25/08/2021
How God Became King
หนังสือ : How God Became King: The Forgotten Story of the Gospels
เขียนโดย : N. T. Wright
พิมพ์ครั้งแรก : 2012
จำนวนหน้า : 282
สำนักพิมพ์ : SPCK/HarperOne
ชื่อแปลไทยคงได้ประมาณว่า "พระเจ้ามาเป็นกษัตริย์ : เรื่องราวที่ถูกลืมของกิตติคุณทั้งสี่เล่ม"
นอกจากหนังสือ Surprised by Hope อันโด่งดังของ เอ็น. ที. ไรท์แล้ว นี่ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่ เปิดโลกทัศน์ได้อย่างมากทีเดียว
หลายคนบอกที่เพิ่งเคยอ่านหนังสือของเขา อาจจะพบว่าอ่านค่อนข้างยาก (นี่เป็นสาเหตุที่ผม แอบทำใบสรุปเนื้อหาแทรกลงไปในหนังสือ พระเจ้ากับโรคระบาดใหญ่)
เพราะเนื่องจากเขาเป็นนักประวัติศาสตร์และศึกษาด้านปรัชญาด้วย ดังนั้น เขาจึงพยายามแยกรากความคิด ที่มันเจือปน อยู่ในแวดวงคริสเตียนและอยู่ในหลักศาสนศาสตร์ออกไป เพื่อเราจะได้ เจอ สิ่งที่ ผู้เขียนพระคัมภีร์เขียนอย่างที่มันเป็น และอย่างที่มันควรจะถูกอ่านด้วยสายตาของผู้อ่านในศตวรรษที่ 1
แต่การจะทำอย่างนั้นได้ เขาต้องรื้อถอนมุมมองต่าง ๆ และ ย้อนเวลากลับไป (เช่น ในเวลาร่วมสมัยนี้ อิทธิพลของ โพสต์โมเดิร์น ซึ่งมีทั้งที่ดีและส่วนที่ไม่เข้าท่าก็ต้องเอาออกไป, ศต 15-20 ยุคมอเดิร์น มีหลายอย่างในประวัติศาสตร์เกิดขึ้น เช่น ปรัชญา (โดยเฉพาะ Enlightenment) การเมือง การปกครอง วิทยาศาสตร์ ต่างก็ต้องค่อย ๆ แยกแยะและรื้อถอนออกไป, ช่วงปฏิรูปศาสนา เอย ช่วงยุคกลางเอย หรือศตที่ 3-4 เป็นต้น) มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นทั้งให้เราเข้าใจพระคัมภีร์มากขึ้น แต่ หลายอย่างก็ไม่ใช่ และจำเป็นต้องขุดรากความคิดเหล่านั้นที่ปนอยู่ในความคิดของคริสเตียนออกไป จนกว่าจะไปเจอพระคัมภีร์ใหม่ ที่มันเป็นอยู่อย่างที่มันเป็นจริง ๆ (และน่าจะเป็นเหตุผลนี้ ที่เขาช่วยคริสเตียนจำนวนมากทั่วโลก มีสายตาใหม่ ในการเข้าใจพระคัมภีร์ เขาจึงได้รับการขนานนามว่า "นักวิชาการด้านพระคัมภีร์ใหม่ชั้นนำของโลก")
หากลองอ่านตามความคิดของเขาไปแบบนี้ก็อาจจะช่วยครับ
ในเล่ม How God Became King ได้รู้จักคำศัพท์ด้านการปกครองคำใหม่ ซึ่งผมไม่ค่อยได้ยินศัพท์จากแวดวงคริสเตียนในเมืองไทยสักเท่าไร ในบ้านเราตอนนี้ที่มีปัญหาเป็นประเด็นกันอยู่หลัก ๆ 3 ระบอบการปกครอง คือ Monarchy ราชาธิปไตย, Democracy ประชาธิปไตย, เผด็จการ (ที่สืบทอดอำนาจ) Autocracy แต่เราที่เป็นคริสเตียนรู้กันไหมว่า อ่านพระคัมภีร์แล้วจะได้การปกครองแบบได้ออกมา (แน่นอนว่าไม่ใช่ ประชาธิปไตย เพราะอันนั้น มาจากกรีก ไม่ใช่ไบเบิ้ล)
มาเรียนศัพท์คำใหม่ในหนังสือนี้ไปด้วยกัน ซึ่งก็คือ Theocracy ภาษาไทยเขาแปลออกมาว่า เทวาธิปไตย ซึ่งไม่รู้มีความเข้าใจตรงกันไหม แต่หลัก ๆ ก็คือ ระบอบการปกครองที่ยึดถือพระเจ้า หรือให้พระเจ้าปกครอง (อันนี้ คนอาจจะนึกย้อนกลับถึงภาพในสมัย ยุคที่โรมันรุ่งเรือง แล้วก็ เห็นว่า คาทอลิก มีการปกครองแบบลำดับชั้นคล้าย ๆ กัน จักรพรรดิที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์จึงใช้กลุ่มนี้มาขยายอิทธิพลทั้งการเมืองและความเชื่อศาสนา ควบคุมคนในจักรวรรดิให้อยู่ภายใต้การปกครองของตน และมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายต่อทุกคนที่คิดแตกต่างกัน)
แต่ theocracy ในพระคัมภีร์ใหม่มันไม่ใช่ภาพการปกครองแบบนี้อย่างแน่นอน
เมื่อครั้งที่ไรท์ ยังเป็นนักเรียน เขาโดนแบ่งกับเพื่อนให้ทำรายงาน เกี่ยวกับชีวิตของจีซัส บางคนได้เรื่องการเกิด (โอ้ ง่ายเลย เรื่องราวคริสต์มาส มีเยอะเต็มไปหมด) บางคนได้เรื่องการตาย (หนังสือมากมายอธิบายเรื่องกางเขนก็มีเพียบ) แต่เขาได้หัวข้อที่ว่า ทำไมจีซัสถึงมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็หาเหตุผลไม่ค่อยได้ว่าทำไม ครั้นไปดู หลักข้อเชื่อ (ไม่ว่าไนซีน หรือของอัครทูต) ก็ไม่ช่วยเพราะ ส่วนหนึ่งของหลักของเชื่อ ที่เกี่ยวกับจีซัส ยังเขียนแค่ว่า
“ลงมาเกิดเป็นมนุษย์โดยวิญญาณบริสุทธิ์ จากแมรี่หญิงพรหมจารี
และถูกตรึงกางเขนเพื่อเราด้วย ภายใต้พอนเชียส ไพลาต ท่านทรมานและถูกฝัง.....”
คือ กล่าวถึงการเกิด (มธ. บทที่1-2) แล้วก็กระโดดข้ามไปการตายเลย (มธ. บทที่ 27-28) หากเราเป็นแมทธิว (มัวธิว) เราก็คงยั้วะเหมือนกันนะ นั่งเขียนทั้งเล่ม 28 บท เอามาแค่นี้ แล้วบทที่ 3-26 (ช่วงที่จีซัสมีชีวิตอยู่) ล่ะ? ช่วงกลางที่หายไปล่ะ?
ไรท์จึง นำเสนอให้เรา อ่านกิตติคุณทั้งสี่เล่มใหม่ โดยเปรียบเทียบกับการจัดวางลำโพงเครื่องเสียง สี่ตัว ที่ควรจะปรับเสียงให้ดังเท่า ๆ กัน (บางตัวดังมากเกินไป จนไปกลบบางตัวที่แทบจะไม่ได้ยินเลย)
ผมสรุปให้สั้น ๆ ว่าผู้เขียนกิตติคุณทั้งสี่คน พยายามบอกอะไรกับเรา ผ่าน 4 ตัวที่ปรับแต่งให้เสียงสมดุลแล้ว คือ
1. จีซัส คือ จุดสุดยอดของเรื่องราวของชนชาติอิสราเอล เรื่องเล่าในพระคัมภีร์เดิมเป็นเรื่องเล่าที่ยังไม่จบบริบูรณ์ดี ปฐมกาลเริ่มด้วย ความสง่างามของสิ่งที่พระเจ้าสร้าง แต่กลับจบลงด้วย การเป็นเชลยของชนชาติที่พระเจ้าเลือกให้เป็นตัวแทนและแสงสว่างแก่โลกนี้ แต่พวกเขากลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่แมทธิวพยายามจะบอกผู้อ่านว่า ในเรื่องราวเดียวกันนี้ ของบรรพบุรุษของพวกเขาตั้งแต่ ครอบครัวของอับราฮัม พงศ์พันธุ์ของเดวิด การฟื้นตัวกลับจากการเป็นเชลยได้สิ้นสุดลงแล้วที่ จีซัส เรื่องราวของอิสราเอลนั้นสำคัญก็เพราะว่า ผู้สร้างโลกนี้ได้เลือกและเรียกชนชาติอิสราเอล และผ่านโดยทางประชาชนเหล่านี้พระเจ้าจะกอบกู้โลกนี้ขึ้น
2. เรื่องราวของ “พระเจ้า” ของชนชาติอิสราเอล (ลำโพงตัวนี้ มักจะดังเกินไป จะเสียงเพี้ยน จนคนได้ยินแค่ว่า โลกนี้มีพระเจ้า พระเจ้า พระเจ้า แล้ว จีซัส ก็คือ พระเจ้า) แต่เราควรอ่านด้วยสายตาแบบนี้ว่า พระเจ้าผู้สร้างต้องการจะอยู่กับมนุษย์ ตั้งแต่การทรงสร้าง สวรรค์และโลกในหกวัน (วัฒนธรรมอื่นโลกโบราณ มันคือ หกช่วงของการสร้างวิหาร แล้ววัดที่เจ็ดก็จะเอารูปเคารพ image ไว้กลางวิหาร) แต่เรื่องเล่าของอิสราเอลนี้ พระเจ้าได้วางมนุษย์ซึ่งเป็นรูปสะท้อนของพระเจ้า (God’s image) ไว้ที่ใจกลางของสิ่งที่ทรงสร้าง ส่วนวันที่เจ็ดพระเจ้าพัก (rest) แต่ไม่ใช่นั่งพักสบาย ๆ แต่นั่งพักบนบัลลังก์ (rest on the throne) เพื่อปกครอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระเจ้าก็อยู่เคียงข้างมนุษย์ คอยแก้ปัญหาให้มนุษย์ตลอดไม่เคยหยุดพัก ตั้งแต่ปัญหาของมนุษย์คู่แรก ปัญหาพี่ฆ่าน้อง ปัญหาของโนอาห์ อับราฮัม ไอแซค(อิสอัค) เจคอบ (ยาโคบ) และต่อมาจนกลายเป็นชนชาติอิสราเอล (พระเจ้าบอกให้พวกเขาสร้างเต็นท์พลับพลานัดพบ เป็นที่ที่พระเจ้ามาพบกับพวกเขา สวรรค์กับโลกมาบรรจบกันที่เต็นท์นี้) ต่อมาสมัยมีราชวงศ์ปกครองจึงเปลี่ยนจากเต็นท์เป็นวิหาร เป็นที่ที่พระเจ้ามาพบกับพวกเขา สวรรค์กับโลกมาบรรจบกันที่วิหารนี้แทน แต่กษัตริย์แต่ละคนล้วนนอกใจไปนับถือรูปเคารพ จนพระเจ้าละทิ้งวิหารไป ชนชาติล่มสลายกลายเป็นเชลย แต่ก็พระเจ้าสัญญาว่าจะกลับมา แต่..แต่...แต่ ไม่ได้กลับมาอย่างที่พวกเขาคิด เพราะพระเจ้ากลับมา ไม่ใช่อยู่ในเต็นท์ ไม่ใช่อยู่ในวิหาร แต่อยู่ใน “คน” ซึ่งก็คือ จีซัส ตัวจีซัสจึงเป็นที่ที่สวรรค์กับโลกมาบรรจบกัน (นี่เป็นสาเหตุที่ม่านวิหารขาดออกตอนที่จีซัสตาย และพอวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่กับผู้เชื่อ เพราะพระเจ้าต้องการวิหารแบบใหม่ วิหารแบบเดิมจึงต้องถูกทำลายลง แล้วเราผู้เชื่อจึงกลายเป็นวิหารแทน ไม่ใช่อาคาร เราเป็นที่ที่สวรรค์กับโลกมาบรรจบกัน โดยเป็นตัวแทนของพระเจ้าแก่โลกนี้ แล้วก็สะท้อนสิ่งบนโลกกลับไปหาพระเจ้า)
3. เริ่มปฏิบัติการของคนของพระเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ผู้เขียนกิตติคุณทั้งสี่เล่มพยายามบอกเล่าเรื่องราวของจีซัสเพื่อเป็นสร้างรากฐานและเสริมแรงความมุ่งมั่นของคริสเตียนในการติดตามจีซัส เพื่อมีชีวิตอยู่อย่างที่ท่านอยู่ และหากจำเป็นก็อาจจะต้องตายอย่างที่ท่านตาย โดยเชื่อว่าอาณาจักรของพระเจ้า (ถูกจัดตั้งขึ้นผ่านการงานของท่าน) กำลังกลายมาเป็นจริงมากขึ้น ๆ ในโลกผ่านชีวิต การงานและการเป็นพยานของพวกเขาเอง รวมถึงชุมชนของพวกเขาด้วย ทั้งสี่เล่มนี้จึงเป็น เอกสารที่เป็นรากฐาน สำหรับขบวนการการเคลื่อนไหวแบบใหม่ และผ่านจีซัส อิสราเอลจึงได้รับการช่วยกู้และถูกสร้างขึ้นใหม่ ถูกทำให้สำเร็จอย่างที่พระเจ้าตั้งใจไว้ ไม่ใช้ถูกแทนที่ และก่อให้เกิดระเบียบโลกใหม่ที่ส่งขยายไปยังคนทุกชนชาติบนโลก ดังที่สัญญาไว้ในพระคัมภีร์เดิม เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของทุกสิ่ง ทุกอย่าง คนเหล่านี้จึงส่งข่าวดีออกไปยังชาติต่าง ๆ ทั่วโลกด้วย
4. เป็นเรื่องราวของการปะทะกันของอาณาจักร คืออาณาจักรพระเจ้าปะทะกับอาณาจักรของซีซาร์ ลำโพงตัวแรกได้บอกใบ้เป็นนัยให้เราอยู่แล้ว คือพระเจ้าจะช่วยเหลืออิสราเอลจากความชั่วร้ายและอำนาจของจักรวรรดิต่าง ๆ ของผู้ไม่เชื่อ ส่วนลำโพงตัวที่สองก็ชี้ให้เราเห็นผ่านพระคัมภีร์เดิมว่าพระเจ้าของพวกเขาคือผู้ที่คอยต่อกรกับผู้มีอำนาจของผู้ไม่เชื่อเหล่านั้นอยู่เสมอมา ส่วนตัวที่สามคือ ผู้ติดตามของจีซัสจะสัมพันธ์กับจักรวรรดิของซีซาร์ได้อย่างไร ผู้อ่านกิตติคุณจะพบว่าการตายของจีซัสสถาปนารูปแบบใหม่ของอำนาจ ซึ่งไม่เหมือนอำนาจของโลกนี้ กษัตริย์ของโลกนี้มักสุขสบายและรับการปรนนิบัติ แต่จีซัสผู้เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรของพระเจ้ากลับก้มลงแทบเท้าของสาวกแล้วล้างเท้าให้พวกเขา ต่อมาในจอห์น (ยอห์น) บทที่ 19 ซึ่งเป็นบทสนทนาที่น่าสนใจมาก ลองคิดดูว่าพระเจ้ามอบอำนาจให้ใครบางคนมาฆ่าพระเจ้า (คือไพลาต (ปีลาต) ตัวแทนอาณาจักรโรม มาฆ่ากษัตริย์ของชาวจิว (ยิว)) ดูเหมือนว่าอำนาจของอาณาจักรพระเจ้าจะแพ้และจีซัสตายบนกางเขน จบข่าว! แต่สามวันให้หลัง จีซัสฟื้นจากความตาย กลายเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ไม่ได้ชนะแค่อาณาจักรโรม แต่ชนะทุกอาณาจักรที่ชั่วร้าย ความเลวร้าย และความบาปทั้งหมด ฉะนั้นจีซัสจึงทำให้พระคัมภีร์เดิมสำเร็จเป็นจริง ท่านไม่ใช่แค่กษัตริย์ของชาวจิว (ยิว)) แต่เป็นกษัตริย์ของโลกนี้ด้วย
บอกตามตรงว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้พบความหมายของข่าวดีของพระเจ้าอย่างเต็มที่ (แม้ว่าเป็นคริสเตียนมายี่สิบปี แต่กลับเหมือนไม่เคยได้รู้ความหมายที่แท้จริงของมันมาก่อนเลย ส่วนใหญ่จะเน้นแค่ ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ 555) ใครที่อ่านกิตติคุณทั้งสี่เล่ม แล้วไม่ได้เจอว่าพระเจ้ามาเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร ก็ขอให้เกาะแนวทาง ทั้งสี่ของหนังสือเล่มนี้ไว้ ไม่หลงประเด็นแน่นอน
แล้วเมื่ออ่านจบ ก็ขึ้นอยู่กับเราว่า เราอยากจะอยู่ภายใต้การปกครองแบบไหน และจะเป็นคนแบบไหนในโลกนี้
ผมเชื่อว่า หากใครได้เห็นกษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยรัก ยอมเสียสละ ไม่ถือตัว ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เดินดินเข้าถึงตัวได้ (แม้แต่ล้างเท้าให้สาวก) ยอมตายบนกางเขน และที่สำคัญที่สุดคือ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วย (เป็นต้นแบบให้เราเห็นถึง ร่างกายแบบใหม่ที่เราจะมี ในวันที่การทรงสร้างสวรรค์ใหม่และโลกใหม่มาถึง) คงยากที่จะกลับไปอยู่ภายใต้การแสวงหาอำนาจปกครองแบบเก่า ที่เห็นแก่ตัว เจ้ายศเจ้าอย่าง ใช้ชีวิตที่หรูหรา เท้าไม่ติดดิน ท้ายที่สุดต้องติดบ่วงกับดักทรัพย์สมบัติและอำนาจจนดิ้นไม่หลุด
“ในจีซัส พระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่ได้กลายมาเป็นกษัตริย์ของทั้งโลกนี้ ...ผู้ที่ได้อ่านและอธิษฐานในกิตติคุณทั้งสี่เล่มสามารถช่วยให้อาณาจักรนั้นเป็นจริงในโลกแห่งวันพรุ่งนี้”
จากหนังสือ How God Became King
สิริพงศ์ คีตศิลป์สกุล
บรรณาธิการบริหาร
สำนักพิมพ์ทางใหม่
#เอ็น.ที.ไรท์ .T.Wright #โควิด19 #ไวรัสโคโรนา #คริสเตียนแบบใหม่