ZELTA We believe science shouldn’t be locked in textbooks, it should feel sharp, inspiring, and irresistibly cool.

Pop-Sci Storyteller based in Bangkok.

27/07/2025

4 Facts วิทยาศาสตร์ / อวกาศ ในหนัง Fantastic Four (2025) ใน 4 นาที | ZELTASCI (มี Minor Spoil นะ)
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ Fantastic Four จะต้องพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ และอวกาศ ซึ่งทีมงานทำการบ้านอันนี้ดีมาก เอาวิทยาศาสตร์จริง ๆ หลายเรื่องมาใส่ไว้เต็มไปหมดเลย แต่ละอันเอาทฤษฎีจริง ๆ มาปรับใช้ยังไง ไปชมกัน
คลิปยาวแรกของช่อง ฝากไว้กันด้วยนะครับ ติชมกันได้คร้าบ
#เดอะแฟนแทสติก4 #แฟนแทสติก4 #เดอะแฟนแทสติก4

12/07/2025

หนึ่งใน Fact ขนหัวลุกที่สุด ของวงการวิทยาศาสตร์

หรือจริง ๆ แล้ว ที่เพื่อนมาไม่ตรงนัด เพราะว่า 'เวลา' ที่เราเข้าใจ มันไม่เคยตรงกันเลย?'เวลา' เป็นสิ่งที่เที่ยงตรง และตรงไ...
07/07/2025

หรือจริง ๆ แล้ว ที่เพื่อนมาไม่ตรงนัด เพราะว่า 'เวลา' ที่เราเข้าใจ มันไม่เคยตรงกันเลย?

'เวลา' เป็นสิ่งที่เที่ยงตรง และตรงไปตรงมาตลอด......จริงหรือเปล่านะ?

สมมติว่าผมกับเพื่อนใส่นาฬิกากันคนละเรือน
แต่นึกขึ้นได้ อ้าวผมไม่มีนาฬิกาว่ะ ยืมเพื่อนก่อนละกัน
เป็นรุ่นเดียวกัน เวลาเดินตรงกันเป๊ะ

จะไปเจอกันที่ปลายทางเดียวกัน เริ่มต้นที่เดียวกัน แต่นั่งรถคนละคัน

เพื่อนขับรถสปอร์ต
ส่วนผมนั่ง Grab

แน่นอนว่าความเร็วต่างกัน เพื่อนมันถึงก่อน

ตามที่เราเข้าใจ แม้ว่าใครจะถึงก่อนหรือหลัง นาฬิกาบนข้อมือของเราทั้งคู่ ก็ควรจะยัง 'เดิน' เท่า ๆ กัน ถูกมั้ยนะ

นักฟิสิก์บอกเราว่า "ไม่จริงครับ" เวลาที่เราเข้าใจว่ามันเที่ยงตรงตลอดเวลา ไม่ว่าจะที่ไหนยังไง
มันไม่เคยทำงานในแบบที่เราเข้าใจเลย

แต่มันเป็นภาพลวงตาที่ยิ่งใหญ่มากอันนึงของมนุษยชาติ

ถ้าเรากับเพื่อนเดินทางไปยังปลายทางเดียวกัน
แต่เดินทางด้วยความเร็วไม่เท่ากัน เวลาของเราก็จะไม่เท่ากันอีกต่อไปครับ

สิ่งนี้ก็เป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์อีกเช่นเคย เรียกว่า 'Time Dilation' หรือ 'การยืดของเวลา'

ทฤษฎีนี้บอกว่า "ยิ่งถ้าคุณเดินทางเร็วขึ้น เวลาของคุณก็จะช้าลงมากเท่านั้น"

เทียบกับแสง ถ้าเราเดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงกับแสง เวลาของเราก็จะช้าลงอย่างมาก จะช้ามากกว่าคนที่หยุดนิ่งอยู่กับที่อย่างมหาศาล

และถ้าเราสามารถเดินทางได้เทียบเท่ากับความเร็วของแสง เราก็จะไม่รู้สึกถึงเวลาเลย เมื่อเทียบกับคนที่หยุดนิ่ง

เคยมีการทดลองเกิดขึ้นมาจริง ๆ แล้วในปี 1971

การทดลอง "Hafele - Keating experiment"
ทดลองโดยการนำเอานาฬิกาอะตอม ที่มีความแม่นยำสูงมากในระดับนาโนวินาที (nanosecond) หรือระดับหนึ่งในพันล้านวินาที มาใช้ 4 ตัว จับคู่เป็นเรือนสำหรับอ้างอิง และเรือนที่ขึ้นเครื่องบินไปรอบโลก แล้วนำกลับมาวัดในภายหลัง

ลำนึงบินสวนทิศทางการหมุนของโลก อีกลำบินตามทิศทางหมุนของโลก

พอนำนาฬิกาอะตอมทั้ง 2 เรือนกลับมาเทียบกับคู่อ้างอิงตัวเอง ผลปรากฏออกมาก็เป็นไปตามที่ไอน์สไตน์คำนวณครับ มันไม่เท่ากันอีกต่อไป

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่านาฬิกาอ้างอิงนั้นอยู่กับที่ตลอดเวลา ส่วนนาฬิกาบนเครื่องบินนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วนั่นเอง

แต่มันเป็นการคลาดเคลื่อนที่เล็กน้อยมาก ๆ ในระดับที่มนุษย์ไม่สามารถสังเกตได้ครับ แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่จริง และใช้เครื่องมือที่สังเกตได้

ซึ่งนี่เป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีนี้เลย คือ การเคลื่อนที่ไปในพื้นที่ใดก็ตามด้วยความเร็วใดก็ตาม จะส่งผลต่อเวลาเสมอ

"เวลาไม่ได้เดินเท่ากันสำหรับทุกคน เวลาขึ้นอยู่กับผู้สังเกตการณ์"

สุดท้ายนี้ สรุปแล้ว ที่เพื่อนมาไม่ตรงนัด ไม่ได้เป็นเพราะว่า 'เวลา' ของเรามันไม่ตรงกันหรอก แต่เป็นเพราะเพื่อนคุณเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา

ถ้าเพื่อนที่เราเหม็นหน้า กำลังตกลงไปในหลุมดำ เราจะเห็นอะไรเกิดขึ้นบ้าง?ลองนึกภาพตามว่า เพื่อนกับเราไปทำภารกิจสำรวจ "หลุม...
03/07/2025

ถ้าเพื่อนที่เราเหม็นหน้า กำลังตกลงไปในหลุมดำ เราจะเห็นอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
ลองนึกภาพตามว่า เพื่อนกับเราไปทำภารกิจสำรวจ "หลุมดำ M87" ด้วยกัน แต่ขณะทำภารกิจ บังเอิญยานของเพื่อนที่เราไม่ค่อยชอบหน้ามันเท่าไหร่ ดันพลัดเข้าไปในหลุมดำ และถูกดูดเข้าไปเรื่อย ๆ
"ภาพ" ที่เราเห็นในฐานะผู้สังเกตการณ์ มันจะเป็นยังไงหว่า?
แน่นอนว่า วินาทีนั้น เรื่องช่วยเพื่อนคงต้องมองข้ามไปก่อน เพราะเรากำลังจะได้เห็นเหตุการณ์ที่มีสสารมีมวลที่เรารู้จัก กำลังจะเข้าสู่ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon) กันเลยนะ
เพราะงั้นเราจะปล่อยเพื่อนไปสบาย แล้วเรานั่งสังเกตการณ์กันดีกว่า
ก่อนจะเล่าต่อ คุณเคยนึกกันเล่น ๆ มั้ยว่า ภาพสิ่งของที่กำลังถูกดูดเข้าไปในหลุมดำมันจะเป็นยังไง? บอกได้เลยว่า มันอาจจะไม่ใช่อะไรในแบบที่คุณคิด
สมมติว่าเพื่อนอยู่ในยานอวกาศ และกำลังถูกดูดเข้าไปเรื่อย ๆ ตามแรงดึงดูดของหลุมดำ
เราก็ควรจะเห็นยานของเพื่อนเข้าใกล้หลุมดำ ค่อย ๆ เร็วขึ้นถูกมั้ยนะ?
ความเป็นจริงแล้วตรงกันข้ามเลย
เราจะเห็นเพื่อนของเราเข้าใกล้หลุมดำช้าลงเรื่อย ๆ และเราจะเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวยานของเพื่อนช้าลงเรื่อย ๆ ด้วย
มันเป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า ‘ยิ่งวัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น เวลาของวัตถุนั้นจะช้าลง’
ซึ่งก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่สำหรับสถานการณ์ของหลุมดำ ปัจจัยที่สำคัญ และรุนแรงกว่ามากก็คือ ‘แรงโน้มถ่วง’
แรงโน้มถ่วงที่มหาศาลของหลุมดำมันไม่ได้ดึงดูดแค่ยานอวกาศ แต่มัน ‘บิด’ และ ‘ยืด’ แม้กระทั่งเวลาให้ช้าลงด้วย (เพราะเราจะมองว่า เวลา และพื้นที่ คือผืนเดียวกันเสมอในอวกาศ)
ยิ่งยานของเพื่อนเข้าใกล้ขอบฟ้าเหตุการณ์มากเท่าไหร่
เวลาของเพื่อนก็จะยิ่งเดินช้าลงมหาศาล เมื่อเทียบกับเวลาของเราที่มองอยู่ไกล ๆ
ถ้าเราสามารถวัดความเร็วของวัตถุที่กำลังหล่นลงไปในหลุมดำได้เรื่อย ๆ มันจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนใกล้ความเร็วของแสงมากด้วย ที่ปลายขอบฟ้าเหตุการณ์
แต่ในมุมมองของคนที่สังเกตการณ์นี้ (เราที่กำลังดูเพื่อน) วัตถุที่กำลังหล่นลงไปในหลุมดำ จะช้าลงเรื่อย ๆ จนเหมือนหยุดนิ่งในท้ายที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกันเลยกับที่ควรจะเป็น
แต่ที่น่าพิศวงก็คือ เพื่อนจะไม่รู้สึกแบบนั้นเลย เพื่อนจะรู้สึกว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ไม่ได้มีอะไรช้าลงเลย
สมมติเพื่อนใช้เวลาหล่นลงไปในหลุมดำ 37 นาที
เพื่อนก็จะรู้สึกถึงเวลาแค่ 37 นาทีก่อนจะถึงขอบฟ้าเหตุการณ์
แต่สำหรับเราที่เป็นคนสังเกตการณ์ อาจใช้เวลาเป็น 100 ปี กว่าเพื่อนจะถึงขอบฟ้าเหตุการณ์ และหายไปจากสายตา (ซะทีนะ)
เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะไม่มีทางมองเห็นเพื่อนข้ามเข้าไปในหลุมดำได้เลย แต่จะเห็นเพื่อนของเราช้าลงจนเหมือนหยุดนิ่ง และค่อย ๆ จางหายไปในที่สุดนั่นเอง
ทั้งหมดนี้อย่าลืมอีกหนึ่งเรื่องว่า
นาฬิกาบนข้อมือของเรา กำลังเดินในจังหวะที่ไม่เคยตรงกับใครในจักรวาลนี้เลย
เพราะเวลาคือภาพลวงตา

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ZELTAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์