Thailand FACT Today

Thailand FACT Today Thailand Very Good 😊🙏💛❤

07/06/2026

อยากได้ อยากมี อยากฟรีทุกอย่าง แต่ไม่อยากจ่ายภาษี หาทางเลี่ยงทุกทาง แต่อยากได้ซะหมด😥

07/06/2026

คนมีตังค์ ยอมซื้อ AI Pmium เพื่อสร้างงาน สร้างเงิน พอรัฐจะแจกฟรี ให้ ปชช.เข้าถึง ก็ไปด่ารัฐอีก แล้วบอกอยากได้ความเท่าเทียม

07/06/2026

สื่อช่องหนึ่งปั่นว่า ร้านของฝากเจ๊ง เพราะเศรษฐกิจแย่ น้ำมันแพง ของแพง แต่ดันไม่ยอมพูดว่า ของฝากทั้งหลายมันอยู่ในออนไลน์หมดแล้ว

07/06/2026

บางคนบอกเรื่อง UNCLOS ขอให้ไทยนิ่ง ให้ กพช.ทำฝ่ายเดียว จำได้ไหม ตอนเรานิ่ง เขารุกที่เราเข้ามาเท่าไร ต้องรบ ถึงได้คืน เลิกแบ๊วคับ

โลกชื่นชมไทยต้นแบบปราบสแกมเมอร์เมื่อตัวเลขไม่โกหกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผล...
06/06/2026

โลกชื่นชม
ไทยต้นแบบปราบสแกมเมอร์
เมื่อตัวเลขไม่โกหก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากขบวนการอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ สูญเสียทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท ขณะที่เครือข่ายอาชญากรรมอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย เทคโนโลยี และพื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ
แต่วันนี้ ภาพของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

นานาชาติยกไทย เป็นหนึ่งในตัวอย่างการปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง

นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย คือหนึ่งในนั้น

เธอชื่นชมผลการดำเนินงานของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ และยาเสพติด

จากประเทศที่ต้องรับมือกับปัญหา ไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็น "ผู้นำ" ในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

สิ่งที่ทำให้หลายประเทศจับตามอง ไม่ใช่เพียงการดำเนินคดีภายในประเทศ แต่คือความกล้าหาญในการตัดวงจรอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง

หลายฝ่ายยังจำได้ดีว่า ไทยเคยหย่อนไข่ ทำลายฐานสแกมเมอร์ ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเสียเหี้ยน

และยังป็นประเทศที่ได้รับเกียรติจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime)

สะท้อนความเชื่อมั่นที่โลกมีต่อไทย

ตัวเลขล่าสุดจากศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

บัญชีม้าบุคคลธรรมดาลดลง 76.9%

บัญชีม้านิติบุคคลลดลง 88.4%

ธุรกรรมต้องสงสัยลดลง 66.1%

คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดลง 50.9%

มูลค่าความเสียหายของประชาชนลดลง 63.2%

คิดเป็นความเสียหายที่ลดลงกว่า 1,700 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงประสิทธิภาพของตำรวจหรือหน่วยงานความมั่นคงเท่านั้น แต่สะท้อนว่ารัฐบาลไทยสามารถ "ตัดเส้นเลือดใหญ่" ของขบวนการอาชญากรรมได้สำเร็จ

นั่นคือการตัดบัญชีม้าและเส้นทางการเงินที่ใช้ในการฟอกเงิน

การทำงานของไทย โดยเฉพาะโมเดลการบูรณาการระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านดิจิทัล สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและสกัดเส้นทางการเงินได้แบบเรียลไทม์

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไม่ได้มองปัญหาสแกมเมอร์เป็นเพียงเรื่องอาชญากรรมธรรมดา แต่ยกระดับเป็นปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ

และลงมือทำจริง !!!

06/06/2026

ตัวอย่างตำรวจน้ำดี
ช่วยเหลือประชาชน 🙏❤

ฝนจากฟ้า ช่วยชาวประชาชุ่มฉ่ำหัวใจ“อิมครานิบ 100” ยามะเร็งพระราชทาน ล็อตแรกถึงคลัง กระจาย รพ.ช่วยผู้ป่วยบัตรทอง ในช่วงเวล...
06/06/2026

ฝนจากฟ้า ช่วยชาวประชาชุ่มฉ่ำหัวใจ
“อิมครานิบ 100” ยามะเร็งพระราชทาน ล็อตแรกถึงคลัง กระจาย รพ.ช่วยผู้ป่วยบัตรทอง

ในช่วงเวลาที่หลายครอบครัวต้องเผชิญกับโรคร้ายอย่าง "มะเร็ง" สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่แค่ตัวโรค แต่คือค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงจนบางคนแทบหมดหวัง

คนไทยจำนวนไม่น้อยเคยมีประสบการณ์เห็นคนในครอบครัวต้องขายทรัพย์สิน กู้หนี้ยืมสิน หรือวิ่งหาความช่วยเหลือจากทุกทิศทุกทาง เพียงเพื่อให้คนที่รักได้มีโอกาสรักษาชีวิตต่อไป

โดยเฉพาะ "ยามุ่งเป้า" ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ในอดีตกลับมีราคาสูงจนผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้

นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ทำให้ข่าวการที่ประเทศไทยสามารถผลิตยา "อิมครานิบ" ได้เอง จึงเป็นเรื่องที่ต้องยินดี

นี้คือโอกาส ความหวัง
ของประชาชนทั้งประเทศ

เพราะเบื้องหลังของยาเม็ดเล็ก ๆ นี้ คือโอกาสในการมีชีวิตอยู่ต่อของผู้ป่วยจำนวนมาก

คือความหวังของครอบครัว
และคือการลดภาระที่เคยหนักอึ้งอยู่บนบ่าของคนไทยมานานหลายปี

ภายใต้พระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ประเทศไทยได้เดินหน้าอย่างจริงจังในการสร้างความมั่นคงทางยา

เป็นการสร้างองค์ความรู้ สร้างบุคลากร สร้างโรงงาน และสร้างศักยภาพในการผลิตยาของคนไทยเอง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ คือ "อิมครานิบ 100" ยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและเริ่มส่งมอบเข้าสู่ระบบบัตรทองแล้ว

ล่าสุด ยังมีการอนุมัติ "อิมครานิบ 400" เพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในขนาดสูง ลดจำนวนเม็ดยาที่ต้องรับประทาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

ความสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการผลิตหลายล้านเม็ดต่อปีเท่านั้น

แต่อยู่ที่การเปลี่ยนประเทศไทยจาก "ผู้ซื้อ" ให้กลายเป็น "ผู้ผลิต"

จากประเทศที่ต้องรอความช่วยเหลือ ให้กลายเป็นประเทศที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้โลกเห็นชัดว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง เงินอย่างเดียวอาจซื้อยาไม่ได้

หลายประเทศกักตุนยา

หลายประเทศจำกัดการส่งออก

หลายประเทศให้ความสำคัญกับประชาชนของตนเองก่อน

ต่อให้มีงบประมาณมากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหาซื้อยาได้ทันเวลา

ดังนั้น สิ่งที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กำลังทำ คือการสร้าง "หลักประกันความมั่นคงของชาติ" อีกรูปแบบหนึ่ง

คือความสามารถในการดูแลชีวิตประชาชนยามเกิดวิกฤติ

น่าสนใจว่า หากเปรียบเทียบกับยาต้นแบบจากต่างประเทศ ราคาของยาที่ผลิตในประเทศอาจต่ำกว่าหลายสิบเท่า
นั่นหมายความว่า งบประมาณที่เคยไหลออกนอกประเทศ จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
คนไทยได้งาน
คนไทยได้พัฒนาเทคโนโลยี
คนไทยได้องค์ความรู้
และคนไทยได้เข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น
นี่คือผลตอบแทนที่มากกว่าตัวเลขในบัญชีรายรับรายจ่ายของรัฐ

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงข่าวเล็ก ๆ ในวงการสาธารณสุข

แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวของพวกเขา

นี่อาจเป็นข่าวดีที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

การที่ผู้ป่วยบัตรทองมีโอกาสเข้าถึงยาที่เคยมีราคาสูง

การที่รัฐสามารถส่งมอบยาไปถึงโรงพยาบาลทั่วประเทศ

สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากพระอัจฉริยะภาพ แลัความทุ่มเทเสียสละ หลายต่อหลายทศวรรษ เพื่อคนไทย

ฟ้า ได้สร้างฝนลงมา

ให้ความเย็นของหยดน้ำ

ได้ชะโลมหัวใจผู้ทุกข์ร้อน

"ฝนจากฟ้า"

ได้ตกลงมาบนหัวใจของผู้ป่วยและ

ครอบครัวที่กำลังเฝ้ารอความหวัง

ความหวัง และโอกาสที่ได้รับนี่เอง

มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด

#ทรงพระเจริญ

รัฐกำลังตัดสิทธิ์ลูกกตัญญู หรือกำลังปิดช่องว่างการรับสิทธิซ้ำซ้อน?ยอมรับว่า ตอนเห็นข่าวครั้งแรก ผมก็เข้าใจคนที่ออกมาบ่นน...
05/06/2026

รัฐกำลังตัดสิทธิ์ลูกกตัญญู
หรือกำลังปิดช่องว่างการรับสิทธิซ้ำซ้อน?

ยอมรับว่า ตอนเห็นข่าวครั้งแรก ผมก็เข้าใจคนที่ออกมาบ่นนะ

ถึงคนเริ่มเรื่องนี้จะเป็นคุณ ศรกญ

ผมก็พยายามจะเข้าใจนะ

เพราะถ้ามองผิวเผิน มันเหมือนกับว่า ลูกส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่อยู่ดี ๆ กลับกลายเป็นว่าพ่อแม่อาจเสียสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ใครเห็นก็ต้องรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม

แต่พอลองอ่านรายละเอียดมากขึ้น ผมคิดว่าประเด็นนี้อาจมีอีกด้านที่ควรพูดถึงเหมือนกัน

เพราะสิ่งที่รัฐกำลังพยายามทำ ไม่ได้อยู่ที่การลงโทษ "ลูกกตัญญู"

แต่อยู่ที่การทำให้ระบบสวัสดิการกับระบบภาษีสอดคล้องกันมากขึ้น

ลองคิดง่าย ๆ

ถ้าลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะ "ผู้อุปการะเลี้ยงดู"

ขณะเดียวกัน พ่อแม่ก็ขอรับสวัสดิการจากรัฐในฐานะผู้ที่ยังต้องได้รับความช่วยเหลือ

รัฐย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และควรจัดสรรงบประมาณอย่างไรให้ตรงเป้าหมายมากที่สุด
เพราะเงินสวัสดิการทุกบาท ก็คือเงินภาษีของประชาชน

แน่นอนว่า ผมเห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาเตือนว่า เกณฑ์นี้อาจยังแข็งเกินไป

คนเงินเดือน 30,000 บาทในกรุงเทพฯ ที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน ไม่ได้แปลว่าเป็นคนมีฐานะ
การใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่ได้แปลว่ามีศักยภาพดูแลพ่อแม่ได้ทั้งหมด

ดังนั้น รัฐอาจต้องรับฟังเสียงสะท้อนและพิจารณาเกณฑ์ที่ละเอียดขึ้นในอนาคต เช่น การดูรายได้ของบุตรประกอบ หรือเปิดช่องอุทธรณ์ในกรณีที่มีภาระดูแลจริง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ควรยอมรับเช่นกันว่า รัฐมีหน้าที่คัดกรองผู้รับสวัสดิการให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะหากไม่คัดกรองเลย สังคมก็จะตั้งคำถามอีกว่า งบประมาณกำลังถูกใช้กับผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริงหรือไม่

สำหรับผม เรื่องนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง "ลูกกตัญญู" กับ "รัฐใจร้าย"

แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริง กับการทำให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้ได้อย่างตรงเป้าหมายที่สุด

05/06/2026

พี่วิน ทำให้เมืองไทยน่าอยู่ขึ้นเยอะ

ภารกิจชาติ !!!! วันนี้ สีหศักดิ์ได้แฉเขมร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ เมื่อกัมพูชาพยายามใช้ UNCLOS เปิดทางสู่ทรัพยากรพื้นท...
05/06/2026

ภารกิจชาติ !!!! วันนี้ สีหศักดิ์ได้แฉเขมร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ เมื่อกัมพูชาพยายามใช้ UNCLOS เปิดทางสู่ทรัพยากรพื้นที่ทับซ้อน

สถานการณ์ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา กำลังเดินเข้าสู่จุดที่ละเอียดอ่อน

ภายหลังรัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจใช้กลไกการประนีประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยว่าประเทศไทยกำลังถูกลากเข้าสู่เกมของกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศ

หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ การที่นายสีหศักดิ์เชิญคณะทูตานุทูต ผู้แทนสถานทูต กงสุล และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศกว่า 70 คน เข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวโดยตรง

หากพิจารณาจากท่าทีและการดำเนินงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะพบว่าฝ่ายไทยไม่ได้อยู่ในสถานะตั้งรับ หากแต่กำลังดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในทุกมิติ ทั้งด้านการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และการสื่อสารต่อประชาคมโลก

การดำเนินการเช่นนี้มีความหมายมากกว่าการชี้แจงข้อมูลทั่วไป เพราะในข้อพิพาทระหว่างประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการต่อสู้ทางกฎหมาย คือการต่อสู้ทางการรับรู้และความเข้าใจของประชาคมโลก

การเรียกคณะทูตต่างประเทศเข้ารับฟังคำชี้แจงโดยตรงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงถือเป็นการรักษาพื้นที่ทางการทูตของประเทศไทย และเป็นการยืนยันต่อประชาคมโลกว่าประเทศไทยมีเหตุผล มีข้อเท็จจริง และพร้อมอธิบายจุดยืนของตนเองอย่างเปิดเผย

พร้อมกันนั้น นายสีหศักดิ์ยังได้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างของกัมพูชาที่ระบุว่าการยกเลิก MOU44 ทำให้ไม่มีช่องทางเจรจาทวิภาคีเหลืออยู่ จึงจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ

ฝ่ายไทยชี้ให้เห็นว่า ในการหารือระดับผู้นำระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชายังคงมีช่องทางสื่อสารและเจรจากันโดยตรง และประเทศไทยได้เสนอให้ใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ในลักษณะการเจรจาโดยสมัครใจก่อน หากไม่สามารถหาข้อยุติได้จึงค่อยพิจารณากลไกระดับถัดไป

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยไม่ได้ปฏิเสธการเจรจา แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่กัมพูชาข้ามขั้นตอนการพูดคุยระหว่างสองประเทศ แล้วเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับทันที

อีกประเด็นที่สะท้อนถึงการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติอย่างชัดเจน คือ การที่นายสีหศักดิ์ออกมาคัดค้านความพยายามของกัมพูชาที่ต้องการขยายขอบเขตการประนีประนอมภาคบังคับให้ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาทรัพยากรร่วมในพื้นที่ทับซ้อน แม้ว่าการเจรจาเรื่องเขตแดนจะยังไม่มีข้อยุติก็ตาม

สำหรับฝ่ายไทย ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศโดยตรง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและพลังงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

ในมุมของฝ่ายไทย เรื่อง “เขตแดน” กับ “การพัฒนาทรัพยากร” เป็นคนละเรื่องกัน และการนำทั้งสองเรื่องมาผูกเข้าด้วยกัน อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยในระยะยาว

พื้นที่พิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเส้นแบ่งเขตบนแผนที่ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อกันว่ามีศักยภาพด้านปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติมหาศาล ซึ่งอาจมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทในอนาคต

ดังนั้น หากปล่อยให้เกิดกระบวนการพูดคุยเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ก่อนที่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนจะมีความชัดเจน ย่อมมีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกกดดันให้เข้าสู่กรอบการเจรจาที่อาจส่งผลต่อสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศในภายหลัง

นี่คือเหตุผลสำคัญที่นายสีหศักดิ์ยืนยันว่า การประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ควรจำกัดอยู่เฉพาะประเด็นเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่ควรถูกขยายไปสู่เรื่องการพัฒนาพื้นที่ร่วม หรือการแบ่งปันทรัพยากรตามที่กัมพูชาพยายามเสนอ

หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ กัมพูชากำลังใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางการเมืองและการทูตต่อไทย

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา พยายามนำประเด็นนี้ขึ้นพูดในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ต่อประชาคมโลกว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหา ขณะที่ไทยเป็นฝ่ายที่ต้องถูกจับตามอง

แต่ท่าทีของไทยภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์กลับเลือกใช้แนวทางที่แตกต่าง

แทนที่จะปฏิเสธหรือเดินออกจากกระบวนการ ไทยเลือกส่งผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศเข้าไปอยู่ในกระบวนการอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมคัดค้านทุกประเด็นที่เห็นว่าเกินขอบเขตของ UNCLOS

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยกำลังส่งคนเข้าไป “ประกบ” กัมพูชาในทุกเวที เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่อีกฝ่ายสามารถเล่าเรื่องเพียงฝ่ายเดียวต่อประชาคมโลก

ยิ่งไปกว่านั้น นายสีหศักดิ์ยังย้ำชัดว่า ผลของกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเหมือนคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศ

นั่นหมายความว่า ต่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปเป็นเวลาหลายปี ผลสุดท้ายก็ยังต้องกลับมาสู่โต๊ะเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ดี

ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่ไทยกำลังสูญเสียอธิปไตย หรือถูกบังคับให้ยอมรับเงื่อนไขใด ๆ

ในทางกลับกัน สิ่งที่เห็นคือความพยายามของฝ่ายไทยในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ประเด็นเรื่องทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่ไทยยังไม่ได้ให้ความยินยอม

และหากอ่านจากถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์อย่างละเอียด จะพบว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดของฝ่ายไทยในเวลานี้ คือการป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดน ถูกขยายผลไปสู่การต่อรองเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนที่ทุกอย่างจะมีความชัดเจนทางกฎหมาย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่อยู่ใต้ทะเล ไม่ใช่เพียงแค่เส้นเขตแดน แต่คือทรัพยากรและผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศในอนาคต และนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังพยายามปกป้องอยู่ในเวลานี้

อ่านข่าว

https://www.nationtv.tv/news/politics/378978372

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thailand FACT Todayผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์