08/05/2026
ไปตรวจสุขภาพประจำปีมา ได้ผลเลือดกันมาแล้วใช่ไหมครับ? เวลาดูผลเลือดเรื่อง "ไต" ให้พี่ๆ น้าๆ มองหาคำว่า "eGFR" (ค่าอัตราการกรองของไต) นะครับ ค่านี้แหละที่จะบอกว่าไตของเราทำงานอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ และเสื่อมอยู่ในระยะไหนครับ
โรคไตเรื้อรังเป็น "ภัยเงียบ" ที่น่ากลัวมากครับ เพราะช่วงแรกๆ มักไม่มีอาการให้เราเห็น พอเราเริ่มรู้สึกว่า "ป่วย" นั่นอาจหมายความว่าค่าไตเราตกลงไปเยอะแล้ว วันนี้ขอพามาเช็กเช็กลิสต์อาการในแต่ละระยะกันชัดๆ ครับ:
🟢 ระยะที่ 1: ค่าไต (eGFR) 90 ขึ้นไป
สภาวะ: ไตยังทำงานปกติครับ แต่เริ่มมีร่องรอยความเสียหายเล็กๆ
อาการ: ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดงครับ มักมาตรวจเจอโดยบังเอิญจากผลปัสสาวะพบโปรตีนรั่ว (Microalbuminuria)
การดูแล: คุมโรคต้นเหตุ (ความดัน, เบาหวาน) ดื่มน้ำพอดี งดอาหารเค็มจัด
🟡 ระยะที่ 2: ค่าไต (eGFR) 60 - 89
สภาวะ: ไตเริ่มเสื่อมและทำงานลดลงเล็กน้อย
อาการ: ยังคงไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน
การดูแล: เหมือนระยะที่ 1 ครับ เน้นปรับพฤติกรรม ลดการทานยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ งดสมุนไพรแคปซูล
🟠 ระยะที่ 3: ค่าไต (eGFR) 30 - 59
สภาวะ: ไตเสื่อมระดับปานกลาง หลายคนตรวจเจอระยะนี้
อาการ: เริ่มรู้สึก "อ่อนเพลีย" กว่าปกติ มีปัญหาในการนอนหลับ และต้องลุกขึ้นมา "ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน"
การดูแล: ต้องเริ่ม "จำกัดปริมาณเนื้อสัตว์" (โปรตีน) ไม่ให้กินเยอะเกินไปเพื่อถนอมไต
🔴 ระยะที่ 4: ค่าไต (eGFR) 15 - 29
สภาวะ: ไตเสื่อมขั้นรุนแรง!
อาการ: "ตัวบวม หน้าบวม ขาบวม" (Puffy appearance) กดแล้วบุ๋ม ปัสสาวะออกน้อยลง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หายใจหอบเหนื่อยเพราะของเสียคั่ง
การดูแล: ต้องคุมอาหารเข้มงวดสุดๆ งดผลไม้สีเข้ม จำกัดน้ำดื่มตามหมอสั่ง และเตรียมพร้อมล้างไต
⚫ ระยะที่ 5: ค่าไต (eGFR) ต่ำกว่า 15
สภาวะ: ไตวายระยะสุดท้าย ของเสียคั่งในเลือดรุนแรง
อาการ: บวมชัดเจน หายใจหอบเหนื่อยจนนอนราบไม่ได้ (น้ำท่วมปอด) สับสน ชัก หมดสติ
การดูแล: เป็นระยะที่ "จำเป็นต้องบำบัดทดแทนไต" (ฟอกเลือดด้วยเครื่อง, ล้างทางหน้าท้อง) เพื่อรักษาชีวิต
⚠️ ข้อควรระวัง (Do's & Don'ts) แบบภาพรวม
• ระวังยาแก้ปวด: ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค, พอนสแตน) เป็นศัตรูตัวร้ายของไต ห้ามซื้อทานเองเด็ดขาด หากปวดให้ใช้พาราเซตามอลแทนครับ
• ระวังยาสมุนไพรและยาต้ม: สมุนไพรหลายชนิด หรือยาลูกกลอนที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลทำให้ไตทำงานหนักและค่าไตตกฮวบ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานทุกครั้ง
• คุมโซเดียม (ความเค็ม): งดน้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป (ไส้กรอก กุนเชียง) และหลีกเลี่ยงการซดน้ำซุปเด็ดขาด
• ระวังโปรตีนส่วนเกิน: การทานเนื้อสัตว์หรือเวย์โปรตีนมากเกินไป จะทำให้ไตต้องทำงานหนักในการขับของเสีย (ยูเรีย) แต่ก็ห้ามงดโปรตีนจนขาดสารอาหารครับ
💡 การรักษาตัวและดูแลอาหารในแต่ละระยะ
🟢 ระยะที่ 1-2 (ช่วงป้องกันและชะลอ)
ควบคุมโรคต้นเหตุ: หากเป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ต้องกินยาและคุมให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายอย่างเข้มงวด เพราะ 2 โรคนี้คือสาเหตุหลักที่ทำลายไตครับ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ: หากแพทย์ไม่ได้สั่งจำกัดน้ำ ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้ 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยไตขับของเสีย
ปรับพฤติกรรม: ลดอาหารเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่
🟡 ระยะที่ 3 (ช่วงรอยต่อที่ต้องคุมอาหารจริงจัง)
จำกัดปริมาณโปรตีน: เริ่มจำกัดปริมาณเนื้อสัตว์ให้พอดีกับน้ำหนักตัว เน้นโปรตีนคุณภาพดีที่ย่อยง่าย เช่น ไข่ขาว และเนื้อปลา
ระวังแร่ธาตุบางชนิด: แพทย์จะเริ่มเจาะดูค่า โพแทสเซียม (หากสูงต้องลดผักผลไม้สีเข้ม) และค่า ฟอสฟอรัส (หากสูงต้องลด นม ถั่ว โฮลวีต ไข่แดง แมลงทอด)
🔴 ระยะที่ 4-5 (ช่วงวิกฤต และการบำบัดทดแทนไต)
จำกัดน้ำดื่มเด็ดขาด: ไตขับน้ำไม่ไหว เสี่ยงน้ำท่วมปอด ต้องตวงน้ำดื่มตามปริมาณที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
คุมผักผลไม้อย่างหนัก: งดผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง (เช่น กล้วย ส้ม ทุเรียน มะละกอ แคนตาลูป) หากจะทานผัก ให้นำผักไปหั่นและลวกน้ำทิ้งก่อน เพื่อลดปริมาณโพแทสเซียมครับ
เตรียมพร้อมล้างไต: ในระยะที่ 5 แพทย์จะหารือเรื่องทางเลือกในการบำบัดทดแทนไต (ฟอกเลือดด้วยเครื่อง, ล้างไตทางหน้าท้อง, หรือผ่าตัดเปลี่ยนไต) เพื่อรักษาชีวิตและลดอาการทรมานจากของเสียคั่งครับ
การรู้ระยะของตัวเองและมีวินัยในการคุมอาหารให้ตรงจุด คือกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยยืดอายุการทำงานของไตไปได้อีกนานเลยครับ
#โรคไตเรื้อรัง #ค่าไต #หน้าบวม #ขาบวม #สุขภาพผู้สูงอายุ #ดูแลตัวเอง #ภัยเงียบ