Oat Aekwit Mental Health & Knowledge = Power
เพจบทความอาหารสมอง ทุกบทความต้องมีประโยชน์

ได้ฟังรายการ เจาะใจ ของพี่ดู๋แขกรับเชิญ พี่เอ๋ นิ้วกลม (นักเขียนหนังสือ)ผมประทับใจกับการยกตัวอย่างเรื่องปุ่มหยุด (Pause)...
08/11/2025

ได้ฟังรายการ เจาะใจ ของพี่ดู๋
แขกรับเชิญ พี่เอ๋ นิ้วกลม (นักเขียนหนังสือ)
ผมประทับใจกับการยกตัวอย่างเรื่องปุ่มหยุด (Pause) ⏸️
พี่เอ๋บอกว่าในชีวิตเรา มันเหมือนมีปุ่มเครื่องเล่นอยู่
ปุ่มหน้าตาแบบนี้ ▶️⏸️⏩️
เวลาเจอสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ
คนส่วนใหญ่มักจะเลือกปุ่ม ▶️ ไหลไปตามอารมณ์
หรือโต้ตอบทันทีเมื่อมีสิ่งอื่นเข้ามากระทบ
บางคนเลือกปุ่ม ⏩️ เพื่อให้เรื่องที่เจอผ่านไปไว ๆ
เรียกอีกอย่างว่าการหนี มันคือสัญชาตญาณที่สัตว์
ส่วนใหญ่เลือกใช้ คือ หนีหรือสู้
แต่ๆๆ พี่เอ๋บอกว่ามนุษย์เรามีความพิเศษกว่าสัตว์
เราสามารถใช้ปุ่ม ⏸️ เพื่อหยุดสิ่งนั้นไว้ก่อน
ปุ่มหยุดนี้เปรียบเหมือน “สติ”
เราหยุดสถานการ์ณตรงหน้าไว้ก่อนได้
แล้วค่อยเลือกว่าเราจะโต้ตอบตามสัญชาตญาณ
หรือจะทำอะไรแบบไหนต่อ
ซึ่งคนในสังคมส่วนใหญ่ ค่อนข้างลืมปุ่ม ⏸️
เลือกใช้แต่ ▶️⏩️ มากเกินไป
จนบางครั้งอาจทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
พี่เอ๋บอกว่าตอนนี้ชีวิตแกเมื่อสามารถกด ⏸️
เพื่อเลือกหนทางที่เราจะโต้ตอบกลับไปได้แล้ว
การตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต มันดีขึ้นมากกกก
ยังไม่พอ แกยังบอกอีกว่า มนุษย์เรายังสามารถ
คิดได้อีกนะ ว่าจะโต้ตอบกลับไปแบบไหนดี
ในระหว่างที่เรากด ⏸️
เพียงแค่เราต้องมองหาปุ่ม ⏸️ (การมีสติ) ให้เจอ
ในเวลาที่มีสิ่งเร้าต่าง ๆ เข้ามากระทบ
แล้วทุกคนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนชัวร์
หยุดใช้ชีวิตแบบ ▶️⏩️ เพื่อชีวิตที่ดีแบบมีสติด้วย ⏸️
Have a Good Day Kub ❤️

อะไร ? คือ "ทุกข์" ในทางพุทธศาสนาคำสอนที่อยู่มานานมากกว่า 2,500 ปีทุกอย่างที่มีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปพระพุทธเจ้า...
07/11/2025

อะไร ? คือ "ทุกข์" ในทางพุทธศาสนา
คำสอนที่อยู่มานานมากกว่า 2,500 ปี
ทุกอย่างที่มีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
พระพุทธเจ้าบอกว่า "นี่แหละคือทุกข์"
อะไรก็ตามที่เราเข้าไป ยึดมั่น ว่ามันคือ เรา
ล้วนทำให้เราเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง
ถ้าเราเดินไปเห็นเทศบาลกำลังกวาดใบไม้
เรารู้สึกเหมือนเราถูกกวาดหรือลากไปกับพื้นมั้ย
ทุกคนจะตอบว่า จะรู้สึกได้ยังไง ก็มันไม่ใช่ตัวเรา
นั่นแหละที่มาของคำว่า ยึดมั่น เพราะมนุษย์ทุกคน
มีความยึดมั่นในร่างกายนี้เท่านั้นว่า มันคือเรา
เมื่อเกิดความยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว
ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น ยกอีก 1 ตัวอย่าง
เสื้อผ้าที่ขายตามตลาด ตอนที่เรายังไม่ได้ซื้อมา
ถ้ามีคนเดินเอากรรไกรมาตัด เอาบุหรี่มาจี้
เราจะทุกข์มั้ย ? แต่พอเราซื้อมาเป็นของเรา
ถ้ามีเหตุการ์ณแบบนี้เกิดขึ้น เราทุกข์แน่นอน
เพราะเราเข้าไปยึดแล้ว ว่ามันคือของเรา
ทุกข์ ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ขยายความของสิ่งต่าง ๆ ได้ดังนี้
1. รูป คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกอย่างที่กล่าวมา
หากมีการ "สัมผัส" เกิดขึ้นจะเกิดทุกข์ เช่น ตาไปเห็น
หูไปได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายไปสัมผัส ใจไปรู้สึก
2. เวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ ความเฉย ๆ
คนเรามีทั้ง 3 สิ่งนี้อยู่ในตัว เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น
ตั้งอยู่ และดับไป ทั้งวัน ไม่มีใคร สุข ทุกข์ เฉย ๆ
ได้เพียงอารมณ์เดียว ไปตลอดทั้งวัน
3. สัญญา คือ ความจำได้ จำได้ว่าเรื่องนี้ทำให้สุข
จำเรื่องทุกข์ได้ และ เรื่องราวอื่น ๆ เช่น ร้านนี้อาหารอร่อย
จำได้ว่าเราขื่ออะไร จำเรื่องที่ผ่านมาในอดีตได้
4. สังขาร คือ ความคิดปรุงแต่ง ทั้งคิดถึงอดีตที่ผ่านมา
คิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เดี๋ยวคิดนู้นคิดนี่โดยการปรุง
แต่งเติม เพิ่มสี ให้กายนี้รู้สึก สุข หรือ ทุกข์ และ เฉย ๆ
5. วิญญาณ คือ ตัวที่เข้าไปรับรู้ในทุกข์ต่าง ๆ ที่กล่าวมา
และยังเป็นตัวอุปาทานที่ทำให้เราเชื่อว่า ตัวเรามันมีชีวิต
มีจิตใจจริง ๆ ที่เป็นของเราอย่างแน่แท้ (ตัวนี้ละวางยาก)
ศาสนาพุทธสอนให้เห็นถึง "ความจริง" ไม่ว่าโลก
จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน Ai จะเข้ามาครองโลก
เหมือนในหนังคนเหล็ก "ความจริง" สิ่งเหล่านี้
จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่อง "อกาลิโก"
"อกาลิโก" ก็คือ ความจริงแท้ที่จะไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ถ้าเรามองออกว่าอะไรก็ตามที่มีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
มันคือ ทุกข์ เราก็จะไม่หลงเข้าไปยึดมั่นในสิ่งใดอีกเลย
กายเราสักวันหนึ่งมันก็ต้อง แก่ เจ็บ ตาย เห็นแบบนี้แล้ว
เราก็ไม่ควรไปยึดว่ามันเป็นเรา คนเรามาเกิดบนโลก
ด้วยความคิด เราคิดถึงสิ่งใด ยึดในสิ่งใดมาก
นั่นแหละตัวที่นำพาเรามาเกิดในปัจจุบันและชาติต่อไป
พระพุทธเจ้าจึงอยากให้เราใช้ชีวิตด้วย สติ อยู่กับปัจจุบัน
ในทุกขณะที่เราหายใจเข้าออก ให้เราคิดนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ
เพราะความตายอยู่ใกล้ตัวเราเหมือนเงา ตัวเราในวันนี้
ก็เป็นคนละคนกับเมื่อวานแล้ว ถ้าเอาทางวิทยาศาสตร์
เซลล์ทุกอย่างในร่างกายเรา มันก็มีการ เกิดและตาย
สลับไปมาทั้งวันนะ ขี้ไคล ที่เราขัดออกจากผิว
มันก็คือผิวหนังเก่าของเราที่มันตายไป
เราตายอยู่ในทุกขณะ เพราะฉะนั้น
จงคิดดี ทำดี เพื่อฝึกจิตใจของเราให้พร้อม
รับมือกับความตายอยู่เสมอ เราต่างฝึกฝน
ความชำนาญทางกาย เพื่อใช้ชีวิตในทางโลก
แต่อย่าลืมกลับมาฝึกที่จิตใจกันด้วยนะครับ
เพราะตัวนี้ฝึกยากมาก ถ้าเราไม่เคยฝึกมันเลย
เมื่อความตายเดินทางมาถึง เราจะพร้อมรับมือ
กับจิตที่มันวิ่งไปยึดสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ดีมากแค่ไหนกัน
Have a Good Day Kub ❤️

แค่เปลี่ยนมุมมอง เราก็ได้เป็น " ผู้ให้ " ที่แท้จริงแล้วบางคนตื่นนอนมาพร้อมกับงานที่วิ่งเข้าหาใน Line กลุ่มหรือต้องตอบแชท...
06/11/2025

แค่เปลี่ยนมุมมอง เราก็ได้เป็น " ผู้ให้ " ที่แท้จริงแล้ว
บางคนตื่นนอนมาพร้อมกับงานที่วิ่งเข้าหาใน Line กลุ่ม
หรือต้องตอบแชทงานอื่น ๆ ในวันหยุด Deadline ต่าง ๆ
ได้แต่คิดในใจ เวลาส่วนตัวฉันไปไหน เพลียจะตุยอยู่แล้ว
ผมอยากให้เรามองทุกอย่างที่เข้ามากระทำต่อเรา
ในมุมมองใหม่ จากผู้ได้ "รับ" กลายเป็นผู้ "ให้"
ใครเคยขับรถบนถนน คันหลังบีบแตรแล้วหงุดหงิดบ้าง
จะบีบทำไม, รีบไปไหนลูกพี่ (คิดในใจรอเอาคืน555)
เราแค่เปลี่ยนมุมมองนิดเดียว ชีวิตก็ดีขึ้นอีกล้าน %
ลองคิดว่า คันที่บีบแตรใส่เรา เค้าอาจจะรีบไปเข้างาน
ภาระทางชีวิตเขาอาจจะเยอะ ลอง "ให้อภัย" เขา
แค่นี้เราก็ได้แล้วนะ "ได้ให้อภัย" ฟังดูโลกสวย
แต่เราได้รับตั้งแต่เราเริ่มเป็นผู้ให้แล้วนะครับ
ถ้าเราคิดแบบนี้กับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต เช่น
ทำไมฉันต้องโดนแบบนี้ ทำไมคนนี้เอาเปรียบเรา
เราลองคิดว่า เราไม่ได้เป็นผู้รับผลการกระทำครั้งนี้
เราได้เริ่มฝึกการให้ จากสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบดูสิ
ชีวิตสุขใจขึ้นเลยมั้ย จากที่ต้องมานั่งหาคำตอบ
ทุกเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้น ถ้าเราปรับมุมมอง
เราจะไม่ได้เสียอะไรไปเลย มีแต่ได้กับได้
การ "ให้อภัย" คือการทำบุญขั้นพื้นฐานที่ดีที่สุด
โดยที่ไม่ต้องเข้าวัดเลย ลองฝึกเป็นผู้ให้
ในทุกเหตุการณ์กันดูนะครับ
โอ๊ตเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน มีจิตใจที่ดีอยู่แล้ว
เพียงแค่มองจากคนละมุมเท่านั้น
เหมือนคน 2 คนที่ยืนหน้าเลข 6 หรือ 9
อีกฝั่งบอกว่าเห็น 6 อีกฝั่งนึงบอกเห็น 9
ลองเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เพียงเท่านี้
เราก็จะได้เป็นผู้ให้อย่างแท้จริงในทุกโอกาส
โอ๊ตเคยวิ่งไรเดอร์ไปซื้อของที่มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง
ที่นี่จะไม่มีถุงใส่ของให้ วันนั้นออเดอร์เยอะมาก
โอ๊ตต้องเอาเงินส่วนตัว ซื้อถุงใบละ 15 บาท
ตอนมาส่งให้ลูกค้า โอ๊ตไม่คิดจะบอกลูกค้าเลย
เพราะโอ๊ตคิดว่าเราไม่ได้เสียอะไร
เราได้ให้มากกว่าด้วยซ้ำ
โอ๊ตส่งออเดอร์นี้เสร็จ แล้ววิ่งงานต่อถึงค่ำ
ลูกค้าคนเดิมทักกลับมาขอเลขบัญชี
โอนเงินให้โอ๊ตเพิ่มอีก 100 บาท
เขาขอบคุณเราใหญ่เลยเพราะเขารู้ว่าถุงที่ใส่
ไม่ได้มีให้ฟรี (ถุงผ้ารักโลก) พอมาคิดดูแล้ว
การได้ให้ เราเหมือนได้ 2 ต่อเลย
และนี่คือสิ่งที่ผู้ให้ที่แท้จริงได้รับ
โดนรถยนต์ขับเหยียบน้ำกระเด็นใส่เรา
เราก็อย่าลืมขอบคุณเขาในใจด้วยนะครับ555
อย่างน้อยเขาเหมือนเตือนเราว่าต้องมองทางดี ๆ
ถ้ามีน้ำขัง เราหยุดให้เขาไปก่อนก็ได้
(ใครจะคิดได้แบบนี้มั้ยเนี้ยโอ๊ต คงจะมีแต่พระ555)
ลองฝึกเป็นผู้ให้ในทุกเหตุการณ์ เปลี่ยนจากคำว่า
ทำไมฉันต้องได้รับผลแบบนี้ เป็น ฉันได้ให้อะไรในเรื่องนี้
ชีวิตดีขึ้นอีกล้านเปอร์เซ็นนน !! เราเกิดมาเพื่อ " ให้ "
ได้ให้อภัย ได้ขอบคุณ แค่นี้เราก็เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง
Have a Good Day Kub ❤️

ต้นทุนที่แพงที่สุดของมนุษย์คือ เวลา...เพราะเวลาไม่เคยย้อนกลับ ต่อให้มีเงินมากมายก็ซื้อเวลาที่ผ่านไปแล้ว กลับมาไม่ได้เราต...
05/11/2025

ต้นทุนที่แพงที่สุดของมนุษย์คือ เวลา...
เพราะเวลาไม่เคยย้อนกลับ ต่อให้มีเงินมากมาย
ก็ซื้อเวลาที่ผ่านไปแล้ว กลับมาไม่ได้
เราตื่นเช้า ทำงาน ตามฝันให้คนอื่น
ทุ่มเทเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์
กับชีวิตของเราจริง ๆ
ผมมีโอกาสได้เรียนครอสออนไลน์ OPB
ของพี่ Benz Arnun (One-Person-Business)
และได้รับโจทย์เกี่ยวกับ Signal and Noise
นิยามสั้น ๆ ของ 2 สิ่งนี้ก็คือ
Signal = สิ่งที่มีประโยชน์กับชีวิตเรา
Noise = สิ่งที่ไร้ประโยชน์กับชีวิตเรา
สมมุติตัวอย่างให้เห็นภาพ
หากวันพรุ่งนี้ เราต้องตาย
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในตอนนี้
หัวใจของเราตอบว่า ใช่ มันก็คือ Signal
ถ้าหัวใจตอบว่า ไม่ มันก็คือ Noise
Noise และ Signal ของแค่ละคน ไม่เหมือนกัน
ด้วยมุมมอง หน้าที่ในชีวิต การตัดสินใจต่าง ๆ
เราจึงต้องหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง
โอ๊ตจับจุดทั้ง 2 สิ่งนี้ในชีวิตตัวเองได้ว่า
Noise = นอนไถฟีดโซเชียล, ดูหนังซีรีส์ Netflix, เล่นเกม
Signal = อ่านหนังสือ, พัฒนาตัวเองด้านต่าง ๆ, ฟังธรรม
อีกสักตัวอย่างในชีวิตโอ๊ตที่โอ๊ตมองว่ามันต่างกันจริง ๆ
Noise = วิ่งไรเดอร์ 12 ชั่วโมงต่อวันแลกเงิน 1,000 บาท
Signal = ทำ E-Commerce 3 ชั่วโมงต่อวันได้ 1,000 บาท
เห็นภาพมั้ยครับ “เวลา” ที่เสียไป ต่างกันราว ฟ้ากับเหว
เราจะยอมให้ Noise มันกลบ Signal ของเราจริงเหรอ
ลองเขียนมันออกมาดูครับ บางทีสิ่งต่าง ๆ ที่เราเสียเวลา
ให้มันอยู่ในทุก ๆ วัน ถ้าเราเอามาแลกให้เกิดคุณค่าจริง ๆ
ชีวิตของเราจะไปได้ไกลมากแค่ไหน
เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของเราทุกคนคือ เวลา ครับ
ขอให้ทุกท่านหา Signal และ Noise ของตัวเองให้เจอ
แล้วชีวิตจะดีขึ้นแบบพุ่งทะยาน To The Moon แน่นอน
Have a Good Day Kub ❤️

เราทุกคนสามารถ ”อ่าน“ สิ่งต่าง ๆ ได้เร็วกว่าที่เราคิดเวลาผมเขียนบทความเสร็จ ผมจะเอาไปโยนใส่เว็บไซต์นับคำ นับตัวอักษร เพื...
04/11/2025

เราทุกคนสามารถ ”อ่าน“ สิ่งต่าง ๆ ได้เร็วกว่าที่เราคิด
เวลาผมเขียนบทความเสร็จ ผมจะเอาไปโยนใส่เว็บไซต์
นับคำ นับตัวอักษร เพื่อเช็คว่าเราเขียนสั้นขึ้นมั้ย
เพราะผมก็อยากเขียนเนื้อหาให้สั้น เน้นเนื้อ ไม่เน้นน้ำ
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังยาวอยู่5555 ผมขอโทษค๊าบทุกคนน
ผมจะสรุปให้ฟังจากการโยนบทความใส่เว็บนับคำ
เว็บส่วนใหญ่จะแสดงผลว่า ต้องใช้เวลาอ่านกี่นาที
ใช้เวลาพูดกี่นาที โดยจะนับจากคำและตัวอักษร
ต่าง ๆ ของบทความ คำนวณออกมาแสดงผล
ผมเห็นตรงกันว่า การอ่าน จะใช้เวลาน้อยกว่า
การพูด ผมจะยกตัวอย่างการอ่านให้เห็นภาพ
ว่าทำไม ? มนุษย์เราถึงสามารถอ่านได้เร็วกว่าที่คิด
ทุกท่านเคยเห็นคำพวกนี้มั้ย คอมพิวเตอร์, เทคโนโลยี
คำพวกนี้จะดูยาวกว่าพวก เม้าส์, คีย์บอร์ด
บางคนเห็นแค่ คอม ก็เดาต่อได้แล้วว่าคือคำว่าอะไร
ไฮไลท์คือ สมองของเรามีความสามารถ "เดาคำ" ได้
จากรูปประโยคที่มองเห็น คนที่ต้องอ่านอะไรมาก ๆ
จะสามารถอ่านข้อความต่าง ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ผมเลยอยากบอกว่า ถ้าเราฝึก การอ่าน บ่อย ๆ
เราก็จะอ่านข้อความต่าง ๆ ได้เร็วมากขึ้น (แบบซิ่ง ๆ เลย)
ทุกครั้งที่เราเจอประโยคที่ยาว เราก็จะใช้เวลาอ่านน้อยลง
เพราะการอ่านมีการมองเห็นก่อน สมองประมวลเป็นคำ
และสามารถทำความเข้าใจได้ในหัวแบบอัตโนมัติ
ไม่เหมือนการ เขียนและพูด ที่สมองต้องเก็บข้อมูล
เพื่อมาเรียบเรียงก่อนจะเขียนลงกระดาษหรือพูดออกเสียง
บางครั้งก็ เขียนผิด หรือ พูดผิดบ้าง เพราะข้อมูลส่วนใหญ่
มันไหลออกจากหัว ต่างจาก การอ่านที่ข้อมูลจะวนอยู่ในหัว
ผมอยากให้ทุกคน รักการอ่านให้มาก ๆ เพราะมันคือ
สิ่งเดียวที่ทำสมองส่วนรับข้อมูล ทำงานได้ดีขึ้น
และค่อยเริ่มเขียนลงกระดาษ เพื่อ “ตกผลึกความคิด”
ที่นี้ ถ้าอยากพูดเล่าเรื่องอะไรก็พูดไปเลย เราจะพูดได้
มีหลักการและออกมาจากความคิดที่มีคุณภาพสูงสุด
Have a Good Day Kub ❤️

ผมคุยกับฝรั่งรู้เรื่อง แบบไม่ต้องท่องจำคำศัพท์เป็นพัน ๆ !!โดยใช้เทคนิค "รู้พื้นฐานนิดเดียว" (รู้แค่ 20% ไม่ใช่ 80%)ผมมีเ...
03/11/2025

ผมคุยกับฝรั่งรู้เรื่อง แบบไม่ต้องท่องจำคำศัพท์เป็นพัน ๆ !!
โดยใช้เทคนิค "รู้พื้นฐานนิดเดียว" (รู้แค่ 20% ไม่ใช่ 80%)
ผมมีเรื่องเล่าที่อยากมาแชร์เกี่ยวกับ ภาษาอังกฤษ สั้น ๆ
ผมเคยทำงานเป็นบาร์เทรนเดอร์ของร้านอาหารย่านสีลม
ตอนทำงานใหม่ ๆ ผมแทบไม่รู้ ภาษาอังกฤษ เลย
ทั้งด้าน การอ่าน, การฟัง, การพูด แทบเป็นศูนย์ !
ผมเริ่มทำงานในตำแหน่ง เด็กเสิร์ฟ แค่ 2 เดือน
จนเริ่มใช้ ภาษาอังกฤษ ได้ดีขึ้น และเป็นบาร์น้ำต่อ
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ "ลูกค้าแต่ละคน มีคำที่ใช้เฉพาะตัว"
ครั้งหนึ่งมีลูกค้าสั่ง ไวน์ขาว (White Wine) แต่ไม่ได้ใช้คำนี้
ลูกค้าสั่งว่า Can I have Sauvignon Blanc (โซวีญง บลอง)
ผมที่พึ่งทำงานใหม่ เข้าใจว่าเป็นไวน์ตัวแพงในร้าน
ร้านผมมีไวน์ 2 ตัวคือ Sauvignon และ Mont Clair
ผมเอาไวน์แดง Sauvignon มาเสิร์ฟ (โดนเทศเป็นชุด555)
ลูกค้าคนนั้นเป็นคนฝรั่งเศส เขาพูดภาษาไทยชัดมาก ๆ
"ฉันจะบอกคุณว่า Blanc ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ขาว"
จากวันนั้นผมเลยได้ข้อคิดบางอย่างจากเหตุการณ์นี้
ผมเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษที่ใช้งานในหมวดร้านอาหาร
โดยเน้น คำที่ลูกค้าของประเทศนั้น ๆ ใช้บ่อยสุด เช่น
คนไทยเราเรียกน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งว่า สไปรท์ (Sprite)
ต่างชาติเรียก เซเว่นอัพ (7-Up)
มันฝรั่งทอด
คนไทย : เฟรนช์ฟรายส์ (French Fries)
คนอเมริกา : ฟรายส์ (Fries)
คนอังกฤษ : คริฟ (Crisps) *ออกเสียงได้หลายแบบ
ผมเริ่มเก็บศัพท์พวกนี้ ผ่านความผิดพลาดในการบริการ
แต่พอยิ่งผิดมากเท่าไร เรายิ่งรู้มากขึ้นเท่านั้น
รวมถึงคำพื้นฐานที่ต้องใช้ในงานบริการร้านอาหาร
ฮัลโลว เวลค่าม ยินดีต้อนรับ มากี่ท่านค๊าบบ วนไป555
จนเวลาผ่านไปแค่ 1 เดือนแรก ผมเริ่มรับลูกค้าได้เฉย
แบบไม่ต้องวิ่งไปถามพี่ ๆ คนอื่นในร้านเลย
จนผมเรียนรู้ว่า เราไม่ต้องรู้คำศัพท์เยอะ ๆ บนโลกก็ได้
ขอแค่เรารู้ศัพท์เฉพาะในงานของเราแค่ 20% ก็ผ่านแล้ว
เดือนต่อมา ผมเริ่มคุยเรื่องอื่น ๆ ได้มากขึ้น เวลาลูกค้าชวนคุย
จากการมีคลังคำศัพท์ได้ไม่ถึง 500 คำในหัวด้วยซ้ำ
และปัจจุบันผมได้อ่านหนังสือ Life's Missing Manual
ของพี่ทอย DataRockie อีกแล้วว5555 (บทที่ 35 หน้า 205)
มีบทนึงที่พูดถึงเรื่องนี้ด้วยว่า เรียนรู้แค่ 20% ไม่ใช่ 80%
ผมอ่านแล้วว้าวมาก เพราะตรงกับชีวิตที่ผ่านมา
แต่ไม่เคยนึกถึงนิยามของเทคนิคนี้เลย
ศาสตร์ส่วนใหญ่ ถ้าเรารู้แค่ 20% แบบรู้และเข้าใจจริง ๆ
ก็สามารถนำมาต่อยอดได้แล้วนะ ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้
จนเรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ Specialist ในสายนั้นเลย
เหมือนกับความรู้ด้านการทำเว็บไซต์ด้วย Wordpress
ผมอาจจะรู้แค่ 20% แต่ผมก็ยังจำมันได้อยู่ และพอทำได้
สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ ไม่ว่าทุกศาสตร์จะยากแค่ไหน
ขอแค่เราลองก้าวขาลงไปสักครึ่งให้ได้ 20% ก็พอ
เดี๋ยว % ที่เหลือจะค่อย ๆ ตามมาเองง...
อย่าไปคิดว่าเริ่มฝึก ภาษาอังกฤษ ในวันนี้
ต้องจำศัพท์ให้ได้เยอะ ๆ เกิน 80% ก่อน
ลองเริ่มจาก 20% พอ เดี๋ยวมันไหลไปเอง
เริ่มจากหมวดหมู่ในชีวิตประจำวัน ที่เราสนใจ
ยิ่งเราสนใจมันมาก เราก็จะรักมันมากขึ้น เช่นกัน
และการสร้าง 20% แรกจะไม่มีอะไรยากอีกต่อไป
สรุปสั้น ๆ 3 ข้อ ท่องย้ำ ๆ ให้ขึ้นใจ
1. โฟกัสแค่ 20% ที่สำคัญก็พอ
2. เรียนรู้และเข้าใจ จากความผิดพลาด
3. ลองลงมือทำก่อน ถึงยังไม่สมบูรณ์แบบ
Have a Good Day Kub ❤️

เพราะ ชีวิต คือ เกม (Life is Game) 🎮ลุยยย กดเข้าเกมม 55555The Legend of Zelda: Breath of the Wild เกมจากปู่นิน (Nintendo...
02/11/2025

เพราะ ชีวิต คือ เกม (Life is Game) 🎮
ลุยยย กดเข้าเกมม 55555
The Legend of Zelda: Breath of the Wild เกมจากปู่นิน (Nintendo)
เกมบนเครื่อง Nintendo Switch ที่ผมเคยเล่นจบไปเมื่อหลายปีก่อน
มีหลายคนที่เล่นจบ และเล่นไม่จบ มันเหมือนกับชีวิตเรามาก ๆ
เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง
เกมย่อ เราจะได้รับบทเป็นตัวละครเอกในเกมชื่อ ลิงค์ (Link)
ที่ตื่นจากการหลับไหลไปมากกว่า 100 ปี (พ่ายแพ้จากสงครามครั้งก่อน)
เราจะเริ่มเกมโดยเราไม่มีอะไรเลยทั้ง ทักษะที่เคยชำนาญ ความทรงจำ
เกมเป็นโลกแบบ Open World ที่จะให้เราเลือกทำสิ่งใดก่อนก็ได้
เหมือนกับชีวิตที่ไม่มีใครบังคับ แต่จะมีการค้นพบระหว่างเส้นทาง
เกิดขึ้นอยู่เสมอ จนหลอมรวมให้เราเริ่มเข้าใจว่าต้องไปในทิศทางไหน
เราต้องผ่านการทดสอบด้านต่าง ๆ เช่น ตามหาความทรงจำที่หายไป
การค้นพบทักษะใหม่ ๆ การฝึกตนเองให้คู่ควรกับอดีตผู้พิทักษ์องค์หญิง
Zelda เส้นทางของ Link ดำเนินไปแบบไหนก็ได้ตามที่เราต้องการ
ก่อนอื่น ผมบอกก่อนว่า บางคนใช้เวลาเป็น 100 ชั่วโมงในการจบเกม
บางคนใช้เวลาไม่ถึง 100 ชั่วโมงในการเล่น แต่ละคนไม่เหมือนกัน
เปรียบเหมือนชีวิต ที่เราทุกคน ต่างก็ไปถึงจุดหมายไม่พร้อมกัน
Link ต้องไปยังสถานที่ต่างๆ หลักๆ ในเกม 4 แห่ง เพื่อเก็บสะสม Skill
ตามหาความทรงจำว่า "ฉันคือใคร" ความยากง่ายแต่ละที่ไม่เท่ากัน
แต่โดยรวมทุกสถานที่ จะให้บทเรียนอะไรบางอย่างกับ Link เสมอ
เป้าหมายคือไปช่วยองค์หญิง Zalda จากราชาปีศาจกานอนดอร์ฟ
ที่เข้ามายึดครองปราสาทและอาณาจักรไฮรูล (โลกที่ Link อาศัยอยู่)
การเล่นให้ผ่านเราต้องมี การฟาร์มของ เปิดแผนที่ สู้กับ MiniBoss
เมื่อได้ของใช้ที่ต้องการ+ทักษะสกิลต่างๆที่ได้มา ถึงจะเข้าปราสาทได้
มันทำให้ผมที่เล่นเกม ยิ่งมองว่าเกมนี้มันเหมือนชีวิตของเราเลยย
เราต้องผ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้าย ผ่านการฝึกฝนเพื่อค้นหาตนเอง
จนนำไปสู่เป้าหมายสู่สุดในชีวิต ถ้าเราเล่นเกมโดยไม่สนใจทุกอย่าง
มุ่งหน้าตรงเข้าปราสาทตั้งแต่ต้น ซึ่งเกมก็เปิดโอกาสให้ทำได้
แต่เราจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เหยียบบันไดขั้นแรกของปราสาทเลยด้วยซ้ำ
ตายเพราะลูกกระจ๊อกที่เฝ้ารอบปราสาทหยั่งเขียด 55555
ดังนั้นเราต้องเก็บประสบการณ์ ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต้องใช้
ก่อนจะเอาชนะเป้าหมายใหญ่ ต้องสร้างชัยชนะเล็กให้ได้ก่อน
หลายคนอยากปลูกต้นไม้ใหญ่ แต่ลืมไปว่าปลูกถั่วงอกกินยังทำไม่ได้เลย
ดังนั้นเราไม่ควรท้อแท้กับชีวิต ไม่ว่าจะเจอเรื่องยากแค่ไหน อุปสรรคต่างๆ
เป็นเพียงทางผ่านให้เราฝึกฝนตนเอง เพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น
เลยมีทั้งคนที่ เล่นจบ และ เล่นไม่จบ อาจจะไม่มีเวลาเล่น ติดธุระ
หรือ เบื่อ ไม่ใช่แนวของตัวเอง ไม่มีใครผิดถูกเลยครับ แต่ผมขออย่างเดียว
อย่าเลิกเล่น "เกมแห่งชีวิตจริง" ของเราทุกคนกันเลยนะครับ
ผมเชื่อว่ารูปแบบเกมชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ยากง่ายไม่เท่ากัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันแน่ ๆ คือ สักวันเราต้องถึงเป้าหมายสูงสุดในชีวิต
ของเราอย่างแน่นอน ตราบใดที่เราไม่ท้อและเลิกใช้ชีวิตไปซะก่อน
ตอนนี้คุณอยู่ในด่านไหนของเกมชีวิต เริ่มเจอ Boss ตัวแรกแล้วรึยัง ?
ขอให้สนุกกับการเล่นเกมชีวิตของแต่ละท่านนะครับ ลุยยย!!
Have a Good Day Kub ♥

3 เสาหลักของปรัชญา สโตอิก (Stoicism)ผมได้อ่านหนังสือ Life's Missing Manual (2025) คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไปของพี่ทอย Dat...
01/11/2025

3 เสาหลักของปรัชญา สโตอิก (Stoicism)

ผมได้อ่านหนังสือ Life's Missing Manual (2025) คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป
ของพี่ทอย DataRockie จากสำนักพิมพ์ ลุกซ์ (LUX) ตีพิมพ์ครั้งแรก !!
ประมาณ (ครึ่งเล่ม) 150 กว่าหน้า
รู้สึกสะดุดใจกับปรัชญาของสโตอิกสุด ๆ ตัวผมเองชื่นชอบศึกษา
เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ยิ่งอ่านหัวข้อสโตอิกในหนังสือพี่ทอย ผมยิ่งมองเห็นธรรมมากขึ้น
โดยรวมของหลักปรัชญาสโตอิกจะให้เราใช้ชีวิตอยู่บนทางสายกลาง
โดยมี 3 เสาหลักของคำสอนดังนี้
1. จงหยุดควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และโฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้แทน
2. จงใช้ชีวิตให้สอดคล้องไปกับธรรมชาติด้วยความดีงาม
3. จงรับผิดชอบชีวิตของตนเองให้ดี
*** ขยายความ 3 เสาหลัก ****
1. สิ่งที่เราควบคุมได้คือ ความคิดและการกระทำของเรา (กาย วาจา ใจ)
เราไม่สามารถควบคุมบางอย่างได้เช่น เวลา, สภาพอากาศ และ คนอื่น
สิ่งที่เราคุมได้อย่างแท้จริงคือ ตัวตนของเราว่าเราอยากเป็นคนแบบไหน
2. สโตอิกเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นคนดี คนทำชั่วหรือสิ่งไม่ดี
เขาแค่ใช้ชีวิตไม่สอดคล้องไปกับธรรมชาติ เราทุกคนรู้สึกว่าทำดีสบายใจ
กว่าทำชั่วแน่นอน เพียงแต่ถูกปัจจัยภายนอกบางอย่างพาเราไป อาทิเช่น
การโกหกเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่ปลายทางเราหวังแค่ให้อีกฝ่ายรู้สึกดี
ส่วนตัวเราก็สบายใจกว่าการพูดตรง ๆ ที่อาจจะเจ็บปวด (เจ็บแต่จบนะ555)
3. การรับผิดชอบตนเองในที่นี้คือ ใช้ชีวิตให้มีคุณค่า และแบ่งปันสิ่งดี ๆ
กลับคืนสู่สังคมรอบตัว เช่น การศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง ถ้าเรามี Mindset
ที่ดี การกระทำทุกอย่างที่ออกจากตัวเรา ก็จะออกมาดีต่อคนรอบ ๆ ตัวด้วย
ยิ่งเรามี "ศรัทธา" ที่แรงกล้าต่ออะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเรื่อง ศาสนา ปรัชญา
เราจะไม่หวั่นไหวต่อ ความเชื่อ (สิ่งที่บอกให้ทำตามหรือเชื่อแบบนี้เท่านั้น)
ใด ๆ ในโลกนี้เลย เหมือนที่ผมศรัทธาต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
" หากจิตวิณญาณได้สัมผัสแสงสว่างสักครั้ง
จะไม่มีทางกลับไปมืดบอดอีกต่อไป "
- Thomas Paine นักปรัชญาฝรั่ง (จากหนังสือพี่ทอย บทที่ 4 หน้าที่ 40)
ในทางพุทธศาสนาเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า "ปัจจัตตัง" คือ สิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน
แต่ละคนจะมีศรัทธาลงลึกต่ออะไรบางอย่าง เมื่อคนๆนั้นได้รู้ซึ้งถึงข้อมูลนั้น
และเข้าใจได้เฉพาะตน จากการพิสูจน์หรือทดลองด้วยตัวเอง
เหมือนเราเชื่อว่าโลกใบนี้มัน กลม ต่อให้เจอทฤษฎี โลกแบน
เราก็ยังมีศรัทธาอย่างมั่นคงว่า โลกใบนี้มัน กลม จริง ๆ
ศรัทธา คือ สิ่งที่ควรมีในศาสตร์ทุกแขนง หากเราไม่มีศรัทธา
เราก็จะไม่มีหลักอะไร ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตเลย...
จากที่ผมอ่านหนังสือพี่ทอย ผ่านหัวข้อต่าง ๆ มาได้ครึ่งทางแล้ว
ผมเหมือนได้เห็นธรรมมะที่ซ่อนอยู่ในทุกหัวข้อ และ พี่ทอยยังได้
ยืนยันในหนังสือว่า ศาสตร์ส่วนใหญ่ที่แกนำเสนอมา จะมีหลักเดียวกันคือ
"ทางสายกลาง" ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และทั้งหมดที่ผมเขียนมา
ยังเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ไม่ถึง 2% ของสิ่งที่พี่ทอยได้เขียนในหนังสือเลย
ยังมีอีกหลายปรัชญาที่แกหยิบยกมาให้เราศึกษา บางหัวข้อแกสรุปหนังสือ
ที่มีความยาวมาก ๆ อ่านเข้าใจยาก ย่อยมาให้เราแบบเรียบ ๆ อ่านลื่น ๆ
และสนุกสุด ๆ ผมอยากให้ทุกท่าน มีโอกาสได้อ่านสักครั้งนะครับ
เพราะปรัชญาคือ ชีวิต ไม่ใช่เพียงศาสตร์ความรู้ในรู้แบบหนึ่งที่ควรศึกษา
เดี๋ยวผมจะแปะรูปหนังสือไว้ในคอมเม้นต์นะครับ ยังไม่ได้สรุปทั้งเล่ม
เพราะผมยังอ่านไม่จบ55555 โค้งคำนับพี่ทอย 3 ครั้ง ที่สร้างหนังสือเล่มนี้
Have a Good Day Kub ♥

เรื่องราวทุกอย่างในชีวิตเรา ไม่มีคำว่า “ บังเอิญ ”ทุกเรื่องราวมี “เหตุและปัจจัย” ซึ่งนำมาสู่ “ผล” เสมอBuddha (พระพุทธเจ้...
31/10/2025

เรื่องราวทุกอย่างในชีวิตเรา ไม่มีคำว่า “ บังเอิญ ”

ทุกเรื่องราวมี “เหตุและปัจจัย” ซึ่งนำมาสู่ “ผล” เสมอ
Buddha (พระพุทธเจ้า ไลฟ์โค้ชผู้มาก่อนกาลล หืมม)
ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเคยเจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี
บางคนก็เชื่อว่าเราใช้ชีวิตของเราแบบไหน ก็ได้แบบนั้น
บางคนเชื่อว่าเราไม่ได้เลือกอะไรเลย เรื่องบังเอิญชัดๆ
ผมมีเรื่องเล่า 3 เรื่อง ที่อยากจะแชร์ให้ฟังครับ
เรื่องแรก ครูผู้ให้ความรู้และแบบอย่าง
(Knowledge & Example)
ผมเคยมีเพื่อนที่เก่งมากๆคนนึง สอนผมทุกอย่างจาก 0
เพื่อนคนนี้เปิดโลกความรู้ในหัวของผมมาก ๆ
จนผมได้มีอาชีพ (ทำ SEO + Website)
ผมสนิทกันมากใช้คำว่า ”เพื่อนตาย“ ได้เลยในวัยหนึ่ง
จนมีเหตุการณ์ที่ผม “บังเอิญ” ทำให้เพื่อนคนนี้ถูกจับ !!
เราสองคนต่างเข้าใจผิดกัน ผมที่คิดว่ามันคือเรื่องบังเอิญ
เราไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลยย
ส่วนเพื่อนก็คิดว่าคำขอโทษของเรามันไม่เพียงพอ
เราหักกันไป เลิกติดต่อ วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก
เช้าวันหนึ่ง วันที่ลูกชายคนแรกของผม (โอโซน) เกิด
เพื่อนคนนี้ทักมาหา แสดงความยินดี ผมสตั้นไปนานน
เพราะเราไม่ได้คุยกันนานมาก เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าวันนั้นไม่เกิดเรื่องร้ายๆขึ้น
เพื่อนผมคนนี้ก็ไม่มีวันนี้ เขาประสบความสำเร็จ
บรรลุเป้าหมายในชีวิต จากเรื่องบังเอิญที่ผมสร้าง
ผมไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องบังเอิญครั้งนั้นมันจะออกมาดี
ผมได้แต่เฝ้าโทษตัวเองที่ทำเพื่อนพัง จนผมตกผลึก
ได้ว่า ตัวผมเองก็ได้อะไรจากเพื่อนคนนี้เหมือนกัน
ผมได้ออกมาสู้คนเดียว ด้วยวิชาที่ติดตัวมา
โดยมีเพื่อนคนนี้ “เป็นเงาที่เหมือนคู่แข่งบนลู่วิ่ง”
เพื่อนผมคนนี้สมัยนั้นเขาเริ่ม “อ่านหนังสือ ฝึกภาษา”
(ความรู้คือพลังจริงๆ Knowledge is power)
ผมจึงเห็นเขาเป็นแบบอย่างคนที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้
ผมเริ่มชอบอ่านโพสต์ที่ยาวๆมากขึ้น ฝึกทักษะใหม่ๆ
และมองเพื่อนคนนี้เป็นครูผู้ให้ความรู้และแบบอย่างที่ดี
ผมจึงเริ่มรักการศึกษา การอ่าน มาถึงทุกวันนี้
(อย่าพึ่งเครียดกันนะครับบทความชิลๆผมเขียนไปยิ้มไป55555)
เรื่องที่สอง ครูผู้ให้โอกาสและเตือนสติ
(Chance & Wit)
ผมได้มีโอกาสทำงานสาย SEO จากความรู้ชุดแรก
ที่ครูคนแรกทิ้งไว้ให้ กับรุ่นพี่คนหนึ่งที่ผมเคารพ
รุ่นพี่ผมคนนี้เป็นผู้บริหารองค์กร บางเรื่องใน SEO
แกก็จะไม่ได้มาลงลึกหรือศึกษากับเรามากขนาดนั้น
ด้วยความเป็น HR ที่ต้องมองภาพกว้างขององค์กร
แกจึงเปิดโอกาสให้ผมลองผิดลองถูกได้เต็มที่ !
โดยเชื่อมั่นในตัวผมมาก ๆ ตลอดระยะเวลา
ที่ผมได้ทำงานกับแก ผมได้โอกาสต่าง ๆ มากมาย
เหมือนทำงานไปเรียนไป ฝึกความเป็นผู้นำ
ได้เรียนรู้แนวคิดคนเป็นเจ้าของธุรกิจ
จนมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องลาออกอย่างกระทันหัน !!
ช่วงผมทำงานอยู่กับรุ่นพี่ ผมติดกัญชาอย่างหนัก
จนทำให้ “สติ” ของผมในการตัดสินใจอะไรๆเริ่มแย่
(ปัจจุบันเลิกกัญชาแล้ว 100% ชีวิตดีขึ้นมาก ก ล้านตัว)
ผมเริ่มแสดงพฤติกรรมที่ไม่ควรทำต่อผู้ใหญ่ ออกมา
ด้วยความที่ไม่มีสติที่ดี นำมาสู่การคุมชีวิตให้ดีไม่ได้
จนผมโดยรุ่นพี่ที่เขาเชื่อมั่นในเราต้อง “ตบ” สั่งสอน
เพื่อเรียกสติกลับมา วันนั้นผมจึงลาออกด้วยความคิด
ที่อยู่ในหัวว่า “เขาไม่เข้าใจเราเลย”
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ผมเลิกกัญชาแบบหักดิบ
ตั้งแต่วันนั้น วันที่ผมลาออก ใช้มันมาต่อเนื่องเกือบ 6 ปี
วันนี้ในหัวผมคิดได้ว่า ถ้ารุ่นพี่ผมไม่เตือนสติในวันนั้น
ก็คงไม่มีผมในวันนี้ และ ผมได้เริ่มกลับมาอยู่กับตัวเอง
เข้าใจตัวเองมากขึ้น ”สติ“ เริ่มกลับมาดีมากขึ้น
หลังจาก 1 เดือนที่เลิกใช้กัญชา
ผมเลยยกให้แกเป็นครูผู้ให้โอกาสและเตือนสติของเรา
ให้เรากลับมามองดูตัวเอง ทบทวนอะไรหลายๆอย่าง
ซึ่งเป็นโอกาสที่ผมตามหามานาน กว่าที่จะเลิกมันได้
ผมกลับมามีสติที่ดี มีโอกาสได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น
เพื่อเตรียมตัวส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้คนอื่น ๆ ต่อไปเหมือนวันนี้
(ยาวหน่อยนะครับ แต่สัญญาว่าบทสรุปจะมีข้อคิดดีๆชัวร์)
เรื่องที่สาม ครูผู้ให้ปัญญา (Wisdom)
จากเรื่องราวที่ทั้งดีและร้ายที่เล่ามา ทำให้ผมค้นพบ
รุ่นพี่อีกท่านที่เจอกัน ผ่านบทความบนเพจ Facebook
แกคือเจ้าของเพจที่มีคนไทยแชร์เยอะสุดในประเทศ !
ผมติดตามอ่านมาสักพักเพราะเริ่มเห็นคนใกล้ตัวแชร์
เพราะเพจของแกส่วนใหญ่จะเขียนยาว ทำให้ผมได้ฝึก
สมาธิในการจดจ่อที่จะอ่านได้มากขึ้น แถมแต่ละโพสต์
ยังอุดมไปด้วยความรู้ต่าง ๆ เป็นร้อย ๆ แบบบบ
รุ่นพี่คนนี้ใน 1 วันภาระกิจแกน่าจะเยอะมาก ๆ
ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ เขียนบทความ ฯลฯ เท่าที่จะนึกออก
ไม่งั้นคงไม่ได้ติด Top Page ที่คนไทยแชร์เยอะแน่นอน
แกเคยโทรมาหาผมมม !!! ยอมสละเวลาอันมีค่า
เพื่อทำความรู้จักกัน เปล่า เพราะผมเมลไปขอร้องให้แกโทรหา55555
แต่เมื่อได้คุยกันผมกับทำสิ่งที่ไม่ควร
จนเหมือนเริ่มทำให้เสียบรรยากาศในการคุยกัน
(อีกแล้วนะโอ๊ต555)
ผมเอาแต่เล่าเรื่องของตัวเอง ผมเจอแบบนี้ ผมแก้ไงดี
ผมโดนแบบนี้ผมต้องทำยังไงบ้าง โดยไม่ถามเรื่องราวของแกเลยสักคำ
ทั้งที่เป็นโอกาสที่ควรเรียนรู้จากแก
ผมได้ข้อคิดเกี่ยวกับ “ปัญญา” ในวันที่คุยเลยย
แกบอกว่า โอ๊ตรู้มั้ยว่า คำว่า มิตรภาพ (Friendship)
หมายความว่าอะไร? ผมตอบแบบงง ๆ เพื่อนครับพี่!
แกบอกว่า Friend คือ เพื่อนที่ต้องมีอะไรร่วมกัน
ส่วนคำว่า Ship มันแปลว่า เรือ (นึกถึงเรือคายัค)
ง่ายๆเลยคือ เวลาเราพายเรือคายัดมันต้องพาย 2 คน
แกกำลังสอนผมให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำนี้
โดยมอบความรู้ ความเข้าใจ (Knowledge) ให้ผมคิด
และยังให้ Knowledge ในเรื่องต่างๆที่เราเล่าให้แกฟัง
จนผมถึงบางอ้อ อ อีกล้านตัว โค้งคำนับ 3 ครั้ง...
ผมตกผลึกบางเรื่อง จนได้ปัญญา (Wisdom)
ปัญญาเป็นสิ่งที่ใครก็สอนเราไม่ได้ นอกจากเราต้อง
เข้าใจในองค์ความรู้หรือปัญหานั้นๆ จนเราเข้าใจมันจริงๆ
แล้วเราจะเกิด ”ปัญญา“ ที่เข้าใจแบบลึกซึ้ง
ผมจึงยกให้รุ่นพี่คนนี้เป็นครูผู้ให้ปัญญา ที่ทำให้เรา
ได้มองย้อนกลับไป เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาแบบตั้งใจ
จนตกผลึกกลายเป็น Wisdom ที่เปลี่ยนความคิดผม
ไปตลอดกาล จึงเกิดมาเป็นเพจ ๆ นี้ ที่ผมกำลังหัดเขียน
#บทสรุปและข้อคิด
จบแล้วครับ 3 เรื่อง ผมจะทิ้งข้อคิดให้สั้น ๆ ว่าา...
สิ่งที่ผมเล่าทั้งหมดนั้น ไม่มีเรื่องไหน “บังเอิญ” เลยครับ
เราสร้างเหตุไว้ ทำให้มันเกิดผลแบบต่าง ๆ ตามมา
ไม่ว่าเรื่องมันจะดูไม่ดีหรือเลวร้ายกับจิตใจแค่ไหน
ขอแค่เราจงตั้งใจหยุดมองมัน และเลิกใช้คำว่า บังเอิญ
ชีวิตเราจะได้รับอะไรจากเรื่องนั้น ๆ เสมอแน่นอนครับ
เพราะโลกใบนี้เกิดจากบิกแบง เรากำลังเคลื่อนที่อยู่บน
เหตุ และ ผล ของจักรวาลเสมอ ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย
ขอให้ทุกคนมองเห็นเหตุของทุกเรื่องราว
ได้ค้นพบผลบางอย่างจากเรื่องที่เกิดขึ้นนะครับ
Have a Good Day Kub ❤️

สรุปงาน Bitkub Summit 2025 Day 2  จากเวที **The Next Humans Stage**ช่วงพี่ Benz Arnun : OPB (One-Person-Business)คน ๆ เด...
30/10/2025

สรุปงาน Bitkub Summit 2025 Day 2

จากเวที **The Next Humans Stage**
ช่วงพี่ Benz Arnun : OPB (One-Person-Business)

คน ๆ เดียวก็สามารถสร้างธุรกิจหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้…

พี่เบ้นบอกว่าอาชีพนี้กำลังจะมาแน่ๆ !! แกอยากให้ทุกคนเข้าใจ Concept ของ OPB ว่าคืออะไร ไม่ว่าคุณจะเป็น Office Worker (พนักงานออฟฟิศ), Entrepreneur (ผู้ประกอบการหรือเจ้าของ) และเป็น Freelance (คนที่ทำงานอิสระ) แกอยากให้ทุกคน Deep Understand ในสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า OPB คือ Freelance รึเปล่า คือ Entrepreneur ใช่มั้ย หรือว่าเป็นคนทำงานออฟฟิศ

แต่ที่จริงมันคืออาชีพที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างทั้ง 3 แบบ !! ห้ะ5555

เล่าให้เห็นภาพ พี่เบ้นบอกว่าโลกของเรามันเกิดการ Big Shift (การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) บางคนอาจจะมองว่า

การเป็นลูกจ้างเราต้องมี Mind Set ว่าฉันต้องเป็น Expert (ผู้เชี่ยวชาญ) เฉพาะในงานที่ทำ หรือต้องสุดสายในความรู้บางอย่าง แต่ OPB มันจะมีปัจจัยหลักๆประมาณ 2-3 อย่างที่เกิดขึ้นแล้วมาบรรจบกัน

ปัจจัยแรก Economy (เศรษฐกิจ) เวลาที่เกิดการ Shift ขึ้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เศรษฐกิจ มันจะหมุนเป็นวัฎจักรหรือ Cycles (รอบ) อย่างตอนนี้ เศรษฐกิจ เราอยู่ในรอบไหนของวัฎจักรโลก

ปัจจัยที่สอง Technology (เทคโนโลยี) เครื่องมือไฮเทคต่างๆที่ออกแบบให้มนุษย์เราได้ใช้งาน สะดวกสบายมากขึ้น ยกตัวอย่างก็ Ai ที่กำลังเข้ามาและใคร ๆ ก็รู้จักไม่มากก็น้อยย โดนทุกอุสาหกรรมม55555

ปัจจัยที่สาม Human Behavior (พฤติกรรมมนุษย์) พฤติกรรมของผู้บริโภคมันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพราะผู้บริโภคต้องการสิ่งที่ดีและง่ายกับชีวิตมากที่สุด เมื่อโลกเปลี่ยน ใจเธอก็เปลี่ยนนน TT ไม่ใช่ละ555

พี่เบ้นพูดถึงฝรั่งคนนึงชื่อ Ray Dalio ที่บอกว่า History Moves in Cycles ก็คือเหมือนปัจจัยข้อแรกที่ผมเขียนไปว่า เศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ของมนุษย์จะหมุนและเคลื่อนที่ไปเป็นวัฏจักร พี่เบ้นบอกว่าต่อให้โลกใบนี้จะมีอะไรก็ตามที่เกิดใหม่ขึ้นมาทั้งด้าน Technology, Human Behavio และ Economy แต่ยังไงโลกก็จะหมุนเป็นรอบๆของมัน หรือ หมุนเป็นวัฏจักร

ที่นี้พี่เบ้นบอกว่า Ray Dalio เข้ามองโลกของเราที่หมุนเป็นวัฎจักรแบบนี้ว่าเหมือนฤดูกาลต่าง ๆ ตั้งแต่ Spring→Summer→Autumn→Winter (ของไทยก็ ฤดูร้อน→ฤดูฝน→ฤดูหนาว) โลกจะหมุนเป็นเวฟเหมือนคลื่นทะเล เหมือนกราฟที่มีความแรงขึ้นสูง จนตกลงต่ำสุด แล้วกลับมาอยู่ตรงกลาง วนแบบนี้ไปเรื่อยๆเป็นวัฏจักร

ซึ่งเวฟของเศรษฐกิจโลกจะเป็นแบบนี้ พี่เบ้นยกตัวอย่างว่า Ai ของเราตอนนี้อยู่ในช่วง Spring คือกราฟขึ้นสูง (มีทั้งคนที่เทพๆคนที่ใช้ไม่เก่งแต่ตามกระแสกลัวตกรถไฟขบวนใหญ่5555) แต่เดี๋ยวก็จะตกลง (เมื่อคนเริ่มเข้าถึงและใช้งานเป็นจริงๆเยอะขึ้นหรือคนที่เลิกใช้งานไป) และกลับมาอยู่กลางๆ (ที่จะเหลือไม่กี่คนที่ใช้แล้วเกิดประโยชน์กับชีวิต การงาน และเลือกใช้งานต่อแบบจริงจัง) พิธีกรที่เป็น CMO ของ Bitkub ที่อยู่บนเวทีคู่กับพี่เบ้น
บอกว่าเหมือน Bitcoin พี่เบ้นบอกถูกต้องครับ

พี่เบ้นบอกว่าถ้าเราเข้าใจวัฎจักรหรือ Cycles นี้แล้วเราไปอยู่ในถูกจุดหรือไปดักรอคลื่นให้ซัดพาเราไป เราจะไปได้ไวมากกว่าคนทั่วไปแบบก้าวกระโดดเลยยย และเราทุกคนโชคดีที่ OPB ยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่จากเริ่มเห็นเยอะขึ้นแน่ๆในปี 2026 (OPB จะเป็นจุดตัดที่กราฟกำลังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ต่างจาก Macro Economy ที่กราฟกำลังดิ่งลงจบมามีจุดตัดที่ปี 2026 แบบชัดเจนตามที่พี่เบ้นบอก

พี่เบ้นยกตัวอย่างฝรั่งคนที่สองชื่อ Balaji Srinivasan (Ex-CTO ของ Coinbase) เป็นคนที่ซื้อ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2011 ในราคาแค่ 10 USD (ตอนนี้ปี 2025 Bitcoin ราคาแตะ 100K USD) เพราะเขาเข้าใจ Cycles ของโลก เขามองออกว่ามันกำลังเปลี่ยนแปลงเลยเข้าซื้อถูกจุด

ต่อมาพี่เบ้นพูดถึง Centralize (รวมกัน) และ Decentralize (แยกจากกัน) ซึ่งเป็นศัพท์ของ Bitcoin ที่ทำระบบตัวเองเป็นแบบ Decentralize ที่พยายามเอาชนะตัวกลางอย่างธนาคารที่เป็น Centralize พี่เบ้นบอกว่าอะไรก็ตามที่รวมกันมากๆสักวันจะแยกออกจากกัน หรืออะไรที่แยกกันมากๆก็จะกลับมารวมกัน เป็นวัฎจักรวนไปปป

ยกตัวอย่างการเปลี่ยนจาก Decentralize→Centralize พี่เบ้นพูดถึงสมัยก่อนจะมีงานการแสดงตามท้องถิ่นที่แยกตัวกันหลายๆรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น หนังฉายกลางแปลงส่วนใหญ่ฉ่ายที่วัดเพราะมีพื้นที่แลกฝา M-150 ด้วยนะ ฮ่าๆ, ดูละครเวทีในโรงละครเฉพาะ, ดูงิ้วตามศาลเจ้า หรือดูโชว์คนจับงูและหลอกขายของเราต่อตามตลาดนัด55555 ทุกอย่างที่กล่าวมาดูแยกอยู่กันคนละที่ใช่มั้ยครับก็คือยุคของ Decentralize

ทีนี้ยุคต่อมา TV กำเนิดขึ้น 1 เครื่องมีหลายช่องมากๆทุกแนวอยู่รวมกัน ต้องไปจับกลุ่มนั่งดูบ้านเพื่อนๆที่มี TV หรือตามที่ๆตั้ง TV เปิดโชว์ จะเห็นคนเริ่มกลับมารวมตัวกันเพื่อมอง TV เครื่องเดียว ยุคของ Centralize

ยุคต่อมาอีกก Youtube กำเนิด ทุกคนต่างแยกจากกันอีกแล้ว ต่างคนต่างนั่งดูได้จากทุกที่ เริ่มแยกตัวออกจาก TV ที่ต้องดูพร้อมครอบครัว แม่ดูละคร พอจบละคร พ่อดูข่าวต่อ สลับกันดู ตอนนี้ไม่ต้องแย่งกันดูแล้ว ดูใครดูมันผ่าน Youtube ไปเลยย ก็คือยุค Decentralize

พอมองเห็นภาพมั้ยครับว่าโลกเรามันเปลี่ยนแปลงเป็นวัฎจักรจริงๆ ดั่งปรัชญาของจีนในสามก๊กที่กล่าว...

“ธรรมดาของสรรพสิ่งในใต้หล้า เมื่อแยกกันนานย่อมรวม เมื่อรวมกันนานย่อมแยก”

นี่ยังมีเรื่องห้องเรียนที่ยังไม่ได้พูดถึงอีกนะครับ เมื่อก่อนต้องเรียนแค่ในห้องเรียนที่มีครูสอนแค่ 1 คนต่อ 1 วิชา

แต่ตอนนี้เราสามารถเรียนได้ในโลกออนไลน์ที่มีครูอยู่ใน internet มากมายให้เราเลือกเรียนได้แบบไม่จำกัด

พี่เบ้นยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ให้เห็นภาพเริ่มจาก Empire→Nation→Company→Individual

ก็คือ จักรวรรดิ (ยุคที่ผู้มีอำนาจอยู่สูงสุดเช่น พระราชา) → ประเทศ (ยุคที่เริ่มมีระบบเพื่อให้อำนาจ กระจายไปยังผู้มีตำแหน่งต่างๆในประเทศ) → บริษัท (ยุคที่คนที่คิดและมีตำแหน่งเหมือนๆกันมารวมตัวกันเพื่อความแข็งแกร่ง) → บุคคล (ยุคที่คนตกผลึก อยากออกมาถืออำนาจด้วยตัวคนเดียวเพราะไม่ชอบการรวมตัวเพื่อแข็งแกร่ง)

พี่เบ้นบอกว่าอีกหน่อยเราจะได้เห็น Company Vs Individual มากขึ้น คือ คน ๆ เดียวสู้กับบริษัทหรือออฟฟิตที่มีคน 100 คนได้ พี่เบ้นยกโพสต์ของ Sam Altman (CEO OpenAI หรือ ChatGPT ที่เรารู้จัก) แซมเคยโพสต์ว่า

“we will see a one-person billion-dollar company” (เดี๋ยวเราจะได้เห็นบริษัทที่มีพนักงานเพียงคนเดียวที่มีมูลค่าพันล้านดอลลาร์)

ถามว่าทำไมโอกาสการเกิด OPB ถึงมีสูง พี่เบ้นพูดถึง Ai เจนภาพ เทียบกันเมื่อปี 2024 กับปี 2025 การทำรูปภาพมันจะเนียนขึ้นมากๆ ในปี 2025 นี้บางคนเริ่มแยกไม่ออกแล้วอันไหนภาพตัดแต่งผ่าน Ps อันไหนใช้ Ai ไหนจะมี Ai ที่เป็นโมเดลทำคลิปให้เสียงภาษาไทยในตอนนี้อีกที่ทำเนียนมากๆ แกเลยบอกว่าทุกวันนี้อะไรมันง่ายกว่าเมื่อก่อน มีสิทธิ์ที่คนที่ใช้เป็นจะพัฒนาธุรกิจโดยการนำ Ai มาช่วยได้แบบก้าวกระโดดเลย

พี่เบ้นยกตัวอย่างถึงฝั่งอีก 3 คนที่เป็น OPB (แต่พี่เบ้นบอกว่าให้เราลองไปค้นหาคำว่า OPB ในเน็ตได้เลยครับ มีขึ้นมาอีกหลายคนแน่ๆ) 3 คนที่พี่เบ้นยกมาเป็น OPB ทั้งหมด ผมสรุปสั้นๆคือ Justin Welsh เป็นนักเขียนที่ทำเงินได้ 10M USD , Maor Shlomo เจ้าของ Base44 ทำเงินได้ 80M USD และคนสุดท้าย Eric Barone เจ้าของเกม Stardew Valley (เกมปลูกผักทำฟาร์มในตำนานเล่นได้ยังลูกบวชผมเคยติดอยู่ช่วงนึง5555) แต่คนนี้ใช้เวลานานหน่อยเพราะพัฒนาเกมถึง 4 ปี แต่สามารถทำเงินได้มากถึง 518M USD !!

ตอนนี้พี่เบ้นบอกว่าเราอยู่ในยุค Digital Renaissance (ยุคเรอเนสซองส์ดิจิทัล) ก็คือเราจะเริ่มเห็นการนำสิ่งต่างๆในชีวิตมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ด้านศิลปะ เมื่อก่อนเราวาดรูปด้วยพู่กันบนกระดาษ

ตอนนี้มีพู่กันดิจิตอลที่วาดได้ทุกหัวพู่กัน ลบสีก็ได้ วาดบน ipad

และเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้ OPB หรือธุรกิจที่ดูเล็กๆตัวคนเดียวจะสู้บริษัทใหญ่ๆได้ยังไงก็คือ สมองของมนุษย์ส่วนที่ชื่อว่า Limbic มันจะเป็นส่วนสำคัญของแต่ละคนที่จะเลือกว่าคนๆนั้นจะชอบอะไร มี Niche (ชอบแบบเฉพาะเจาะจง) แบบไหน เช่น เมื่อก่อนพี่เบ้นพูดถึงเรื่องรองเท้า เราก็จะใส่และนึกถึงแต่ Nike หรือ Adidas

แต่ปัจจุบันนี้ Limbic ของแต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แบบว่า ถ้าเป็นรองเท้าฉันจะใส่ยี่ห้อนี้ ฉัน Respect คนๆนี้ฉันจะซื้อของกับเขา ฉันชอบคนนี้ฉันจะเชื่อแต่ความรู้จากคนนี้ เป็นต้น (พี่เบ้นแซวว่าเห็นคนที่มานั่งฟังไม่มีใครใส่รองเท้ายี่ห้อเดียวกันเลยสักคน) ต่างจากเมื่อก่อนเนอะ ผมเห็นแต่ Nike ผมใส่ Nike ไปฟัง555555 แต่ตอนนี้เริ่มมี Limbic หรือความชอบใหม่ๆของตัวเองแล้วครับที่ไม่ต้องใส่ตามคนอื่นๆในสังคม

มันเลยเกิดความเฉพาะกลุ่มเล็กๆมากขึ้น คนที่เป็น OPB ก็จะมีสิทธิ์เข้าถึงคนที่ชอบเหมือนกันได้เยอะกว่าเมื่อก่อน พี่เบ้นสมมุติตัวอย่างว่า ถ้าเราเป็น OPB ขายสินค้าเกี่ยวกับแม่ลูกอ่อน แรกๆเราอาจจะหาลูกค้าไม่เจอ แต่เมื่อวันหนึ่งมีคน ๆ นึงเกิดท้องแล้วกลายเป็นแม่มือใหม่ Limbic ในสมองของเขาก็จะสนใจเรื่องเกี่ยวกับแม่ลูกอ่อนจนนำเขาเข้ามาสู่โลกธุรกิจของชาว OPB ที่ทำเกี่ยวกับแม่ลูกอ่อนอยู่แล้วได้ง่ายขึ้น

และยิ่งปัจจุบันนี้คนเราเริ่มมี Limbic ที่แตกต่างกันชัดเจนมากขึ้นทุกวัน นำมาสู่ The Age Of ONE Mind

เดี๋ยวเรามารอดูกันว่า คนแค่ 1 คน จะสร้าง Impact ให้โลกใบนี้ได้สะเทือนขนาดไหน

Have a Good Day Kub ♥

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Oat Aekwitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์