14/03/2026
ขอหมายเหตุก่อนว่า ชายคนนี้ไม่ได้โดนยูทูบปิดสร้างรายได้ แต่เขามาแชร์เรื่องราวที่อาจเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังประสบปัญหานี้
ว่าแต่เขาคือใครและทำอะไร? 🤔
เขาชื่อ Matt Parr เป็นยูทูบเบอร์สาย Faceless หรือทำช่องไม่โชว์หน้าหลายช่องกว่าสิบปี และมาเริ่มออกกล้องสร้างแบรนด์ตัวตนในทศวรรษหลังครับ
คลิปล่าสุดที่เขาโพสต์ในช่อง Make Money Matt ได้อัพเดทรายได้จากยูทูบเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 20 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ มีรายได้จากค่าโฆษณายูทูบเป็นสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น
และสาเหตุที่ CEO Channels หยิบเรื่องนี้มาเล่าเพราะปีนี้ ยูทูบ มีการปิดสร้างรายได้ช่องต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
ขณะที่ยอดวิวของช่องปกติที่ทำนานก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้จากค่าโฆษณาลดลง จนทำให้หลายคนเครียด
เหตุการณ์ประจวบเหมาะกับ Matt Parr ทำคลิปแบ่งปันมุมมองว่า คุณไม่จำเป็นต้องรอรายได้จากยูทูบแต่เพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าจะช่องเปิดใหม่ยังไม่ผ่านเกณณ์ยื่นสร้างรายได้ หรือช่องที่โดนปิดสร้างรายได้ไปแล้วก็ตาม ตราบใดที่ช่องยังอยู่ หรือยังมีสิทธิ์เปิดช่องใหม่ (ไม่ได้โดนแบนที่ตัว account) ชีวิตของพวกเรายังมีทางไปต่อครับ
ตามที่เกริ่นไปว่า รายได้ของ Matt Par และรวมถึงครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จอีกหลายคนที่ CEO Channels เคยทำกรณีศึกษา จะมีสัดส่วนรายได้จากค่าโฆษณายูทูบที่ประมาณ +/-5% พอ ๆ กัน
นั่นหมายความว่าอีก 90 - 95% มาจากแหล่งอื่น!
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขรายได้ คือ ทัศนคติที่นำไปสู่รายได้
ครีเอเตอร์เหล่านั้นไม่ได้ทำคอนเทนต์เพื่อหวังรายได้จากค่า Content monetization จากแพลทฟอร์ม แต่พวกเขามองแพลทฟอร์มเป็น “พื้นที่สื่อ” ที่จะให้แอร์ไทม์ในการทำการตลาด โดยมีคอนเทนต์เป็นสื่อกลางการตลาด
แล้วรายได้อีกกว่า 90% ที่เหลือมาจากไหน?
รายได้อีกกว่า 90% มาจากการขายสินค้าและบริการ ทั้งของตัวเองและแบบ Affiliate partner
โดยหนึ่งในโปรดักท์ยอดฮิตของเหล่าครีเอเตอร์ คือ Information Product หรือ ชุดข้อมูลความรู้ในรูปแบบดิจิทัล เช่น อีบุ๊ก เทมเพลท เอกสาร และวีดีโอคอร์ส เป็นต้น
และในช่วงหลัง ๆ ครีเอเตอร์ในต่างประเทศเริ่มหันไปสร้างโปรดักท์ประเภท Software หรือ Application กันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งขอเดาว่าน่าจะเป็นผลพวงจากการมาของเทคโนโลยี Vibe code ก็เป็นได้
คำถามต่อมาที่อาจลั่นในหัวของพวกเรา คือ “แต่ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ”
Matt Par บอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ในการทำสิ่งนี้ ขอแค่มีข้อมูลความรู้ในสิ่งที่จะถ่ายทอด และแพกเกจมันออกมาให้คนที่รู้น้อยกว่าคุณเสพง่าย
ซึ่งในปัจจุบัน มีแพลทฟอร์มอำนวยความสะดวกในการโฮสต์ขาย Information Product ที่มีค่าบริการต่ำมาก เช่น Sellfy, Skool, Whop เป็นต้น ฯลฯ
แต่ถ้าคุณไม่อยากสร้างโปรดักท์เองจริง ๆ เขาแนะนำอีกวิธี คือ ให้ทำ Affiliate โปรโมทสินค้าของคนอื่น
และข่าวดี คือ ทั้งสองแนวทางนี้มีวิธีทำคอนเทนต์ที่คล้ายกัน คือ Educational/Informative Content หรือคอนเทนต์ให้ข้อมูลความรู้ผลิตภัณฑ์
Step มีดังนี้:
1. Research -
ศึกษาหากลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง และวิเคราะห์ว่าคุณมีข้อมูลความรู้อะไรจะเสิร์ฟพวกเขา หรือสาย Affiliate คือ มีแอฟฯ สินค้าใดที่เกี่ยวกับกลุ่มนั้น ๆ และค่าคอมฯ ดี เป็นต้น
2. Content ปากกรวย -
ทำคลิปสั้นให้ข้อมูลความรู้แบบ Specific หรือเฉพาะเจาะจงในนิชนั้น ๆ เอาเข้ม ๆ ไปเลยว่าจะเจาะคนมีปัญหาเรื่องอะไร สุขภาพ ความงาม การงาน การเงิน การศึกษา หรือสาย Affiliate เช่น พ่อบ้าน แม่บ้าน ลูก สัตว์เลี้ยง เป็นต้น
Content ปากกรวย คือ ทัพหน้าบุกหากลุ่มเป้าหมายจำนวนมากก่อน กวาดต้อนคนสนใจเรื่องนั้น ๆ เข้ามาในพื้นที่สื่อของคุณ เพื่อส่งคนไปสเต็ปต่อไป
3. Money Video -
เน้นวีดีโอ Long-form 10 - 20 นาที ให้ข้อมูลวิเคราะห์ เจาะลึก จุก ๆ เกณฑ์แฟนพันธ์แท้ให้สื่อของคุณ และมี Call-to-Action ไปยังสินค้าอาจจะในวีดีโอ หรือใต้วีดีโอแล้วแต่
4. Paid Content / Product -
ส่วนนี้คือเนื้อหาสุดพรีเมี่ยมสำหรับคนสนใจจริง ๆ อยากไปต่อก็ชำระเงินเพื่อเข้าไปรับคอนเทนต์พรีเมียม แต่ถ้าเป็น Affiliate ก็คือโดนป้ายยาด้วยข้อมูลจัดหนัก จนคนตัดสินซื้อสินค้าแบบไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว เป็นต้น
หวังว่าจะเป็นไอเดียและแนวทางต่อยอดสำหรับทุก ๆ คนต่อไปครับ