One Step Trade BY Mr.T

One Step Trade BY Mr.T เทรดเดอร์ที่เทรดท่าเดียว
✅สอนเทรดอย่างเดียว
✅ไม่รับฝากเทรด
✅ไม่ระดมทุน
✅ไม่ทำsignal
✅มุมมองการเทรดส่วนตัว

การหาจุดเข้าเทรดด้วยการท่าเทรดเดียวเป็นการกลับมาใช้ท่าเทรดดั้งเดิมอีกครั้ง และไม่คิดจะเปลี่ยนระบบเทรดอีกแล้วหากท่านคือผู...
02/03/2026

การหาจุดเข้าเทรดด้วยการท่าเทรดเดียว
เป็นการกลับมาใช้ท่าเทรดดั้งเดิมอีกครั้ง
และไม่คิดจะเปลี่ยนระบบเทรดอีกแล้ว
หากท่านคือผู้ที่ประสบปัญหาในเรื่องดังต่อไปนี้

- รู้สึกวนอ่าง ไม่มีระบบเทรดที่ตรงจริตสักที
- ลังเลจากระบบที่ขัดแย้งกัน ไม่รู้จะหยิบจับอะไรมาใช้ดี
- ต้องเฝ้าจอทุกครั้ง ไม่สามารถละสายตาได้
- รู้สึกกดดันทุกครั้ง ในตอนที่ยังถือออเดอร์

📍ลองเปิดใจกับระบบเทรดนี้ก่อนครับ
และหวังว่าระบบนี้จะกลายเป็นหนึ่งทางเลือกของท่าน
เทคนิคเทรดที่มีการหาจุดเข้าเฉพาะตัว
เกิดจากการไม่ยึดติดในตำรา
แต่ยังยืนยันว่า ระบบเทรดเราเลือกใช้อะไรก็ใช้ได้
แต่ส่วนตัวเลือกใช้ท่าเทรดที่ไม่จำเป็นต้องยาก
📌เทรดท่าเดียวทุกขั้นตอน
📌trading strategy กลยุทธ์ที่เน้นรักษาเงินต้นจริงๆ
📌วิธีการที่ทำให้เราเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง
KEEP YOUR TECHNICAL SYSTEM SIMPLE
เทรดท่าง่าย เทรดท่าเดียว
✨ไฟล์หนังสือ 3 บทเรียน
✨พร้อมตัวอย่างกราฟจริง จากการเทรดในออเดอร์จริง
✅เทรดได้ทุกสินทรัพย์ ไม่ได้ยึดติดเทรดทองคำ
✅จุดเข้าที่ตัดสินใจชัดเจน เข้าใจง่าย/ไม่ซับซ้อน
✅มือใหม่เรียนรู้ได้ ระบบออกแบบมาให้เข้าใจง่าย
✅กลยุทธ์ที่คุณออกแบบเองได้
✅ไม่ต้องเฝ้าจอทั้งวัน pending order แล้วไปใช้ชีวิต
✅เทรดได้หลาย timeframe จบแผนเทรดแบบรายวัน
✅เทรดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องตาม SIGNAL จากใครอีก
👑เรียนเสร็จสามารถสอบถามได้ คอยตรวจการบ้านให้กับผู้เรียน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือต้องการดูตัวอย่าง
เม้นขอดูตัวอย่าง
หรือแอด line : .trader

ชอบมาก อันนี้โคตรจะจริง ใครที่สาย backtest ลองทำย้อนไปสัก 400 ไม้จะเห็นเลยว่าแต่ละรอบ winrate มันไม่เหมือนกัน แล้วลองเริ...
26/02/2026

ชอบมาก อันนี้โคตรจะจริง
ใครที่สาย backtest ลองทำย้อนไปสัก 400 ไม้
จะเห็นเลยว่าแต่ละรอบ winrate มันไม่เหมือนกัน
แล้วลองเริ่มนับใหม่จากจุดเริ่มนับ1คนละเดือน
ในรอบ 100 ชุดเทรดนั้นมันไม่เหมือนเดิม
นี่ยังไม่รวมว่าเทรดหน้างาน แต่ละวัน
ว่าเราเข้าเทรดทันตามระบบที่มีทุกไม้หรือไม่

ส่วนตัวไม่เชื่อการมีอยู่ของ winrate ครับ
แต่ผมประเมินความเสียหายที่พอจะเกิดขึ้น
ถ้ามันเลวร้ายที่สุดใน 10 trade แพ้8 ชนะ2
trading strategy อันไหนที่มันจะครอบคลุมจุดบอดนี้

ในส่วนนี้เราห้ามความคิดใครไม่ได้
ใครหลุดพ้นก็จะหาวิธีการที่ไม่ยาก
ใครยึดติดก็จะเชื่อยึดมั่นในสิ่งนั้นก็ไม่ผิด
ส่วนตัวมองทุกอย่างใช้ได้
ขอแค่รู้จุดเด่น จุดด้อยของระบบที่เราใช้

คงมีอย่างเดียวคือเทรดเดอร์คนนั้นต้องมีผลงานที่เป็นประจักษ์
ความเห็นในด้านแนวคิดต่างๆ ถึงมีคนฟังมากขึ้น

คุณกำลังติดกับดัก "ความสมบูรณ์แบบ" ในการเทรดอยู่หรือเปล่าครับ?
พยายามหาตัวช่วยที่ทายกราฟแม่นๆ 90-100% พอผิดทางไม้เดียวก็หัวร้อน เปลี่ยนวิธีใหม่ วนลูปไปเรื่อยๆ จนพอร์ตไม่โตสักที

ในรายการ Words of Rizdom ล่าสุด Brian Lee อดีตโปรเกมเมอร์ Esports ที่ผันตัวมาเป็นนักเทรดจนปั้นพอร์ตทะลุ 10 ล้านเหรียญ ได้ออกมาแชร์ความจริงที่ทำให้นักเทรดสายมโนต้องจุกครับ
Brian บอกว่า "อัตราการชนะ (Win Rate) ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับผม"

เชื่อไหมครับว่า ตลอดเส้นทางของเขา... เขาเทรดชนะแค่ประมาณ 25-35% เท่านั้นเอง!
แปลว่าในทุกๆ 4 ไม้ที่เขาเทรด เขา "ผิดทาง" ไปถึง 3 ไม้ และ "ถูกทาง" แค่ไม้เดียว

แต่ทำไมพอร์ตเขายังเติบโตได้ขนาดนั้น?
คำตอบคือสิ่งที่เรียกว่า "ความคุ้มค่าของการแลก" หรือ Risk-to-Reward (R:R) ครับ

ในขณะที่คนส่วนใหญ่เน้น "ชนะบ่อยแต่กำไรนิดเดียว" พอแพ้ทีเดียวคืนกำไรให้ตลาดหมด
แต่ Brian ใช้ระบบที่เน้น "ยอมเสียแต่น้อย แต่ถ้าถูกทางทีนึง ต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยงทั้งหมด"

เขาเล่าว่า เขาไม่ได้พยายามทำตัวเป็นผู้วิเศษที่รู้ล่วงหน้าว่ากราฟจะไปทางไหน แต่เขาใช้ "ข้อมูลสถิติ" และ "ระบบ" (Systematic Trading) มาเป็นตัวตัดสินใจแทนความรู้สึก

Brian มองการเทรดเหมือน "การแข่งเกม" ที่มีกฎชัดเจน:
* การจัดการหน้าตัก: เขาไม่เคยเสี่ยงเกินตัวจนเกิดความเสียหายที่แก้คืนไม่ได้
* วินัยการหยุดขาดทุน: เมื่อผิดจากที่คิด เขาคัทลอสทันทีแบบไร้อารมณ์ เพราะเขารู้ว่า "ความอึด" สำคัญกว่าความเก่ง
* การปล่อยให้กำไรเติบโต: เมื่อระบบบอกว่ามาถูกทาง เขาจะรันเทรนด์จนได้ผลตอบแทนที่เป็นหลายเท่าของความเสี่ยงที่เสียไป

ในฐานะ Daddy Investor ผมเห็นด้วยกับลอจิกนี้ 100% ครับ
ในตลาดนี้ คนที่พยายามจะชนะทุกรอบมักจะพังเพราะ "อีโก้" ของตัวเอง
แต่คนที่ยอมรับว่า "เราผิดทางได้" แต่ต้องผิดให้เป็นระบบและคุมความเสี่ยงให้อยู่... คนกลุ่มนี้ต่างหากที่จะอยู่รอดระยะยาว

ถ้าคุณเบื่อที่จะต้องรบกับอารมณ์ตัวเอง และอยากเข้าถึงระบบการเทรดที่เน้น "สถิติ" และ "วินัย" เป็นหลัก...

แดดดี๊ได้นำลอจิกการเทรดสไตล์นี้ มาพัฒนาร่วมกับระบบของเทรดเดอร์ระดับ FTMO MAX ALLOCATION ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า ต้องเทรดด้วยสถิติและวินัยที่เข้มงวดเท่านั้นถึงจะรักษาระดับพอร์ตไว้ได้

ระบบนี้ใช้แนวคิด SMC (Smart Money Concepts) ที่ไม่ได้เน้นความแม่นยำ 100% แต่เน้นหาจุดเข้าที่ได้เปรียบ และบริหาร R:R ให้สูงสุด ตัดอารมณ์ความกลัวออกไป และให้คณิตศาสตร์ทำงานของมัน

ใครที่เข้าใจลอจิกนี้ และอยากเกาะพอร์ตลอกการบ้านไปกับระบบที่ผ่านการคัดกรองมาแล้ว (ย้ำนะครับว่านี่ไม่ใช่การระดมทุน เงินทุนทุกบาทอยู่ในการดูแลของคุณเอง 100%)

👉 คลิกดูสถิติพอร์ตจริงและรายละเอียดระบบ Copy Trade SMC ที่นี่ครับ:
https://daddyinvestor.com/smc-trading-system-mindset/

เลิกหาท่าไม้ตายที่ไม่มีจริง... แล้วเริ่มใช้ "ระบบ" ที่ให้ผลลัพธ์เป็นบวกในระยะยาวกันดีกว่าครับ

จงเทรดแบบ "ผู้คุมกฎ" ที่เข้าใจสถิติ อย่าเทรดแบบ "สายเสี่ยงดวง" ที่หวังพึ่งแต่โชคชะตา!

⚠️ Disclaimer (คำเตือนความเสี่ยง):
บทความนี้เรียบเรียงแนวคิดจากสัมภาษณ์ Brian Lee เพื่อเป็นกรณีศึกษาและแชร์แนวคิดเชิงสถิติเท่านั้น ตลาดการลงทุน (โดยเฉพาะ Forex/CFD) มีความผันผวนและเสี่ยงสูงมาก สถิติผลงานในอดีตไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ในอนาคตได้
ทางเพจ Daddy Investor ไม่มีนโยบายรับฝากเงินเพื่อนำไปเทรดหรือระดมทุนใดๆ ทั้งสิ้น การเชื่อมต่อระบบ Copy Trade เป็นความสมัครใจส่วนบุคคล โปรดใช้เฉพาะ "เงินเย็น" ที่ยอมรับความสูญเสียได้มาลงทุนเท่านั้น (Not Financial Advice)

13/02/2026

กลับมารันเพจแล้วครับ
หลังจากหมกตัวอยู่ในถ้ำ

การหาจุดเข้าเทรดด้วยจังหวะ 56เป็นการกลับมาใช้ท่าเทรดดั้งเดิมอีกครั้ง และไม่คิดจะเปลี่ยนระบบเทรดอีกแล้วหากท่านคือผู้ที่ปร...
13/02/2026

การหาจุดเข้าเทรดด้วยจังหวะ 56
เป็นการกลับมาใช้ท่าเทรดดั้งเดิมอีกครั้ง
และไม่คิดจะเปลี่ยนระบบเทรดอีกแล้ว

หากท่านคือผู้ที่ประสบปัญหาในเรื่องต่อไปนี้

- ความรู้ตีกัน รู้สึกวนอ่าน ไม่รู้จะหยิบจับอะไรมาใช้ดี
- ลังเลจากจุดเข้าที่มีระยะโดนลากกว้างเกินไป
- ต้องเฝ้าจอทุกครั้ง ไม่สามารถละสายตาได้
- รู้สึกกดดันทุกครั้งในเวลาเข้าเทรด

โปรดเปิดใจกับระบบเทรดนี้ก่อนครับ
📍เทคนิคเทรดที่มีวิธีการเฉพาะตัว
จากการตกผลึกได้ว่า ท่าเทรดไม่จำเป็นต้องยาก
📌เป็นการเทรดท่าเดียวทุกขั้นตอน
KEEP YOUR TECHNICAL SYSTEM SIMPLE
✨ไฟล์หนังสือ 3 บทเรียน
✨พร้อมตัวอย่างกราฟจากการเทรดออเดอร์จริง

✅เทรดได้ทุกสินทรัพย์ ไม่ได้ยึดติดแค่เทรดทองคำ
✅จุดเข้าที่ตัดสินใจชัดเจน เข้าใจง่าย/ไม่ซับซ้อน
✅มือใหม่เรียนรู้ได้ ระบบไม่ได้ยากขนาดนั้น
✅กลยุทธ์ที่คุณออกแบบเองได้ มีความเสี่ยงต่ำ
✅ระบบที่ไม่ต้องเฝ้าจอทั้งวัน สามารถ pending order ได้
✅เทรดได้หลาย timeframe จบแผนเทรดแบบรายวันได้
✅เทรดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องตามSIGNALจากใครอีก

👑เรามีห้องพูดคุยกลุ่มปิด
ที่ค่อยช่วยเหลือตรวจการบ้านให้กับสมาชิก

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือต้องการดูรีวิว ทักข้อความมาได้เลยครับ

24/12/2025

“นี่คือผู้หญิงคนแรก ที่แอดเฟิร์สยอมรับว่าโหดสลัดรัสเซีย (ในด้านการเทรด)“📚🥇

หากกล่าวถึงนักเทรดระดับตำนาน ชื่อของ คุณ Linda Bradford Raschke คือหนึ่งในไม่กี่ชื่อที่แอดยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา

เพราะความโดดเด่นของ คุณ Linda ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาหรือผลตอบแทนระยะสั้น แต่คือความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในตลาดที่มีความโหดร้ายสูงได้อย่างยาวนาน

และนี่คือ 10 แนวคิดการบริหารพอร์ตที่สะท้อนความเป็น Market Wizard อย่างแท้จริงของ คุณ Linda
_____

1) การอยู่รอดสำคัญกว่าการชนะ (Survivability over Winning) 🥇

หัวใจของแนวคิดทั้งหมดของ คุณ Linda คือการให้ความสำคัญกับการอยู่รอดในระยะยาว เธอเชื่อว่าพอร์ตที่ไม่พังคือพอร์ตที่ยังมีโอกาสเติบโต

การบริหารพอร์ตจึงมุ่งเน้นการควบคุมความเสียหาย (Drawdown Control) มากกว่าการไล่ล่าอัตราชนะ (Win Rate)
____

2) ทุกการเทรดคือเหตุการณ์อิสระ (Independent Events) 🫣

คุณ Linda มองว่าทุกการเทรดเป็นเหตุการณ์อิสระ (Independent Trials) ผลลัพธ์ของการเทรดก่อนหน้าไม่ควรมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือขนาดสถานะในไม้ถัดไป

แนวคิดนี้สะท้อนวินัยเชิงสถิติ (Statistical Discipline) และช่วยลดอคติทางอารมณ์ (Emotional Bias)
_____

3) ความเสี่ยงต้องถูกกำหนดก่อนผลตอบแทน (Risk First, Reward Second)⚠️

ก่อนพิจารณาผลตอบแทน คุณ Linda จะกำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อนเสมอ การรู้ชัดเจนว่าหากผิดทางจะเสียเท่าไร คือรากฐานของการบริหารพอร์ตแบบมืออาชีพ และเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างนักเทรดกับนักพนัน
_____

4) ขนาดไม้สำคัญกว่าจังหวะเข้า (Position Sizing Over Entry)💸

คุณ Linda เชื่อว่าการกำหนดขนาดสถานะ (Position Sizing) มีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่าการหาจุดเข้าอย่างแม่นยำ ต่อให้ทิศทางถูกต้อง หากขนาดไม้ไม่เหมาะสม พอร์ตก็สามารถเสียหายอย่างรุนแรงได้
_____

5) ต้องยอมรับความผันผวนของพอร์ต (Equity Curve Volatility)💥

คุณ Linda ไม่พยายามทำให้เส้นพอร์ตเรียบสวยตลอดเวลา เธอเข้าใจว่าความผันผวน (Volatility) คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อผลตอบแทนระยะยาว สิ่งสำคัญคือความผันผวนนั้นต้องอยู่ในขอบเขตที่พอร์ตสามารถรองรับได้
_____

6) ระบบต้องมีความได้เปรียบเชิงสถิติ (Statistical Edge) 🏆

ในฐานะนักเทรดสายระบบ (Systematic Trader) คุณ Linda ให้ความสำคัญกับความได้เปรียบเชิงสถิติ (Positive Expectancy) เป็นอย่างยิ่ง หากระบบไม่มี Edge การบริหารพอร์ตที่ดีเพียงใดก็เป็นเพียงการชะลอความล้มเหลว
_____

7) ขาดทุนเล็กคือค่าเช่าในการอยู่ตลาด (Small Losses as Cost of Business)🔸

คุณ Linda มองการขาดทุนขนาดเล็กเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ (Cost of Doing Business) ไม่ใช่ความล้มเหลว แนวคิดนี้ช่วยให้นักเทรดแยกตัวตนออกจากผลลัพธ์ และลดอิทธิพลของอัตตา (Ego)
_____

8. )อย่าปล่อยให้ความมั่นใจกลายเป็นความประมาท (Confidence vs Overconfidence)⏳

แม้จะมีประสบการณ์สูง คุณ Linda ก็ไม่เพิ่มความเสี่ยงเพียงเพราะความมั่นใจ ความมั่นใจที่เหมาะสมต้องอยู่ภายใต้กรอบความเสี่ยง (Risk Framework) ไม่ใช่การตัดสินใจตามอารมณ์
_____

9) พอร์ตต้องสอดคล้องกับสภาพตลาด (Market Regime Awareness) 📈📉

คุณ Linda ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาด (Market Regime) และพร้อมปรับการบริหารพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไป ความยืดหยุ่นนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธออยู่รอดได้อย่างยาวนาน
_____

10) ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหวือหวา (Consistency Over Excitement)🫡

สุดท้าย คุณ Linda ไม่ได้สร้างชื่อจากการชนะครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่จากผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ (Consistency) ตลาดไม่ให้รางวัลกับความตื่นเต้นระยะสั้น แต่ให้รางวัลกับวินัยและการควบคุมตนเองในระยะยาว



บทสรุปจากแอด🥰

แนวคิดการบริหารพอร์ตของ คุณ Linda Bradford Raschke ไม่ได้ซับซ้อน แต่เข้มข้นและเคร่งครัดในทางปฏิบัติ

เธอออกแบบพอร์ตเพื่อ “ไม่พัง” ก่อนจะหวัง “เติบโต” และนี่คือเหตุผลที่ คุณ Linda ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน Market Wizards ตัวจริงของโลกการเทรดครับ

_____

ถ้าหากใครที่อยากจะเรียนรู้แนวทางการเทรดและการลงทุนอย่างเป็นระบบ ไม่มโน ไม่กาว และเป็นแนวทางที่นักลงทุนระดับมืออาชีพเค้าใช้กันจริงๆ เรียนเชิญได้ที่ ห้องเรียน “ ว่าด้วยการเทรด 101” ครับ

ตอนนี้ยังเป็นช่วงโปรโมชั่น ใครอยากศึกษาเพิ่มเติม เรียนเชิญที่ลิงค์นี้ครับ รายละเอียดอ่านต่อได้ในโพสต์นี้นะครับ ☺

https://www.facebook.com/share/16wzRTycaW/?mibextid=wwXIfr

ตัวอย่างห้องเรียนครับ 🥰

https://www.facebook.com/FINDYOUR8/posts/635758005951814

22/12/2025

📍เทคนิคเทรดที่มีวิธีการเฉพาะตัว
📌การออกแบบระบบอย่างจริงจัง
📌เป็นการเทรดท่าเดียวทุกขั้นตอน

กลยุทธ์ที่คุณออกแบบได้

KEEP YOUR TECHNICAL SYSTEM SIMPLE

✨ไฟล์หนังสือ 3 บทเรียน
✨พร้อมตัวอย่างจากการเทรดกราฟจริง
โปรโมชั่นส่งท้ายปี ในราคา 890 บาท
🚨หลังจากนั้นจะปรับขึ้นราคา
✅เทรดได้ทุกสินทรัพย์ ไม่ยึดติดแค่เทรดทองคำ
✅การเทรดตัดสินใจที่ชัดเจน เข้าใจง่าย/ไม่ซับซ้อน
✅มือใหม่เรียนรู้ได้ ระบบไม่ได้ยากขนาดนั้น
✅ทำซ้ำได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย
✅ระบบออกแบบมาให้มีความเสี่ยงต่ำมากๆ
✅ไม่ต้องเฝ้าจอทั้งวัน เหมาะสำหรับคนมีเวลาจำกัด
✅Fibonacci ค่าเฉพาะ หาจุดเข้าเทรดอย่างมั่นใจ
✅เทรดได้หลาย timeframe จบเทรดแบบรายวันได้
✅เทรดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องตามSIGNALจากใคร

****การซื้อขาย CFD มีความเสี่ยง
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ทําความเข้าใจลักษณะของสินทรัพย์ และประเมินความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน****

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือต้องการดูรีวิว เพิ่มเพื่อนทางนี้ได้เลย

https://lin.ee/Ubs3QEz

16/12/2025

ทำไมนักเทรด (รวมไปถึงแอด) มักชอบวิธีคิดของนักเศรษฐศาสตร์ในสำนักออสเตรียน ☺

ถ้ามองผิวเผิน เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน (Austrian Economics) อาจดูเป็นเรื่องเชิงทฤษฎี ปรัชญา หรือการเมืองมากกว่าการลงทุน แต่แอดสังเกตว่าพอนักเทรดอยู่ในตลาดนานพอ ผ่านฟองสบู่ ผ่านวิกฤต และเห็นความพังพินาศของตลาดมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า วิธีคิดของพวกเขาจะค่อยๆ ขยับเข้าใกล้แนวคิดเเบบออสเตรียนโดยไม่รู้ตัว

ความน่าตลกก็คือเหตุผลดังกล่าวก็ไม่ได้อยู่ในตำราหรือหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ใน “เคสจริง” ที่ตลาดสอนเรามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

วันนี้แอดเลยอยากพาเพื่อนๆ ไปดูเหตุผลกันนะครับว่า "ทำไมนักเทรด (ที่ตัวเค้าหมายถึงผม) ถึงชอบแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ในสายออสเตรียน" กัน ผ่านเหตุผลเหล่านี้ครับ
______

1) เพราะออสเตรียนเริ่มฐานแนวคิดจากพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ใช่สมการบริสุทธิ์ ☺

เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน (Austrian Economics) ตั้งต้นจากหลักการกระทำของมนุษย์ (Human Action / Praxeology) โดยมองว่าการตัดสินใจทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ความไม่แน่นอน และอารมณ์ที่แปรผัน

ซึ่งนักเทรดสามารถเห็นภาพนี้ได้อย่างชัดเจนจากกรณีฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Bubble) ในช่วงปี 1999–2000 ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงโดยแทบไม่สะท้อนกำไรที่แท้จริงของธุรกิจ

โมเดลเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Mainstream Models) ไม่สามารถอธิบายภาวะความคลั่งไคล้หรือช่วงเวลาแห่งความเคลิ้มสุขของผู้คน (Euphoria) ได้อย่างตรงจุด

ในขณะที่แนวคิดออสเตรียนอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างเรียบง่ายว่าเป็นผลลัพธ์ของแรงจูงใจที่บิดเบือนและพฤติกรรมฝูงชน (Herd Behavior) ซึ่งสะท้อนความเป็นมนุษย์ของตลาดได้ตรงกับความจริงมากกว่า
_____

2) เพราะออสเตรียนไม่สัญญาว่าจะทำนายอนาคตได้☺

นักเทรดที่อยู่รอดในตลาดรู้ดีว่าการทำนายอนาคตแบบแม่นยำ (Prediction) แทบไม่มีอยู่จริง เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจึงไม่พยายามสร้างภาพลวงตาว่าสามารถคาดการณ์เศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน แต่เลือกให้ความสำคัญกับการเข้าใจ “กระบวนการ” (Process) มากกว่าผลลัพธ์

ตัวอย่างเช่น แนวคิดวัฏจักรธุรกิจ (Business Cycle) ที่อธิบายผลของการขยายสินเชื่อเกินจริง ซึ่งปรากฏชัดในวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำผิดธรรมชาติ (Artificially Low Interest Rates) กระตุ้นการกู้ยืมและการลงทุนเกินศักยภาพ

นักเทรดที่เข้าใจโครงสร้างเช่นนี้จึงให้ความสำคัญกับการระวังความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) มากกว่าการเชื่อคำยืนยันหรือคำทำนายจากนักเศรษฐศาสตร์บนหน้าจอโทรทัศน์
_____

3) เพราะออสเตรียนไม่หลงกับค่าเฉลี่ยและภาพรวมสวยงาม☺

ตลาดการเงินไม่ได้เคลื่อนไหวตามการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) อย่างที่โมเดลเชิงสถิติมักสมมติ แต่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สุดโต่งและการเคลื่อนไหวที่มีหางหนา (Fat Tail) ซึ่งนักเทรดได้เรียนรู้บทเรียนนี้มาแล้วจากเหตุการณ์อย่าง Black Monday ปี 1987 หรือวิกฤต COVID Crash ปี 2020 ที่ราคาทรุดตัวรุนแรงเกินกว่าค่าเฉลี่ยหรือความผันผวนปกติจะอธิบายได้

เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนยอมรับความไม่สมมาตร (Asymmetry) และความไม่แน่นอนเชิงลึก (Radical Uncertainty) ว่าเป็นธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์จริงในตลาดการเงินมากกว่าภาพรวมที่ถูกทำให้ดูเรียบง่ายและสวยงามในตำรา
_____

4) เพราะออสเตรียนเชื่อใน “ราคา” มากกว่านโยบาย☺

นักเทรดจำนวนไม่น้อยเลิกให้ความสำคัญกับคำอธิบายเชิงนโยบาย หลังได้เห็นผลลัพธ์จริงของการควบคุมราคาและการอัดฉีดสภาพคล่อง (Liquidity Injection) ที่บิดเบือนสัญญาณของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing: QE) หลังปี 2008 และในช่วงโควิด-19 ที่ราคาสินทรัพย์ทางการเงินพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งที่เศรษฐกิจจริงยังไม่ฟื้นตัว เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนมองปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการทำลายกระบวนการค้นพบราคา (Price Discovery) ซึ่งนักเทรดสัมผัสผลกระทบโดยตรงผ่านการก่อตัวของฟองสบู่สินทรัพย์ และความเสี่ยงที่สะสมอยู่ใต้ผิวตลาด
_____

5) เพราะออสเตรียนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบและผลลัพธ์ที่แท้จริง☺

โลกของการเทรดไม่มีระบบประกันความผิดพลาด (No Bailout) สำหรับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับหลักความรับผิดชอบส่วนบุคคล (Personal Responsibility) ของเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน

เหตุการณ์ล้มละลายของ Lehman Brothers คือบทเรียนสำคัญที่ย้ำให้เห็นว่าตลาดไม่ได้อุ้มทุกคน และความผิดพลาดย่อมมีต้นทุนที่ต้องจ่ายจริง นักเทรดที่ผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มักจะให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการอยู่รอด มากกว่าการฝากความหวังไว้กับระบบหรือความช่วยเหลือจากใครก็ตาม
_____

6) เพราะออสเตรียนสอดคล้องกับแนวคิด Sound Money และ Bitcoin☺

นักเทรดจำนวนมากที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน มักจะเข้าใจแนวคิดเงินที่มีความขาดแคลน (Sound Money) และมอง Bitcoin ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่เป็นการทดลองของตลาดเสรีในโลกจริง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงเงินเฟ้อหลังโควิด-19 เมื่อสกุลเงินหลักถูกลดมูลค่าอย่างต่อเนื่อง (Currency Debasement) จากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

นักเทรดที่ถือครองสินทรัพย์ทางเลือกจึงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการเงินกับราคาสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งสะท้อนแก่นแท้ของแนวคิดออสเตรียนที่ตั้งคำถามกับเงินกระดาษและให้ความสำคัญกับกลไกตลาดมากกว่าคำสัญญาจากรัฐ
_____

7) เพราะออสเตรียนสอนให้คนพึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพานักการเมืองชาติชั่ว☺

เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนสอนให้มนุษย์ยืนอยู่บนขาของตัวเอง (Self-Reliance) ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับคำสัญญาทางการเมือง (Political Promises) หรือโครงการแจกจ่ายที่แลกมาด้วยภาษีของคนอื่น

แนวคิดนี้มองว่าการที่เราต้องมานั่งพึ่งพารัฐมากเกินไปจะบั่นทอนความรับผิดชอบส่วนบุคคล (Personal Responsibility) และสร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว (Perverse Incentives)

นักเทรดที่อยู่ในตลาดจริงย่อมเข้าใจดีว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนมาช่วยแบกรับความเสี่ยงแทนเราได้ หากตัดสินใจผิด เงินก็หายจริง เจ็บจริง และต้องรับผลลัพธ์เองทั้งหมด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเทรดจำนวนมากถึงไม่ศรัทธานโยบายรัฐสวัสดิการ แต่เลือกเชื่อในวินัยของความเป็นปัจเจกชน การจัดการความเสี่ยง และกลไกตลาด มากกว่าการฝากความหวังไว้กับนักการเมืองชาติชั่วที่ไม่เคยมี Skin in the Game ในชีวิตของประชาชนเลย
_____

เมื่อมองจากประสบการณ์ในตลาดจริง จะเห็นได้ว่านักเทรดที่ผ่านฟองสบู่ วิกฤต และความผันผวนรุนแรงมาแล้ว มักจะค่อยๆ ขยับวิธีคิดเข้าใกล้เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนโดยไม่รู้ตัว

เพราะแนวคิดนี้ไม่ได้เริ่มจากสมการสวยงามหรือคำสัญญาว่าจะทำนายอนาคตได้ แต่เริ่มจากพฤติกรรมมนุษย์ ความไม่แน่นอน ความไม่สมมาตร และผลลัพธ์ที่ต้องรับผิดชอบจริง

ออสเตรียนสอนให้นักเทรดฟัง “ราคา” มากกว่านโยบาย ระวังวัฏจักรสินเชื่อ เข้าใจความเสี่ยงเชิงระบบ เห็นอันตรายของเงินที่ถูกลดมูลค่า และสุดท้ายคือยืนอยู่บนขาของตัวเองโดยไม่ฝากชีวิตไว้กับรัฐหรือนักการเมืองที่ไม่มี Skin in the Game ในชีวิตเรา

สำหรับแอดแล้ว เหตุผลที่นักเทรดชอบเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์หรือการเมือง แต่เป็นเพราะมันอธิบายโลกใบเดียวกับที่ตลาดสอนเรามาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า โลกที่ความผิดพลาดมีต้นทุนจริง และการอยู่รอดต้องมาจากวินัย ความรับผิดชอบ และการพึ่งพาตัวเองเท่านั้น

#ออสเตรียนเเล้วใครจะทำไมกู #อยากเลิกจนก็ศึกษาออสเตรียนซะ #เพราะตนเเลเป็นที่พึ่งเเห่งตน
_____

“Wealth is created by labor and production, not by printing money or passing laws.”

“ความมั่งคั่งเกิดจากแรงงานและการผลิต
ไม่ใช่จากการพิมพ์เงินหรือการออกกฎหมาย”

Henry Hazlitt — Economics in One Lesson

ขอบคุณโบรคเกอร์ MH market  สำหรับประสบการณ์ที่ดีครับสร้างเพจครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไม่เผยตัวตนแต่ก็ยังมีคนจำเราได้ 🤣เนื่องจา...
16/12/2025

ขอบคุณโบรคเกอร์ MH market
สำหรับประสบการณ์ที่ดีครับ
สร้างเพจครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไม่เผยตัวตน
แต่ก็ยังมีคนจำเราได้ 🤣
เนื่องจากโมเดลนี้ ผมเคยใช้สอนมานานแล้ว
และใช้เทรดก่อนจะที่จะมาศึกษา Demand Supply
RTM SMC ICT CRT เสียอีก
บางคนเห็นหน้าเทรดเห็นการ setup ก็จำได้
***หรืออาจจำเสียงผมได้🤣***

อดีตผมเคยสอนฟรีครับ สอนฟรีมาตลอด 4 ปี

จะบอกว่าตัวสำคัญจริงๆ คือบทเรียนที่1ครับ
เพียงปรับใช้,ออกแบบ ให้เหมาะสมกับตัวเอง
จริงๆ มันออกแบบได้หลายสไตล์มากๆ
ขอแค่มีวินัย ให้ความสำคัญว่าจะทำตามนั้นจริงๆ

ส่วนวิธีการ ยังเหมือนเดิมครับ “อะไรก็ได้”

“Keep your technical system simple “

ขอให้เป็นวันที่ดีของทุกคนครับ

15/12/2025

เรื่องจริงของเด็กแพทย์ที่สร้าง “แผนอิสรภาพทางการเงิน” ในวัย 23 ปี

JJ นักศึกษาแพทย์ + PhD สายโรคติดเชื้อ สามารถสร้างพอร์ตเกิน $1,000,000 ในขณะที่เรียนหนักหน่วงจนแทบไม่มีเวลาว่าง

จาก Leon’s Money Flow เล่าเส้นทางที่ “ใช้ได้จริง” สำหรับคนที่อยากสร้างความมั่งคั่งตั้งแต่อายุยังน้อย หรือกำลังคิดว่า
“ถ้าเริ่มวันนี้ มันจะไปไกลแค่ไหน?”

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการใช้ทางลัด แต่รวยจาก “ระบบ” ที่สร้างไว้ตั้งแต่วันแรก

===================================

1. ศึกษาเร็ว เริ่มต้นก่อน

ในช่วงโควิคที่หลายคนไม่มีอะไรทำ แต่ JJ ในวัย 18 กลับเลือกที่จะศึกษาเรื่องการลงทุนผ่าน YouTube + หนังสือ ของ Buffett แบบบ้านๆ และเริ่มหยิบเงินเก็บเล็กๆ ลงทุนแบบ DCA เข้า

- กองทุนดัชนี (XQT, VEQT, BMO)
- หุ้นปันผลมั่นคง (Coca-Cola, Fortis)

ที่ผมสำเร็จได้ “ผมไม่ได้ฉลาด แต่ผมเริ่มเร็วกว่าเฉยๆ”

2. หาเงินเพิ่ม + ลงกองทุนดัชนี + หุ้นมั่นคง แบบไม่ต้องคิดเยอะ

ในช่วงแรกที่เงินทุนยังน้อยสิ่งที่ทำให้พอร์ตโตขึ้นนั้้นไม่ใช่มาจาก
ผลตอบแทน แต่มาจากรายได้ที่เราหามาเทลงพอร์ตเองตั้งหาก
รายได้ทุกอย่างที่หาเพิ่มมาได้จะเทเติมพอร์ต 40-50 % เสมอ

ผมทำทุกอย่างที่ได้รายเพิ่ม:
- เปิดกิจการจัดสวน
- ทำบริการขนย้าย
- รับงานเสริมทุกอย่างในชุมชน
แล้วเอารายได้ทั้งหมดไปลงทุนต่อทันที

นี่คือระบบที่เหมาะกับมือใหม่ที่สุด:
ใส่เงินทุกเดือน > ไม่ต้องเดาตลาด > โตช้าแต่ชัวร์

โฟกัสที่ “ความเรียบง่าย” มากกว่าการพยายามเก่งตั้งแต่วันแรก
และความเรียบง่ายนี่แหละ ทำให้อยู่รอดระยะยาว

3. ใช้ Margin อย่างมีวินัย

Margin = ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อขยาย position
หลายคนกลัวคำว่า Margin เพราะใช้ผิดแล้วเจ๊ง แต่ถ้าศึกษาแล้วใช้อย่างถูกวิธีจะสามารถทำให้พอร์ตเราฌตเร็วขึ้นมาก

กลยุทธ์ที่ใช้ Margin:

- ใช้ไม่เกิน 30–50%
- ใช้บนสินทรัพย์มั่นคง
- ไม่ใช้กับหุ้นเสี่ยง/หุ้นโมเมนตัม
- ไม่ Overtrade
- ไม่ไล่ราคา

เป้าหมายไม่ใช่รวยเร็ว แต่ “เร่งพอร์ต” แบบควบคุมได้
เหมือนซื้ออสังหาฯ แล้วกู้ 70% และ ให้สินทรัพย์ทำงานแทน

4. Growth and Income มีทัังสองเพราะคนละช่วงชีวิตต้องการต่างกัน

เริ่มด้วย Growth (หุ้นโตเร็ว)เพราะพอร์ตยังเล็ก ต้องการเร่งให้ใหญ่ก่อน แต่พอเริ่มมีเงินมากขึ้น สามารถเปลี่ยนบางส่วนไป Income เช่น

- กองทุนปันผลรายเดือน
- หุ้นปันผล

เพราะ “รายได้ที่ไหลเข้ามาทุกเดือน” มีผลต่อ mindset มาก
- ช่วยสร้างความนิ่ง
- ช่วยให้มีเงินสด reinvest ต่อ
- ช่วยให้พอร์ตเดินต่อแม้ตลาด sideway

Growth ดีกว่า Income หรือ Income ดีกว่า Growth
ให้เลือกตาม “ช่วงชีวิต + เป้าหมาย ณ ตอนนั้น”

5. Defensive Assets ช่วยให้พอร์ตนิ่งขึ้นในช่วงตลาดผันผวน

พอร์ตที่ดี ไม่ใช่พอร์ตที่ขึ้นเร็ว แต่เป็นพอร์ตที่เรากล้าถือยาวได้โดยไม่แตกตื่น ตลาดหุ้นจะไม่ขึ้นตลอดและการถือแต่หุ้น Growth อย่างเดียวจะทำให้พอร์ตแกว่งแรงจน “หลุดมือ”
ตอนตลาดลงหนัก

กันความเสี่ยงไว้ด้วยสินทรัพย์ที่นิ่งกว่า เช่น:
- Utilities
- ทอง, เงิน, ทองแดง
- บางส่วนใน ETF ป้องกันความเสี่ยง

6. ความรู้ใหม่ = ข้อได้เปรียบใหม่

“Never stop learning.” เพราะ ความรู้ นำไปสู่ “การตัดสินใจใหม่ที่ถูกต้องขึ้นและเมื่อทำแบบนี้เป็นระบบ > พอร์ตโตเร็วกว่าเดิมอีกเท่าตัว

นี่คือพลังที่พาไปไกลกว่าเงิน:
- Podcast การลงทุน
- YouTube สอนวิเคราะห์หุ้น
- คลิปเกี่ยวกับเศรษฐกิจ
- พูดคุยคนในวงการ

นี่คือพลังของ compounding ที่คนส่วนใหญ่ประเมินต่ำไป
- ถ้าลง $120/สัปดาห์ ที่ผลตอบแทน 10% > ถึง $1,000,000 ใน 30 ปี
- หรือแค่ $45/สัปดาห์ > ถึงล้านใน 40 ปี

นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือ “เวลา + วินัย”

===================================

ประกาศ! มีตติ้งแรกของเพจ Mark the Investor
วันเสาร์ที่ 6 ธันวา | เวลา 19.30–20.30

ผมจะมาแชร์ Roadmap การสร้างพอร์ตจาก 0 ถึงล้าน ตามประสบการณ์ และวิธีคิดที่ผมใช้มาตลอด เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้น หรือกำลังปั้นพอร์ตอยู่
เข้าฟังได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ สามารถกรอกรายละเอียดได้ที่

https://forms.gle/pNX6TFnonCdNfxdt6

หากใครสนใจเรื่องราวการเงิน การลงทุน และอยากจะเริ่มต้นลงทุนในคริป
โต เข้ามาพูดดุย แบ่งปัน แชร์แนวคิดร่วมกันครับ

https://www.facebook.com/share/g/1JzThjPm2g/?mibextid=g

==================================



[1] เริ่มเร็ว ชนะฉลาด
[2] ระบบง่ายๆ ชนะความซับซ้อน
[3] รายได้เสริมคือทางลัดที่ปลอดภัยที่สุด
[4] Margin เป็นเครื่องเร่ง ไม่ใช่อาวุธฆ่าตัวเอง
[5] กลยุทธ์เปลี่ยนได้ตามช่วงชีวิต
[6] Defensive Assets คือคานถ่วงอารมณ์
[7] ความรู้ใหม่สร้างพอร์ตใหม่ได้เสมอ

10/12/2025

‼️ชายคนนี้อ่านหนังสือ 613 เล่ม เพื่อคัด 16 เล่มที่ดีที่สุดมาให้คุณ (ทางลัดความรวยฉบับ Daddy Investor)

ถ้ามีคนเดินมาบอกคุณว่า "อ่านเล่มนี้สิ แล้วจะรวย" คุณอาจจะเฉยๆ แต่ถ้าคนที่บอกคุณคือ "Anthony Vicino" คุณต้องรีบไปหามาอ่านทันที

ทำไมต้องเชื่อผู้ชายคนนี้?

Anthony Vicino ไม่ใช่แค่ YouTuber นักรีวิวหนังสือดาษดื่น แต่เขาคือ "ของจริง" ในโลกธุรกิจและการลงทุน

- จากอดีตคนเป็นหนี้ ถังแตก ชีวิตพัง กลายมาเป็น Best Selling Author และนักธุรกิจระดับ Top
- ผู้ก่อตั้ง Invictus Capital บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ ที่บริหารสินทรัพย์มูลค่ากว่า $70 ล้านเหรียญ (ราวๆ 2,500 ล้านบาท)
- เป็นมนุษย์ Hyperfocus (ADHD) ที่เปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นพลังด้วยการอ่านหนังสือปีละเกือบร้อยเล่ม แล้วตกผลึกเอามาใช้สร้างธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่อ่านเอาเท่

ดังนั้น 16 เล่มที่เขาคัดมานี้ ไม่ใช่หนังสือที่ "อ่านสนุก" แต่เป็นหนังสือที่ "สร้างเงิน" และเปลี่ยนยาจกให้เป็นเศรษฐีได้จริงๆ เพราะเขาพิสูจน์มาแล้วด้วยชีวิตตัวเอง

ผมสรุป List ทองคำนี้มาให้ แบ่งหมวดหมู่ให้เข้าใจง่าย สไตล์ Daddy Investor ครับ

หมวดที่ 1 : Mindset & Health (รากฐานที่มองไม่เห็น)
ก่อนจะรวย ต้องเตรียมใจและกายให้พร้อม เพราะถ้ารวยแล้วตายเร็ว หรือรวยแล้วเป็นบ้า เงินก็ไม่มีความหมาย

1. Letters from a Stoic (Seneca) : สอนให้ใจนิ่ง สงบ ไม่หวั่นไหวต่อโชคชะตา (เทรดเดอร์ควรอ่านมาก จะได้ไม่หัวร้อนเวลาพอร์ตแดง)
2. The Four Agreements (Don Miguel Ruiz) : ข้อตกลง 4 ประการเพื่ออิสรภาพทางจิตวิญญาณ
3. 12 Rules for Life (Jordan Peterson) : กฎเหล็ก 12 ข้อเพื่อจัดการความวุ่นวายในชีวิต
4. Mindset (Carol Dweck) : เปลี่ยน Fixed Mindset เป็น Growth Mindset เชื่อว่าเราเก่งขึ้นได้เสมอ
5. Outlive (Peter Attia) : คู่มือการมีชีวิตยืนยาวและแข็งแรง (เพราะการลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในสุขภาพ)

หมวดที่ 2 : Money Mastery (วิชาเงินที่โรงเรียนไม่สอน)
เมื่อใจพร้อม ก็ต้องเข้าใจเกมการเงิน เล่มพวกนี้คือคัมภีร์ที่เศรษฐีทุกคนต้องผ่านตา

6. The Psychology of Money (Morgan Housel) : เล่มนี้ผมเชียร์ตลอดกาล เงินไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องอารมณ์และพฤติกรรม
7. I Will Teach You To Be Rich (Ramit Sethi) : วิธีจัดการเงินส่วนบุคคลแบบไม่ต้องอดกาแฟ
8. How To Get Rich (Felix Dennis) : ความจริงดิบเถื่อนของการสร้างความมั่งคั่ง (เล่มนี้สอนให้เลิกโลกสวย)
9. Economics in One Lesson (Henry Hazlitt) : เศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่ทำให้คุณมองโลกตามความเป็นจริง (เทรดเดอร์สาย Macro ต้องโดน)
10. Tax-Free Wealth (Tom Wheelwright) : วิธีบริหารภาษีแบบถูกกฎหมาย เพราะภาษีคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต
11. What Every Real Estate Investor Needs To Know About Cash Flow (Frank Gallinelli) : คัมภีร์คำนวณ Cash Flow สำหรับอสังหาฯ (ปรับใช้กับ Grid Trading ได้ดีมาก)

หมวดที่ 3 : Business & Systems (สร้างเครื่องจักรทำเงิน)
สำหรับคนทำธุรกิจ หรือเทรดเป็นระบบ (System Trade) ต้องอ่านเซตนี้

12. Traction (Gino Wickman) : ระบบปฏิบัติการสำหรับผู้ประกอบการ (EOS) ให้ธุรกิจรันได้โดยไม่ต้องมีเรา
13. The Goal (Eliyahu Goldratt) : นิยายธุรกิจสอนเรื่องการจัดการคอขวด (Bottleneck) ใครชอบ Optimize ระบบต้องอ่าน
14. $100M Offers (Alex Hormozi) : วิธีสร้างข้อเสนอที่ลูกค้าปฏิเสธไม่ลง
15. $100M Leads (Alex Hormozi) : มีของดีแล้ว ต้องรู้วิธีหาลูกค้าด้วย
16. Ogilvy on Advertising (David Ogilvy) : คลาสสิคแห่งวงการโฆษณา เขียนยังไงให้ขายได้

-----

บทสรุปจาก Daddy

สังเกตไหมครับว่า Anthony ไม่ได้เริ่มที่ "วิธีการหาเงิน" แต่เริ่มที่ "วิธีคิด" (Mindset) และ "สุขภาพ" (Health)

เพราะเขาเรียนรู้มาแล้วว่า การสร้างตึกสูงระดับพันล้าน ต้องมีฐานรากที่แข็งแกร่ง การอ่านหนังสือพวกนี้คือการ Leverage ประสบการณ์ทั้งชีวิตของคนเก่งๆ มาเป็นของเราในราคาหลักร้อย

อย่าลืมไปหามาอ่านกันสักเล่มนะครับ รับรองว่าคุ้มค่ากว่าค่ากาแฟแน่นอน

-----

เริ่มสร้างระบบเทรดที่แข็งแกร่งด้วย Daddy Bot

ถ้าคุณชอบแนวคิดเรื่อง "การสร้างระบบ" แบบที่ Anthony Vicino ใช้สร้างธุรกิจ ผมอยากแนะนำให้ลองศึกษาแนวทาง Close System ใน E-Book ของผมครับ

เพราะการเทรดที่ดี ต้องไม่ใช่แค่การนั่งเฝ้าจอ (Self-Employed) แต่ต้องเป็นการสร้าง "ระบบผลิตเงิน" (Business Owner) ที่ทำงานแทนเราได้ แม้ในวันที่เราหลับ

ใครสนใจอยากได้คู่มือเล่มนี้ไปศึกษา อ่านกติกาและวิธีดาวน์โหลดฟรี ในคอมเมนต์ ได้เลยครับ (ผมปักหมุดไว้ให้แล้ว)

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ One Step Trade BY Mr.Tผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์