25/08/2026
"ไอแซค เนเทโล่" ภายนอกอาจดูเหมือนตาแก่ขี้เล่น ไม่ค่อยจริงจังกับอะไร แต่ลึกๆ แล้วเขาคือหนึ่งในตัวละครที่อันตรายที่สุดของเรื่อง
ตอนอายุ 46 ปี เนเทโล่พบว่าตัวเองมาถึงทางตัน ทั้งร่างกายและวิชาการต่อสู้ต่างมาถึงขีดจำกัด เขาจึงปลีกตัวเข้าไปอยู่บนภูเขา และทำสิ่งหนึ่งซ้ำทุกวัน
“หมัดตรงแห่งความขอบคุณ 10,000 ครั้ง”
ช่วงแรก การต่อยให้ครบหนึ่งหมื่นครั้งกินเวลาถึง 18 ชั่วโมง แต่เมื่อทำซ้ำวันแล้ววันเล่า จนความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดถูกขัดเกลาออกไป เขาก็สามารถทำครบได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ความเร็วของหมัดก้าวข้ามความเร็วเสียง จนเมื่อกลับลงจากภูเขา หมัดของเขาก็ราวกับ “ละทิ้งเสียงไว้เบื้องหลัง”
เขาเอาชนะยอดฝีมือด้านศิลปะการต่อสู้มากมายนับไม่ถ้วน และความสำนึกขอบคุณต่อวิถีแห่งการต่อสู้นี้เอง ก็กลายมาเป็นรากฐานของ “เทพคันนอนร้อยวิถี”
แต่การฝึกนั้นก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย เมื่อเนเทโล่ละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านแบบมนุษย์ เขาก็เรียนรู้ที่จะกดทับความเห็นอกเห็นใจของตัวเองได้อย่างโหดเหี้ยม
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความอ่อนโยน เขาถึงขั้นเคยแอบสั่งให้เรือเหาะลดความเร็วลง เพื่อให้กอร์นได้นอนหลับอย่างเต็มที่
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเนเทโล่จึงไม่ใช่การไร้ความเมตตา แต่คือ เขาสามารถสังหารความเมตตาของตัวเองทิ้งได้ หากมันจำเป็นต่อประโยชน์ของมนุษยชาติ
ตอนที่เขาได้พบกับ เมลเอม ตัวเขาเองก็เคยหวั่นไหว หลังจากเมลเอมได้พบกับ โคมุกิ เขาเริ่มเข้าใจมนุษย์ และเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่ถึงอย่างนั้น เขายังคงยืนอยู่ในฐานะ “ราชา” และมองมนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่สามารถถูกปกครองได้ คนที่มีคุณค่าอาจได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังอาจกลายเป็นอาหารของเผ่าพันธุ์มด
เมื่อเนเทโล่เห็นราชามดอุ้มโคมุกิที่บาดเจ็บสาหัสอย่างอ่อนโยนอยู่บนหลังคาพระราชวัง จิตสังหารของเขาก็สงบลงจริงๆ
ไม่ใช่ว่าเนเทโล่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของราชามด ตรงกันข้าม เพราะเขามองเห็นต่างหาก เขาจึงยิ่งรู้ว่าศึกนี้ไม่อาจจบลงด้วยการเจรจา
ตราบใดที่เมลเอมยังมีชีวิตอยู่ มนุษย์ก็จะไม่มีวันยืนอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกับเขา
ระหว่างการต่อสู้ “คันนอนร้อยวิถี” ที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเนเทโล่ ดูราวกับมีรอยน้ำตาสีดำไหลลงมา ภาพนั้นทำให้ชวนคิดถึงความรู้สึกผิดและบาปที่เนเทโล่กดเอาไว้ในใจ
จนกระทั่ง "ฝ่ามือที่ศูนย์" ปรากฏขึ้น สีหน้าของพระโพธิสัตว์กวนอิมจึงดูราวกับเปลี่ยนจากความเวทนาไปสู่ความสงบนิ่งและการดับสูญ
ในวินาทีนั้น เนเทโล่ได้วางสถานะ “ประธานสมาคมฮันเตอร์” ลง และต่อสู้จนหยดสุดท้ายในฐานะ "ผู้ใช้วิชาการต่อสู้" อย่างแท้จริง
แต่สุดท้าย วิธีที่เขาใช้เอาชนะกลับเป็นการใช้นิ้วแทงเข้าไปในหน้าอกของตัวเอง บังคับให้หัวใจหยุดเต้น เพื่อจุดชนวน “ระเบิดกุหลาบแด่ผู้ยากไร้” ที่ตั้งให้การหยุดเต้นของหัวใจเป็นตัวกระตุ้น
ในวาระสุดท้าย ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวราวกับอสูร พร้อมทิ้งประโยคระดับตำนานไว้ว่า
“เจ้าน่ะไม่ได้เข้าใจอะไรเลย...ถึงความ ‘มุ่งร้าย’ อันไร้ก้นบึ้งของมนุษย์”
และที่น่าสนใจคือ ตัวอักษรคำว่า “ความมุ่งร้าย” (悪意) ตรงนั้น โทงาชิใส่คำอ่านกำกับเอาไว้ว่า “วิวัฒนาการ” (進化)
ในวินาทีนั้น อ.โทงาชิ ได้นำเอา "วิวัฒนาการของมนุษย์" มาซ้อนทับเข้ากับ "ความมุ่งร้าย" ได้อย่างลงตัว ทั้งเทคโนโลยี ระบบการปกครอง และอาวุธสงคราม ล้วนกลายเป็นส่วนขยายของด้านมืดในตัวมนุษย์ นี่คือ Easter Eggs ที่อาจารย์แอบซ่อนเอาไว้
เนเทโล่ ผู้เป็นยอดปรมาจารย์การต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ สุดท้ายกลับตายด้วยใบหน้าราวกับสัตว์ประหลาด
ขณะที่ ราชามด ผู้เคยเป็นสัตว์ประหลาด กลับใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตจากไปอย่างสงบข้างกายโคมุกิ และในวินาทีนั้นเอง เขากลับดู “เป็นมนุษย์” ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
พระพุทธองค์กลายร่างเป็นอสูรชูร่า ส่วนปีศาจกลับเดินเข้าสู่มรรคานิพพาน
ความย้อนแย้งนี้เอง คือหนึ่งในสิ่งที่ทรงพลังและสะเทือนใจที่สุดของ ภาคคิเมร่าแอนท์