Mind Check Studio

Mind Check Studio ✨พื้นที่เล็ก ๆ ที่ช่วยให้คุณกลับมาเช็กใจ เข้าใจตัวเอง และดูแลสุขภาพใจในแบบที่ไม่ต้องฝืน ✨

ถ้าคุณได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ เป็นชีวิตในฝันอยู่ แต่กลับรู้สึก Burnout ปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องของงาน แต่เป็น 2 อย่างนี...
24/09/2026

ถ้าคุณได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ เป็นชีวิตในฝันอยู่ แต่กลับรู้สึก Burnout
ปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องของงาน แต่เป็น 2 อย่างนี้...
เบวเป็นคนนึงค่ะ ที่รู้สึกว่า ตอนนี้โอเคกับงานที่ทำมากๆ
แต่บางครั้งก็มีความรู้สึกว่า Burnout อยู่บ่อยๆ
คือ มันไม่มีแรงบันดาลใจจะทำอะไร
รู้สึกเบื่องาน ทั้งๆที่งานก็ไม่ได้หนักเพิ่ม
รู้สึกว่าพักเท่าไหร่ ก็เหมือนจะยังไม่พอ บางทียิ่งพัก ยิ่งหนัก
จากที่เบวไปหาข้อมูลมา
พบว่า สาเหตุนึงของการ Burnout ไม่ได้เป็นเพราะงานเพียงอย่างเดียวค่ะ
แต่เป็นเพราะว่า ในโลกยุคนี้
มันแทบจะไม่มีเส้นแบ่งของงานกับชีวิตเลย
ไลน์ตามงานตอน 4 ทุ่ม
อีเมลล์ตอน ตี 2 เพื่อเรียกประชุมพรุ่งนี้ (ใครจะเตรียมตัวทันเนี่ยยย)
ไปวิ่ง ก็คิดถึงเรื่องงานว่า จะแก้ปัญหายังไงดี
กินข้าวเย็นพร้อมนั่งทำพรีเซ็นท์เทชั่นไปด้วย
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทำงานยุคนี้ไปแล้ว
Simon Sinek เลยได้ให้คำแนะนำสำหรับการทำงานให้ไม่ Burnout ไว้อยู่ 2 อย่างค่ะ
อย่างแรกเลยก็คือ ให้ keep relationship ไว้เสมอ
เพราะ ความสัมพันธ์ที่ดีสามารถทำให้เราผ่อนคลายจากความตึงเครียดจากงานและชีวิตได้
เราสามารถบ่นได้ โกรธได้ ไม่พอใจได้ เมาท์เพื่อนร่วมงานได้ ท้อแท้ได้ กับใครสักคนนึงที่รับฟังเราจริงๆ
และนั่นคือ ความสำคัญของการมีความสัมพันธ์ที่ดี ค่ะ
อย่างที่สองคือ ปกป้อง "เวลาของตัวเอง" หรือ "Me Time" ไว้ค่ะ
เวลาของตัวเองที่คุณพอใจจะทำอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ
เวลาที่คุณ กัน ไว้เพื่อตัวคุณเอง
เวลาที่คุณจะใช้แยกชีวิตของคุณ ออกจาก งาน
เพราะถ้าหากคุณไม่ปกป้อง เวลาของตัวเอง แล้ว
คุณก็จะไม่มีเวลาให้ตัวเองแบบไม่รู้ตัว
#คีย์เวิร์ดอยู่ตรงนี้
จุดเริ่มต้นของชีวิตที่ไม่ Burnout คือการที่คุณ ใส่ใจและให้ความสำคัญ
กับความรู้สึก และเวลา ของตัวคุณเอง
ไม่มีใครทำให้คุณ Burnout ได้ ถ้าคุณไม่อนุญาต
เพราะฉะนั้น แม้ว่างานจะสำคัญ
แต่คุณก็ต้องปกป้องความรู้สึก และเวลา ให้ชีวิตคุณด้วยเช่นกัน
หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับสุขภาพใจของคุณนะคะ 🩵

14/09/2026

แทนที่คุณจะพยายาม "รู้สึกดี"
ลองเปลี่ยนเป็นหา "กิจกรรม" ที่น่าจะทำให้คุณรู้สึกดี หรือ สัมผัสถึง อารมณ์เชิงบวก เข้ามาในชีวิตประจำวันดู
เพราะเมื่อ กิจกรรมนั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้คุณรู้สึกดี
คุณก็จะรู้สึกดีโดยไม่ต้องพยายามอะไร

13/09/2026

เบวกำลังอ่านหนังสือ "วิชาความสุขที่มีสอนแค่ในฮาร์วาร์ด"อยู่ค่ะ
แค่ 2 บทแรกก็น่าสนใจแล้ว เลยอยากมาแชร์ให้เพื่อนๆได้ค้นพบวิชานี้ไปด้วยกันค่ะ
และนี่คือ 5 ข้อที่เบวได้จากการอ่าน 2 บทแรกของหนังสือเล่มนี้ค่ะ
[1] หากต้องการมีความสุข เราต้องไม่ตั้งความสุขไว้ เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต เพราะถ้าเราใช้ความสุขเป็นจุดหมายปลายทาง เราจะพบว่า เราจะไล่ล่าจุดหมายถัดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนั่นไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของ "การมีความสุข"
[2] สำหรับผู้เขียน การหาความสุข มีอยู่ 4 ประเภท
1. คนเจ้าสำราญ คนเหล่านี้ หมกหมุ่นอยู่กับความสุข ความเพลิดเพลิน ในปัจจุบัน โดยไม่สนใจถึง ผลที่จะได้รับในอนาคต
2. หนูวิ่งแข่ง คือ คนที่อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อดทนยอมรับความทุกข์ในปัจจุบัน เพื่อรับความสุขที่เป็นเหมือนรางวัลของการอดทนนั้น
3. คนหมดอาลัยตายอยาก คือ คนที่สิ้นหวังกับชีวิต จมอยู่กับความผิดหวังในอดีต และหมดอาลัยที่จะคิดถึงความหวังของการมีความสุขในอนาคต
4. ความสุข คือ คนที่มีความสุขใน "ระหว่างทาง" ในการเดินไปสู่เป้าหมายอันมีความหมายบางอย่าง
[3] ในการหาความสุขทั้ง 4 แบบ ทั้งหมดต่างล้วนเป็นทาสของเวลา
คนเจ้าสำราญ เป็นทาสของปัจจุบัน
หนูวิ่งแข่ง เป็นทาสของอนาคต
คนหมดอาลัยตายอยาก เป็นทาสของอดีต
ส่วน ความสุข นั้น เป็นทาสของ "เวลาขณะนั้น"
[4] ในการศึกษาเรื่องความสุข การถามว่า "ความสุขคืออะไร" ให้คำตอบที่เป็นปัจเจกมาก ผู้เขียนจึงเปลี่ยนคำถามจากการถามว่า "คุณมีความสุขหรือไม่" เป็นการถามว่า "คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้มีความสุขมากขึ้น"
[5] ความสุขจึงเป็นเรื่องของ แรงจูงใจ เป้าหมายที่มีความหมาย และ ความรับรู้ใน "ระหว่างทาง" ไปสู่เป้าหมาย
เราไม่ควรคิดว่า ความสุข คือจุดหมายที่เมื่อไปถึงแล้วเราจะได้รับมัน
แต่เราควรคิดว่า ความสุข สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะที่เรากำลังดำรงชีวิตอยู่เพื่อไปสู่เป้าหมายที่มีความหมายสำหรับเรา
เพราะหากปราศจาก เป้าหมายที่มีความหมาย เราจะเป็นเพียง คนเจ้าสำราญ ที่รื่นรมย์กับความเพลิดเพลินในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นชีวิตที่น่าเบื่อแต่ยังเป็นชีวิตที่พร้อมที่จะให้โทษในภายหลังด้วย
#เบวฝากไว้ให้คิด
แล้วสำหรับคุณละคะ
ในชีวิตที่ผ่านมาคุณ หาความสุข ในรูปแบบไหนมากที่สุด
ใช่ หนูวิ่งแข่ง ที่รอคอยความสุขที่จะมาถึงในอนาคตหรือปล่าว
หรือ เป็นคนเจ้าสำราญ ที่หลงระเริงกับความสุขที่อยู่ตรงหน้า จนลืมไปว่า ยังมีความสุขอื่นที่มีความหมาย รอคุณอยู่
แต่ว่า เบวหวังว่าคุณจะไม่ใช่ คนหมดอาลัยตายอยาก
คนที่หมดสิ้นศรัทธา ในการที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุข
#เพราะเบวเชื่อว่า ทุกคนคู่ควร และสมควรที่จะได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขและมีความหมาย เมื่อคุณได้รู้ว่า อะไรคือความสุขและความหมายของชีวิตคุณคืออะไร
ซึ่งเป็นคำถามที่ทั้งเบวและคุณ คงจะยังต้องคอยถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพื่อเช็คดูว่า ตอนนี้คุณอยู่ในหนทางแห่งชีวิตที่มีความสุขและมีความหมายหรือไม่
หวังว่าคุณจะรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเสมอ
ด้วยรัก.
เบว.

12/09/2026

การดูแลสุขภาพใจกลายเป็น Luxury Lifestyle ไปแล้วรึปล่าว

#สุขภาพใจ #สุขภาพจิต #ความสุข #ทัศนคติ #พัฒนาตัวเอง

12/09/2026

ถ้า #สุขภาพใจมีราคาแพงขึ้น จนกลายเป็นของ Luxury สำหรับคนธรรมดา
นอนไม่หลับหรอ ลองไป Sound bath สิ
เครียดหรอ ลองไป retreat สิ
ไม่สบายใจหรอ ลองไป workshop ฮีลใจดูสิ
กังวลหรอ ลองไป ดูดวง สิ
Sound bath / Retreat / workshop หรือแม้แต่ดูดวง อย่างน้อยก็ต้องจ่าย 1 ใบเทา พร้อมกับเวลาอีก ครึ่งวัน
เบวเลยมี 3 วิธีที่คุณจะสามารถดูแล สุขภาพใจ ของตัวเองได้ โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท
[1] นอนหลับให้ได้คุณภาพ - จำนวนของชั่วโมงการนอน ไม่สำคัญเท่ากับ คุณภาพของการนอนที่ดี
ลองปรับแอร์ให้เย็นขึ้นอีกสักหน่อย
ลองลดเวลาเล่นมือถือก่อนนอน สักครึ่งชั่วโมงก่อนนอน
ลองหรี่ไฟให้มืดลงเพื่อวอร์มร่างกายให้เข้าสู่โหมดพักผ่อนสัก ครึ่งชั่วโมงก่อนนอน
ลองเขียน Brain dump ก่อนนอน เพื่อลดความคิดก่อนนอน
สิ่งเหล่านี้เป็นเทคนิคที่เบวใช้แล้วทำให้คุณภาพการนอนดีขึ้นจริงๆ
[2] เลือกกินอาหารที่ร่างกายต้องการ
ดื่มน้ำให้ครบอย่างน้อย 1.5 ลิตร/วัน
กินกาแฟก่อนเที่ยง และไม่เพิ่มคาเฟอีกช่วงบ่าย
กินน้ำตาลให้น้อยลง
กินโปรตีนให้มากขึ้น
กินผักในทุกมื้อ
เรื่องพวกนี้.. คุณก็รู้ว่าดีต่อร่างกาย
แต่ที่คุณไม่รู้คือ เมื่อร่างกายดี สุขภาพใจก็จะดีตามไปด้วยเองโดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย
[3] เขียนไดอารี่
นี่เป็นสิ่งที่ Underrated มากๆ เพราะบางที มันก็อาจจะมีบางสิ่งที่อยู่ในความคิดของคุณ ที่คุณก็ไม่ได้อยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง
แต่คุณเล่าให้ตัวคุณฟังตลอดเวลา และมันไม่ยอมหลุดออกจากความคิดคุณได้ จนกว่าคุณจะได้ระบายออก
การเขียนทำให้คุณได้ระบายสิ่งที่กัดกิน สุขภาพใจ ของคุณได้ดีมาก โดยไม่ต้องรบกวนใคร ไม่ต้องเสียเงินหานักจิตบำบัด
คุณแค่ต้องการเวลา 5-10 นาที/วัน เพื่อระบายสิ่งที่ค้างคาในใจคุณออกมาเป็นตัวอักษรเท่านั้นเอง
#สิ่งที่คุณโฟกัสจะกลายเป็นสิ่งคุณได้รับ
หากคุณต้องการมีสุขภาพใจที่ดี คุณเองก็ต้องโฟกัสที่จะลงมือทำบางอย่าง
เพื่อให้มีจิตใจที่เข็มแข็ง พร้อมเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆเช่นกัน
#เบวฝากไว้ให้คิด
คุณไม่ได้ต้องการเวลา 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นเพื่อดูแลสุขภาพใจของตัวเอง
คุณไม่ได้ต้องการเงินมากมายเพื่อทำให้จิตใจคลายกังวลลง
คุณแค่ต้องใส่ใจกับสิ่งที่คุณคิด คุณรู้สึก และสิ่งที่คุณโฟกัส มากขึ้น เท่านั้นเอง
หวังว่าคุณจะรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเสมอ
ด้วยรัก.
เบว.

11/09/2026

11 ข้อคิดที่ได้ จากการนอน 11 ชั่วโมงติดต่อกัน 7 วัน
1. นอน 11 ชั่วโมงไม่ใช่ว่าดี นอนดีแบบหลับสนิทแค่ 6 ชั่วโมงอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
2. คืนไหนที่นอนดีจริงๆ แอร์จะเย็นๆๆ
3. หรี่ไฟก่อนนอนสักครึ่งชั่วโมง ช่วยให้หลับง่ายขึ้นจริงๆ
4. ร่างกายไม่ได้นับชั่วโมงที่นอน แต่นับคุณภาพของการพักสมองที่เหนื่อยล้ามากกว่า
5. ร่างกายนอนชดเชยไม่ได้ วันที่นอนน้อย ไม่สามารถชดเชยด้วยการนอนเยอะขึ้นในวันต่อไปได้ อยากนอนดี ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้เลย
6. ถ้านอนเยอะแล้วยังเหนื่อย นั่นอาจหมายความว่า สิ่งที่เหนื่อยอาจไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่เป็นใจที่ยังไม่ได้พักเต็มที่
7. ถ้าจะนอนให้ได้ 11 ชั่วโมงจริงๆ ต้องใช้การจัดการเวลาช่วงกลางวันแบบดีมากๆ เพราะ มันเท่ากับ ครึ่งนึง ของวันเลย
8. นอนเยอะติดต่อกันนานเกินไป ทำให้ชีวิตเชื่องช้า ไม่สดชื่นอย่างที่คิด
9. คนเรานอนมากน้อยต่างกัน บางคน 5 ชั่วโมงก็ถือว่า เพียงพอ บางคน(อย่างเบว) อย่างต่ำต้อง 9 ชั่วโมง ถึงจะรู้สึกสดชื่น
10. แมกนีเซียม ช่วยให้หลับง่ายขึ้น
11. ถ้าอยากให้สุขภาพดีขึ้นจากการนอนที่ดีขึ้นต้องเปลี่ยน Mindset ว่า การนอนคือการพัก เป็น การนอนคือการฟื้นฟูร่างกาย จะทำให้เราให้ความสำคัญกับการนอนมากขึ้น
หวังว่าคุณจะรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเสมอ
ด้วยรัก.
เบว.

ทำไมทุกวันนี้ "สุขภาพใจที่ดี" ดูแล้วกลายเป็นของที่แพงขึ้นเรื่อยๆ...ต้องไป Retreatต้องลอง Sound healing ต้องไป Workshop ฮ...
09/09/2026

ทำไมทุกวันนี้ "สุขภาพใจที่ดี" ดูแล้วกลายเป็นของที่แพงขึ้นเรื่อยๆ...
ต้องไป Retreat
ต้องลอง Sound healing
ต้องไป Workshop ฮีลใจ
ต้องมีเวลา
ต้องมีเงิน...
จนบางทีคนธรรมดาๆที่ต้องทำงานหาเงิน
เลี้ยงลูก ดูแลพ่อแม่ จ่ายค่าเช่าบ้าน
มองว่า เรื่องพวกนี้ "ยังไม่จำเป็น"
ทั้งๆที่ คนธรรมดาๆที่เผชิญความกดดันนี่แหละ
ที่ต้องการ "สุขภาพใจที่ดี" เพื่อใช้ชีวิตรอดในแต่ละวัน มากที่สุด
#สุขภาพใจที่ดีเลยกลายเป็นของLuxuryสำหรับคนธรรมดาๆ
เพราะมีราคาที่ต้องจ่าย
เพราะมีเวลาที่ต้องลงทุน
หรือจริงๆแล้วเรากำลังให้ค่ากับวิธีการทำให้ "สุขภาพใจที่ดี" มากเกินไป
#เพราะบางทีสิ่งที่เราต้องการจริงๆ
อาจไม่ใช่การฮีลลิ่ง
แต่เป็นแค่
การนอนให้พอ
การมีเวลาที่ไม่ต้องผลิตอะไร
การรู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองเหนื่อย
การหยุดตอบทุกอย่างทันที
การมีคนที่คุยด้วยแล้วไม่ต้องแสดงว่าโอเค
การยอมรับว่า วันนี้เราไม่ไหว
บางทีเราอาจประเมินสิ่งเหล่านี้ "ต่ำ" เกินไป
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ
ของการดูแลสุขภาพใจ
#เบวฝากไว้ให้คิด
เราต้องจ่ายเงินเพื่อสุขภาพใจที่ดี
หรือจริงๆแล้ว เรากำลังสร้างชีวิตที่ไม่เหลือพื้นที่ให้ สุขภาพใจ ตั้งแต่แรกกันแน่?
เพราะการฮีล... ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพใจที่ดี
แต่การใช้ชีวิตที่ดีต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพใจ
คำถามคือ
แล้ววันนี้คุณใช้ชีวิตที่ดีเพื่อสุขภาพใจของคุณแล้วหรือยัง?
หวังว่าคุณจะรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเสมอ
ด้วยรัก
เบว.

ทำไมคนสมัยนี้ถึงมีความสุขยากขึ้น... ทั้งๆที่ Social media และ Entertainment platform ต่างๆ เอื้อให้เราเพลิดเพลินมากขึ้นก...
08/09/2026

ทำไมคนสมัยนี้ถึงมีความสุขยากขึ้น... ทั้งๆที่ Social media และ Entertainment platform ต่างๆ เอื้อให้เราเพลิดเพลินมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากๆ
แต่คนสมัยนี้กลับมีสุขภาพจิตที่แย่ลงกว่ายุคก่อนๆ
Dr. Martin Seligman เคยพูดไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนใน TED Talk ว่า
เค้าหวังว่า เทคโนโลยีจะเอื้อและควรเอื้อให้คนได้มีความสุขมากยิ่งขึ้น
#แต่ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม... ทำไมกัน??
[1] ความสุขตามนิยามของ Dr. Martin Seligman มีอยู่ 3 แบบ คือ
1. ชีวิตที่เพลิดเพลิน (The Pleasant Life) คือชีวิตที่ดื่มด่ำกับความสุขทางกายและอารมณ์เชิงบวกทางจิตใจ
2. ชีวิตที่มีส่วนร่วม (The Good Life / Flow) คือชีวิตที่คุณอยู่ในสภาวะที่ลื่นไหล (Flow state) ในจังหวะนี้ คุณจะไม่รู้สึกถึงความสุข/ความทุกข์ใดๆ เพราะคุณกำลังโฟกัสอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว
3. ชีวิตที่มีความหมาย (The Meaningful Life) คือชีวิตที่คุณใช้จุดแข็งของตัวเอง ในการนำคุณค่ามาให้ผู้คนรอบตัว ไม่ว่าจะวงเล็กเช่นครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือจะวงใหญ่เช่น องค์กรการกุศลต่างๆ
[2] การถาโถมของ โดปามีน ที่เข้ามาสู่ชีวิตประจำวัน
สมัยก่อน การจะได้ โดปามีน ซึ่งเป็น 1 ในสารที่ส่งผลให้คนเรามีความสุข นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เค้าจะต้องลงมือลงแรงทำบางอย่างเพื่อได้มันมา
ในขณะที่คนสมัยนี้ แค่เปิดมือถือ โดปามีนก็พร้อมจะถาโถมเข้ามาคุณทันทีทั้งๆที่นั่งอยู่เฉยๆ
[3] การขาดการ Connect ในชีวิตจริง
มนุษย์ คือ สัตว์สังคม หากขาดสังคมไป เราอาจเฉาตายได้ (ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ มีงานวิจัยมาแล้วว่า เด็กทารกที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ ไม่ได้รับการสัมผัสเลย มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่าด้วยนะ)
พอเรา connect กันแค่ทางออนไลน์ คุยกันผ่าน ไลน์ นั่งกินข้าวก็ต่างคนต่างดูมือถือกัน มันเลยเสียการ connect ในเชิงการปฏิสัมพันธ์จริงๆไป
และนั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมคนเราถึงเหงามากขึ้น ทั้งๆที่คุยกันตลอดเวลา
#เบวฝากไว้ให้คิด
การมีชีวิตที่ความสุขแบเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว เลยไม่ได้ตอบสนอง
"ความต้องการมีความสุข" ของเราจริงๆ
เราต้องการความสุขจาก ชีวิตที่มีความหมาย ซึ่งเป็นความสุขที่ดูเหมือนว่าจะสร้างความสุขให้เราได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า ความสุขอีก 2 แบบ
สำหรับเบว คำถามในชีวิตก็เลยเปลี่ยนจาก เบวจะหาความสุขได้ยังไง
เป็น เบวจะทำให้ชีวิตมีความหมายเพื่อมีความสุขได้ยังไง
มันเป็นคำถามที่ลึกซึ้งขึ้น ตอบได้ยากขึ้น และอาจส่งผลให้คุณต้องเปลี่ยนแปลงมุมมองและการใช้ชีวิตของคุณใหม่แบบโดยสิ้นเชิง
ชีวิตที่มีความหมายคืออะไร และจะทำให้เรามีความสุขได้จริงๆมั้ย?
เบวก็คงไม่สามารถตอบได้
แต่ที่รู้ๆคือ มันก็คงจะทำให้เรามีความ "พึงพอใจ" มากกว่าแค่ความ "เพลิดเพลิน" แน่นอน
แล้วคุณละคะ คิดว่ายังไง?
ชีวิตที่มีความหมายของคุณหน้าตาเป็นแบบไหน?
ความสุขของคุณต้องการอะไรบ้าง?
เล่าให้เบวฟังในคอมเมนท์ได้นะ 😊
หวังว่าคุณจะรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวเองเสมอ
ด้วยรัก
เบว.

07/09/2026

ทำไมเราถึง Burn out??
เมื่อนึกถึงคำถามนี้ คุณอาจจะมีคำตอบในใจมากมาย
งานที่ทำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่งานที่ชอบ แต่ต้องทำเพื่อเงิน
เจอเพื่อนที่ทำงาน หรือหัวหน้า Toxic ใส่
เงินเดือนไม่พอใช้
เครียด กดดัน ต้องดูแลครอบครัว
ใช่ค่ะ... นั่นคือหลายๆสาเหตุที่ทำให้เกิด Burn out ได้จริงๆ
แต่มันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่คุณอาจจะนึกไม่ถึงค่ะ นั่นก็คือ
Toxic Positivity หรือ การคิดบวกแบบเป็นพิษ
การคิดบวกแบบนี้ ในทางวิชาการ
เป็นการคิดบวกแบบที่ suppress negative emotion หรือ กดทับอารมณ์เชิงลบเอาไว้
และเมื่ออารมณ์เชิงลบ ไม่ได้รับการยอมรับและปลดปล่อย
มันก็สั่งสมอยู่ในจิตใจและร่างกาย
ทำให้เกิดความเครียดสะสมได้
#การคิดบวกแบบนี้เป็นยังไง
ลองนึกดูว่า ถ้าตอนนี้คุณเผชิญกับความลำบากในการถูกบูลลี่หรือกลั่นแกล้ง ทำร้ายจิตใจ แต่แทนที่คุณจะแก้ปัญหา คุณกลับเลือกที่จะคิดบวกแทน
แต่ในความจริงแล้ว คำพูดที่ทำร้ายจิตใจก็ยังคงทิ่มแทงใจคุณอยู่ไมได้หายไปไหน
คุณเสียใจ แต่เลือกที่จะบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
การคิดบวกแบบนี้กลับเป็นการกดทับอารมณ์เชิงลบ และยึดติดกับการคิดบวกอย่างไม่ลดละ...
ในสถานการณ์นี้ การคิดบวกกลายเป็นการ หนีปัญหา แทนการเผชิญและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
จากบทความใน Phycology Today ได้บอกไว้ว่า การคิดบวกที่เป็นพิษมักเกิดขึ้นจากการที่เราเลี่ยงจะเผชิญสถานการณ์ที่เราควบคุมได้ โดยการคิดบวกแทน
ในขณะที่ การคิดบวก ที่ช่วยให้จิตใจเราผ่อนคลายจริงๆ
คือการคิดบวก ในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถควบคุมได้เลย
#เบวฝากไว้
เบวจึงอยากเชิญชวนให้คุณได้ลองทบทวน การคิดบวกของตัวคุณเอง
ว่าตอนนี้
สิ่งที่คุณคิดบวกอยู่ มันคือการกดทบอารมณ์เชิงลบ และทำไปเพื่อหนึการเผชิญปัญหาหรือปล่าว
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การยอมรับความจริงและเผชิญปัญหาตรงหน้า
อาจจะดีกว่าการคิดบวกก็ได้นะคะ
ด้วยรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเสมอ
และหวังว่าตัวคุณจะรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเองเช่นกัน
เบว

หลายๆครั้งเราถูกสอนมาว่าการเป็น “คนคิดบวก” จะต้องสามารถมองเห็นความสุขในทุกๆความทุกข์ได้…“ลองมองในแง่ดีสิ” “อย่างน้อยเรื่...
06/09/2026

หลายๆครั้งเราถูกสอนมาว่าการเป็น “คนคิดบวก” จะต้องสามารถมองเห็นความสุขในทุกๆความทุกข์ได้…
“ลองมองในแง่ดีสิ” “อย่างน้อยเรื่องนี้ก็สอนอะไรให้เรา” หรือแม้แต่ “อย่าคิดมากเลย ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน”
เบวก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกสอนและเชื่อในคำพูดเหล่านี้มาเสมอ
แต่หลังจากที่เบวได้ศึกษา The Science of happiness หรือ วิทยาศาสตร์แห่งความสุข
เบวกลับได้พบแนวคิดที่น่าสนใจ และตั้งคำถามกับตัวเองว่า
เราจำเป็นที่จะต้องเห็นความสุขในทุกๆความทุกข์ เพื่อกลายเป็นคนที่มีความสุข จริงๆหรอ?
และจากงานวิจัยและบทความต่างๆที่นักวิชาการด้านจิตวิทยาเชิงบวกได้ศึกษา ก็ได้เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ “การคิดบวก” ให้กับเบวมากๆ
…ว่าบางที เราอาจไม่จำเป็นต้องเห็นความสุขในความทุกข์ ก็ได้
#เพราะความทุกข์ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องดีเสมอไป
นักวิจัย Richard Tedeschi และ Lawrence Calhoun ได้เสนอว่า หลังจากเผชิญกับวิกฤตหรือเหตุการณ์ที่รุนแรง บางคนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางบวก เช่น เห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้น หรือมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในชีวิตมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกในเชิงวิชาการว่า “**Posttraumatic Growth** หรือ “การเติบโตหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ”
ใช่ค่ะ… หลายๆคนเติบโตขึ้นจากการเผชิญความทุกข์ โดยการมองเหตุการณ์เหล่านั้นในแง่บวก
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “ความทุกข์ เป็นเรื่องที่ดี”
เพราะจริงๆแล้ว ในการเติบโตจากความทุกข์นั้นมีปัจจัยที่ซับซ้อนมากกว่าแค่ปัจจัยเดียว และแต่ละคนก็ต่างเผชิญปัจจัยที่แตกต่างกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้เราสามารถตีความได้ว่า
ความทุกข์ “อาจ” ทำให้เราเติบโตได้ แต่ไม่ได้มี “หน้าที่” ทำให้เราเติบโต
ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างมาก
#การค้นพบความหมายไม่เหมือนกับการบังคับให้มองโลกในแง่ดี
การบอกตัวเองว่า “มันจะต้องมีเรื่องดีอยู่ในนั้นแน่ๆ” แต่ข้างในยังไม่ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น ยังสับสน ยังคงเจ็บปวด
ก็คงจะเหมือนกับการ ซุกฝุ่นไว้ใต้พรม…
”พยายาม” ที่จะมองโลกในแง่ดี ทั้งๆที่ในใจยังไม่เห็นสิ่งดีๆในนั้น
ในขณะเดียวกัน… การบอกตัวเองว่า “เรื่องนี้ทำให้ฉันเจ็บปวด และฉันยังไม่รู้จะจัดการมันยังไง” อาจดูเป็นการ “อ่อนแอ”
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อความรู้สึกแย่ๆ หนักๆ หายไปโดยไม่ต้องพยายาม คุณอาจจะค้นพบได้เองว่า คุณสามารถเรียนรู้จากเรื่องนี้ได้อย่างไร
คุณไม่จำเป็นต้อง “เข้มแข็ง” ตั้งแต่วันแรกที่เจ็บปวดเพื่อก้าวข้ามเรื่องราวเหล่านั้น
และมันอาจจะเป็นเรื่อง “จำเป็น” ที่คุณจะต้องยอมรับ “ความอ่อนแอ” เพื่อค้นพบความหมายที่แท้จริงของการเติบโต
#เพราะการต้องมีความสุขก็สามารถกลายเป็นภาระได้
ความสุขเป็นเรื่องที่ดี และก็ไม่แปลกที่เราต่างก็ต้องการที่จะมีความสุขกันทุกคน
แต่มันจะเป็นยังไงถ้าความสุขเปลี่ยนจากของที่ “มีก็ดี” กลายเป็นของที่ “ต้องมี”
ลองนึกภาพดูว่ามันจะรู้สึกหนักแค่ไหน ถ้าความสุขกลายเป็นของที่ “ต้องมี”
“ฉันต้องมีความสุข ไม่อย่างนั้น…” “ฉันต้องมีความสุข เพื่อที่จะ…” “ฉันต้องมีความสุข เพราะจะได้…”
ถ้าคุณกำลังคิดแบบนี้ “ความสุข” ในความคิดของคุณ อาจเป็น “ภาระ” มากกว่าที่คิด
เพราะนั่นหมายความว่า คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะ “ได้ความสุข” มาครอบครอง
ในขณะที่จริงๆแล้ว ความสุข ไม่ใช่สิ่งของที่คุณต้อง “ไขว่คว้า” หรือ “ครอบครอง” แต่เป็นสิ่งที่คุณจะสัมผัสได้เองเมื่อมันมาถึง
และหากคุณให้ ความสุขเป็นของที่ “มีก็ดี”
เมื่อคุณมีความสุข คุณก็มีแนวโน้มที่จะ รื่นรมย์ และดื่มด่ำกับความสุขนั้นมากกว่า
#แล้วเราต้องทำยังไงเมื่อความทุกข์มาถึง
จากที่เขียนมาทั้งหมด เบวพยายามที่จะให้คุณได้เข้าใจเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆกับ “การมีความสุข” ของคุณ นั่นก็คือ
คุณไม่จำเป็นต้อง “มองโลกในแงดี” หรือ “เห็นความสุข” เมื่อความทุกข์มาเยือน
คุณอาจทำได้ และเป็นเรื่องที่ดีที่คุณทำได้
แต่มันเกินขอบเขตมากเกินไป หากคุณจะ “ต้องทำให้ได้ทุกครั้ง”
คุณอาจอ่อนแอได้ในบางเวลา คุณอาจบ่น ก่นด่าได้ในบางช่วงที่หนักมากๆ
ไม่ใช่เพราะคุณเป็นคนไม่ดี หรือ มองโลกในแง่ร้าย
แต่เพราะคุณเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก และทุกๆความรู้สึกก็มีหน้าที่ของมัน
คุณเพียงแค่ต้อง “ยอมรับ” จากใจว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อความทุกข์มาเยือน
และเมื่อคุณยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากใจ…
มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขที่คุณไม่ต้องพยายามที่จะไขว่คว้า หรือ ต้องบังคับเพื่อให้ได้มา…
…เป็นจุดเริ่มต้นของความสุขที่ทำให้คุณเติบโตได้อย่างแท้จริง…
ด้วยรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเสมอ
และหวังว่าคุณจะรัก เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวคุณเองเช่นกัน
เบว

ที่อยู่

299 Soi Charoen Nakhon 5 , Charoen Nakhon Road , Khlong Ton Sai, Khlong San
Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mind Check Studioผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Mind Check Studio:

ทางลัด

แชร์