Journalists for Gender Justice - JGJ

Journalists for Gender Justice - JGJ เครือข่ายนักสื่อสารมวลชนเพื่อความเป็นธรรมทางเพศ

 :  #เขียนใหม่ให้เป็นธรรม 🖊️กรณีศึกษา: "เติมเกย์ที่สีลม สงกรานต์เนืองแน่น"แหล่งที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ [https://www.faceboo...
16/04/2026

: #เขียนใหม่ให้เป็นธรรม 🖊️

กรณีศึกษา: "เติมเกย์ที่สีลม สงกรานต์เนืองแน่น"

แหล่งที่มา: ไทยรัฐออนไลน์
[https://www.facebook.com/share/r/18k128HKWy/]

วันเดือนปี: ๑๒ เมษายน ๒๕๖๙ ๑๖.๒๔

ปฏิบัติการณ์ทางภาษา: การเหมารวม, การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ, การทำให้บุคคลกลายเป็นสิ่งของ, การทำให้หวือหวา, การสร้างภาพจำที่ไม่ครบถ้วน

(Linguistic operation: Generalisation, Assumption of Gender Identity, Objectification, Sensationalisation, Misrepresentation)

สีลม คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยว และคนไทยด้วยกันเองต่างมาสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานในทุกปี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแรงหนุนของสื่อมวลชนที่ช่วนกันนำเสนอให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก และแน่นอนว่าทำให้ประเทศไทยได้มีชื่อเสียงในเวทีนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม การรายงานข่าว การเขียนแคปชั่น และการพาดหัวข่าวในบางกรณีอาจกำหนดการรับรู้ต่ออัตลักษณ์ของผู้คนและภาพจำของพื้นที่โดยไม่ตั้งใจ

การพาดหัวข่าว “เติมเกย์ที่สีลม” อาจจะเข้าข่ายการเหมารวม (Generalisation) ว่าสีลมเป็นพื้นที่สำหรับเกย์เท่านั้น จริงอยู่ที่ ถนนสีลม เป็นพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาความเป็นจริง (และตามคลิปที่นำเสนอ) ผู้คนทุกอัตลักษณ์ก็มาที่ถนนเส้นนี้ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนกลุ่มเดียว ซึ่งอาจจะเข้าข่ายของการสร้างภาพจำที่ไม่ครบถ้วน (Misrepresentation) ของพื้นที่ถนนสีลม

การเหมารวมอาจนำมาสู่ การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ (assumption of identity) โดยไม่มีข้อมูลยืนยันจากแหล่งข่าว ซึ่งในบางกรณีอาจจะนำไปสู่การระบุอัตลักษณ์ที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนของบุคคล (misgendering) และอาจไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพอัตลักษณ์ส่วนบุคคลในงานสื่อสารมวลชน

นอกจากนี้ วลีอย่างคำว่า “เติมเกย์” อาจจะปรากฏเป็นภาษาปากที่พบทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสะท้อนลักษณะของ “การทำให้บุคคลกลายเป็นสิ่งของ” (Objectification) โดยกลายเป็นเพียงองค์ประกอบที่อยู่ในบรรยากาศนั้น ๆ ซึ่งอาจจะลดทอนความเป็นปัจเจกของบุคคลลงเหลือเพียงบทบาทในการสร้างความสนุก โดยทำให้กลายเป็นสิ่งที่บุคคลอื่นสามารถเติม หรือ เสพ ได้

หากวิเคราะห์ลึกลงมาอีกระดับ ภาษาลักษณะดังกล่าว ในบางบริบทอาจเชื่อมโยงกับบริบทของการปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพในพื้นที่สาธารณะที่ขาดความยินยอม ซึ่งควรได้รับการพิจารณาอย่างระมัดระวัง

จริงอยู่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า “เติม(อัตลักษณ์)” กลายเป็นคำทั่วไปที่ใช้กันเป็นภาษาปาก และได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายบนโลกออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ในฐานะสื่อมวลชนซึ่งมีบทบาทเป็นสถาบันทางสังคม สื่อมวลชนอาจจะต้องคำนึง และพิจารณาอย่างรอบด้านถึงความหมายแฝง และอำนาจของภาษาเหล่านี้ที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างในเรื่องเพศของสังคม เพื่อหลีกเลี่ยงการตอกย้ำกรอบความคิดที่อาจจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในทางวิชาชีพ สื่อควรพิจารณาถ้อยคำที่เป็นกลาง และหลีกเลี่ยงการระบุอัตลักษณ์ หากไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าวโดยตรง และควรอ้างอิงถึงอัตลักษณ์ของบุคคลจากการยืนยันของแหล่งข่าวเท่านั้น

ต่อมา แคปชั่นที่ว่า “บางคนแต่งตัวน้อยชิ้น พร้อมอวดกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ท่ามกลางอากาศร้อนกว่า 35 องศาฯ” อาจจะเป็นแคปชั่นที่เข้าข่าวการทำให้หวือหวา (Sensationalisation) ซึ่งเป็นการซึ่งเป็นการทำให้ข่าวมีความดึงดูดโดยการบรรยายเรือนร่าง โดยเน้นการมองมากกว่าการนำเสนอในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งการนำเสนอดังกล่าวอาจนำไปสู่การสร้างภาพจำที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจจะนำไปสู่การลดทอนความหลากหลายภายใต้ความหลากหลายทางเพศ ประสบการณ์ และบุคคลที่อยู่ในพื้นที่

คราวนี้ แล้วเราจะพาดหัวอย่างไรล่ะ เพื่อให้คนสนใจ ในขณะเดียวกันเคารพอัตลักษณ์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ?

ในเชิงทางเลือก หากพิจารณาผ่านคลิป ทุกคนสาดน้ำ ที่ถนนสีลม ก็อาจจะพาดหัวว่า “เริ่มสาดแล้ว สงกรานต์สีลม” หรือ “จอยเวอร์ สงกรานต์สีลมเริ่มแล้ว” หรือ “ฉ่ามมมม สงกรานต์สีลมเริ่มแล้ว”

ซึ่งการพาดหัวดังกล่าว สามารถสะท้อน ถนนสีลม ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสถานที่เล่นสงกรานต์ที่ผู้คนมักจะไปเล่นน้ำกัน เพราะมีความสนุกสนาน เลยทำให้ผู้คนมากันคับคั่งในทุก ๆ ปี

อย่างไรก็ตาม โพสต์หนึ่งของสำนักข่าวเดียวกัน พาดหัวว่า “เริ่มแล้ว “สงกรานต์สีลม” วันแรกคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลัก ถนนกลายเป็นสายน้ำ”

(ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2926348?fbclid=IwY2xjawRIZacxleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFUbHF4MGd1U21EeDc3OEJOc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHmnsIpW-7Fp9K2stgCOFf3pNN0Sxvjb9aBVRKJjKH0y3LMVdMdqEsd62kL0o_aem_MI5hdz5Kjp6f0L0jzbPuIw)

ตัวอย่างนี้สะท้อนถึงแนวทางการนำเสนอที่สามารถรักษาทั้งความน่าสนใจของข่าว และความเคารพต่อความหลากหลายของผู้คนในพื้นที่ได้พร้อมกัน แนวทางดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสำนักข่าวอื่น ๆ และนักข่าวรุ่นหลังต่อไป

[หมายเหตุ:
- เราเคารพความหลากหลายของความคิดเห็น และตั้งใจให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพและเคารพซึ่งกันและกัน ทางเราขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความที่มีลักษณะตีตรา เลือกปฏิบัติ หรือบั่นทอนศักดิ์ศรีของผู้อื่น

- บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การใช้ภาษาในเชิงวิชาชีพสื่อ เพื่อส่งเสริมแนวทางการนำเสนอที่เคารพความหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมิได้มุ่งหมายตำหนิบุคคลหรือองค์กรใดเป็นการเฉพาะ] 🕊⚖️



to

 “คำนำหน้า”: ปัญหาวนเวียนที่ทางออกมี แต่อาจซ่อนอยู่หลังความกลัวการเปลี่ยนแปลง 🪪🏳️‍⚧️🏳️‍🌈⚖️"เรียกร้องกันอยู่ได้ อยากเป็นน...
28/02/2026



“คำนำหน้า”: ปัญหาวนเวียนที่ทางออกมี แต่อาจซ่อนอยู่หลังความกลัวการเปลี่ยนแปลง 🪪🏳️‍⚧️🏳️‍🌈⚖️

"เรียกร้องกันอยู่ได้ อยากเป็นนางสาว มีมดลูกรึเปล่า? ถ้าไม่มีมดลูก ไม่ต้องเป็นนางสาว... จบ"

นี่คือคำพูดจากกรรมการท่านหนึ่งในการประกวด Miss Tiffany ปี 2026 กล่าวกับผู้เข้าประกวดท่านหนึ่งที่ทำการแข่งขันรอบ Change Maker รอบการแข่งขันที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าประกวดนำเสนอโครงการเพื่อสังคม

ผู้เข้าประกวดรายหนึ่งนำเสนอโครงการการแก้ปัญหาหอพักนิสิตในมหาวิทยาลัย ที่ยังคงจัดสรรห้องพักตามคำนำหน้าของผู้เข้าพัก ซึ่งหมายถึงการที่ต้องใช้ห้องอาบน้ำรวม ผู้เข้าประกวดสะท้อนปัญหาว่า การจัดสรรห้องพักตามคำนำหน้าเช่นนั้นอาจทำให้เกิดความลำบากใจได้ และยังมีข้อกังวลต่อความปลอดภัยต่อตัวนิสิตข้ามเพศและเพื่อนนิสิตชาย

ประเด็นเรื่องการทำให้ “คำนำหน้าชื่อ” ตรงกับ “เพศสภาพ” ของคนข้ามเพศ ถูกตีตกในเวทีของคนข้ามเพศเอง

การปัดตกเรื่องคำนำหน้าไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นล่าสุด เมื่อ คุณคิวเบเล่ย์ คณาสิต พ่วงอำไพ หนึ่งในผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ผู้มีอัตลักษณ์นอนไบนารี ออกมาประกาศผลักดันนโยบายการเปลี่ยนคำนำหน้านามตามเจตจำนงของตน หรือ Self-determination ด้วยข้อโต้แ้งหลายประการ

หนึ่งในข้อโต้แย้งทีถูกยกมาตีตกประเด็นคำนำหน้าชื่อคือ ความกังวลว่าจะกระทบต่อการรักษาทางแพทย์ในยามฉุกเฉิน บุคคลากรทางการแพทย์บางท่านออกมาแสดงห่วงกังวลว่า การรักษาโรคบางชนิดมีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยเบื้องต้นคำนำหน้า เพื่อนำไปสู่การจ่ายยา หรือการรักษาที่ถูกต้อง และช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที หากคำนำหน้าบนบัตรประชาชนนั้นไม่ตรงกับเพศกำเนิดอาจส่งผลกระทต่อการทำงานได้

นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลอีกหลายประการ อาทิ การเปลี่ยนคำหน้าเพื่อหลบหนีคดี การหลอกแต่งงาน และสารพัดที่คนจะหยิบยกขึนมาต่อต้านแนวคิดการมีคำนำหน้าตรงกับเพศกำเนิด แต่ก่อนอื่น เราขอตั้งคำถามว่า เรากลัวผลกระทบที่ตามมาจริง ๆ หรือเรากลัวความเชื่อที่เราเชื่อมาตลอดจะถูกบิดเบือนไป

และผลการเปลี่ยนคำนำหน้าที่ว่า (ซึ่งเคยเกิดขึ้นจริง และมีโอกาสเกิดขึ้นอีก) เกิดจาก ตัวบุคคลที่เป็นคนข้ามเพศเอง หรือ จากระบบที่มันไม่ได้คุ้มครองคนทุกคนในสังคมจริงหรือเปล่า

วันนี้ JGJ อยากชวนมามองข้อโต้แย้งเหล่านั้น และเปิดพื้นที่ให้ผู้มีความเห็นหลากหลายมาแลกเปลี่ยนสนทนากันในฐานะพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนคุยเรื่องเพศ

[หมายเหตุ: เราเคารพความหลากหลายของความคิดเห็น และตั้งใจให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพและเคารพซึ่งกันและกัน ทางเราขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความที่มีลักษณะตีตรา เลือกปฏิบัติ หรือบั่นทอนศักดิ์ศรีของผู้อื่น ] 🕊⚖️



“Honorific Titles”: A Recurring Debate Whose Solutions May Be Hidden Behind Fear of Change 🪪🏳️‍⚧️🏳️‍🌈⚖️

“Why keep demanding it? You want to be called Miss — do you even have a uterus? If you don’t have a uterus, then you don’t need to be Miss… end of discussion.”

These were the words of a judge at Miss Tiffany's Universe 2026, addressed to a contestant during the "Change Maker" round — a segment that provides space for contestants to present social impact projects.

One contestant presented a project addressing university dormitory policies that still allocate rooms according to honorific titles, which often leads to shared bathroom arrangements. The contestant highlighted how such allocation can cause discomfort and raise safety concerns for transgender students as well as for other male students.
The issue of aligning honorific titles with gender identity was dismissed — on a stage created for transgender women themselves.

This was not the first time the issue has been dismissed.

Recently, Khanasit Puang-ampai, a non-binary party-list parliamentary candidate, publicly advocated for a self-determination model allowing individuals to change their honorific titles according to their own gender identity. The proposal was met with multiple objections.

One of the primary counterarguments concerns emergency medical care. Some medical professionals have expressed concern that certain diagnoses and treatments require initial reference to a person’s honorific title in order to prescribe appropriate medication or provide timely life-saving care. If the honorific title on an ID card does not correspond with one’s s*x assigned at birth, they argue, it may disrupt medical procedures.

Other concerns have also been raised: that title changes could enable criminal evasion, fraudulent marriage, and various other potential abuses.

But before we accept these fears at face value, we must ask: Are we truly afraid of practical consequences — or are we afraid that long-held beliefs may be unsettled?
And when problems arise following a title change — which has happened before and could happen again — are they caused by transgender individuals themselves, or by systems that fail to protect everyone equally?

Today, invites reflection on these counterarguments and opens space for diverse perspectives in a safe environment to discuss gender.

[Remarks: We respect diversity of opinions and are committed to keeping this space safe for everyone. Please share your views with courtesy and mutual respect. We reserve the right to remove comments that stigmatize, discriminate against, or undermine the dignity of others. ] 🕊⚖️



to

[Please find English version below][ไทย][ปฐมบท]ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้ประกาศใช้พรบ.สมรสเท่าเทียมไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มกราค...
27/01/2026

[Please find English version below]

[ไทย]

[ปฐมบท]

ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้ประกาศใช้พรบ.สมรสเท่าเทียมไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 และเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปิดกว้างทางเพศมาก ๆ ในเวทีสากล ทั้งยังได้ให้คำมั่นสัญญาในการปกป้องสิทธิสตรี…แต่

“ทลายเหมืองทอง” “ไอ้ขี้ยา” “แม่ใจยักษ์” “ทอมโหด” “แพร่เชื้อเอดส์” . “สาวหล่อ” “คู่ขา” “หญิงใจแตก” “ไอ้ด้วน” เหล่านี้คือ การใช้คำเรียก LGBTQ ในข่าวแบบเหมารวมโดยไม่มีความจำเป็น ยังไม่นับรวมไปถึงการใช้ภาพประกอบที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิมนุษยชนไปพร้อมกัน ตัวอย่างที่ปรากฏไม่นานมานี้คงคุ้นตากันดีคือ ภาพเจ้าหน้าที่ภาครัฐโชว์ถุงยางอนามัยราวกับเป็นวัตถุผิดกฎหมาย

สิ่งเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ตามสื่อ และข่าวกระแสหลัก รวมถึงสื่อจากทางภาครัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอคติทางเพศของวงการสื่อไทยที่มีอยู่มาช้านาน โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เขาทำอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า ความเป็นกลาง มันคือความเป็นกลางที่ขาดความเป็นธรรมต่อคนกลุ่มนี้ เพราะสิ่งที่สื่อไทยได้กระทำนั้น เป็นการเน้นย้ำการตีตรา และการเลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้

นอกจากนี้ ในยุคที่ engagement หรือการมีปฏิสัมพันธ์ นั้นมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสื่อไทย สื่อไทยจึงเลือกทำให้เนื้อข่าวมีความหวือหวา (sensationalisation) เพื่อเรียกยอดดู ยอดชมเป็นสำคัญ แต่อาจละทิ้งความตระหนักว่า บุคคลที่เขากล่าวถึงนั้น ถูกตีตรา และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพียงใด

แม้หลายครั้งชุมชน และนักเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งนักข่าวด้วยกันทักท้วงให้มีการแก้ไข แต่สุดท้ายสิ่งที่กลับมาคือ “ไม่สามารถปรับปรุงได้ทั้งหมด เพราะแต่ละสื่อมี stylebook หรือแม่แบบในการเขียนข่าว และทำสื่อไม่เหมือนกัน… ”

ถึงแม้จะได้รับคำขอโทษ แต่คำขอโทษนั้นไม่เพียงพอ เพราะผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมที่ได้เกิดขึ้นจากการพาดหัว หรือเขียนขาวแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว

มากไปกว่านั้น มีนักข่าวจำนวนไม่น้อย ออกมารณรงค์ และพยายามที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านั้น หลายครั้งที่พวกเขาต้องออกมาขอโทษในส่งที่เขาไม่ได้ทำ… ทุกครั้งที่ขอโทษ เพียงเพื่อที่จะเห็นความไม่เปลี่ยนแปลงเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก กำลังใจที่จะทำต่อก็หมดลงช้า ๆ

ดังนั้น เรา Journalists for Gender Justice - JGJ (เครือข่ายนักสื่อสารมวลชนเพื่อความเป็นธรรมทางเพศ) จึงรวมตัวกันในนามบุคคล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมทางเพศ ด้วยความเชื่อที่ว่า เราอาจจะไม่สามารถบังคับให้ทุกสำนักสื่อเปลี่ยนแม่แบบในการเขียนข่าว หรือผลิตเนื้อหาได้

แต่เราจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะสร้าง “ทางเลือก” ในการเขียนเนื้อหา เล่าเรื่อง เรื่องเพศ และอัตลักษณ์ต่าง ๆ ให้มีความเป็นธรรมกับพวกเขามากขึ้น รวมไปถึงนำเนื้อหาที่มีการตีตรา มาเขียนใหม่ ปรับปรุงใหม่ ให้เหมาะสม และเป็นธรรมต่ออัตลักษณ์ โดยใช้บริบทสากลมาปรับใช้ในบริบทของสื่อไทย เพื่อให้สื่อไทยมีความเป็นสากลในความเป็นธรรมทางเพศมากขึ้น

นอกจากนี้ เราจะพยายามผลิตเนื้อหาเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องเพศและอัตลักษณ์ทับซ้อนในสื่อ และเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สื่อ และบุคคลที่สนใจได้รับทราบถึงว่า เหตุใดสื่อถึงมีความจำเป็นสำหรับการสร้างความเป็นธรรมทางเพศ

พบกับเนื้อหาแรก หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป (๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘) จบลง (เพราะงานก่อนเลือกตั้งถาโถมมากมาย)

เราจะเขียนใหม่ เพื่อสร้างสังคมใหม่ ให้ดีกว่าเดิม

We “rewrite” to “rebuild”

Journalists for Gender Justice - JGJ
เครือข่ายนักสื่อสารมวลชนเพื่อความเป็นธรรมทางเพศ

[English]

[Introduction]

Thailand has enacted the Marriage Equality Bill since January 23, 2025. The country has been considered as one of the most gender inclusive countries on the international stage, and has promised the Member States to safeguard women's rights…

Still..

Headlines such as “busting goldmine” (Thai homophobic slur); “druggies”; “Cruel mum”; “Evil tom”; “AIDS Spreader”; “Handsome lady”; “Loose Girl”; “the Crippled”; excessively using “the LGBTQ+” without necessity; and the use of dehumanized photo such as the photo of legal enforcers showcasing the used condoms as if it is illegal substances..

These are some practices that still exist in Thai media, mainstream news, and state media which reflect the underlying gender bias among the media industry.

Sadly, rather than admitting themselves of promulgating gender bias, they consider their practices as commitment to “neutrality” and “objectivity”. But, is that true? Their “neutrality” and “objectivity” , in fact, lack “justice” when it comes to reporting about this group because what the Thai media has done is rather reinforcing “stigma” and “discrimination” against the group they mentioned.

Furthermore, as the engagement is important to the survival of the Thai media, they, therefore, opt for sensationalisation to increase engagement and view numbers without acknowledging that how much human dignity of these people has been stripped off…
There are several attempts by civil society organisations, activists, and even the journalists themselves calling for change…

Nevertheless, the response they received was disappointing because those media stated that they could not change everything as each media had their own stylebook to produce the contents.
Even if apologies were received, it is not enough for the damage that has been done to the structural level.

Moreover, there have been several journalists calling for the change. They keep apologising on behalf of the media, for something that they have not done just to see these mistakes happen over and over. How long can they keep going like this?

Therefore, we, “Journalists for Gender Justice - JGJ”, have created an alliance to be one of those who would like to create gender justice in the society. We have acknowledged that we cannot endorse every media agency to amend their stylebook, but we would like to be one of the journalist groups who propose “alternative” ways to create narrative to restore “justice” to these groups.

Also, we would like to rewrite those stigmatized contents into more “just” and live up to the international standard.
Besides, we aspire to produce the relevant gender and identity contents to the public and our media colleagues to raise awareness on how media impacts those identities.

We will come back with the first content after the 2026 Thailand General Election has ended.

We will “rewrite” to rebuild

Journalists for Gender Justice - JGJ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Journalists for Gender Justice - JGJผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์