนรวมทั้งสิ้น 8 รายการ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้ดังนี้
▪️ กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง แบ่งเป็นชนิดเม็ดและชนิดทา

▪️ กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด

▪️ กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด

▪️ กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง ชนิดฉีด
🟠 บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Tests)
เพื่อความปลอดภัยทั้งก่อนและระหว่างการรับฮอร์โมน ผู้รับบริการจะได้รับการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด แบ่งออกเป็นดังนี้
▪️ การตรวจสุขภาพทั่วไป

▪️ การตรวจติดตามระดับฮอร์โมนในร่างกาย

▪️ การตรวจเช็กการทำงานของตับและไต

▪️ การตรวจระบบเผาผลาญของร่างกาย (Metabolism)
🟠 การดูแลสุขภาพจิตและให้คำปรึกษา
สิทธินี้จะครอบคลุมการให้คำแนะนำ ปรึกษาสุขภาพจิต และประเมินความพร้อมก่อนการรับฮอร์โมน เนื่องจากฮอร์โมนอาจมีผลข้างเคียงต่อสภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นข้อบังคับสำคัญ
อย่างที่ได้เล่าไปในช่วงต้นว่า ขณะนี้ สปสช. ได้เริ่มกระจายยาไปยังหน่วยบริการ 50 แห่งทั่วประเทศแล้ว ซึ่งหน่วยงานในเฟสแรกประกอบไปด้วย คลินิกเอกชนของภาคประชาสังคม (เช่น คลินิกแทนเจอรีน - Tangerine Clinic ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยนวัตกรรมกับ สปสช.), ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลของรัฐบาลบางแห่งที่ผ่านเกณฑ์ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ คลินิกและโรงพยาบาลที่จะให้บริการได้ต้องเป็นสถานพยาบาลที่ผ่านการฝึกอบรมการให้บริการข้ามเพศ และมีผู้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำอยู่เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้รับบริการ
🟠 มุมมอง ข้อกังวล และความท้าทายในระยะเริ่มต้น
หน่วยบริการภาคประชาสังคมบางแห่งอย่าง คลินิกแทนเจอรีน นั้นยังมีความกังวลเกี่ยวกับความชัดเจนของระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณผ่านระบบ e-Claim ซึ่ง 'นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง' รองเลขาธิการ สปสช. ได้ออกมายืนยันว่า หากสถานพยาบาลให้บริการตามมาตรฐานหลังจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา (28 ตุลาคม 2568) ก็จะสามารถเบิกจ่ายคืนได้ตามระเบียบแน่นอน พร้อมเตรียมที่จะออก Guideline ที่ชัดเจนในเร็ว ๆ นี้
ขณะที่ 'นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย' สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตในเชิงนโยบายว่า แม้สิทธิสุขภาพของบุคคลข้ามเพศจะสำคัญ แต่ในภาวะที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน ตลอดจนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ อาทิ ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ป่วยล้างไต ยังรอคิวรับบริการ รัฐควรพิจารณาลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้สมดุลและรอบคอบที่สุด
อย่างไรก็ตาม การให้ยาฮอร์โมนมีผลข้างเคียงต่อสภาพร่างกายและจิตใจในภาพรวม จนอาจเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคตได้ ฉะนั้นก่อนได้รับฮอร์โมนจึงต้องได้รับคำปรึกษาอย่างรอบด้าน และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
เรื่อง : วีรศักดิ์ พันพยัคฆ์
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#บัตรทอง
#ฮอร์โมนข้ามเพศ
#กลุ่มคนข้ามเพศ



'ดร.มัลลิกา' ลุยยื่น 'กกต.' ตรวจสอบป้ายหาเสียงบนรถเมล์-รถไฟฟ้า ส่อผิดระเบียบเลือกตั้ง ไม่มีมาตรฐานความเท่าเทียมภายหลังจา...
07/06/2026

'ดร.มัลลิกา' ลุยยื่น 'กกต.' ตรวจสอบป้ายหาเสียง
บนรถเมล์-รถไฟฟ้า ส่อผิดระเบียบเลือกตั้ง ไม่มีมาตรฐานความเท่าเทียม
ภายหลังจากที่ 'ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข' ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดอิสระ หมายเลขที่ 14 ได้ลงพื้นที่นำเสนอนโยบายและพบปะกับพ่อค้าแม่ค้าบริเวณตลาด อ.ต.ก. ตั้งแต่เมื่อช่วงเวลา 11:00 น. ที่ผ่านมา ก็ได้มีการให้สัมภาษณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งป้ายหาเสียงที่เสี่ยงผิดกฎหมาย โดยระบุว่า มี สก. หลายคนส่งเรื่องเข้ามาให้ ในเบื้องต้นจึงอยากส่งเรื่องเหล่านี้ไปยัง 'คณะกรรมการการเลือกตั้ง' (กกต.) ให้ดำเนินการตรวจสอบ ส่วนทันก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 จะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องลงพื้นที่ในเวลานี้
ดร.มัลลิกามองว่า การติดป้ายโฆษณาหาเสียงบนรถประจำทาง (รถเมล์) และรถไฟฟ้า BTS - MRT เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือขัดต่อระเบียบข้อบังคับที่ กกต. กำหนดไว้ในเรื่องของลักษณะ รูปแบบ และขนาดของป้ายหาเสียง ซึ่งใจความหลักของการเตรียมยื่นให้เกิดการตรวจสอบในครั้งนี้ ดร.มัลลิกาได้ตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมและ กกต. ว่า "มาตรฐานของความเท่าเทียมอยู่ตรงไหน" โดยมี 3 เหตุผลรับรอง ดังนี้
▪️ ความได้เปรียบด้านงบประมาณ : การซื้อพื้นที่โฆษณาหาเสียงทั้งคัน (Wrap) หรือการเช่าพื้นที่บนรถไฟฟ้าและรถเมล์ต้องใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะเอื้อประโยชน์โดยตรงให้กับผู้สมัครที่มีทุนหนา หรือมีพรรคการเมืองใหญ่ให้การสนับสนุน
▪️ ความเสียเปรียบของผู้สมัครอิสระ : ผู้สมัครอิสระที่ไม่มีนายทุนหรือมีงบประมาณจำกัด จะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่สื่อในระดับนี้ได้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการสื่อสารนโยบายไปถึงประชาชน
▪️ ความชัดเจนของระเบียบ กกต. : ต้องการให้ กกต. วินิจฉัยและสร้างบรรทัดฐานให้ชัดเจนว่า การนำป้ายหาเสียงไปติดบนยานพาหนะเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ถือเป็นการใช้ป้ายหาเสียงที่เกินกว่าขนาดมาตรฐานที่กฎหมายอนุญาตให้ติดตั้งตามทางสาธารณะหรือไม่
นอกจากนั้น ดร.มัลลิกาก็ยังอ้างอิงด้วยว่า คนที่รับผิดชอบติดตั้งป้ายโฆษณาในครั้งนี้เหมือนจะเป็นอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งยังได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เป็นผู้ติดเองบนรถเมล์ เลยอยากขอฝากให้เลขา กกต. และ ประธาน กกต. ว่าสิ่งนี้เป็นการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง และจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้ กกต. ภายในวันนี้ (7 มิถุนายน 2569)
🟠 หลักเกณฑ์การจัดทำและติดแผ่นป้ายหาเสียง
หากอ้างอิงจากข้อมูลในเอกสารข่าว กกต. ฉบับที่ 60/2569 ที่ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เรื่อง "กกต. ย้ำหลักเกณฑ์การจัดทำและติดแผ่นป้ายหาเสียง... เน้นความปลอดภัย ไม่บดบังทัศนวิสัยและไม่กีดขวางการจราจร" มีรายละเอียดประเภทและขนาดของป้ายหาเสียง รวมถึงข้อกำหนดสถานที่และข้อห้ามในการติดตั้งป้ายเอาไว้อยู่หลายข้อ ซึ่งการนำป้ายไปติดตั้งในพื้นที่สาธารณะจะต้องทำตามประกาศของ กกต. ประจำจังหวัด หรือ กกต. ท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด โดยมีข้อควรระวังหลัก ๆ ดังนี้
▪️ ประกาศ (โปสเตอร์ขนาดเล็ก) : กว้างไม่เกิน 30 ซม. x ยาวไม่เกิน 42 ซม. เทียบเท่ากับขนาด A3
▪️ แผ่นป้ายหาเสียง (ไวนิล/คัตเอาต์) : กว้างไม่เกิน 130 ซม. x ยาวไม่เกิน 245 ซม. เทียบเท่ากับขนาดมาตรฐานไม้อัด 1 แผ่น
▪️ สถานที่ติดได้ : เฉพาะบริเวณที่ กกต. หรือหน่วยงานรัฐประกาศกำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
▪️ สถานที่ต้องห้าม : ห้ามติดแผ่นป้ายในสถานที่ราชการ รั้วกำแพงของทางราชการ วัด โรงเรียน หรือสถานที่ต้องห้ามอื่น ๆ ตามกฎหมาย
▪️ การห้ามบดบัง : ห้ามติดทับซ้อนหรือปิดบังแผ่นป้ายของผู้สมัครรายอื่น
▪️ ความปลอดภัยทางจราจร : ต้องไม่รุกล้ำทางเดินเท้า ไม่บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ ป้ายถนน สัญญาณไฟจราจร และต้องติดตั้งให้มั่นคงแข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน
หากผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดติดตั้งป้ายผิดระเบียบ กีดขวางจราจร หรือเกินขนาดที่กำหนด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะแจ้งให้ผู้สมัครแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 5 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการใด ๆ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งรื้อถอนหรือปลดออก โดยจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนจากผู้สมัครรายนั้น ส่วนกรณีการติดป้ายบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้าที่ผู้สมัครบางรายมองว่าอาจเข้าข่ายผิดระเบียบนั้น มักเป็นประเด็นถกเถียงในเรื่อง "ขนาด" ของสื่อที่ใหญ่เกินกว่าแผ่นป้ายหาเสียงมาตรฐาน ซึ่ง กกต. จะต้องเป็นผู้วินิจฉัยข้อกฎหมายเป็นกรณี ๆ ไป อีกทั้งการฝ่าฝืนจะถูกนำไปเป็นเหตุในการสืบสวนไต่สวน ที่อาจเข้าข่ายการหาเสียงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย
เรื่อง : วีรศักดิ์ พันพยัคฆ์
กราฟิก : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#ป้ายหาเสียง
#กรุงเทพมหานคร
#เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ69

#มหานคร


"ข้างในใครจะรู้" วลีตัดพ้อยอดฮิตที่อยากให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจความเจ็บปวด "ข้างในใครจะรู้" / "ข้างนัยคัยจาลู้" ใช่… ไม่...
07/06/2026

"ข้างในใครจะรู้" วลีตัดพ้อยอดฮิต
ที่อยากให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจความเจ็บปวด
"ข้างในใครจะรู้" / "ข้างนัยคัยจาลู้"
ใช่… ไม่มีใครเข้าอกเข้าใจตัวคุณดีกว่าตัวคุณเอง คนอื่นไม่มีทางรู้ถึงความพยายาม ความลำบาก หรือแม้แต่อุปสรรคที่ต้องเผชิญ พวกเขาก็แค่คนนอกที่ยืนรอสาปหรือสรรเสริญคุณแล้วแต่ผลลัพธ์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมวลี "ข้างใน (หัวใจ) ใครจะรู้" ถึงมักถูกทำมาโควตหรือโพสต์ถึงในโลกอินเตอร์ เพราะหลายคนมักแสดงออกว่าตัวเองกำลังโอเค แต่ความจริงแล้วภายในใจอาจกำลังเผชิญบาดแผลที่เจ็บปวด
แน่นอนว่าการตัดพ้อในลักษณะดังกล่าว สะท้อนถึงการโหยการ "การถูกยอมรับ" จากคนรอบข้าง เพราะคิดว่าไม่มีใครเข้าใจเหตุผลหรือสิ่งที่ผ่านมาของเรา จึงต้องการการตอบสนองด้วย "ความเข้าใจ" บางครั้งความเจ็บปวด ความโศกเศร้าที่อยู่ภายในก็ไม่สามารถอธิบายให้คนนอกรับรู้ได้ทั้งหมด ดังนั้นการตัดพ้อจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกของการระบายอารมณ์ จากการที่คิดว่าไม่มีใครเข้าอกเข้าใจตนเองมากพอ
แม้ว่า "การเรียกร้องความสนใจ" อาจฟังดูเป็นการใช้คำในแง่ลบ ทว่าการแสวงหาการยอมรับเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ เนื่องจากแต่ละคนมักปรารถนาความสนใจและการยอมรับจากผู้อื่นเพื่อยืนยันคุณค่าและตัวตนของตนเองอยู่เสมอ 'คาร์ล โรเจอร์ส' (Carl Rogers) บิดาแห่งจิตวิทยาแนวมนุษยนิยม ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานที่จะถูกมองเห็นและได้รับการยอมรับในแบบที่ตัวเองเป็นจริง ๆ
ทว่าปัญหามักเกิดจากการที่เราเติบโตมาแบบมี "เงื่อนไข" เช่น ต้องเรียนเก่งถึงจะถูกชื่นชม ต้องเข้มแข็งถึงจะได้รับการยอมรับ ทำให้เราต้องสวมหน้ากากผู้แข็งแกร่งอยู่ตลอด เมื่อใดก็ตามที่เราโหยหา Emotional Validation หรือการถูกยอมรับทางอารมณ์ เมื่อนั้นเสียงเพรียกจากตัวตนที่แท้จริงจะขอความช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (บางครั้งก็แสดงออกเป็นการตัดพ้อแบบนี้) เพื่อยืนยันในคุณค่าว่า ตัวฉันยังถูกยอมรับแม้ในวันที่แตกสลาย หรือตอนที่ฉันรู้สึกว่าตนเองไม่มีประโยชน์
คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมเรามักตัดพ้อบนโซเชียลมีเดีย ต้องบอกก่อนว่า การที่เราเดินไปสะกิดใครสักคนเพื่อบอกว่า "ช่วยเข้าใจฉันทีเถอะ ฉันเองก็ลำบากมามากแล้วนะ" มันค่อนข้างมีต้นทุนทางการแสดงออกสูง เมื่อเทียบกับการโพสต์ระบายอารมณ์ลอย ๆ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บางครั้งเราอาจไม่ได้ต้องการคนที่เข้าใจจริง ๆ ไปเสียทุกอย่าง ขอแค่มีคนเข้ามากดอิโมจิหัวใจ กดอิโมจิห่วงใย หรือคอมเมนต์ว่า "สู้ ๆ นะ", "เป็นกำลังใจให้นะ" เพียงเท่านี้สมองของเราก็ประมวลผลเสมือนได้รับการยอมรับแล้ว
นอกจากการตัดพ้อเพื่อสนองการถูกยอมรับทางจิตใจ การกระทำในลักษณะนี้ยังเปรียบเสมือนการมองเห็น "ภาพสะท้อน" ของตนเองจากคนรอบข้าง เหมือนเราส่องกระจกเพื่อดูหน้าตัวเอง แต่ในทางจิตใจ เราใช้ปฏิกิริยาของคนอื่นเพื่อยืนยันว่าความรู้สึกและตัวตนของเรายังได้รับการสนใจจากคนอื่น เป็นการตอกย้ำว่าเรายังมีคุณค่าและได้รับการมองเห็น ไม่ได้โดดเดี่ยวหรือว่างเปล่าแบบที่เราคิดไปเองคนเดียว
จะเห็นได้ว่า แม้มองเพียงผิวเผิน การกระทำในลักษณะนี้จะดูเหมือนการเรียกร้องความสนใจราคาถูก แต่หากมองด้วยเลนส์ของความเข้าอกเข้าใจกัน บุคคลนั้นอาจอยากได้รับแรงใจจากใครสักคน เพื่อสะท้อนว่าการมีชีวิตอยู่ของเขายังมีความหมายกับใครสักคนหนึ่ง เพราะไม่มีทางรู้หรอกว่า ในวันที่เราล้มหรือพลาดพลั้งจนเกิดเป็นความเจ็บปวดขึ้นมา เราจะต้องการความเห็นใจจากคนรอบข้างบ้างหรือไม่ ดังนั้นการมองเห็นกันในสังคมจึงสำคัญมาก แม้วิถีชีวิตในปัจจุบันจะบีบให้เราคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าทุกแง่มุมของชีวิตล้วนขับเคลื่อนด้วยคนหมู่มากเสมอ เราคงไม่อาจดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ในทุกวัน
เรื่อง : กนกวรรณ เชียงตันติ์
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#ความเจ็บปวด
#เรียกร้องความสนใจ
#การถูกยอมรับ


"ยอดเขาที่ปีนซ้ำยาก"ทำไมแชมป์ฟุตบอลโลกยุคก่อน ถึงป้องกันแชมป์ง่ายกว่าปัจจุบัน'อาร์เจนตินา' คือทีมชาติล่าสุดที่ก้าวขึ้นไป...
06/06/2026

"ยอดเขาที่ปีนซ้ำยาก"
ทำไมแชมป์ฟุตบอลโลกยุคก่อน ถึงป้องกันแชมป์ง่ายกว่าปัจจุบัน
'อาร์เจนตินา' คือทีมชาติล่าสุดที่ก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก โดยในปี 2022 เวลาผ่านไป 4 ปีเต็ม กาลเวลากำลังพาเราเข้าสู่มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการร่วมกันเป็นเจ้าภาพถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อเรากางทำเนียบแชมป์โลกดู จะพบว่าสถิติ "การป้องกันแชมป์" นั้นหยุดนิ่งมานานกว่า 6 ทศวรรษ นับตั้งแต่ 'บราซิล' ในยุคของราชาลูกหนังอย่าง 'เปเล่' สามารถผงาดคว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกันได้ในปี 1958 และ 1962 หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีชาติใดในโลกที่สามารถรักษาโทรฟี่ใบนี้ไว้ได้อีกเลย
หากย้อนประวัติศาสตร์กลับไปให้ลึกกว่านั้น มีเพียง 'อิตาลี' อีกชาติที่เคยทำได้ในปี 1934
และ 1938 ซึ่งเป็นช่วงยุคบุกเบิกของฟุตบอลโลก สถิติเหล่านี้พาให้เกิดข้อสงสัยที่น่าสนใจว่า "ทำไมแชมป์ยุคก่อนถึงสามารถป้องกันแชมป์ได้ง่ายกว่าในยุคปัจจุบัน?" แน่นอนส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับว่า มาตรฐานฟุตบอลสมัยใหม่ได้ยกระดับชาติอื่น ๆ ให้พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกชิงบัลลังก์จ้าวลูกหนัง ซึ่งมีปัจจัยอะไรบ้างให้เราได้ไขคำตอบในประเด็นนี้?
ย้อนกลับไปกางหน้าประวัติศาสตร์ในยุคที่อิตาลี (1934-1938) และบราซิล (1958-1962) สามารถป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จสักหน่อย ปัจจัยสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้คือ "ขนาดของการแข่งขัน" ในยุคเก่าคลาสสิก ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมีชาติเข้าร่วมเพียง 16 ทีมเท่านั้น การจะก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์อาจใช้การลงสนามเพียง 4 ถึง 6 นัด ผนวกกับในยุคนั้นองค์ความรู้ด้านแท็กติกและวิทยาศาสตร์การกีฬา ยังกระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มประเทศมหาอำนาจจากยุโรปและอเมริกาใต้ ทำให้กลุ่ม "ทีมเต็ง" ที่มีศักยภาพจะคว้าแชมป์จริง ๆ มีเพียงหยิบมือ โอกาสที่ชาติแข็งแกร่งหน้าเดิมจะครองความยิ่งใหญ่ต่อเนื่องจึงมีความเป็นไปได้สูงในเชิงสถิติ
เมื่อตัดภาพมาในยุคปัจจุบัน "โลกาภิวัตน์" ได้ทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางฟุตบอลลงอย่างสิ้นเชิง มาตรฐานการฝึกซ้อมและแท็กติกถูกกระจายไปทั่วโลก นักเตะจากชาติเล็ก ๆ หรือเหล่าทีมม้ามืดต่างออกไปค้าแข้งและซึมซับแท็กติกในลีกระดับท็อป การพัฒนาขีดความสามารถนี้ทำให้ช่องว่างของคุณภาพระหว่าง "ชาติมหาอำนาจ" กับ "ทีมระดับรอง" เริ่มใกล้เคียงกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แชมป์เก่าจึงไม่ได้เผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ผูกขาดแค่หน้าเดิม ๆ แต่ต้องรับมือกับกลุ่มทีมชาติหน้าใหม่ ๆ ที่พร้อมจะยกระดับตัวเองขึ้นมาต่อกรและล้มยักษ์ได้ในทุก ๆ 4 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้การป้องกันแชมป์กลายเป็นเรื่องหฤโหดทันที คือสัดส่วน "ความน่าจะเป็น" (Probability) ที่ลดลงอย่างฮวบฮาบตามการขยายตัวของทัวร์นาเมนต์ จากเดิม 16 ทีมในอดีต ขยับมาเป็น 32 ทีมในยุคหลัง และกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการขยายเป็น "48 ทีม" ในฟุตบอลโลก 2026 การเปิดรับจำนวนทีมที่มากขึ้นไม่เพียงแต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทีมม้ามืดที่มีศักยภาพได้มีโอกาสเข้ามาสร้างเซอร์ไพรส์ในรอบลึก ๆ แต่ยังทำให้เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศยาวไกลขึ้น จากที่เคยเล่น 7 นัด จะเพิ่มเป็น 8 นัด
ในโลกของฟุตบอล จำนวนแมตช์ที่เพิ่มขึ้นแปรผันตรงกับ "ความเสี่ยง" แชมป์เก่าจะต้องเผชิญกับตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนนัดที่ลงสนาม ทั้งอาการบาดเจ็บของคีย์แมนตัวหลัก ความเหนื่อยล้าสะสม หรือความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีในรอบตัดเชือกที่อาจลุกลามไปถึงการดวลจุดโทษ
ด้วยจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับยุคก่อน ความท้าทายนี้จะยิ่งทวีความหฤโหดขึ้นไปอีกในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะคิกออฟในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ บททดสอบครั้งประวัติศาสตร์กำลังรอคอยขุนพล "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา ในฐานะแชมป์เก่า พวกเขาจะสามารถลุ้นป้องกันแชมป์โลกได้หรือไม่?
การป้องกันแชมป์โลกในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่การรักษามาตรฐานหรือฟอร์มการเล่นเดิมเอาไว้ให้ได้ แต่มันคือการต้องเอาชนะสมการทางคณิตศาสตร์และตัวแปรต่าง ๆ ที่พร้อมเป็นอุปสรรคมาขวางกั้นพวกเขา วลีที่เปรียบเปรยว่า "ยอดเขาที่ปีนซ้ำยาก" จึงไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่เกินจริง หากท้ายที่สุด อาร์เจนตินาสามารถฝ่าด่านหฤโหดแล้วผงาด "ป้องกันแชมป์" ได้สำเร็จ พวกเขาจะไม่เพียงแค่ปลุกสถิติที่หลับใหลมากว่า 6 ทศวรรษให้ตื่นขึ้น แต่จะได้สถาปนาตนเองเป็นอีกหนึ่งยอดทีมที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่หน้าประวัติศาสตร์โลกลูกหนังเคยมีมาอย่างแท้จริง
เรื่อง : กฤตยชญ์ เรืองบำรุง (MonkeyOHM)
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#ฟุตบอลโลก2026



ชีวิต 'เจ้าหญิงแห่งเวลส์' หลังหายประชวรกับการก้าวผ่านดราม่า "KateGate"เมื่อปี ค.ศ. 2024 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ 'แคเธอ...
06/06/2026

ชีวิต 'เจ้าหญิงแห่งเวลส์' หลังหายประชวร
กับการก้าวผ่านดราม่า "KateGate"
เมื่อปี ค.ศ. 2024 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ 'แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์' ต้องฟันฝ่าดราม่ามากมาย โดยเฉพาะปรากฏการณ์ "KateGate" หรือเหตุการณ์อื้อฉาวที่ส่งผลกระทบต่อระบบข่าวสารของสำนักพระราชวังเคนซิงตัน และความไว้วางใจของประชาชนต่อราชวงศ์อังกฤษ
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2024 สำนักพระราชวังเคนซิงตัน ซึ่งเป็นที่ประทับและที่ทำการของสำนักงานส่วนพระองค์ ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเจ้าหญิงแห่งเวลส์ โดยมีใจความสำคัญว่า "เจ้าหญิงจะต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ช่องท้อง โดยจะพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงลอนดอนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และต้องทรงงดปฏิบัติพระกรณียกิจจนถึงช่วงอีสเตอร์" หรือก็คือช่วงประมาณต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2024
ข่าวการประชวรดังกล่าวนั้น หากเป็นกรณีทั่วไปคงไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากนัก ด้วยอาการป่วยถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ หากแต่กรณีของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ว่าที่สมเด็จพระราชินีแห่งราชบัลลังก์อังกฤษนั้นย่อมแตกต่างไป ไม่ว่าจะเป็นสถานะของพระองค์ ประกอบกับในช่วงรอยต่อปี ค.ศ. 2023 - ค.ศ. 2024 ไม่มีการปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้พสกนิกรแห่งสหราชอาณาจักรเกิดคำถามและข้อสงสัยถึงพระอาการที่แท้จริงของเจ้าหญิงแห่งเวลส์
ความห่วงกังวลต่ออาการประชวรของเจ้าหญิงยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น เมื่อเจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ทรงเปลี่ยนแปลงกำหนดการของพระองค์อย่างกะทันหัน ที่จะไม่เข้าร่วมพิธีรำลึกถึงพระเจ้าคอนสแตนติน อดีตกษัตริย์แห่งกรีซผู้เป็นพ่อทูนหัวของพระองค์ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2024 โดยอ้างเหตุผลส่วนพระองค์ การที่เจ้าชายทรงตัดสินพระทัยไม่เข้าร่วมพิธีซึ่งถือว่ามีความสำคัญดังกล่าวอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดการตีความไปต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับอาการของเจ้าหญิง ว่าน่าจะมีความร้ายแรงจนทำให้เจ้าชายต้องทรงยกเลิกการเข้าร่วมพิธี
🟠 ภาพถ่ายดัดแปลงกับการค้นหาความจริง
เพื่อกลบกระแสความสงสัยและคำถามของสังคมที่จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ สำนักพระราชวัง ได้เผยแพร่ภาพถ่ายเพื่อคลายข้อสงสัยและลดความกังวลของพสกนิกร โดยเป็นภาพเจ้าหญิงเคทที่ถ่ายร่วมกับพระโอรสธิดา คือ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ เนื่องในโอกาสวันแม่ของอังกฤษ ช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2024 ภายหลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตเริ่มสังเกต เห็นบางอย่างที่ไม่ปกติ ผู้ใช้โซเชียลหลายรายเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาพที่สำนักพระราชวังเผยแพร่อาจเป็นภาพตัดต่อ
ชาวเน็ตได้จับจุดสังเกตว่า ซิปเสื้อของเจ้าหญิงเคทหายไปครึ่งหนึ่ง, มือของเจ้าหญิงชาร์ลอต พระธิดา ดูเหมือนจะเป็นการตัดต่อ และยิ่งซูมก็ยิ่งเจอกับความผิดปกติหลายจุดในภาพนี้ และจากการเผยแพร่ภาพที่มีการปรับแต่ง ประกอบกับการไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนในช่วงเวลานั้น ยิ่งกระตุ้นให้ผู้คนโดยเฉพาะแฟนคลับราชวงศ์อยากรู้ "ความจริง" เบื้องหลังราชวงศ์มากยิ่งขึ้น และผู้คนในอังกฤษ ณ ช่วงเวลานั้นเริ่มไม่ไว้วางใจราชวงศ์
'มาร์ก บอร์โคว์สกี' ผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารในภาวะวิกฤตของสหราชอาณาจักร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในช่วงเวลานั้นว่า การเงียบของราชวงศ์อังกฤษไม่ได้ช่วยอะไรราชวงศ์เลย โดยเฉพาะหลังเกิดกรณีการปรับแต่งรูปและการไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหญิงแห่งเวลส์นั้นมีอยู่น้อยมาก ทำให้พสกนิกรเคลือบแคลงใจและอดตั้งข้อสงสัยต่อราชวงศ์ไม่ได้
จากภาพตัดต่อที่ถูกเผยแพร่โดยสำนักพระราชวังกลายเป็นข่าวใหญ่ในสังคมอังกฤษ เมื่อภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปยังสำนักข่าวชื่อดังช่องต่าง ๆ และสื่อต่าง ๆ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า ภาพที่ทางสำนักพระราชวังสหราชอาณาจักรเผยแพร่ออกมาเป็น "ภาพตัดต่ออย่างแท้จริง" โดยสำนักข่าวระดับโลก อย่าง AP, Reuters หรือแม้กระทั่ง Getty Images ต้องตัดสินใจถอนภาพนี้ออกจากทุกระบบที่ออกอากาศ พร้อมทั้งออกประกาศระบุว่า "ภาพนี้มีการดัดแปลง"
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่ และสร้างความสั่นคลอนให้กับราชวงศ์อังกฤษ ณ เวลานั้น เพราะสำนักข่าวเหล่านี้ไม่เคยทำแบบนี้กับราชวงศ์อังกฤษมาก่อน เมื่อกรณีดังกล่าวเริ่มลุกลาม เจ้าหญิงเคททรงขอโทษต่อสาธารณะผ่านช่องทางการสื่อสารส่วนพระองค์ในวันต่อมา โดยทรงยอมรับถึงการตัดต่อหรือตกแต่งภาพดังกล่าว และทรงขออภัยอย่างยิ่งต่อความสับสนอันเกิดขึ้นจากภาพถ่ายครอบครัวของพระองค์ เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนในอังกฤษติดแฮชแท็ก (เลียนแบบมาจากคดี Watergate อันโด่งดังของสหรัฐฯ) ซึ่งเทรนด์พุ่งทะยานเพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนมองว่าราชวงศ์กำลังปกปิดความจริงบางอย่าง
🟠 จาก 'ผู้จับผิด' สู่ 'ผู้ปกป้อง'
การส่งภาพตัดต่อให้สื่อระดับโลกทำให้ความน่าเชื่อถือของราชวงศ์ลดลง ขณะที่ชาวอังกฤษสายอนุรักษนิยมและผู้สนับสนุนราชวงศ์มองว่า สื่อและโซเชียลมีเดียกำลัง "ล้ำเส้น" และคุกคามสิทธิ์ในฐานะผู้ป่วยของเจ้าหญิงเคท จากนั้นไม่นานมากนัก มุมมองของสังคมอังกฤษต่อกรณี KateGate ก็พลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที เมื่อสำนักพระราชวังปล่อยคลิปวิดีโอความยาวประมาณ 2 นาที เป็นภาพที่เจ้าหญิงเคทประทับบนม้านั่งในสวน ทรงแถลงด้วยพระองค์เองว่า ผลการตรวจหลังการผ่าตัดพบว่ามี "เซลล์มะเร็ง" และพระองค์กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด พสกนิกรและชาวเน็ตจำนวนมากรู้สึกผิดอย่างรุนแรงที่เคยล้อเลียน ตัดต่อมีม ไปจนถึงจับผิดพระองค์
จากการอัดคลิปวิดีโอที่เล่าถึงพระอาการประชวรอย่างตรงไปตรงมาของเจ้าหญิงเคท ส่งผลให้คะแนนความนิยมในตัวเจ้าหญิงเคทพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษก็กลับมาดูดีมากขึ้น สาธารณชนเปลี่ยนโหมดจาก "ผู้จับผิด" มาเป็น "ผู้ปกป้อง" โดยร่วมกันกดดันให้สื่อมวลชน คนดัง และอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยล้อเลียนเจ้าหญิงออกแถลงการณ์ขอโทษ อย่างไรก็ตาม กรณี KateGate ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไปบนโลกออนไลน์ แต่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการทำงานของสำนักพระราชวังเคนซิงตันที่ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการปล่อยภาพราชวงศ์ ทุกวันนี้ ภาพถ่ายราชวงศ์อังกฤษก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะ ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุมก่อนส่งให้สื่อ เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
🟠 ก้าวเดินใหม่ในฐานะบุคคลสำคัญแห่งราชวงศ์
หลังจากผ่านพ้นวิกฤต KateGate และสิ้นสุดกระบวนการรักษาด้วยเคมีบำบัด ปัจจุบัน เจ้าหญิงเคท ได้ก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอนาคตของราชวงศ์ พระองค์ทรงกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ โดยทรงเลือกโฟกัสในประเด็นสำคัญ ๆ เช่น สุขภาพจิต การพัฒนาเด็กปฐมวัย และโครงการเยียวยาฟื้นฟูผู้ป่วย โดยเจ้าหญิงแคเธอรีนแห่งเวลส์ทรงเป็นหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์อังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชน ซึ่งจากการสำรวจของ YouGov พระองค์ทรงมีคะแนนความชื่นชอบอยู่ที่ราว 72% - 75% อยู่ในอันดับต้น ๆ ตีคู่มากับพระสวามีอย่างเจ้าชายวิลเลียม
ล่าสุดมีรายงานว่า เจ้าหญิงเคทเสด็จเยือนเมืองเรจโจ เอมิเลีย ประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาปฐมวัย โดยภารกิจในการเสด็จเยือนในครั้งนี้ เสด็จไปที่ศูนย์นานาชาติ Loris Malaguzzi International Centre รวมถึงโรงเรียนอนุบาล Salvador Allende เพื่อทอดพระเนตรการเรียนการสอนสำหรับเด็ก ๆ รวมถึงดำเนินภารกิจพัฒนาการศึกษาในนามของมูลนิธิ Royal Foundation Centre for Early Childhood ที่พระองค์ทรงก่อตั้งขึ้น เพื่อยกระดับความรู้และเตรียมขยายเครือข่ายงานด้านเด็กปฐมวัยสู่ระดับนานาชาติ และการเสด็จเยือนอิตาลีในครั้งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "Kate Fever" ประชาชนชาวอิตาลีหลายร้อยคนมารวมตัวกันแน่นขนัด พร้อมโบกธงชาติอังกฤษและป้ายต้อนรับ "Ciao Kate" รวมทั้งสื่อมวลชนอิตาลีและคนท้องถิ่นต่างชื่นชมในความงดงามและเข้าถึงง่ายของพระองค์
🟠 บทบาทใหม่และภารกิจบนเวทีโลก
จากการเสด็จอิตาลีเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา ทางสำนักพระราชวังเคนซิงตันได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงสั่งการให้ทีมงานจัดทำรายชื่อประเทศที่ยังต้องการความร่วมมือการพัฒนาทางด้านการศึกษาโดยทันที ซึ่งทางทีมงานส่วนพระองค์ได้กำหนดแนวทางการเดินทางเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจในรอบถัดไป เป็นการเดินทางในระยะสั้นเช่นเดียวกับที่อิตาลี เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งงานสังคมและไม่กระทบต่อการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพระพลานามัย
นอกจากนี้ ยังมีหมายกำหนดการเดินเสด็จไปต่างประเทศครั้งถัดไปของเจ้าหญิงเคทเผยแพร่ออกมาว่า โดยมีกำหนดเสด็จเยือนประเทศอินเดียในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งเป็นการเสด็จร่วมงานประกาศรางวัลด้านสิ่งแวดล้อม 'Earthshot Prize Awards 2026' ณ เมืองมุมไบร่วมกับเจ้าชายวิลเลียม นับเป็นการเสด็จเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 2 ของทั้งสองพระองค์ในรอบ 10 ปี และในการเสด็จเยือนประเทศอินเดียรอบนี้ ทางรัฐบาลอังกฤษและกระทรวงการต่างประเทศกำลังพิจารณาแผนการจัดหมายกำหนดการเพิ่มเติมให้ทั้งสองพระองค์เสด็จเยือนกรุงเดลีด้วย
นอกจากภารกิจภาคสนามแล้ว ปัจจุบันเจ้าหญิงเคทและเจ้าชายวิลเลียมได้เริ่มบทบาทใหม่อย่างเป็นทางการในการเป็น "ผู้พระราชทานตราตั้งห้างร้าน" (Grantors of Royal Warrants) ซึ่งเป็นอำนาจในการรับรองแบรนด์สินค้าหรือบริการต่าง ๆ ให้สามารถใช้ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ได้ ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์และราชินีในอนาคต
เรื่อง : ณัฐดนัย อัษฎาเดช
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#เจ้าหญิงเคท
#เจ้าหญิงแห่งเวลส์
#สหราชอาณาจักร


"จน เครียด กินข้าว" กินมื้อดึกตอนเครียดเสี่ยงทำร้ายลำไส้แบบคูณสอง คุณทำงานแข่งขันกับเวลา ความเครียดสะสมมาตลอดทั้งวัน สิ่...
05/06/2026

"จน เครียด กินข้าว"
กินมื้อดึกตอนเครียดเสี่ยงทำร้ายลำไส้แบบคูณสอง
คุณทำงานแข่งขันกับเวลา ความเครียดสะสมมาตลอดทั้งวัน สิ่งเดียวที่สามารถเยียวยาจิตใจอันทรุดโทรมได้นั้นคงหนีไม่พ้น "ปิ้งย่างชาบู" มื้อดึก แม้ว่าเนื้อหอม ๆ น้ำซุปร้อน ๆ และของทอดไม่อั้น อาจทำให้คุณผ่านวันคืนอันเจ็บช้ำไปได้แบบฟูลฟีล ทว่าพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะเป็นการผ่อนคลายนี้ แท้จริงแล้วกำลังส่งผลกระทบระดับลึกต่อระบบย่อยอาหารในร่างกายโดยเฉพาะลำไส้ ในรายงานจากผลสำรวจบนเวทีสัมมนาทางการแพทย์ Digestive Disease Week 2026 ได้เปิดเผยถึงความเชื่อมโยงที่น่าตกใจว่า "ความเครียด" และ "การรับประทานอาหารมื้อดึก" ไม่ได้แค่ทำให้น้ำหนักขึ้น แต่ยังเป็นทำร้ายระบบทางเดินอาหารแบบคูณสอง ซึ่งลุกลามทำลายไปถึงความสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้
🟣 ยิ่งเครียด ยิ่งกิน ลำไส้ยิ่งพัง
อย่างที่เราทราบกันดี ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้ระบบย่อยอาหารแปรปรวน ทำให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสียได้ แต่ทีมวิจัยที่นำโดย 'ดร.ฮาริกะ ดาดิกิริ' (Dr. Harika Dadigiri) จาก New York Medical College ได้ค้นพบตัวแปรสำคัญที่ทำให้อาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น นั่นคือเรื่องของ "เวลา" ทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 11,000 คน ผ่านแบบสำรวจสุขภาพโภชนาการแห่งชาติ (NHANES) โดยมุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ของความเครียดสะสมในร่างกาย, ช่วงเวลาในการกินอาหาร, และปัญหาลำไส้ ผลปรากฏว่า ผู้ที่มีระดับความเครียดสูงและบริโภคแคลอรีมากกว่า 25% ของปริมาณแคลอรีต่อวัน ตั้งแต่ช่วงหลังเวลา 21.00 น. เป็นต้นไป มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสียสูงกว่าผู้ที่ไม่มีความเครียดและไม่กินดึกถึง 1.7 เท่า
🟣 แบคทีเรียดีในลำไส้ถูกโจมตี
นอกเหนือจากปัญหาเรื่องการขับถ่ายแล้ว การโจมตีแบบคูณสองนี้ยังสร้างแรงกระเพื่อมที่ลึกซึ้งกว่านั้น เมื่อมีการนำชุดข้อมูลจาก American Gut Project ซึ่งเป็นการศึกษาฐานข้อมูลจุลินทรีย์ของคนกว่า 4,000 คนมาวิเคราะห์ร่วมด้วย ผลลัพธ์ระบุว่า ผู้ที่มีทั้งความเครียดสูงและชอบกินดึก มีความเสี่ยงต่อปัญหาลำไส้เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า จุดที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนเหล่านี้มีความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ลดลงอย่างชัดเจน โดยข้อมูลนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังมาแรงอย่าง 'โครโนนิวทริชัน' (Chrononutrition) หรือศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพและช่วงเวลาในการเผาผลาญอาหาร ซึ่งหลักการนี้ชี้ให้เห็นว่า ช่วงเวลาการรับประทานอาหารมีความสำคัญในการดูแลร่างกายเช่นกัน
การทำงานของนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ถูกออกแบบมาให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีที่สุดในช่วงกลางวัน เมื่อเรากินอาหารมื้อใหญ่เข้าไปในช่วงดึก ระบบที่ควรจะได้พักผ่อนกลับต้องถูกปลุกขึ้นมาทำงานอย่างหนักอีกครั้ง ยิ่งเมื่อบวกกับสภาพร่างกายที่กำลังมีความเครียดสะสม การกินผิดเวลาจะเข้าไปรบกวนแกนการสื่อสารระหว่างลำไส้และสมอง (Gut-Brain Axis) ทำให้แบคทีเรียดีลดลงจำนวนลง และภูมิคุ้มกันร่างกายเข้าสู่ภาวะอ่อนแอ
🟣 อาหารคือความสุข แค่ปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็พอ
ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวันที่รับภาระงานมาอย่างหนักหน่วง การได้กินของอร่อยในตอนกลางคืนคือรางวัลเล็ก ๆ เพื่อเยียวยาจิตใจ ตัวของผู้ทำวิจัยเองก็เข้าใจในจุดนี้เช่นเดียวกัน และพยายามออกตัวว่างานวิจัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อริดรอนความสุขจากการกินของผู้คน เพียงแค่ปรับระยะเวลาการกินเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะสามารถดูแลสุขภาพและลำไส้ของเราให้ดีขึ้น ดังนั้นสิ่งที่งานวิจัยนี้พยายามบอกเรา ไม่ใช่การบังคับให้เราใช้ชีวิตอย่างตึงเครียดด้วยการงดอาหารเด็ดขาด แต่คือการให้ความสำคัญกับโครงสร้างกิจวัตรประจำวันที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การปรับนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการพยายามจบมื้อเย็นก่อน 2 ทุ่ม หรือหลีกเลี่ยงมื้อใหญ่ในตอนดึก จะช่วยให้ระบบลำไส้ได้พักผ่อนและมีเวลาซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากความเครียดที่คุณต้องเจอมาตลอดทั้งวัน
สุดท้ายแล้วร่างกายและจิตใจทำงานสอดประสานกันเสมอ การดูแลระบบนิเวศในลำไส้ให้สมดุลผ่านการจัดสรรเวลาให้ดี จึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพทั้งกายและใจที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว หากรู้สึกหิวในยามดึก การเติมโปรไบโอติกส์ด้วยโยเกิร์ตทางเลือกจากพืชที่ปราศจากผลิตภัณฑ์นม ก็เป็นวิธีที่ช่วยฟื้นฟูแบคทีเรียตัวดีโดยไม่สร้างภาระให้ระบบย่อยอาหาร หรือเปลี่ยนเป็นการจิบชาคาโมมายล์อุ่น ๆ เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการยืดเหยียดร่างกายเบา ๆ และละสายตาจากหน้าจอสัก 15 นาทีก่อนนอน
เรื่อง : กนกวรรณ เชียงตันติ์
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#อาหารมื้อดึก
#ลำไส้


30 ปี 8 การเลือกตั้ง 'ผู้ว่าฯ กทม.'แต่ละปีมี 'ผู้เล่น' ในสนามกี่คนกันบ้าง และใครคือผู้ชนะ 3 อันดับแรกในปีนั้นมากกว่าการม...
05/06/2026

30 ปี 8 การเลือกตั้ง 'ผู้ว่าฯ กทม.'
แต่ละปีมี 'ผู้เล่น' ในสนามกี่คนกันบ้าง และใครคือผู้ชนะ 3 อันดับแรกในปีนั้น
มากกว่าการมองไปยังเส้นชัยของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่องราวตั้งแต่การเริ่มต้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะหากมองไปยังจุดสตาร์ตของการเลือกตั้ง 'ผู้ว่าฯ กทม.' ในแต่ละปีก็มีจำนวนผู้เล่นที่ลงสนามไม่เท่ากัน การเลือกผู้เล่นมาอยู่บนลู่ของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ หรือการลงสมัครของ 'ว่าที่พ่อเมือง-แม่เมือง' ในแต่ละลู่ล้วนมีความแตกต่างหลากหลาย และทำให้ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในแต่ละปีนั้นน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
SUM UP ชวนย้อนมอง 8 การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ตลอด 30 ปีที่ผ่านมากันว่าว่าผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนใดน่าสนใจบ้าง และในแต่ละการเลือกตั้งที่่ผ่านมา ผู้สมัครที่ได้คะแนนโหวตจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกเป็นใครกันบ้าง
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2539
เริ่มต้นในปี 2539 ซึ่งเป็นการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 5 มีผู้สมัครทั้งสิ้น 29 คน ดังนี้ ดำริห์ รินวงษ์ (อิสระ), อากร ฮุนตระกูล (อิสระ), วรัญชัย โชคชนะ (พรรคเอกภาพ), พลตรี จำลอง ศรีเมือง (พรรคพลังธรรม), พิจิตต รัตตกุล (กลุ่มมดงาน), ร้อยเอก กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา (พรรคประชากรไทย), บุญญสิฐ สอนชัด (อิสระ), วารินทร์ สินสูงสุด (อิสระ), พันตำรวจโท สุธี สุทธิศิริวัฒนะ (อิสระ), สมิตร สมิทธินันท์ (อิสระ), ธีเกียรติ ไม้ไทย (อิสระ), พันตำรวจเอก กำพล ยุทธสารประสิทธิ์ (อิสระ), สถิต พุทธจักรวาล (อิสระ), ศุภชัย สิทธิเลิศประสิทธิ์ (อิสระ), พันตำรวจตรี สุขุม พันธุ์เพ็ง (อิสระ), รัก พจนะไพบูลย์ (อิสระ), สุชาติ เกิดผล (อิสระ), ชูศักดิ์ วรัคคกุล (อิสระ), บุญช่วย วัฒนาวงศ์ (อิสระ), ณัฐวิคม สิริอุไรกุล (อิสระ), พินิจ สกุลพราหมณ์ (อิสระ), สอ เชื้อโพธิ์หัก (อิสระ), สิบเอก สุวัจน์ ดาราฤกษ์ (อิสระ), สัญชัย เตียงพาณิชย์ (อิสระ), ศิลป วรรณปักษ์ (อิสระ), ไอศูรย์ หมั่นรักเรียน (อิสระ), หม่อมราชวงศ์ นิตยจักร จักรพันธุ์ (อิสระ) และ มานิตย์ มาทวิมล (อิสระ)
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีนั้น อันดับที่ 1 คือ 'พิจิตต รัตตกุล' จากกลุ่มมดงาน ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 768,994 คะแนน หรือ 49.47% และได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 12 รองลงมาคือ 'พลตรี จำลอง ศรีเมือง' จากพรรคพลังธรรม ได้รับคะแนนเสียงไป 514,401 คะแนน คิดเป็น 33.09% และอันดับที่ 3 คือ 'ร้อยเอก กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา' จากพรรคประชากรไทย ได้คะแนนเสียงไป 244,002 คะแนน คิดเป็น 15.70%
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2543
ถัดมาในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 6 ปี 2543 มีผู้สมัคร 23 คน ได้แก่ มณฑล ชาติสุวรรณ (อิสระ), พันเอก วินัย สมพงษ์ (กลุ่มคนรักเมืองหลวง), ปวีณา หงสกุล (พรรคชาติพัฒนา), คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช (กลุ่มกรุงเทพฯ สดใส), สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยรักไทย), จิตติพร อภิบาลภูวนาท (อิสระ), สมัคร สุนทรเวช (พรรคประชากรไทย), พันตำรวจตรี กานต์ เทียนแก้ว (พรรคพลังประชาชน), ดำริห์ รินวงศ์ (อิสระ), พันเอก ประจักษ์ สว่างจิตร (กลุ่มสนองคุณแผ่นดินไทย), วรัญชัย โชคชนะ (อิสระ), ชัยพร ประเสริฐเวชยากร (อิสระ), ธวัชชัย สัจจกุล (พรรคประชาธิปัตย์), วิวัฒน์ ศัลยกำธร (กลุ่มกรุงเทพฯ สามัคคี), กิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฎ์ (อิสระ), สุชาติ เกิดผล (อิสระ), สมิตร สมิทธินันท์ (อิสระ), ชัยรัตน์ รัตนหนุ่มน้อย (อิสระ), กุลภัทร กูรมะโรหิต (อิสระ), อุดม วิบูลเทพาชาติ (อิสระ), ขจร ชูแก้ว (อิสระ), ณัฐธวัฒณ์ เรือนเรือง (พรรคไท) และ ทรงพล สุวรรณกูฎ (อิสระ)
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีนั้น อันดับที่ 1 คือ 'สมัคร สุนทรเวช' จากพรรคประชากรไทย ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 1,016,019 คะแนน หรือ 45.85% และได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 13 รองลงมาคือ 'สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์' จากพรรคไทยรักไทย ได้รับคะแนนเสียงไป 521,184 คะแนน คิดเป็น 23.52% และอันดับที่ 3 คือ 'ธวัชชัย สัจจกุล' จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนเสียงไป 247,650 คะแนน คิดเป็น 11.17%
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2547
ขณะที่ในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 7 ปี 2547 มีผู้สมัคร 22 คน ได้แก่ อภิรักษ์ โกษะโยธิน (พรรคประชาธิปัตย์), วรัญชัย โชคชนะ (พรรคความหวังใหม่), ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง (พรรคมวลชน), กิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฎ์ (อิสระ), มานะ มหาสุวีระชัย (อิสระ), ลีนา จังจรรจา (อิสระ), ปวีณา หงสกุล (พรรคไทยรักไทย), พีระพงศ์ ถนอมพงษ์พันธุ์ (กลุ่ม ฅ.คนรักกรุงเทพ), ร้อยเอก เมตตา เต็มชำนาญ (กลุ่มเมตตาธรรม), วีระศักดิ์ อุปถัมภ์ (พรรคประชากรไทย), การุญ จันทรางศุ (พรรคพลังประชาชน), วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ (อิสระ), อุดม วิบูลเทพาชาติ (อิสระ), กอบศักดิ์ ชุติกุล (พรรคชาติไทย), ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ (พรรคต้นตระกูลไทย), สุเมธ ตันธนาศิริกุล (กลุ่มกรุงเทพ ฯ พัฒนา), วิทยา จังกอบพัฒนา (อิสระ), สุชาติ เกิดผล (อิสระ), พิจิตต รัตตกุล (กลุ่มมดงาน), โชคชัย เลาหชินบัญชร (อิสระ), ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ (อิสระ), วรา บัณฑุนาค (อิสระ)
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีนั้น อันดับที่ 1 คือ 'อภิรักษ์ โกษะโยธิน' จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 911,441 คะแนน หรือ 38.20% และได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 14 รองลงมาคือ 'ปวีณา หงสกุล' จากพรรคไทยรักไทย ได้รับคะแนนเสียงไป 619,039 คะแนน คิดเป็น 25.95% และอันดับที่ 3 คือ 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์' จากพรรคต้นตระกูลไทย ได้คะแนนเสียงไป 334,168 คะแนน คิดเป็น 14.01%
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2551
ต่อมาในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 8 ปี 2551 มีผู้สมัคร 16 คน ได้แก่ กิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฎ์ (อิสระ), เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (อิสระ), ร้อยเอก เมตตา เต็มชำนาญ (อิสระ), วราวุธ ฐานังกรณ์ (อิสระ), อภิรักษ์ โกษะโยธิน (พรรคประชาธิปัตย์), สุเมธ ตันธนาศิริกุล (อิสระ), ลีนา จังจรรจา (อิสระ), ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ (อิสระ), วิทยา จังกอบพัฒนา (อิสระ), ประภัสร์ จงสงวน (พรรคพลังประชาชน), ภพศักดิ์ ปานสีทอง (อิสระ), ธรณี ฤทธีธรรมรงค์ (อิสระ), อุดม วิบูลเทพาชาติ (อิสระ), วชิราภรณ์ อายุยืน (พรรคสาธารณชน), สมชาย ไพบูลย์ (อิสระ) และ ว่าที่พันตรี นิพนธ์ ซิ้มประยูร (อิสระ)
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีนั้น อันดับที่ 1 คือ 'อภิรักษ์ โกษะโยธิน' จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 991,018 คะแนน หรือ 45.93% และได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 14 (ต่อ) รองลงมาคือ 'ประภัสร์ จงสงวน' จากพรรคพลังประชาชน ได้รับคะแนนเสียงไป 543,488 คะแนน คิดเป็น 25.19% และอันดับที่ 3 คือ 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์' สังกัดอิสระ ได้คะแนนเสียงไป 340,616 คะแนน คิดเป็น 15.79%
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2552
สำหรับในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 9 ปี 2552 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนเดิม อย่าง อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง
ในปีดังกล่าวมีผู้สมัคร 14 คน ได้แก่ สุเมธ ตันธนาศิริกุล (กลุ่มกรุงเทพฯ พัฒนา), หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร (พรรคประชาธิปัตย์), ลีนา จังจรรจา (อิสระ), ธรณี ฤทธีธรรมรงค์ (อิสระ), กงจักร ใจดี (อิสระ), ร้อยเอก เมตตา เต็มชำนาญ (กลุ่มเมตตาธรรม), อิสระ อมรเวช (อิสระ), หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล (อิสระ), วิทยา จังกอบพัฒนา (อิสระ), ยุรนันท์ ภมรมนตรี (พรรคเพื่อไทย), ธรรณม์ชัย รุ่งจิรโรจน์ (อิสระ), แก้วสรร อติโพธิ (กลุ่มกรุงเทพฯ ใหม่), อุดม วิบูลเทพาชาติ (อิสระ) และ เอธัส มนต์เสรีนุสรณ์ (พรรคสุวรรณภูมิ)
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีนั้น อันดับที่ 1 คือ 'หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร' จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 934,602 คะแนน หรือ 45.41% และได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 รองลงมาคือ 'ยุรนันท์ ภมรมนตรี' จากพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงไป 611,669 คะแนน คิดเป็น 29.72% และอันดับที่ 3 คือ 'หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล' สังกัดอิสระ ได้คะแนนเสียงไป 334,846 คะแนน คิดเป็น 16.27%
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2556
ในปี 2556 ซึ่งเป็นการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 10 นี้ ปีนั้นมีผู้สมัคร 25 คน ได้แก่ วิละ อุดม (อิสระ), วรัญชัย โชคชนะ (อิสระ), ร้อยเอก เมตตา เต็มชำนาญ (อิสระ), โสภณ พรโชคชัย (อิสระ), สมิตร สมิทธินันท์ (อิสระ), สัณหพจน์ สุขศรีเมือง (อิสระ), ณัฏฐ์ดนัย ภูเบศอรรถวิชญ์ (อิสระ), (อิสระ), สุเมธ ตันธนาศิริกุล (อิสระ), พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ (พรรคเพื่อไทย), โฆสิต สุวินิจจิต (อิสระ), พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส (อิสระ), ศาสตราจารย์ จงจิตร์ หิรัญลาภ (อิสระ), วศิน ภิรมย์ (อิสระ), ประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ), จำรัส อินทุมาร (พรรคไทยพอเพียง) หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร (พรรคประชาธิปัตย์), สุหฤท สยามวาลา (อิสระ), นันท์นภัส โกไศยกานนท์ (อิสระ), สุขุม วงประสิทธิ (พรรคยางพาราไทย) กฤษณ์ สุริยผล (อิสระ), ธรณี ฤทธีธรรมรงค์ (อิสระ), ศุภชัย เขษมวงศ์ (อิสระ), รวิวรรณ สุทธิวีรสรรค์ (อิสระ), วิทยา จังกอบพัฒนา (อิสระ), และ พันตำรวจเอก ขจรศักดิ์ โกษะโยธิน (อิสระ)
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีนั้น อันดับที่ 1 คือ 'หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร' จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 1,256,349 คะแนน หรือ 47.75% และได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 (ต่อ) รองลงมาคือ 'พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ' จากพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงไป 1,077,899 คะแนน คิดเป็น 40.96% และอันดับที่ 3 คือ 'พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส' สังกัดอิสระ ได้คะแนนเสียงไป 166,582 คะแนน คิดเป็น 6.33%
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565
ภายหลังการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม. ปี 2556 เพียง 1 ปี หรือในปี 2557 เกิดการรัฐประหารขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และมีการแต่งตั้ง 'พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง' ให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ก่อนจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม. ครั้งที่ 11 ในปี 2565 นั่นเอง
ในปีดังกล่าวมีผู้สมัคร 31 คน ซึ่งถือเป็นสถิติจำนวนผู้สมัครที่มากที่สุดที่เคยมีมา ได้แก่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (พรรคก้าวไกล), พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล (อิสระ), สกลธี ภัททิยกุล (อิสระ), สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคประชาธิปัตย์), วีรชัย เหล่าเรืองวัฒนะ (อิสระ), พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง (กลุ่มรักษ์กรุงเทพ), รสนา โตสิตระกูล (อิสระ), ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ), วัชรี วรรณศรี (อิสระ), ศุภชัย ตันติคมน์ (อิสระ), นาวาตรี ศิธา ทิวารี (พรรคไทยสร้างไทย), ประยูร ครองยศ (อิสระ), พิศาล กิตติเยาวมาลย์ (อิสระ), ธเนตร วงษา (อิสระ), พลอากาศตรี ทูตปรีชา เลิศสันทัดวาที (อิสระ), ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ (กลุ่มใส่ใจ), อุเทน ชาติภิญโญ (อิสระ), สุมนา พันธุ์ไพโรจน์ (อิสระ), ไกรเดช บุนนาค (พรรคพลังสังคมใหม่), อมรพรรณ อุ่นสุวรรณ (อิสระ), นิพัทธ์พนธ์ สุวรรณชนะ (อิสระ), วรัญชัย โชคชนะ (อิสระ), เฉลิมพล อุตรัตน์ (อิสระ), โฆสิต สุวินิจจิต (อิสระ), ประพัฒน์ บรรจงศิริเจริญ (อิสระ), พลตำรวจโท มณฑล เงินวัฒนะ (อิสระ), ภูมิพัฒน์ อัศวภูภินทร์ (อิสระ), สราวุธ เบญจกุล (อิสระ), กฤตชัย พยอมแย้ม (พรรคประชากรไทย), พงศา ชูแนม (พรรคกรีน) และ วิทยา จังกอบพัฒนา (อิสระ)
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีล่าสุดนี้ อันดับที่ 1 คือ 'ชัชชาติ สิทธิพันธุ์' สังกัดอิสระ ที่ได้รับคะแนนเสียงไป 1,386,215 คะแนน หรือ 51.84% และได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 รองลงมาคือ 'สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์' จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนเสียงไป 254,647 คะแนน คิดเป็น 9.52% และอันดับที่ 3 คือ 'วิโรจน์ ลักขณาอดิศร' จากพรรคก้าวไกล ได้คะแนนเสียงไป 253,851 คะแนน คิดเป็น 9.49%
🟠 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569
ปิดท้ายด้วยการเลือกตั้งปีนี้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 12 นี้ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 18 คน ได้แก่ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ), สมัย ละเลิศ (อิสระ), พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ), ประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ), อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์), พิศาล กิตติเยาวมาลย์ (อิสระ), ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (กลุ่มกรุงเทพฯ บินได้) วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (อิสระ), ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ), ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ประยูร ครองยศ (อิสระ), พล.ต.ท. ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) 'คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ), มัลลิกา มหาสุข (อิสระ), โอฬาร ตั้งตราตระกูล (อิสระ), ศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ), ลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ) และ สมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ)
ต้องติดตามกันว่าในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครคนใด จะคว้าคะแนนเสียงอันดับ 1 จากประชาชนชาวกรุงเทพมหานครไปครอง
เรื่อง : ศุภณัฐ เลิศรักษ์กุล
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
#เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ69
#กรุงเทพมหานคร

#มาหานคร


ที่อยู่

อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา
Bangkok
10110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SUM UPผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SUM UP:

แชร์