Brand Buffet Business Marketing Creativity
อ่านเพลินๆ http://www.brandbuffet.in.th/
Call +66971494428 +66896666228
(4)

ส่งหมายงานแถลงข่าว / ติดต่อโฆษณา >> [email protected]
Tel : 097-149-4428

อาจารย์มหาวิทยาลัย เตือน นศ. Gen Z ไม่ถนัดอ่านเนื้อหายาว พร้อมโยนให้ AI สรุปแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจำนวนหนึ่...
08/06/2026

อาจารย์มหาวิทยาลัย เตือน นศ. Gen Z ไม่ถนัดอ่านเนื้อหายาว พร้อมโยนให้ AI สรุปแทน
อาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจำนวนหนึ่งเริ่มออกโรงเตือนเกี่ยวกับนักศึกษา Gen Z หลังพบว่าเด็กเหล่านี้ขาดทักษะในการอ่านหนังสือมากกว่าคนรุ่นก่อน
ทั้งนี้ สิ่งที่อาจารย์มหาวิทยาลัยพบเกี่ยวกับนักศึกษา Gen Z ก็คือ พวกเขาไม่สามารถอ่านบทความยาว ๆ ได้มากเท่ากับนักศึกษาในอดีต และเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว อาจารย์บางส่วนก็มีการปรับรูปแบบการสอนให้เข้ากับนักศึกษายุคใหม่ เช่น การอ่าน (ออกเสียง) ไปพร้อมกับเด็ก ๆ ในห้องเรียน แต่ก็มีอาจารย์อีกบางส่วนที่มองว่า การทำเช่นนั้นเป็นการประคบประหงมเด็ก ๆ มากเกินไป และจะทำให้พวกเขาขาดทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเองในอนาคต
ไม่เฉพาะนักศึกษารุ่นใหม่ แต่ข้อมูลจาก YouGov ซึ่งทำการสำรวจคนอเมริกันในปี 2025 ยังพบด้วยว่า 59% ของอเมริกันชนอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียวเท่านั้น โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 4% ที่อ่านหนังสือมากกว่า 50 เล่ม และยังพบด้วยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนอเมริกันอ่านหนังสือน้อยลงประมาณ 40% เลยทีเดียว
การสำรวจของ YouGov ยังพบด้วยว่า คนอเมริกันที่อายุระหว่าง 18 – 29 ปีนั้น อ่านหนังสือเพียง 5.8 เล่มในปี 2025 ส่วนเด็ก ๆ ที่อายุระหว่าง 8 – 18 ปีนั้น พบว่า มีเพียง 34.6% ที่ยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือในเวลาว่าง
ด้านเว็บไซต์ Fortune ได้มีการสัมภาษณ์อาจารย์มหาวิทยาลัยถึงวิธีรับมือกับนักศึกษารุ่นใหม่ โดยอาจารย์บางรายให้นักศึกษาอ่านไปพร้อม ๆ กันในห้องเรียน แต่ก็พบปัญหาต่อไปด้วยว่า นอกจากเด็กรุ่นใหม่จะไม่อ่านแล้ว เมื่อต้องอ่าน เด็ก ๆ ยังไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่ตนเองอ่านอีกด้วย
ขณะที่อาจารย์อีกรายหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Notre Dame บอกว่า นักศึกษาหันไปใช้ AI สรุปเนื้อหายาว ๆ ให้แทน นอกจากนั้นยังวิเคราะห์ว่า นักศึกษารุ่นใหม่ถนัดกับการอ่านแบบสแกน ซึ่งวิธีนี้อาจเหมาะกับเนื้อหาประเภทข่าว แต่สำหรับการอ่านบทความหรือเนื้อหาที่มีความซับซ้อนอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมนัก
จากความเปลี่ยนแปลงนี้ พบว่ามีความพยายามนำสื่อประเภทวิดีโอ พอดแคสต์ หรือแม้แต่ AI เข้ามาช่วยในการเรียนรู้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสามารถในการอ่านเนื้อหายาวและซับซ้อนยังคงเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงาน โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูล ตีความเอกสาร ฯลฯ จึงไม่แปลกหากจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยเริ่มตั้งคำถามถึงความท้าทายแบบใหม่ที่สังคมต้องเผชิญ นั่นคือการที่ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถในการตีความ ทำความเข้าใจ และคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งอาจไม่ได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็น

#ทักษะการอ่าน

"การบินไทย" ปั้นมาสคอต 5 คาแรกเตอร์ ชูเครื่องมือการตลาด สื่อสารนักเดินทางรุ่นใหม่ ต่อยอดรายได้ธุรกิจรีเทล ครบรอบ 66 ปี "...
08/06/2026

"การบินไทย" ปั้นมาสคอต 5 คาแรกเตอร์ ชูเครื่องมือการตลาด สื่อสารนักเดินทางรุ่นใหม่ ต่อยอดรายได้ธุรกิจรีเทล
ครบรอบ 66 ปี "การบินไทย" เดินหน้าใช้ Marketing Tools เจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ด้วย "มาสคอต" (Mascot) 5 คาแรกเตอร์ แก๊ง Junior Sky Explorer เพื่อสร้างเอจเกจและสร้างแบรนด์ในกลุ่มนักเดินทางวัยจิ๋ว ดึงพ่อแม่ซื้อซ้ำ
ในงานเปิดตัวมาสคอตมี "แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์" (น้องเกล) ร่วมงานในฐานะ “Junior Air-bassador”
จากทำวิจัยพบว่า มาสคอตที่จะมีอายุยืนยาว ต้องเป็นสัตว์ การบินไทยจึงค้นคว้าสัตว์ที่เกี่ยวกับประเทศไทย สรุปออกมาเป็น ช้าง แมว ควาย นก และ ไก่ชน
Junior Sky Explorer เป็นกลุ่มมาสคอตชุดแรกของ "การบินไทย" ภายใต้แนวคิด “Dream Big, Fly Far” หรือ “ฝันที่ใหญ่บินไกลสุดฟ้า” ออกแบบเพื่อนักเดินทางรุ่นเยาว์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ที่คนไทยคุ้นเคย ต่อยอดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างความสุข ความผูกพัน และประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่เด็กและครอบครัว
สามารถต่อยอดไปสู่ความบันเทิงบนเครื่องบิน สินค้าลิขสิทธิ์ และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ธุรกิจรีเทลในระยะยาว
กลุ่มมาสคอต Junior Sky Explorer ประกอบด้วย 5 คาแรกเตอร์ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยผ่านบุคลิกที่หลากหลายและมีความเป็นอินเตอร์ ได้แก่
1. Panjaa “เบญจา (เบญ)” ไก่ชนจากพิษณุโลก ผู้นำผู้กล้าหาญ
2. Iyara “ไอยรา (ไอซ์)” ช้างไทยจากสุรินทร์ ผู้พิทักษ์แสนอบอุ่น
3. Wela “วิฬาร์ (เว)” แมววิเชียรมาศจากพระนครศรีอยุธยา ตัวแทนความสง่างามและโชคดี
4. Thui “ทุย” ควายน้ำทะเลน้อยจากพัทลุง เพื่อนผู้ซื่อสัตย์
5. Rika “ริก้า” นกเอี้ยงสาริกาจากสงขลา อัจฉริยะตัวจิ๋วผู้เปี่ยมไหวพริบ
คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าวิธีคิดการทำ "มาสคอต" ของการบินไทย เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างความผูกพันกับผู้โดยสารตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งในแต่ละปีมีผู้โดยสาร 20 ล้านคน เป็นกลุ่มเด็กอายุ 2-12 ปี จำนวน 300,000 คน ในกลุ่มนี้เป็นสมาชิก Royal Orchid Plus (ROP) 33,000 คน
"การบินไทย" จึงใช้มาสคอตสร้างเอนเกจกับนักเดินทางรุ่นเยาว์ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จึงต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อให้จดจำแบรนด์การบินไทยตั้งแต่เด็ก และสร้างการซื้อซ้ำจากฝั่งผู้ปกครอง ที่เห็นว่าลูกชื่นชอบมาสคอต
นอกจากนี้ยังต่อยอดสร้างแหล่งรายได้ใหม่ พัฒนาทั้งอีโคซิสเต็ม ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์และการผลิตสินค้ามาสคอต เช่น ของที่ระลึก บัตร Sky Junior สำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus รุ่นเยาว์ เกมบนเครื่องบิน สินค้าสแน็กใช้แพคเกจจิ้้งมาสคอต
ในอนาคต "การบินไทย" เตรียมพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับ “นักผจญภัยตัวน้อย” ผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH)โดยเชื่อมโยงเรื่องราวของมาสคอตกับจังหวัดต้นกำเนิด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา พัทลุง พิษณุโลก สุรินทร์ และสงขลา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับผู้โดยสารมากขึ้น
"วันนี้เราไม่ได้เพียงเปิดตัวมาสคอตของการบินไทย แต่กำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์กับนักเดินทางรุ่นใหม่ในอนาคต"

#การบินไทย

‘สุกี้ตี๋น้อย’ โดนพิษ 60/40 ขอปิดปรับปรุง 3 สาขา เพจ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ระบุ เนื่องด้วย “ไทยช่วยไทยพลัส “ เป็นโครงการช่วยเหล...
08/06/2026

‘สุกี้ตี๋น้อย’ โดนพิษ 60/40 ขอปิดปรับปรุง 3 สาขา
เพจ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ระบุ เนื่องด้วย “ไทยช่วยไทยพลัส “ เป็นโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย SME ซึ่งเป็นโครงการที่ดี ประสบความสำเร็จอย่างสูง 👍🏻

ตี๋น้อย! เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ จึงทำให้ลูกค้าสุกี้ตี๋น้อย น้อยลงอย่างชัดเจน

📌 ตี๋น้อย! จึงถือโอกาสที่ลูกค้าน้อยลง ปิดปรับปรุงสาขาที่เปิดมาเกิน 6 ปี จำนวน 3 สาขา ดังนี้

1. สาขาลำลูกกา คลอง 2
ปิดปรับปรุงตั้งแต่ 9 มิ.ย. 69

2. สาขาเดอะเซ้นส์ ปิ่นเกล้า
ปิดปรับปรุงตั้งแต่ 17 มิ.ย. 69

3. สาขาลาดพร้าว-วังหิน
ปิดปรับปรุงตั้งแต่ 23 มิ.ย. 69
ทั้งนี้ ทางเพจยังแจ้งด้วยว่า ทั้ง 3 สาขา จะกลับมาให้บริการ เดือน ต.ค. 69 หลังจบโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส

#ไทยช่วยไทยพลัส #สุกี้ตี๋น้อย

สตาร์ทอัพแคนาดา ออกไอเดียจับคู่ร้านอาหาร-ออฟฟิศ เลี้ยงมื้อกลางวันพนักงานท่ามกลางกระแสการทำงานแบบ Hybrid และความท้าทายที่...
08/06/2026

สตาร์ทอัพแคนาดา ออกไอเดียจับคู่ร้านอาหาร-ออฟฟิศ เลี้ยงมื้อกลางวันพนักงาน
ท่ามกลางกระแสการทำงานแบบ Hybrid และความท้าทายที่หลายองค์กรกำลังเผชิญในการดึงพนักงานกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศ ธุรกิจ Catering ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ได้ออกไอเดีย และเข้ามามีส่วนร่วมในเกมดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ โดยพวกเขาเปลี่ยนตัวเองจากผู้ให้บริการอาหารจัดเลี้ยงแบบดั้งเดิม สู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงร้านอาหารท้องถิ่น เข้ากับองค์กรที่ต้องการจัดอาหารกลางวันหรือกิจกรรมสำหรับพนักงานแทน
บริการดังกล่าวมีชื่อว่า Nuu Platform พัฒนาโดย Nuu Catering โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางคัดสรรและจัดหาอาหารจากร้านอาหารพาร์ทเนอร์ให้กับบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีขึ้นผ่านมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นการจัดเลี้ยงในโอกาสพิเศษ การประชุมภายใน หรือการจัดอาหารกลางวันประจำสัปดาห์ให้กับพนักงาน
จุดเด่นของโมเดลนี้คือการสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย ฝั่งร้านอาหารสามารถเข้าถึงลูกค้าองค์กร และสร้างรายได้เพิ่มเติมแทนการพึ่งพายอดขายจากหน้าร้านเพียงอย่างเดียว ขณะที่องค์กรสามารถใช้มื้ออาหารเป็นเครื่องมือในการสร้างความผูกพันระหว่างพนักงาน กระตุ้นให้เกิดการพบปะพูดคุย และเพิ่มบรรยากาศการทำงานร่วมกันในยุคที่หลายคนคุ้นเคยกับการทำงานจากระยะไกล
นอกจากนี้ Nuu Platform ยังขยายบทบาทจากการเป็นผู้จัดหาอาหารไปสู่การเป็นผู้ช่วยจัดกิจกรรมภายในองค์กร โดยสามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลหน้างาน จัดเตรียมพื้นที่ เสิร์ฟอาหาร และจัดหาเกมหรือกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมภายในทีม ทำให้องค์กรไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการจัดการรายละเอียดเหล่านี้ด้วยตนเอง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจ Catering ในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องรสชาติของอาหารอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างประสบการณ์และวัฒนธรรมองค์กร โดยมี “อาหาร” เป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน
โมเดลของ Nuu ยังเป็นไอเดียที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีร้านอาหารขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป หากมีผู้เล่นเข้ามาพัฒนาแพลตฟอร์มลักษณะเดียวกัน ก็อาจช่วยเชื่อมต่อร้านอาหารเหล่านี้เข้ากับองค์กร บริษัท หรืออาคารสำนักงานที่ต้องการจัดอาหารให้พนักงานได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

การ์ทเนอร์ เปิดผลสำรวจ พบองค์กรที่มีการทดลอง หรือนำธุรกิจอัตโนมัติ (Autonomous Business) มาใช้ ประมาณ 80% มีการปรับลดจำน...
07/06/2026

การ์ทเนอร์ เปิดผลสำรวจ พบองค์กรที่มีการทดลอง หรือนำธุรกิจอัตโนมัติ (Autonomous Business) มาใช้ ประมาณ 80% มีการปรับลดจำนวนพนักงานลง
ผลสำรวจนี้มีผู้ตอบเป็นนักบริหารทั่วโลกจำนวน 350 ราย ในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2568 เพื่อทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันของธุรกิจอัตโนมัติในระดับองค์กร โดยองค์กรที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ต้องมีรายได้ประจำปีทั่วทั้งองค์กรอย่างน้อย 1 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือเทียบเท่า และต้องเป็นองค์กรที่กำลังทดลองใช้หรือได้ติดตั้งเทคโนโลยีอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อไปนี้ ได้แก่ เอไอเอเจนต์ (AI Agents), ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Automation) หรือเทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูง (Autonomous Technologies)
ด้านฮเลน พอยเตอแวง (Helen Poitevin) รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ ให้ความเห็นว่า “ซีอีโอจำนวนมากหันไปใช้วิธีเลิกจ้างพนักงานเพื่อให้เห็นถึงผลตอบแทนอย่างรวดเร็วจากการใช้ AI อย่างไรก็ตาม ทัศนคติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด การลดจำนวนพนักงานอาจช่วยสร้างพื้นที่ว่างในงบประมาณได้ แต่ไม่ได้สร้างผลตอบแทน องค์กรที่สามารถเพิ่ม ROI ได้นั้น ไม่ใช่องค์กรที่กำจัดความจำเป็นในการใช้คน แต่คือองค์กรที่เสริมศักยภาพของคนให้สูงขึ้น ผ่านการลงทุนอย่างจริงจังในด้านทักษะ ตำแหน่งงาน และโมเดลการดำเนินงานที่ช่วยให้มนุษย์สามารถแนะนำและขยายขีดความสามารถของระบบอัตโนมัติได้”
การ์ทเนอร์คาดการณ์ด้วยว่า ในปี 2569 นี้ มูลค่าการใช้จ่ายในซอฟต์แวร์เอไอเอเจนต์จะสูงถึง 206,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2570 จะเพิ่มแตะ 376,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมากจากในปี 2567 ที่มีมูลค่า 86,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนความต้องการแรงงานมนุษย์จะกลับมาเติบโตในช่วงปี 2571-2572 โดยมีธุรกิจอัตโนมัติเป็นตัวสร้างงานใหม่ ๆ ที่ AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้

"รวิศ หาญอุตสาหะ" สรุป 3 คำสำคัญ "ยอมรับ-กล้า-เข้าใจ" คาถาความสำเร็จ ในยุค Work-Life Evolution โลกการทำงานเปลี่ยนไป ขณะท...
07/06/2026

"รวิศ หาญอุตสาหะ" สรุป 3 คำสำคัญ "ยอมรับ-กล้า-เข้าใจ" คาถาความสำเร็จ ในยุค Work-Life Evolution
โลกการทำงานเปลี่ยนไป ขณะที่ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้นการเติบโตในแบบฉบับตัวเองที่มีความสุขในการใช้ชีวิตและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องทำอย่างไร
ชวนมาติดอาวุธและหาคำตอบ เพื่อให้การใช้ชีวิตและการทำงานพร้อมวิวัฒนาการไปสู่อีกสิ่งร่วมกันกับ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ซีอีโอ ศรีจันทร์ และ Mission To The Moon Media ในหัวข้อ Work-Life Evolution ความหมายของ “ความสำเร็จ” เมื่องานและชีวิตกำลังวิวัฒนาการ บนเวที Mission To The Moon Forum 2026 สรุปได้ดังนี้
#สรุป3คำสำคัญ Serenity- Courage - Wisdom ในโลการทำงานและใช้ชีวิต
ในโลกที่เหนื่อยล้าเราจะใช้ "ชีวิตที่สำเร็จและมีความสุขได้อย่างไร"
Reinhold Niebuhr นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกัน บอกว่า "บางสิ่งบางอย่างในโลกนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องมีความกล้าพอที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้ สิ่งสำคัญที่สุดขอให้มีปัญญาที่จะแยกแยะได้"
เมื่อสรุปแนวคิดดังกล่าวมี 3 คำสำคัญดังนี้
1. Serenity การยอมรับ (เมื่อโลกไม่เป็นใจ)
- ยอมรับว่าโลกไม่เป็นใจ โลกจะไม่เป็นแบบที่เราอยากให้เป็น
- กรณีศึกษาของ Viktor Frankl นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซีและเป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีจิตบำบัดแนว Logotherapy ช่วงที่เขาอายุ 37 ปี (ปี 1942) ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 เช้าวันหนึ่งสิ่งของทุกอย่างที่มีถูกริบหมด ทั้งครอบครัว หน้าที่การงาน ชื่อเสียง ผลงาน เพราะถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกันเชลยศึก ถูกทหารใช้ทำงานเช้าถึงเย็น ให้เศษอาหารเพียงเล็กน้อยพอให้ไม่ตาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทุกอย่างถูกทำให้สูญหาย
เขาใช้ชีวิตในค่ายเชลยศึกและสังเกตเห็นนักโทษบางคน ที่แม้จะอยู่ท่ามกลางความเลวร้าย ยังเก็บเศษขนมปังซ้อนไว้ เพื่อแบ่งให้เพื่อนที่ไม่มีอาหารกิน มีคนที่พยายามช่วยเหลือคนที่นอนป่วย มีคนเล่านิทานให้คนแก่เฒ่าฟัง ผู้คนในค่ายกักกันพยายามเก็บความเบิกบานไว้ในใจแม้ต้องเจอสถานการณ์เลวร้าย
เมื่อเลือกออกจากค่ายกักกันไม่ได้ สิ่งที่เขาเลือกได้ คือ "ตื่นขึ้นมาแล้วจะเป็นคนแบบไหน จึงเลือกที่จะเป็นคนอยู่รอด"
หลังสงครามจบ Viktor Frankl เขียนหนังสือที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง เล่าชีวิตในค่ายกักกันโดยมีประโยคสำคัญ "เมื่อคุณเปลี่ยนสถานการณ์ไม่ได้ ความท้าทายคือ คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้"
และนั่นเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ Julian Rotter นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ทดลองเกี่ยวกับ วิธีคิดของผู้คนและตีพิมพ์เป็นผลงานออกมาชื่อว่า Locus of Control ที่บอกเล่าเรื่อง ความเชื่อในอำนาจควบคุมตนเอง โดยเชื่อว่ามนุษย์มีวิธีคิดกับการมองโลกออกเป็น 2 แบบ
1. External Locus of Control โชคชะตาและคนอื่นกำหนดเรา
- เป็นคนที่โทษทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น โลกนี้ไม่แฟร์ คนนั้นทำไมทำแบบนี้กับฉัน ทุกอย่างเป็นเรื่องของคนอื่น
- เป็นคนที่กังวลง่าย มีความสุขน้อย ปรับตัวยากเวลามีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเข้ามาของ AI
2. Internal Locus of Control ควบคุมการรับมือของตัวเองได้
- เวลาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้าย มักจะถามว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง หรือจะแก้ปัญหาอย่างไร แทนที่จะมองว่าทำไมเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นกับตัวเอง มองว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับเราเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่สามารถควบคุมได้
- คนที่คิดได้แบบนี้ เป็นคนยืดหยุ่น มีความสุขง่าย ฝ่าวิกฤตได้ ปรับตัวเร็ว
บทสรุปของ Serenity การยอมรับ คือ ชีวิตคนเราต้องเจอกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เยอะมาก ทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่เมื่อเป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องจัดการเรื่องนั้น หากเราสวมหมวกนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น เราจะรู้ว่าทุกเรื่องจัดการได้
"เมื่อยอมรับว่ามีบางเรื่องเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สิ่งที่เรารับผิดชอบสามารถเปลี่ยนแปลงได้"
2. Courage กล้า (แม้ไม่ปลอดภัย)
- ความกล้าหาญไม่ใช่การไม่กลัว แต่คือการทำสิ่งนั้นทั้งที่ในใจกลัวมาก
- กรณีศึกษาที่เป็นไวรัลทั่วโลกของครอบครัวแอปเปิลบี (Appelbee) ชาวออสเตรเลีย เมื่อ "ออสติน แอปเปิลบี" (Austin Appelbee) เด็กชายวัย 13 ปี กลายเป็นฮีโร่ ว่ายน้ำทะลฝ่าคลื่นลมแรงกว่า 4 กิโลเมตร (ว่ายทวนน้ำอยู่ 4 ชั่วโมง) และวิ่งอีก 2 กิโลเมตร เพื่อมาขอความช่วยเหลือให้แม่และน้องอีกสองคน อายุ 12 และ 8 ปี ที่ติดอยู่กลางทะเลนับ 10 ชั่วโมง และช่วยให้ทุกคนรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ "ออสติน" บอกว่าเขามีเป้าหมายเดียว คือ อยากให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันอีก จึงว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ให้ถึงฝั่ง
- คนที่มีเป้าหมายจะใช้ชีวิต โดยกล้าก้าวข้ามความกลัว มีงานวิจัยบอกว่า "ชีวิตมนุษย์ ถ้ามีเป้าหมายว่าอยู่เพื่ออะไร จะมีพลังงานอย่างมากในการผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ดีกว่าชีวิตที่ไม่มีเป้าหมาย"
"ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย ทำให้มนุษย์มีพลัง มีความยิดหยุ่น และผ่านพ้นอุปสรรคได้ดีกว่าชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัว" Journal of Clinical Psychology
วันนี้แม้เรามีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ อาจจะอยากทำ หรือยังไม่ถึงเวลาทำ แต่หากใช้ชีวิตด้วยความตั้งใจในอะไรบางอย่าง ก็จะกล้าทำสิ่งนั้น (โดยไม่มีความกลัวนำทาง)
3. Wisdom เข้าใจ (ว่าอะไรคุ้มค่า)
- เข้าใจว่าต้องลงทุนกับอะไร ต้องใช้เวลากับอะไร เพราะหากไปลงทุนกับหลายสิ่งอย่าง ก็จะเสียเวลาและไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา
- เราชอบพูดกันเรื่องโชคชะตา ดวงดี ดวงไม่ดี แต่ที่จริงควรตั้งคำถามว่า "โชคชะตา" ทำงานแบบนั้นจริงหรือไม่
- กรณีศึกษา ทีมชาติฟุตบอลอังกฤษ ที่มีอาถรรพ์มา 30 ปี เรื่องยิงจุดโทษแพ้เกือบตลอดโดยเฉพาะในแมทช์สำคัญ ทำให้ทั้งกองเชียร์ นักเตะ รู้สึกว่าดวงไม่ดีจึงแพ้ ซึ่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษหลายคนก็เชื่อแบบนั้น จนมาถึงผู้จัดการทีม "แกเร็ธ เซาธ์เกต" อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ และเคยมีประสบการณ์ยิงจุดโทษแพ้มาแล้วเช่นกัน
แต่ "แกเร็ธ เซาธ์เกต" บอกว่าการยิงจุดโทษไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นสิ่งที่ต้องฝึกซ้อมยิงจุดโทษให้เยอะ เพราะการยิงจุดโทษที่ดีเกิดจากเทคนิคการซ้อม 30% และความเข้มแข็งของจิตใจ 70% เพราะความพ่ายแพ้การยิงจุดโทษ มีมากกว่าเรื่อง "โชคร้าย" แต่มาจากแรงกดดัน ณ เวลานั้นที่เล่นมาแล้ว 120 นาที มีความเหนื่อยล้าตลอดทั้งเกม สภาพแวดล้อมไม่เป็นใจทั้งเสียงเชียร์ทีมคู่แข่ง และความไม่เชื่อใจในเพื่อนร่วมทีมว่าจะทำได้
ดังนั้น "แกเร็ธ เซาธ์เกต" จึงให้นักเตะซ้อมยิงจุดโทษในสถานการณ์ใกล้เคียงความจริง คือ ซ้อมเวลาปกติจบแล้ว ซ้อมยิงจุดโทษต่อ เหมือนเวลาการแข่งขันจริง เปิดเสียงกองเชียร์ให้บรรยากาศกดดันเหมือนสนามจริง และซ้อมยิงจุดโทษ โดยให้นักเตะทุกคนพร้อมยิงจุดโทษ "เปลี่ยนจุดอ่อนเฉพาะคน เป็นความมั่นใจทั้งทีม"
ที่สำคัญเลิกพึ่งดวง แต่ให้พึ่งสถิติ ใช้ Data โดยกระบอกน้ำของผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ จะมีรายชื่อของคู่แข่งและข้อมูลการยิงจุดโทษของคนนั้นว่าตามสถิติแล้วยิงไปทางซ้าย ขวา หรือตรงกลาง เพื่อให้ผู้รักษาประตูพุ่งรับลูกบอลได้ทัน
หลังจากนั้นทีมชาติอังกฤษ ยิงจุดโทษในแมทช์สำคัญ 4 ครั้ง ชนะ 3 ครั้ง เพราะการเปลี่ยนความคิดของ "แกเร็ธ เซาธ์เกต" ว่าการยิงจุดโทษเป็นอาถรรพ์ และสร้าง "โชค" ของตัวเอง
ดังนั้นหากเรารู้สึกว่า "ซวย" ในบางเรื่อง ต้องกล้าตั้งคำถามว่า ซวยจริงหรือยังซ้อมไม่พอ
อะไรที่เราเปลี่ยนไม่ได้และอะไรที่เปลี่ยนได้ Wisdom ที่จะรู้ความแตกต่างของเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ
ในชีวิตตอนนี้มีอะไรบ้างที่พยายามต่อสู้อยู่ แต่จริงๆ แล้วมันเปลี่ยนไม่ได้ มีอะไรบ้างที่มองข้ามไป ทั้งที่จริงๆ ถ้าทุ่มพลังลงไป มันจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอด
บางคนไม่กล้ายอมรับว่าชีวิตตัวเอง ไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะมีบางอย่างที่ไม่ยอมแก้ ไม่กล้าที่จะแก้ และมักบอกตัวเองว่าเป็นแบบนี้แระ
สรุป 3 คำสำคัญ ความหมายของ “ความสำเร็จ” ในยุค Work-Life Evolution
- Serenity ยอมรับ เมื่อโลกไม่เป็นใจ It's not your fault. But it is your Responsibility
- Courage กล้า แม้ไม่ปลอดภัย Live with intention, not with fear.
- Wisdom เข้าใจ ว่าอะไรคุ้มค่า Fortune favors the prepared.
.


สยามพิวรรธน์ พลิกเกม Luxury Retail ผนึก 4 บิ๊กเนมระดับโลก สร้าง Luxury Ecosystem  ที่สมบูรณ์แบบ
06/06/2026

สยามพิวรรธน์ พลิกเกม Luxury Retail ผนึก 4 บิ๊กเนมระดับโลก สร้าง Luxury Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ

หากพูดถึงลักชัวรี่รีเทลเบอร์หนึ่งของไทยชื่อของ “สยามพิวรรธน์” เจ้าของศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเต...

อิสรภาพไม่ต้องรอจนอายุ 60 เจาะสูตร 2 เสาหลัก Cashflow - Human Capital วัยไหนก็เกษียณได้ ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยสมบูร...
06/06/2026

อิสรภาพไม่ต้องรอจนอายุ 60 เจาะสูตร 2 เสาหลัก Cashflow - Human Capital วัยไหนก็เกษียณได้
ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ คนอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนเกิน 20% ของประชากร พบว่าส่วนใหญ่มีเงินเกษียณไม่เพียงพอกับการใช้ชีวิตที่อยู่ยาวนานขึ้น "ความเสี่ยงทางการเงิน" จึงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ในยุคนี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ "ไม่พร้อมเกษียณ"
โค้ชหนุ่ม - จักรพงษ์ เมษพันธุ์ The Money Coach ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงิน ผู้ซึ่งมีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่อายุ 34 (ปัจจุบันอายุ 52 ปี) ได้บอกเล่าเรื่องราว The End of 60-Year-Old Retirement อิสรภาพไม่ต้องรอจนอายุ 60 ในเวที Mission To The Moon Forum 2026 สรุปได้ดังนี้
1. อายุ60 ปี ไม่ใช่ตัวเลขที่จะใช้เกษียณได้อีกต่อไป
- เกษียณอายุ 60 ปี เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นมานานแล้วและใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้ การใช้ตัวเลข 60 ปี มาจากการคำนวณว่าอายุขัยคนเราอยู่ที่ 70 ปี ดังนั้นเมื่อเกษียณ 60 ปี ก็จะอยู่ต่ออีก 10 - 15 ปี แต่ปัจจุบันคนแก่ช้าลง มีอายุขัยยาวนานขึ้น
- รูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิม เรียนหนังสือ 20 ปี ทำงาน 40 ปี ใช้ชีวิตอยู่หลังเกษียณอีก 10-15 ปี จากนั้นเสียชีวิต แต่วันนี้กำลังกายเป็น "กับดัก" เพราะปัจจุบันอายุเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 79 ปี (ผู้หญิงอายุเฉลี่ย 83 ปี) ดังนั้นหากเกษียณ 60 ปี เสียชีวิต 83 ปี ต้องเตรียมเงินไว้อีก 20 ปี (หากบริษัทเอกชนเกษียณ 55 ปี ต้องอยู่ต่ออีก 25 ปี)
- AI ทำให้อายุงานสั้นลง โดย World Economic Forum รายงานว่าในปี 2030 ตำแหน่งงานทั่วโลกจะหายไป 93 ล้านตำแหน่งจากเทคโนโลยี AI เข้ามาทำหน้าที่แทน โดยในประเทศไทยงานจะหายไป 8.7 ล้านตำแหน่ง (21.8% ของแรงงาน) จาก AI
2. วัยเกษียณไทยยังต้องทำงานต่อ
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ บอกว่าคนเกษียณ 5.4 ล้านคน หรือ 38% ยังทำงานอยู่ พบว่าอายุ 60-69 ปี ยังทำงานถึง 51.83%
แหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุไทย
- เงินจากลูก 35.7%
- การทำงาน 33.9%
- เบี้ยยังชีพรัฐ 13.3%
- บำเหน็จ/บำนาญ 6.8%
- คู่สมรส พี่น้อง ญาติ 5.6%
- มีเพียง 7% ที่อยู่ได้ด้วยบำนาญที่ตัวเองสร้างขึ้น
สรุปต้องคิดใหม่ว่าอายุ 60 ปี สำหรับคนยุคใหม่ ไม่ใช่เวลาของการหยุดทำงานอีกต่อไป โดยเปลี่ยนบริบทใหม่ เป็นการทำงานที่รายได้ไม่ต้องเท่าเดิม รายได้ลดลง เวลาทำงานลดลง แต่หยุดทำงานเลยไม่ได้ เพราะหากหยุดทำงานจะยังมีรายจ่ายไหลออกก็อยู่ไม่รอด
3. นิยามใหม่อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่การเก็บเงินก้อน
- การมีอิสภาพทางการเงินและการเกษียณ ด้วยการเก็บเงินก้อนโต (ที่รอวันหมด) ต้องปรับใหม่สู่ การสร้างกระแสเงินสด (Cashflow) "ที่ไม่มีวันหมด" ในอดีตคือการสร้าง Passive Income ที่วันนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด หากชีวิตไม่มี Passive Income อยู่ยาก
- Passive Income มีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ รายได้ที่ได้รับสม่ำเสมอโดยไม่ต้องทำงานตลอดเวลา
- ต้องมองเป็น Cashflow กระแสเงินสด เพื่อทำให้ได้เงินเข้ามาต่อเนื่อง "ไม่มีวันหมด" หากมีเงินครอบคลุมค่าใช้จ่ายก็เท่ากับว่ามีเงินเก็บ โดยเป็นกระแสเงินสดที่ชนะเงินเฟ้อ เช่น ค่าเช่า ที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ เทียบกับเงินบำนาญอัตราคงที่ที่ต้องเจอกับเงินเฟ้อ
4. เจาะสูตร 2 เสาหลักสร้างรายได้เกษียณยุคใหม่
1. Cashflow เงินที่ไหลเวียน ไม่ใช่เงินก้อนที่รอวันหมด เป็นกระแสเงินสดที่ไหลเข้าทุกเดือน ไม่ว่าจะทำงานหรือไม่ทำงาน เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์
2. Human Capital เป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด มาจากประสบการณ์การทำงาน 40 ปี มีทักษะ ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ (Connection) ความเก๋า ที่ไม่มีวันหมดอายุ เป็นสินทรัพย์ที่ผลิตรายได้ได้ แม้อายุ 70 ปี เป็นสิ่งที่ AI ขโมยไปไม่ได้ เงินเฟ้อก็กัดกินไม่ได้ เป็นสิ่งที่ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มมูลค่า
- ยิ่ง AI เก่งมาแค่ไหน ทักษะ ความสามารถของคน ความเป็นมนุษย์ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ
- รู้จัก "แปลง" Human Capital เป็นสินค้าหรือบริการ เพราะนี่คือสินทรัพย์ที่ยิ่งใช้ยิ่งโต ไม่ใช่ยิ่งใช้ยิ่งหมด
- ในโลกที่ AI ทำแทนได้เกือบหมด คนยังยอมจ่ายเงินให้คนทำงาน จาก Wisdom ปัญญาและประสบการณ์ที่กลั่นกรอง การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่มีในตำราเรียน จาก Empathy ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ แม้ AI เลียนแบบความรู้สึกได้ แต่ไม่ได้ "รู้สึก" จริง McKinsey ระบุว่าทักษะด้านอารมณ์โตเร็วที่สุดในตลาดแรงงาน
- ยังมีอาชีพและทักษะอีกหลายอย่าง "ยิ่งแก่ยิ่งแพง" และขายได้ถึงวัย 70 เป็นการเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเป็นรายได้ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ที่ปรึกษา,ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ( เช่น หมอผ่าตัด), งานฝีมือเฉพาะทาง, โค้ช/วิทยากร, คอนเทนต์ถ่ายทอดความรู้, งานที่ใช้ความไว้ใจ ไม่ใช่ทักษะที่แข่งกับเครื่องจักรหรือคนหนุ่มที่แรงดีกว่า แต่คือทักษะที่ "สะสมจากประสบการณ์" ตลาดยิ่งต้องการมากขึ้นตามอายุ
หากสามารถสร้างอาชีพจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ ก็จะมีแหล่งรายได้ต่อเนื่อง และกังวลเรื่องการเกษียณน้อยลง
5. การเกษียณยุคใหม่ "ไม่ใช่" การเลิกทำงาน แต่เป็นการมีรายได้หลายทาง
- ความมั่งคั่งทางการเงินตัวเราเองต้องเป็นคนกำหนด
1. เก้าอี้ขาเดียว : รายได้ทางเดียว / นายจ้างเดียว หากสะดุดก็ล้มได้
2. Portfolio Career : หลายอาชีพ มั่นคงกว่า
- สิ่งที่ควรทำคือการมองแหล่งรายได้ มองอาชีพให้เป็น Portfolio Career ให้มีหลายอาชีพ หลายแหล่งรายได้
งานหลัก / ความเชี่ยวชาญ
งานที่ปรึกษา - ฟรีแลนซ์
รายได้จากการลงทุน (Passive)
งาน Passion / คอนเทนต์
อิสรภาพคือ "สถานะ" ที่ออกแบบได้ ไม่ใช่ "ตัวเลข" เป้าหมายการเงินว่าต้องเก็บเงินได้เท่าไหร่ เพราะถ้ามี Cashflow กระแสเงินสดที่สร้างไว้ในแต่ละเดือน ที่ครอบคลุมค่าใช่จ่าย และใช้ทักษะที่ตลาดยังต้องการหารายได้ หากสามารถทำได้ ก็มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ และไม่ต้องกังวลว่า AI จะมาแย่งงาน
6. ตระกร้า 3 ใบ การบริหารจัดการเงิน ให้รอดทุกภาวะและวัยเกษียณ
การเกษียณแบบเดิมด้วยเงินก้อนเดียว ลงทุนที่เดียว และรายได้ทางเดียว ถือว่าเปราะบางเกินไปในยุคนี้ เพราะในวันที่คุณเกษียณพอดี แล้วเงินที่อยู่ในพอร์ตลงทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การลงทุนหุ้น อาจได้รับผลกระทบจากตลาดผันผวนได้และมูลค่าลดลงได้
กลยุทธ์เกษียณยืดหยุ่นด้วยสูตรตระกร้า 3 ใบ
1. Safety Net เงินที่ปลอดภัยแม้โลกวิกฤต
- เงินสด / สภาพคล่องสูง เงินสำรองฉุกเฉิน ฝากออมทรัพย์ กองทุนตลาดเงิน
- สำหรับวัยทำงาน ต้องมีจำนวน 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่าย
- สำหรับวัยเกษียณ ต้องมีจำนวน 1-2 ปี ของค่าใช้จ่าย
- เงินตะกร้าใบนี้เป็นสิ่งที่ต้องรีบสร้างก่อน แต่พบว่า 77% ของคนไทยมีเงินสำรองไม่ถึง 6 เดือน
2. Growth Engine การลงทุนที่ชนะเงินเฟ้อ
- ลงทุนระยะยาว กระจายความเสี่ยง เช่น กองทุนดัชนี, หุ้นพื้นฐานดี, สินทรัพย์เติบโต (ทองคำ) ตะกร้านี้เป็นเงินที่ยังไม่ต้องรีบใช้ จึงทนความผันผวนได้
- ความเสี่ยงที่แท้จริงของวัยใกล้เกษียณ ไม่ใช่ลงทุนแล้วขาดทุน แต่คือ ไม่ลงทุนเลยจนเงินเฟ้อทำให้มูลค่าเงินก้อนลดลง
- การฝากเงินทั้งหมดไว้กับแบงก์ เป็นการการันตีว่ามูลค่าเงินจะลดลงช้าๆ อย่างแน่นอน
3. Life Flow รายได้จากทักษะที่ใช้ได้ตลอดชีวิต รายได้ที่ไม่มีวันหมด
- รายได้จากทักษะและประสบการณ์ เช่น ที่ปรึกษา โค้ช คอนเทนต์ งานฝีมือ งาน Passion ที่สร้างรายได้ไปตลอดชีวิต (แม้รายได้ไม่เท่าเดิม)
- การยังทำงานมีรายได้หลังเกษียณ คือ การมีคุณค่า แม้รายได้ไม่เยอะเท่าเดิม
- การมีแหล่งรายได้หลายทาง คือ ชีวิตที่มีทางเลือก และสู้ได้ทุกสภาวการณ์
ตะกร้าเงิน Safety Net และ Growth Engine เป็นเงินที่มีวันหมด แต่ Life Flow เป็นความสามารถที่ไม่มีวันหมดและขึ้นราคาได้ ค่าที่ปรึกษาปีนี้ย่อมแพงกว่าปีก่อน
คนที่มีแหล่งรายได้ตะกร้า 3 ที่แข็งแรง คือคนที่ไม่กลัวคำว่า "เกษียณ"
ยุคใหม่อิสรภาพไม่ต้องรอจนอายุ 60 เพราะอิสรภาพที่แท้จริง ไม่ได้วัดที่ตัวเลขในบัญชีว่าต้องมีกี่สิบล้าน แต่คือการที่คุณ "อุ่นใจ" ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน หรือ AI จะเก่งขึ้นเพียงใด คุณก็ยังมีปัญหาและความสามารถที่จะดูแลตัวเองได้เสมอ ไม่มีช้าไป ไม่มีสายไป ยังทันหมด อยู่ที่ว่าจะเริ่มหรือไม่
การเกษียณที่แท้จริง "ไม่ใช่" การเลิกทำงาน แต่คือ การมี "สิทธิเลือก" ว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน จนวันสุดท้ายของชีวิต




วัดขุมกำลัง “นนทบุรี” เมื่อ “ศูนย์การค้าเซ็นทรัล” ปักหมุดสาขาที่ 4 เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองนนท์ – ใกล้เคียง“นนทบุรี” อีกหนึ่...
05/06/2026

วัดขุมกำลัง “นนทบุรี” เมื่อ “ศูนย์การค้าเซ็นทรัล” ปักหมุดสาขาที่ 4 เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองนนท์ – ใกล้เคียง
“นนทบุรี” อีกหนึ่งจังหวัดปริมณฑลที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมือง กำลังซื้อ คุณภาพประชากร มีมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัด (GPP) อันดับ 8 ของประเทศ หรือมากกว่า 405,296 ล้านบาทต่อปี รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 213,992 บาทต่อคนต่อปี เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคค้าปลีก การผลิต และสุขภาพ กลายเป็น Mega Infrastructure ที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ตอนเหนือ
สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดนนทบุรีปี 2566-2570 ในการยกระดับสู่การเป็น ‘เมืองน่าอยู่’ (Livable City) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และต่อยอดสู่การเป็น Smart City ในอนาคต ทำให้นนทบุรีกลายเป็นหนึ่งใน Strategic Growth Area สำคัญของประเทศ
การรุกคืบของ “เซ็นทรัลพัฒนา” สู่การปักหมุดศูนย์การค้า “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” (แปลงโฉมมาจากเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2546) นับเป็นการเปิดให้บริการแห่งที่ 4 ต่อจาก เซ็นทรัล เวสต์เกต, เวสต์วิลล์, แจ้งวัฒนะ นับเป็นจังหวัดที่ 2 ต่อจาก “ชลบุรี” ที่มี “ศูนย์การค้าเซ็นทรัล” ในจังหวัดเดียวกันถึง 4 แห่ง
ส่องศักยภาพ “นนทบุรี” เมืองน่าจับตาทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ–ประชากร–ชุมชน

การที่ “นนทบุรี” กลายเป็นจังหวัดที่มีศูนย์การค้าเซ็นทรัลถึง 4 แห่ง ถือเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดการเติบโต ว่าเมืองแห่งนี้กำลังก้าวจากการเป็น “เมืองรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ” สู่การเป็น “เมืองเศรษฐกิจสมบูรณ์ในตัวเอง” ที่มีทั้งแหล่งงาน ที่อยู่อาศัย ระบบขนส่งมวลชน สถานศึกษา โรงพยาบาล และแหล่งไลฟ์สไตล์กระจายตัวอยู่
คุณวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นศักยภาพของนนทบุรีมาตลอด เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในพื้นที่วงแหวนรอบนอก ที่มีศูนย์การค้าเซ็นทรัลถึง 4 สาขา ซึ่งโมเดลการเติบโตนี้เทียบชั้นได้กับมหานครระดับโลกอย่าง ลอนดอน, โตเกียว ที่ในรัศมีไม่กี่กิโลเมตร มี Retail Infrastructure ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองประชากรที่หนาแน่นกว่า 1.8 ล้านคน รวมถึงประชากรแฝงในพื้นที่
นอกจากนี้ “นนทบุรี” ถือเป็นจังหวัดที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะย่าน “นอร์ทวิลล์” มีศักยภาพในการเป็น Mega Hub ที่สมบูรณ์และแข็งแกร่ง
โดยสาขาของเซ็นทรัล แต่ละแห่ง หากวัดศูนย์กลางจาก “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” จะพบว่า อยู่ห่างจาก เซ็นทรัล เวสต์เกต ราว 13.4 กิโลเมตร ,ห่างจาก เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ราว 16.5 กม. และเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ราว 10.5 กม. และส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาเดินทางราว 10-15 นาที ซึ่งนับว่าสามารถตอบโจทย์คนในย่านนนทบุรีในแต่ละทำเลได้เป็นอย่างดีแบบครบครันและแตกต่างกันออกไปในแต่ละรูปแบบ
ทุ่ม 4,500 ล้านบาท แปลงโฉมสู่ “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” ยึดหัวหาดรัตนาธิเบศร์

“เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” (Central Northville) โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี กำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 3 ก.ค. 69 นี้ มาพร้อมมูลค่าโครงการกว่า 4,500 ล้านบาท กับระยะเวลาการแปลงโฉมนานกว่า 2 ปี บนพื้นที่กว่า 59 ไร่ พื้นที่ศูนย์การค้า (GBA) รวม 210,000 ตารางเมตร นำเสนอประสบการณ์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ที่ผสานแนวคิด Biophilic Design แห่งแรกของประเทศ
รวบรวมกว่า 300 แบรนด์ดัง โดย 80% เป็นแบรนด์ใหม่ที่จะมาเปิดในย่าน นำโดย D-Sports Stadium สปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์แนวญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในไทยกว่า 2,500 ตารางเมตร คอนเซ็ปต์ SHARE FUN, FIND NEW รองรับกิจกรรมปีนผาและสนามโกคาร์ท, Fitness First Redefined คอนเซปต์พรีเมียมมาพร้อม Pilates Studio เต็มรูปแบบ, HYROX Training Club และซาวน่าอินฟราเรด ฯลฯ

#เซ็นทรัล #นนทบุรี #รัตนาธิเบศร์

เมื่อ “การมีเงิน” ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปสิ่งที่ยากกว่า คือการ “รักษา ต่อยอด และส่งต่อ” ความมั่งคั่งในโลกที่ผันผวนKrungt...
05/06/2026

เมื่อ “การมีเงิน” ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
สิ่งที่ยากกว่า คือการ “รักษา ต่อยอด และส่งต่อ” ความมั่งคั่งในโลกที่ผันผวน
Krungthai WEALTH เลยไม่ได้มองแค่การลงทุน
แต่ยกระดับสู่การดูแล “ความมั่งคั่งทั้งชีวิต” ครบ 3 มิติสำคัญ ดังนี้
- ลงทุนระดับโลก กระจายพอร์ตแบบ Real-time
- วางแผนการศึกษาลูก สร้างรากฐานอนาคต
- ใช้ชีวิตเหนือระดับ พร้อมสิทธิพิเศษทั่วโลก
บริการของ “Krungthai WEALTH” คือการออกแบบอนาคตที่มั่นคง ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อคุณค่าในระยะยาวให้แก่เจนเนอเรชั่นถัดไป
สนใจสมัครเป็นลูกค้า Krungthai WEALTH ติดต่อธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือ คลิก https://krungthai.com/link/brandbuffet-wealth
คำเตือน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”
#ความมั่งคั่ง #วางแผนอนาคต
อ่านเพิ่มเติม : https://www.brandbuffet.in.th/2026/06/insight-of-krungthai-wealth/

ที่อยู่

Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66971494428

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Brand Buffetผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Brand Buffet:

แชร์