Hotnews-365 ข่าวสารประชาสัมพันธ์

 #ฮอตนิวส์365ดร.เพ็ญศรี นำคณะศิษย์หลวงพ่อโอภาสี จัด “มหาทาน” แจกสิ่งของผู้ยากไร้กว่า 2,500 คน อิ่มบุญ อิ่มใจ พลังศรัทธาอ...
06/09/2026

#ฮอตนิวส์365

ดร.เพ็ญศรี นำคณะศิษย์หลวงพ่อโอภาสี จัด “มหาทาน” แจกสิ่งของผู้ยากไร้กว่า 2,500 คน อิ่มบุญ อิ่มใจ พลังศรัทธาอบอวลทั่ววัด

วันที่ 6 กันยายน 2569 เวลา 07.00 น. ที่วัดหลวงพ่อโอภาสี (กุฏิหลวงปู่กิมเส็ง) บรรยากาศยามเช้าเป็นไปด้วยความสงบ ร่มเย็น และเปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธา เมื่อคณะศิษย์หลวงพ่อโอภาสี นำโดย พระยุทธนา ยติโก (มะลิพันธ์) จัดกิจกรรม “มหาทาน” ประจำเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับความเมตตาและความร่วมมือจากคณะศรัทธา โดยมี ดร.เพ็ญศรี พัทธ์วิวัฒนศิริ เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมด้านสาธารณสงเคราะห์และสาธารณประโยชน์ ด้วยการจัดมหาทานและแจกจ่ายสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมและรับมหาทานประมาณ 2,500 คน

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการ “ให้” ตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งของ อาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนการให้ความรู้ การให้อภัย และการแบ่งปันน้ำใจ ซึ่งล้วนเป็นการขัดเกลาจิตใจให้รู้จักเสียสละ ลดความตระหนี่และความเห็นแก่ตัว พร้อมสร้างความสุขให้เกิดขึ้นทั้งกับผู้ให้และผู้รับ

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัด จุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อดูแลประชาชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม โดยได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตราษฎร์บูรณะ นำโดย นางอุสา เพ็งขำ รองประธาน อปพร. เขตราษฎร์บูรณะ คอยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้มาร่วมงาน

สำหรับกิจกรรม “มหาทาน” ถือเป็นการสืบสานปณิธานและคำสอนของ หลวงพ่อโอภาสี ที่มุ่งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนดำเนินชีวิตด้วยหลัก “ทาน ศีล ภาวนา” ควบคู่กับการบำเพ็ญทานบารมี เพื่ออุทิศถวายเป็นกุศลแด่องค์หลวงพ่อโอภาสี และร่วมกันธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ตลอดช่วงเช้า ภายในวัดเต็มไปด้วยภาพแห่งความประทับใจ สาธุชนจากหลากหลายพื้นที่ทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แต่บรรยากาศยังคงเป็นไปด้วยความสงบและเป็นระเบียบ ทุกคนต่างร่วมแบ่งปันน้ำใจด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม

ผู้ให้ต่างอิ่มบุญ ผู้รับต่างอิ่มใจ หลายคนเดินทางกลับพร้อมสิ่งของจำเป็นและรอยยิ้ม ขณะที่ฝ่ายผู้ให้ก็ได้รับความสุขใจจากการได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ภาพของการส่งต่ออาหาร สิ่งของ และน้ำใจจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง จึงมิใช่เพียงการให้ในรูปของวัตถุ หากยังเป็นการส่งต่อกำลังใจและความปรารถนาดีที่อบอวลไปทั่วบริเวณวัด

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมสืบสานกิจกรรมมหาทาน สามารถร่วมบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง สิ่งของจำเป็น หรือปัจจัยได้ทุกวัน ณ ประตู 4 กุฏิหลวงปู่กิมเส็ง ฐิตธัมโม (ปัจจุบันคือกุฏิพระยุทธนา ยติโก) วัดหลวงพ่อโอภาสี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านเพจ “พุทธญาณโอภาสี” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งศรัทธาและการแบ่งปันให้คงอยู่สืบไป

พร้อมกันนี้ คณะผู้จัดงานขอน้อมอาราธนาบารมี หลวงพ่อโอภาสี เป็นที่พึ่งทางใจและขอให้ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และสมหวังในสิ่งอันเป็นกุศลที่ปรารถนา

“อิติสุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ
ปะฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง”

กิจกรรมมหาทานในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของพลังแห่งศรัทธาที่สามารถเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนให้มาพบกันผ่านการ “ให้” เพราะบางครั้งสิ่งของเพียงหนึ่งถุงหรืออาหารเพียงหนึ่งมื้อ อาจมีคุณค่ามากกว่าสิ่งของที่อยู่ภายใน หากสิ่งนั้นมาพร้อมกับ น้ำใจ กำลังใจ และความปรารถนาดีจากผู้ให้ถึงผู้รับ ซึ่งเป็นความสุขที่ส่งต่อและงอกงามได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

 #ฮอตนิวส์365รวบหนุ่มแดนกิมจิตัวการระดับสูงขบวนการหลอกลงทุน ผู้เสียหายเกินกว่า 100 ราย ความเสียหายเกินกว่า 250 ล้านบาท ห...
05/09/2026

#ฮอตนิวส์365

รวบหนุ่มแดนกิมจิตัวการระดับสูงขบวนการหลอกลงทุน ผู้เสียหายเกินกว่า 100 ราย ความเสียหายเกินกว่า 250 ล้านบาท หนีหมายจับอินเตอร์โพล กบดานไทย

สืบ ตม.6 จับมือ สืบ สตม. ล็อกตัวอาชญากรรายสำคัญพบพฤติกรรมเป็นหนึ่งในตัวการระดับสูงรายสำคัญในการชักชวนหลอกเพื่อนร่วมชาติร่วมลงทุน

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. ให้เร่งกวาดล้างชาวต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาหลบซ่อนไทย ทั้งลักลอบหนีคดีจากต่างประเทศ และกลุ่มที่ลักลอบเข้าไทยเพื่อก่อเหตุข้ามชาติ

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.สัญชัย ถิ่นวงษ์แดง รอง ผบก.ฯ ช่วยราชการ สตม. ปฏิบัติราชการ บก.ตม.6, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิดเดชา สองห้อง รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ช่วยราชการ สตม. มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.อ.วุฒิภัทร นภาโชติ ผกก.สส.บก.ตม.6 ประสานการปฏิบัติกับ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม. กรณีได้รับทราบการประสานจาก พ.ต.ท.หญิง กชกร เพิงระนัย นายตำรวจประสานงานประจำสาธารณรัฐเกาหลี ให้ช่วยทำการติดตามจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ก่อคดีเกี่ยวกับขบวนการหลอกลงทุนซึ่งได้หลบหนีเข้ามาที่ประเทศไทย

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมของ กก.สส.บก.ตม.6 นำโดย พ.ต.ท.สิทธิมณ สร้อยภู่ระย้า สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6, ร.ต.ท.ปวเรศ นนทสุต รอง สว. (สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6 และ กก.2 บก.สส.สตม. นำโดย พ.ต.ท.ภูริศ คำหมื่น สว.กก.2 บก.สส.สตม., ร.ต.อ.ณัฐบดินทร์ ปงใจ รอง สว.กก.2 บก.สส.สตม. ได้ทำการสืบสวนและเฝ้าติดตาม โดยผู้ต้องหาดังกล่าวคือ Mr.Lim ซึ่งเป็นตัวการในระดับสูงของขบวนการองค์กรที่ชื่อ "Lucky Nine" ซึ่งดำเนินงาน 12 ศูนย์ทั่วประเทศเกาหลีใต้ (รวมถึง Seolleung, Gold และ Somang) โดยมีสมาชิกใต้บังคับบัญชาดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น หัวหน้าผู้ประสานงาน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการไอที นักพัฒนาโปรแกรม และผู้จัดการฝ่ายการเงิน และระดมทุน โดยอ้างว่าเป็น "ธุรกิจคาสิโน"

ซึ่งโครงสร้างของแผนการ : นักลงทุนจะถูกจัดลำดับตั้งแต่ระดับดาว 1 ถึงดาว 7 โดยได้รับค่าคอมมิชชั่น 3-21% ขึ้นอยู่กับขนาดของเงินลงทุน ก่อให้เกิดระบบการจัดอันดับแบบการตลาดหลายระดับ ในความเป็นจริง เงินทุนเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในการพนันคาสิโนออนไลน์ในต่างประเทศ หรือจ่ายคืนให้กับนักลงทุนรายแรกๆ โดยใช้เงินของนักลงทุนรายหลังๆ มาจ่าย โดยไม่มีเจตนาหรือความสามารถในการสร้างผลกำไรอย่างแท้จริง มีผู้เสียหายกว่า 100 ราย ความเสียหายเกินกว่า 10,000,000,000 วอน ประมาณ 250 ล้านบาทไทย ซึ่งถือเป็นบุคคลอันตรายที่ต้องรีบทำการจับกุม

ชุดสืบสวน ตม.6 ได้ตรวจสอบจากระบบไบโอเมตริกพบว่า Mr.Lim ได้เดินทางเข้าที่ประเทศไทยทางด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ด้วยวีซ่า ผ.90 ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว และได้ไปหลบซ่อนอยู่ตามที่พักต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ บก.ตม.6 ได้ลงพื้นที่ภูเก็ตสืบสวนติดตามอย่างหนัก จนทราบว่าผู้ต้องหาดังกล่าวได้หลบหนีออกจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไปหลบซ่อนอยู่ที่คอนโดหรูแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี จึงได้ทำการประสานความร่วมมือไปยัง กก.2 บก.สส.สตม. ให้ช่วยทำการตรวจสอบและจับกุม

จนกระทั่ง วันที่ 3 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.6 และ กก.2 บก.สส.สตม. ได้เข้าทำการตรวจสอบที่ห้องพักต้องสงสัยว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวได้พักอาศัย จากการตรวจสอบพบชายลักษณะคล้าย Mr.Lim เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและขอทำการตรวจสอบยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวคือ Mr.Lim โดย Mr.Lim ยอมรับว่าปัจจุบันการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยของตนได้สิ้นสุดแล้วจำนวน 260 วัน (overstay 260 วัน) และเป็นบุคคลตามหมายจับของประเทศเกาหลีใต้ และหมายจับอินเตอร์โพลจริง จากนั้น Mr.Lim ได้ยินยอมและนำพาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบห้องพัก

จากการตรวจสอบห้องพัก พบโทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง บัตรเครดิต จำนวน 2 ใบ แท็บเล็ต 1 เครื่อง และของมีค่า จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เนื่องจากเชื่อว่าเป็นสิ่งของที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาจากการกระทำความผิด และส่งมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ เพื่อขยายผลในการสืบหาผู้ร่วมขบวนการรายอื่นที่ได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิให้ทราบ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และเมื่อมีการดำเนินคดีที่ไทยเสร็จแล้วจะได้มีการผลักดันผู้ต้องหาทั้งสองรายกลับไปยังประเทศเกาหลีใต้ต่อไป

พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า เป็นไปตามนโยบาย ของนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สตม. ที่ยังคงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับสากลอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้หลบหนีคดีหรืออาชญากรข้ามชาติ และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบุคคลต่างด้าวที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

 #ฮอตนิวส์365วันที่ 29 สิงหาคม 2569ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ผนึกกำลังสกัดโคคาอีนผสมเคตามีนซุกเครื่องแกงมูลค่าทะลุกว่า 39 ล้...
29/08/2026

#ฮอตนิวส์365

วันที่ 29 สิงหาคม 2569

ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ผนึกกำลังสกัดโคคาอีนผสมเคตามีนซุกเครื่องแกง
มูลค่าทะลุกว่า 39 ล้านบาท ณ ด่านพรมแดนขาเข้า

กรมศุลกากรเดินหน้ายุทธศาสตร์ Social Protector ผนึกกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ ตม. รวบหญิงไทยลักลอบซุกยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) ผสมวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (เคตามีน)
น้ำหนักรวม 13 กิโลกรัม อำพรางมาในกระเป๋าสัมภาระเครื่องแกงผ่านด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก เร่งขยายผล
ถึงผู้ร่วมขบวนการ

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้กำหนดให้
การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระสำคัญของประเทศ โดยมอบหมายให้กรมศุลกากรบูรณาการ
ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ในการยกระดับการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ชายแดน และด่านศุลกากร เพื่อปกป้องประชาชนและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ โดยเน้นการบูรณาการ
ความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของการนำเข้าและส่งออกยาเสพติด

โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและการบริหารการจัดเก็บภาษี และนายพิชยา เจริญสันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4
ที่มุ่งเน้นบทบาทการเป็น Social Protector เพื่อคุ้มครองสังคมและความมั่นคงของประเทศ พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ ตลอดจนสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน

ประกอบกับนโยบายของ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในฐานะประธานกรรมการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านมาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส ที่ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดน ตามข้อสั่งการของศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.)

ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 05.30 น. นายอาทิตย์ ไชยภักดิ์ นายด่านศุลกากร
สุไหงโก-ลก ได้มอบหมายให้ นายกิตติพงศ์ สัจจะธีระกุล ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ดำเนินการตามนโยบายอย่างเคร่งครัด โดยสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอสุไหงโก-ลก และเจ้าหน้าที่ทหารกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย
เข้าปฏิบัติการตรวจสอบเข้มงวด ณ บริเวณด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก (ขาเข้า)

ผลการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ประจำงานพรมแดนสุไหงโก-ลก ณ ช่องตรวจยานพาหนะขาเข้า ได้เรียกตรวจสอบรถจักรยานยนต์รับจ้าง และพบกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารต้องสงสัย จึงได้นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบผ่านเครื่อง X-ray ปรากฏภาพเอกซเรย์มีลักษณะเป็นสีเข้มทึบแสงอัดแน่นตรงกลางและมีน้ำหนักมากผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวผู้เดินทางหญิงชาวไทย ซึ่งเป็นเจ้าของกระเป๋าสัมภาระดังกล่าวจำนวน 2 ใบ มาขอเปิดตรวจต่อหน้า

จากการตรวจสอบภายในกระเป๋าพบว่าเป็นพริกแห้งและเครื่องแกง แต่บริเวณตรงกลางของห่อมีลักษณะหนาผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงใช้มีดกรีดสำรวจพบห่อพลาสติกสีขาวภายใน เมื่อแกะดูพบเป็นก้อนผงสีขาวอัดแน่น จึงได้นำชุดน้ำยาตรวจสารเสพติดของ ปปส. (MARQUIS REAGENT ONCB 051) มาทดสอบเบื้องต้น ปรากฏว่าน้ำยาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล พร้อมทั้งนำส่งตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานจังหวัดนราธิวาส
ผลการตรวจสอบยืนยันว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (โคคาอีน) ผสมกับวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2
(เคตามีน) จำนวนรวม 13 ก้อน น้ำหนักรวม 13 กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายและมูลค่าในท้องตลาดรวมกว่า
39 ล้านบาท

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งของที่มิได้ผ่านพิธีการศุลกากร
ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประมวลกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานยาเสพติดในพื้นที่
จังหวัดนราธิวาส ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งขยายผลกวาดล้างเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติรายนี้ต่อไป

 #ฮอตนิวส์365“สุรศักดิ์” ตรวจเยี่ยมตำรวจท่องเที่ยว ยกระดับความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี ปล่อย CCOC MOBILE–โดรน 128 ลำ เสริมคว...
28/08/2026

#ฮอตนิวส์365

“สุรศักดิ์” ตรวจเยี่ยมตำรวจท่องเที่ยว ยกระดับความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี ปล่อย CCOC MOBILE–โดรน 128 ลำ เสริมความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางตรวจเยี่ยมกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ตรวจความพร้อมของกำลังพล พร้อมปล่อยแถวขบวนรถยนต์ปฏิบัติการเคลื่อนที่ขนาดเล็ก CCOC MOBILE (Micro Bus) จำนวน 4 คัน และรถปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ Drone Surveillance จำนวน 32 คัน พร้อมอากาศยานไร้คนขับ (Drone) จำนวน 128 ลำ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของ 32 สถานี ภายใต้ “โครงการยกระดับความปลอดภัยพื้นที่ควบคุม First Responder” เพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง ตรวจการณ์ และสนับสนุนการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุหรือพื้นที่ท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังได้ส่งมอบชุดอุปกรณ์สำหรับชุดปฏิบัติการสายตรวจอัจฉริยะ Smart Patrol จำนวน 1,250 ชุด ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน อาทิ เสื้อเกราะ/เสื้อสะท้อนแสง วิทยุสื่อสาร และเข็มขัดยุทธวิธี พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ ปืนไฟฟ้า จำนวน 450 ชุด และเครื่องแปลภาษาอัตโนมัติ จำนวน 900 ชุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การประสานงาน และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

นายสุรศักดิ์ฯ ยังได้ตรวจเยี่ยม “ศูนย์รับแจ้งเหตุและปฏิบัติการควบคุมสั่งการตำรวจท่องเที่ยว 1155” พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งศูนย์ดังกล่าวให้บริการนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง รองรับการสื่อสาร 8 ภาษา และเป็นกลไกสำคัญในการรับแจ้งเหตุ ให้ความช่วยเหลือ ประสานงาน และดูแลนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเน้นย้ำว่า “ความปลอดภัย” เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการท่องเที่ยว เพราะการตัดสินใจเดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวหรือคุณภาพการบริการเท่านั้น แต่ความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลและสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์การเดินทาง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินทางอย่างมั่นใจ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์และขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 #ฮอตนิวส์365ถอดรหัสDNA​ปลาหมอคางดำ​ "​ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว" ถ้าปลาหมอคางดำในไทยมี DNA ไม่เหมือนกันทั้งหมด​คำถามจึ...
27/08/2026

#ฮอตนิวส์365

ถอดรหัสDNA​ปลาหมอคางดำ​ "​ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว"

ถ้าปลาหมอคางดำในไทยมี DNA ไม่เหมือนกันทั้งหมด​คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่
"ปลามาจากไหน?"
แต่ต้องถามต่อว่า
"เข้ามากี่ครั้งและเดินทางต่ออย่างไร?"
เมื่อหลักฐานทางพันธุกรรมเริ่มขี้ภาพการระบาดที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
และชี้ว่า
"ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว"
DNA​ กำลังบอกอะไรเรา?
ตลอดหลายปี​ที่ผ่านมา​คำถามเรื่อง
"ต้นตอปลาหมอคางดำ"
กลายเป็นหนึ่งในปริศนาที่สังคมไทย​ยังหาคำตอบร่วมกันไม่ได้
ปลาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร
ใครนำเข้ามา หลุดออกจากระบบเมื่อใด​และเหตุใดจึงแพร่กระจายไปได้ไกล​ถึง​หลายจังหวัด?
คำตอบที่พูดถึงมีหลายแนวทาง​แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิทยาศาสตร์คือ DNA ของปลา
เพราะ DNA ไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกว่า​ "​ปลาตัวนี้เป็นปลาหมอคางดำ" ​แต่ยังสามารถใช้เปรียบเทียบความสัมพันธ์​ระหว่างประชากรปลาในแต่ละพื้นที่เพื่อดูว่าปลาเหล่านั้นมีความใกล้ชิดกันมากน้อยเพียงใด​และอาจมีประวัติการเคลื่อนย้ายอย่างไร​
พูดง่ายๆ​คือ​ถ้าปลาจากคนละพื้นที่มีรูปแบบพันธุกรรมเหมือน​หรือแตกต่างกัน
ข้อมูลเหล่านี้​สามารถ
ต่อจิ๊กซอว์ เส้นทางการแพร่กระจายได้
และนี่คือเหตุผลว่า​ ทำไมเรื่องนี้ต้องดูถึงระดับ DNA
เพราะ
"ข้อสันนิษฐาน"
กับ
"ข้อ​ค้นพบทางวิทยาศาสตร์" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
​ยิ่งตรวจยิ่งเห็นว่า DNA ไม่ได้มีแบบเดียว​
​งานวิจัยล่าสุดเรื่อง​ Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invaive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand

จัดทำโดยคณะนักวิจัยจาก​ สถาบันทรัพยากรทางน้ำ​ และคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งตีพิมพ์ไว้ในวารสาร
Aquaculture Reports
ศึกษาตัวอย่างปลาหมอคางดำถึง 466 ตัวอย่าง​ จาก 20 พื้นที่
นักวิจัยพบ 19​ haplotypes
หรือรูปแบบพันธุกรรมและในจำนวนนี้มีถึง 13​ ​รูปแบบที่พบเฉพาะบางพื้นที่
ความหมายจึงไม่ได้อยู่แค่คำว่า "DNA ต่างกัน" ​แต่ต้องถามต่อว่าต่างกันอย่างไร​และรูปแบบความแตกต่างนั้นกำลังบอกอะไร?
หากปลาหมอคางดำทั้งหมดในประเทศไทย​มาจากแหล่งเดียว​หลุดออกมาจากประชากรตั้งต้นเพียงกลุ่มเดียวแล้วค่อยๆแพร่ขยายต่อกันมาเราคาดหวังว่าจะเห็นลักษณะทางพันธุกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวมากกว่า
แต่สิ่งที่พบกับมีความหลากหลายทางพันธุกรรม​และมีรูปแบบเฉพาะพื้นที่หลายรูปแบบ

นักวิจัยจึงต้องวิเคราะห์ต่อ​ทั้งเครือข่าย​ haplotype ​และความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการก่อนพบความเชื่อมโยงกับประชากรธรรมชาติจากแอฟริกาตะวันตกหลายกลุ่ม
ทั้งกานา โกตดิวัวร์ ​รวมถึงข้อมูลจาก โตโก​และเบนิน​
ข้อมูลเหล่านี้จึงสนับสนุนสมมติฐานสำคัญว่า​
ปลาหมอคางดำในไทยอาจไม่ได้มาจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวหรือแหล่งเดียว
แต่มีความเป็นไปได้ของ​ multiple introductions
หรือการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง

​ไม่ใช่แค่​ "มาจากไหน"... แต่ ​"ถูกพาไปไหนก็สำคัญ" ก็สำคัญ

เรื่องที่น่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่ที่ต้นทางต่างประเทศ​ ​เพราะงานวิจัยยังพบว่าโครงสร้างทางพันธุกรรมของปลา​ในบางพื้นที่ไม่ได้เรียงตัวตามระยะทางภูมิศาสตร์อย่างง่าย
ตัวอย่าง 1 คือประชากรจากสมุทรสงครามซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพบการรุกรานครั้งแรกมีความแตกต่างทางพันธุกรรมอย่างชัดเจนจากประชากรในเพชรบุรีแม้พื้นที่จะมีระบบน้ำเชื่อมต่อกัน
ขณะเดียวกันพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลกันกลับพบรูปแบบพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกัน
นี่จึงเปิดอีกคำถามใหญ่

ถ้าปลาไม่ได้แพร่ไปตามธรรมชาติอย่างเดียว ​แล้วใครหรืออะไรเป็นตัวพามันเคลื่อนที่ ?
นักวิจัยเสนอหลักฐานที่สอดคล้องกับแนวคิด
human-mediated secondary introduction ​หรือการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์ภายในประเทศภายหลัง
โดยเฉพาะการพบ​ haplotype​ เดียวกันในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้​ซึ่งอยู่ห่างไกลกัน
DNA จึงไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนทำ ​แต่กำลังบอกว่าเส้นทางการแพร่กระจายอาจซับซ้อนกว่าการว่ายน้ำจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

​แล้วผลของกรมประมงบอกอย่างไร ?
เมื่อย้อน​กลับไปดูงานศึกษาของกรมประมงก็พบภาพที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
งานวิจัยปี 2563 ซึ่งใช้​เครื่องหมายพันธุกรรม
microsatellite 5 ตำแหน่ง
พบว่าประชากรปลาหมอข้างดำจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีโครงสร้างประชากรแบ่งออกเป็นรายกลุ่มโดยประชากรจากระยองมีความแตกต่างจากกลุ่มสมุดสงครามเพชรบุรีชุมพรและประจวบคีรีขันธ์อย่างชัดเจน​พบว่าประชากรปลาหมอข้างดำจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีโครงสร้างประชากรแบ่งออกเป็นรายกลุ่มโดยประชากรจาก​ ระยองมีความแตกต่างจากกลุ่มสมุทรสงคราม​ เพชรบุรี​ ชุมพร​ และประจวบคีรีขันธ์ อย่างชัดเจน
ต่อมางานของกรมประมงปี 2565​ ​ซึ่งตรวจ​ mitochondrial DNA​ บริเวณ​ D-loop จาก​ 125 ตัวอย่าง​ พบ​ 15​ ​haplotypes
ทั้งรูปแบบที่พบหลายจังหวัดและรูปแบบเฉพาะบางพื้นที่
นั่นหมายความว่าแม้การศึกษาจะใช้วิธีและจำนวนตัวอย่างแตกต่างกันแต่มีข้อเท็จจริง หนึ่ง ที่น่าสนใจร่วมกัน
ปลาหมอคางดำในประเทศไทย​ไม่ได้มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเหมือนกันทั้งหมด
นี่คือจุดที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง
เพราะงานวิจัยแต่ละฉบับอาจตีความเรื่อง​ "​​แหล่งกำเนิด"
แตกต่างกันขณะที่งานล่าสุดซึ่งมีตัวอย่างมากขึ้นและเปรียบเทียบ​กับประชากรจากต่างประเทศสนับสนุนสมมติฐานเรื่อง การนำเข้าหลายครั้ง มากกว่าแหล่งเดียว​
ดังนั้นสิ่งที่ DNA ยืนยันได้กับสิ่งที่เราอนุมาน​จาก DNA จึงต้องแยกออกจากกัน
และนี่อาจเป็นคำถาม
ใหญ่กว่าปลาหมอคางดำ
หากการแพร่ระบาดไม่ได้มีเพียงเส้นทางธรรมชาติและ​มีหลักฐานที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์
คำถามต่อไปจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่
"​ใครนำเข้าปลาหมอคางดำ ​?"
แต่ต้องขยายไปถึงระบบทั้งหมดว่า​ประเทศไทยมีช่องโหว่ตรงไหน​ในการนำเข้าซื้อขายครอบครองและเคลื่อนย้ายสัตว์ต่างถิ่น ​?
เพราะปลาหมอคางดำอาจไม่ใช่บทเรียนแรกของไทย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสัตว์ต่างถิ่นหลายชนิดถูกนำเข้ามาเพื่อการค้าการเลี้ยง​หรือวัตถุประสงค์อื่น​ ​ก่อนบางชนิดจะหลุดรอดและกลายเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศ
ดังนั้น​ ​ปริศนาปลาหมอคางดำจึงอาจไม่ได้มีคำตอบแค่เรื่อง "ต้นทาง"
แต่กำลังพาเราไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า
"​เราปล่อยให้สิ่งมีชีวิตจากต่างถิ่นเดินทางเข้าประเทศ และเดินทางต่อภายในประเทศได้อย่างไร​ ?"
เพราะหาก DNA กำลังบอกว่า ​"ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว" ​สิ่งที่ประเทศไทยต้องถอดรหัสต่อไม่ใช่เพียง DNA ของปลา ​แต่​คือเส้นทางการนำเข้าการเคลื่อนย้าย​และช่องโหว่ของระบบที่ทำให้การระบาดเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก
และคำตอบสุดท้ายว่า
ใครนำเข้า​เมื่อใดและนำเข้ากี่ครั้ง​ ​ยังคงต้องใช้หลักฐานอีกหลายด้าน​ทั้งเอกสารเส้นทางการค้าพยานและข้อมูลจากการบังคับใช้กฎหมาย​มาประกอบกับหลักฐานทางพันธุกรรม
เพราะ DNA อาจบอกเส้นทางของปลาได้แต่ไม่ได้บอกชื่อคน
และนั่นคือเหตุผลที่ปริศนาปลาหมอข้างดำยังไม่จบแค่ผลตรวจ​ DNA

#ปลาหมอคางดำ​ #งานวิจัย​ #วิจัย

 #ฮอตนิวส์365เขตทวีวัฒนา จัดกิจกรรมชุมชนสร้างสรรค์ย่านสกุลทิพย์ "เปิดตลาดน้ำคลองทวีวัฒนา ชูเสน่ห์ริมคลองกระตุ้นเศรษฐกิจช...
22/08/2026

#ฮอตนิวส์365

เขตทวีวัฒนา จัดกิจกรรมชุมชนสร้างสรรค์ย่านสกุลทิพย์ "เปิดตลาดน้ำคลองทวีวัฒนา ชูเสน่ห์ริมคลองกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน"

วันที่22 ส.ค. 69 นางสาวกนกวรรณ เอี่ยมลิ้ม รองปลัดกรุงเทพมหานคร เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน บริเวณริมคลองทวีวัฒนา ชุมชนบ้านจัดสรรสกุลทิพย์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวอัญชลี ศรีสวัสดิ์ ผอ.เขตทวีวัฒนา สข.วานิช สังข์รอด พร้อมประธานชุมชนและชาวบ้านสกุลทิพย์ ร่วมงาน

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมเวิร์กชอป ได้แก่ การสานกระเป๋าและชะลอมด้วยเส้นสานพลาสติก, การประดิษฐ์ธุงมงคล, การทำเครื่องแขวนตาข่ายหน้าช้าง, การเพ้นท์ผ้าด้วยสีอะคริลิก และการปักผ้าชาชิโกะเพื่อผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตของชุมชน นอกนี้ยังเปิดโอกาสให้กับชาวบ้านนำอาหารและเครื่องดื่มต่างๆมาออกร้านจำหน่าย ขายในราคาชุมชนอิ่มได้ตลอดงาน

โดยงานนี้ทางชุมชนสกุลทิพย์จะมีกิจกรรมทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์

 #ฮอตนิวส์365อธิบดีกรมศุลกากรขานรับนโยบายรัฐบาล สานต่อความร่วมมือ ABF ยกระดับการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะยาเสพติ...
22/08/2026

#ฮอตนิวส์365

อธิบดีกรมศุลกากรขานรับนโยบายรัฐบาล
สานต่อความร่วมมือ ABF ยกระดับการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะยาเสพติด

กรมศุลกากรขานรับนโยบายรัฐบาลไทยอย่างเต็มกำลัง หลังร่วมคณะผู้แทนระดับสูงในการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดย Australian Border Force (ABF) ได้เชิญกรมศุลกากรเข้าร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติการร่วมกันโดยเฉพาะยาเสพติดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อวันที่ 17 – 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำคณะผู้แทนระดับสูงของไทยเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะของผู้นำทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งลงนามความตกลงเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) โดยมี นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ร่วมเดินทางไปกับคณะในครั้งนี้

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากนโยบายว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ
ที่ประเทศไทยได้ลงนามร่วมกับประเทศออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะลดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติให้ได้มากที่สุด ซึ่งกรมศุลกากรได้นำนโยบายของนายกรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ
อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในด้านความร่วมมือสกัดกั้นยาเสพติด

สำหรับการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียครั้งนี้ นอกจากจะร่วมคณะกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว กรมศุลกากรยังได้รับเชิญจากหน่วยงาน Australian Border Force (ABF)
ให้ร่วมหารือเพื่อขานรับนโยบายของทั้งสองประเทศ ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมา กรมศุลกากรและ ABF จะมีการบูรณาการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด แต่การหารือในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับและกำหนดแนวทางปฏิบัติจริงให้มี
ความเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางและรูปแบบการลักลอบ การแจ้งเตือนความเสี่ยงระหว่างหน่วยงาน การประสานงานตรวจสอบสินค้าและบุคคลที่มี
ความเสี่ยง การนำเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ การพัฒนาความร่วมมือด้านสุนัขรับตรวจค้น (K-9) ตลอดจนการขยายความร่วมมือไปสู่การสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
อย่างครบวงจร

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวต่ออีกว่า การยกระดับความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากรไทยและ Australian Border Force (ABF) ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการขานรับนโยบายระดับผู้นำประเทศ ที่จะช่วยเพิ่ม
ความเข้มข้นในการป้องกัน สกัดกั้น และตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ABF ได้กล่าวขอบคุณศุลกากรไทยสำหรับการประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและข่าวกรองอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายออสเตรเลีย และนำไปสู่การตรวจยึดและจับกุมยาเสพติดได้เพิ่มขึ้น สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ
ในการร่วมกันสกัดกั้นยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติที่ยังยืนต่อไป

 #ฮอตนิวส์365ตำรวจบางรักบุกค้นบ้าน หลังได้ยินเสียงคล้ายปืน ผงะพบคลังอาวุธ 8 กระบอก พร้อมกระสุน-ดินดำ รวบเจ้าของบ้านวัย 4...
21/08/2026

#ฮอตนิวส์365

ตำรวจบางรักบุกค้นบ้าน หลังได้ยินเสียงคล้ายปืน ผงะพบคลังอาวุธ 8 กระบอก พร้อมกระสุน-ดินดำ รวบเจ้าของบ้านวัย 46 ปี

ตำรวจ สน.บางรัก รับแจ้งเสียงคล้ายอาวุธปืนดังจากบ้านพักย่านมหาพฤฒาราม เร่งเข้าตรวจสอบ ก่อนเจ้าของบ้านและพี่ชายยินยอมให้ตรวจค้น เปิดบ้านพบอาวุธปืนหลากชนิดซุกซ่อนอยู่หลายจุด รวม 8 กระบอก ทั้งปืนไทยประดิษฐ์ ปืน C**t 1911 และปืนลูกโม่ พร้อมกระสุนและดินดำ เจ้าของบ้านวัย 46 ปี อ้างบางกระบอกทำขึ้นเองเพื่อสะสม อีกส่วนเพื่อนนำมาให้ สุดท้ายถูกแจ้งข้อหาครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางรัก รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า มีเสียงคล้ายเสียงปืนดังขึ้นบริเวณบ้านเลขที่ 111 ซอยพระยาดำรงค์ แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนจัดกำลังเข้าตรวจสอบทันที

เมื่อไปถึงบ้านหลังดังกล่าว พบ นายศุภพล ( ขอสงวนนามสกุล ) อายุ 46 ปี พร้อม นายชัชนันท์ ( ขอสงวนนามสกุล ) พี่ชาย ออกมาพบเจ้าหน้าที่และแสดงตัวเป็นเจ้าบ้าน เจ้าหน้าที่จึงขอเข้าตรวจค้น โดยทั้งสองให้ความยินยอมและเป็นผู้นำตรวจค้นภายในบ้าน

ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบเครื่องกระสุนปืนและอาวุธปืนจำนวนมาก โดยบริเวณชั้นลอย ภายในห้องพักของนายศุภพล พบกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 เกจ จำนวน 1 นัด วางอยู่บนที่นอน และพบกระสุนปืนขนาด .22 LR อีก 1 นัด อยู่ภายในถุงกระดาษสีแดงบนชั้นวางของข้างที่นอน

จากการสอบถาม นายศุภพล ยอมรับว่ากระสุนทั้งสองนัดเป็นของตนเอง โดยได้รับมาจากเพื่อนมานานแล้ว

เจ้าหน้าที่จึงตรวจค้นต่อเนื่อง กระทั่งพบ อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ความยาวประมาณ 10 นิ้วครึ่ง วางอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องโถงชั้น 5 ก่อนพบ ปืน C**t 1911 จำนวน 1 กระบอก และปืนลูกโม่อีก 2 กระบอก ขนาดลำกล้องประมาณ 3 นิ้วครึ่ง และ 2 นิ้วครึ่ง ซุกอยู่ภายในกระเป๋าสะพายข้างสีน้ำตาลบริเวณโซฟา

นอกจากนี้ ยังพบ อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ความยาวประมาณ 7 นิ้วครึ่ง พร้อมซองใส่อาวุธปืนสีดำ วางอยู่บนกล่องเหล็กภายในห้องโถงชั้น 5 และพบ อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขนาดประมาณ 6 นิ้วครึ่ง หรือที่เรียกว่า “อีโบ๊ะ” อีก 1 กระบอก วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง โดยมีเครื่องกระสุนบรรจุอยู่ในรังเพลิงอีก 1 นัด

ตรวจค้นต่อไป เจ้าหน้าที่ยังพบ อาวุธปืนไทยประดิษฐ์อีก 1 กระบอก พร้อมดินดำ น้ำหนักรวมภาชนะประมาณ 157.24 กรัม รวมถึงพบ อาวุธปืนไม่ทราบยี่ห้อและรุ่น หมายเลข M2 NO14447 ซุกซ่อนอยู่ภายในตู้โชว์ภายในห้องโถงชั้น 5

รวมของกลางที่ตรวจยึดได้เป็น อาวุธปืน 8 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนและดินดำ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายศุภพลไว้ดำเนินการตามกฎหมาย

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายศุภพล ให้การว่า อาวุธปืนบางกระบอกเป็นปืนที่ตนเองทำขึ้นเพื่อเก็บสะสม ขณะที่บางกระบอกเป็นของเพื่อนที่นำมามอบให้ อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” พร้อมแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบตามกฎหมาย ก่อนนำตัวนายศุภพลพร้อมของกลางทั้งหมดมายัง สน.บางรัก จัดทำบันทึกการจับกุม และส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธ์อ๊ะ ผบก.น.6, พ.ต.อ.นริศ ปารถนาพร รอง ผบก.น.6, พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็ม ผกก.สส.บก.น.6 และ พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก.สน.บางรัก

โดยมี พ.ต.ท.ปิติพัฒน์ เอกอัครภูววัฒน์ รอง ผกก.ป.สน.บางรัก, พ.ต.ท.ธนพรหม ธนอาภากร รอง ผกก.สส.สน.บางรัก และ พ.ต.ท.วิศิษฐ์ สายบัวทอง รอง ผกก.สส.บก.น.6 เป็นผู้สั่งการ

ชุดปฏิบัติการประกอบด้วย ร.ต.อ.วีระนนท์ แสงอริยนันท์ รอง สวป.สน.บางรัก รรท.สวป.สน.บางรัก, ด.ต.ทศพร ขจีแสง, ด.ต.วิษณุ เกตุวิชา, จ.ส.ต.ชาญณรงค์ สุภาษี, ส.ต.ท.ณรงค์วิทย์ อายุคง, ส.ต.อ.ชเลศวร โคตรทารินทร์, ส.ต.อ.จิตวัต สีทอน, ส.ต.ท.หฤเดช ปรเมษฐกุล, ส.ต.ท.ภัทรภัทร์ เจริญพงศ์, ส.ต.ท.ภานุวัฒน์ แก้ววรรณา, ส.ต.ท.ธนภูมิ กองกาญน์ และ ส.ต.ท.สรท ชอบธรรม ผบ.หมู่ (ป.) สน.บางรัก

ฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก นำโดย พ.ต.ท.พิมาล ไพรวิจาร สว.สส.สน.บางรัก, ร.ต.ท.มนชัย แสงทอง, ร.ต.ท.โกวิทย์ สิงห์สุข, ร.ต.ท.ทิวานนท์ โมราชาติ รอง สว.(สส.) สน.บางรัก, ส.ต.อ.จิระวัฒน์ โคตรจันทัด, ส.ต.อ.สุขสันต์ บุญเรือน และ ส.ต.ท.อภิสิทธิ์ เขื่อนคำ ผบ.หมู่ สส.สน.บางรัก

พร้อมด้วยฝ่ายสืบสวน บก.น.6 นำโดย พ.ต.ท.อุทัย สลักคำ สว.สส.บก.น.6, ร.ต.อ.พิษณุ แก่งศิริ, ร.ต.ท.ภัทราวุธ สุประเสริฐ และ ร.ต.ต.วัฒน์วัฒน์ ขันเงิน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า การจับกุมและควบคุมตัวเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย มีการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงการส่งตัวให้พนักงานสอบสวน พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมาย ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 #ฮอตนิวส์365ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี ! มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงก...
21/08/2026

#ฮอตนิวส์365

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี ! มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพฯ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี
วันนี้ (วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อบริจาค จากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร เพื่อลงพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองจอก มีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อาทิ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสุธนี ชยางพัทธ์ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก) อาสาสมัครศิลปิน และนายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) อาสาสมัครศิลปิน ร่วมในพิธี
โดยวานนี้ (วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569) ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายสุหัทย์ ไพรสานฑ์กุล กรรมการ และ นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานประเพณีทิ้งกระจาด (พิธีสงฆ์) โดย คณะสงฆ์จีนนิกาย จากวัดโพธิ์แมนคุณาราม สวดถวายพุทธบูชา พิธีสักการะทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) พิธีสักการะไต้สื่อเอี๊ย พิธีไหว้สุสาน (หลุมบรรพชน) พิธีโปรยทานทิ้งกระจาด โยคะตันตระเปรตพลีอุทิศ (หม่งซัวซีเจี๊ยะ) และพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล โดยมีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมในพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง
สำหรับงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะ “หลวงปู่ไต้ฮงหินหยกขาว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมได้ร่วมงานประเพณีทิ้งกระจาด “ทำบุญ” ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งบนผืนแผ่นแห่งศรัทธา อันเป็นสุสานสาธารณะฝังศพไร้ญาติเก่าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่มีอายุกว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ “ทำทาน” แก่ผู้ยากไร้ การจัดประเพณีทิ้งกระจาด ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ในปีนี้ นับเป็นงานมหาบุญ มหากุศลครั้งใหญ่ครั้งแรกในกว่าร้อยปี
งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้อีก 2 แห่ง ได้แก่ในวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 256 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท
สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป
“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
เกี่ยวกับศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
“ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” “มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร” ถูกสร้างขึ้นบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทย บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ติดกับ “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร กิจกรรม จองคิวรอบเข้าชมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ รวมถึง พิกัดการเดินทางของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Hotnews-365ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์