CaiCha ชาผลไม้สด สูตรพรีเมียม + บุกคริสตัล + ครีมชีสพรีเมียม

14/06/2026

รู้จัก “กูราเซา” เกาะเล็กกว่าภูเก็ต ที่ได้เตะ บอลโลกรอบสุดท้าย ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ประเทศ /โดย ลงทุนแมน
กูราเซา หรือ Curaçao คือประเทศที่ได้เข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศในปีนี้ และลงสนามนัดแรก เจอกับอดีตแชมป์โลกอย่าง เยอรมนี..

พูดชื่อมาหลายคน อาจไม่เคยได้ยินชื่อประเทศนี้
แถมประเทศนี้ยังเล็กมาก เล็กกว่าเกาะภูเก็ตบ้านเรา ประชากรก็มีแค่ 160,000 คน

คำถามคือ กูราเซา อยู่ตรงไหนของโลกนี้ ?
ลงทุนแมนลองหาข้อมูลดู ทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ประเทศนี้น่าสนใจไม่น้อย..

ถ้าเราเปิดแผนที่โลกดู กูราเซา เป็นประเทศเกาะในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลแคริบเบียน ห่างจากชายฝั่งของประเทศเวเนซุเอลาไปทางเหนือ ประมาณ 65 กิโลเมตร
ประเทศนี้มีขนาดแค่ 444 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าเกาะภูเก็ต ที่มีพื้นที่ประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร

กูราเซา มีประชากรทั้งประเทศเพียงประมาณ 160,000 คน
เทียบให้เห็นภาพ คนทั้งประเทศนี้ มีจำนวนน้อยกว่า คนในจังหวัดระนอง หรือสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยสุดในไทย

แต่ที่น่าสนใจคือ ขนาดเศรษฐกิจที่เล็ก แต่รวยต่อหัว
ขนาดเศรษฐกิจตาม GDP ของกูราเซา อยู่ที่ประมาณ 120,000 ล้านบาท
พอหารจำนวนประชากรออกมา ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร หรือ GDP per Capita สูงถึงประมาณ 750,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 62,500 บาทต่อเดือน

ซึ่งถ้าเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย ที่อยู่ที่ราว ๆ 265,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 22,100 บาทต่อเดือน
ก็จะเห็นว่า คนกูราเซา มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว มากเป็นเกือบ 3 เท่า ของคนไทย

ทำให้ กูราเซา ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ใกล้เคียงกับประเทศในแถบยุโรปตะวันออกอย่าง โครเอเชีย หรือลัตเวีย

คำถามคือ ทำไมกูราเซา ถึงมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเยอะ ?

ประเทศเกาะแห่งนี้ แม้จะเป็นประเทศเกาะที่มีเอกราชในการบริหารตนเอง
แต่ในทางนิตินัย กูราเซา เป็นหนึ่งในประเทศองค์ประกอบของ Kingdom of the Netherlands หรือ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
ซึ่งจำข้อมูลตรงนี้ไว้ดี ๆ เพราะตอนท้ายมันจะเฉลยว่า ทำไมประเทศนี้ถึงได้ไปบอลโลก

ในอดีต กูราเซา เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง จนกระทั่งสเปนออกเดินเรือมาเจอ และยึดครองในปี 1499

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1634 เมื่อบริษัท Dutch West India Company ได้เข้ามาขับไล่สเปนและยึดครองเกาะนี้แทน

ถึงตรงนี้หลายคนจะคุ้นชื่อ Dutch East India Company ที่เป็นบริษัทการค้าขนาดยักษ์ของเนเธอร์แลนด์ในยุคนั้น ที่ระดมทุนไปทำการค้า ไปสร้างอาณานิคมในทวีปใหม่ โดยเน้นโลกฝั่งตะวันออก อย่างทวีปเอเชีย

ซึ่ง Dutch West India Company ก็คล้าย ๆ กัน
แต่จะโฟกัสที่ทำการผูกขาดการค้าระหว่างยุโรป แอฟริกาตะวันตก และทวีปอเมริกา

Dutch West India Company มองว่า กูราเซา มีชัยภูมิการค้าทางทะเลที่ยอดเยี่ยมมาก มีอ่าวธรรมชาติที่ลึกและปลอดภัยอย่าง ชื่อว่า อ่าววิลเลมสตัด

จึงเข้ามาพัฒนาเกาะแห่งนี้ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางเรือที่สำคัญ ของภูมิภาคแคริบเบียนและอเมริกาใต้
รวมถึงเป็นจุดขนถ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางตลาดค้าทาส ที่ใหญ่ที่สุดในยุคอาณานิคม

มรดกการเข้ามาพัฒนาของ Dutch West India Company ของเนเธอร์แลนด์ในตอนนั้น ยังส่งผลมาถึงทุกวันนี้

โดยโครงสร้างเศรษฐกิจของกูราเซา ในปัจจุบันคือ
- ภาคบริการ โดยเฉพาะท่องเที่ยวและการเงิน ประมาณ 84% ของ GDP
- ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการกลั่นน้ำมัน ประมาณ 15% ของ GDP
- ภาคเกษตร ประมาณ 1% ของ GDP

ภาคการท่องเที่ยว คือเส้นเลือดใหญ่ของเกาะ
ด้วยความเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียน การท่องเที่ยวจึงเป็นแรงหลักในการหาเงิน กูราเซามีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ กรุงวิลเลมสตัด เมืองหลวงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO

ความสวยงามของเมืองนี้คือ ตึกรามบ้านช่องสไตล์สถาปัตยกรรมดัตช์ ทาด้วยสีสันฉูดฉาดพาสเทลริมอ่าว ถือเป็นจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
(ลองดูภาพปกบทความนี้ นี่คือภาพของ กรุงวิลเลมสตัด)

กูราเซา ยังมีชื่อเสียงเรื่องชายหาดที่สวยงาม กิจกรรมดำน้ำลึก รวมถึงมีท่าเรือน้ำลึกที่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ยักษ์ นำนักท่องเที่ยวต่างชาติมาจับจ่ายใช้สอยบนเกาะ วันละหลายพันคน

อีกอุตสาหกรรมสำคัญ คือการกลั่นน้ำมัน
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของกูราเซาคือ การตั้งอยู่ใกล้กับประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก

กูราเซา ทำหน้าที่เป็นผู้รับน้ำมันดิบมากลั่น แล้วส่งออกไปยังตลาดใหญ่อย่าง ฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และประเทศในอเมริกาใต้

เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ ยังเคยเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Isla Refinery ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1918 โดยบริษัท Royal Dutch Shell

โรงกลั่นแห่งนี้มีกำลังการกลั่นสูงประมาณ 335,000 - 350,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่ามหาศาลมาก เมื่อเทียบกับขนาดประเทศ
และเคยเป็นแหล่งรายได้หลักรวมถึงแหล่งจ้างงานอันดับต้น ๆ ของเกาะ

อีกส่วนที่น่าสนใจ และเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ
คือการเป็นผู้บุกเบิกระดับโลกในการออกใบอนุญาต ธุรกิจเกมและพนันออนไลน์ มาตั้งแต่ปี 1996

กูราเซา ใช้โมเดลการออกใบอนุญาตแบบ One-size-fits-all คือใบอนุญาตใบเดียวครอบคลุมการพนันออนไลน์ทุกประเภท ทั้งกาสิโน และกีฬา มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่คิดภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำ

ทำให้แพลตฟอร์มการพนันออนไลน์ในประเทศ ที่ทำได้ถูกกฎหมาย และกาสิโนระดับโลกมากมาย แห่กันมาขอใบอนุญาตที่นี่ สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ

อีกมุมน่าสนใจคือการเข้ารอบบอลโลกรอบสุดท้าย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

อย่างที่บอกว่า ประเทศเกาะแห่งนี้ แม้จะมีอำนาจปกครองตนเอง แต่ในทางนิตินัย ยังเป็นหนึ่งในประเทศองค์ประกอบของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

ผลพวงจากความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับเนเธอร์แลนด์ ทำให้คนกูราเซาจำนวนมาก อาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์และเติบโตในอคาเดมีฟุตบอลที่นั่น

โดยกฎของ FIFA อนุญาตให้ผู้เล่นที่มีสายเลือดจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้ไม่ได้เกิดหรือเติบโตที่นั่น สามารถเลือกเป็นตัวแทนชาตินั้นได้

กูราเซาใช้จุดนี้ โดยคัดเลือกผู้เล่นที่มีเชื้อสายกูราเซา แต่เติบโตและฝึกฝนในเนเธอร์แลนด์ หรือตามอคาเดมีดัง ๆ ในยุโรป และได้ผู้เล่นระดับเก่ง ๆ จากลีกยุโรปหลายคน
อย่างเช่น Tahith Chong อดีตเด็กปั้นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทำให้ความน่าสนใจของทีมชาติ กูราเซา ชุดที่มาลุยบอลโลกในครั้งนี้
คือการมีผู้เล่นเกือบทั้งหมดในทีม เล่นอยู่ในลีกในยุโรป โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ นั่นเอง

📢📣เผือกๆๆ … แน่นอนฟังไม่ผิดแน่ๆ    ✅✅ ชาเผื๊อกเผือก… จากร้าน caicha          🙏🙏🙏 มาลองตำกันได้แล้ว …              #ครีมช...
14/06/2026

📢📣เผือกๆๆ … แน่นอนฟังไม่ผิดแน่ๆ

✅✅ ชาเผื๊อกเผือก… จากร้าน caicha
🙏🙏🙏 มาลองตำกันได้แล้ว …

#ครีมชีสพรีเมี่ยม #โลตัสกาฬสินธุ์

12/06/2026

สรุปอินไซต์คนไทย “พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยน” เซิร์ชน้อยลง ใส่ตะกร้าไว้แต่ไม่ซื้อ นักการตลาด ปรับตัวอย่างไร ? - MarketThink
- ปีนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย คาดว่าจะเป็นปีที่ยาก และคาดการณ์ไม่ได้ปีหนึ่ง สำหรับนักการตลาด ทั้งจาก GDP ของประเทศไทยที่คาดว่าจะขยายตัวต่ำสุด และหลาย ๆ อุตสาหกรรมก็จะใช้งบในการโฆษณาต่ำลง

คำถามก็คือ แล้วในครึ่งปีหลังนี้ นักการตลาดต้องปรับตัวอย่างไร ?

ล่าสุด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดงานเปิดตัวคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2569-2571 ภายใต้การนำของ ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานนี้ก็คือ การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Surf the Shockwave Marketing: กลยุทธ์การตลาดครึ่งปีหลัง ในโลกคุมไม่ได้ คาดไม่ได้” โดย ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ซึ่งกลยุทธ์การตลาดครึ่งปีหลัง 2569 ที่นักการตลาดต้องปรับตัว ได้แก่

1. อินไซต์การตลาดในไทยปีนี้ เป็นปีที่โลกของเราคุมไม่ได้ คาดไม่ได้ ดูได้จากตัวเลขเหล่านี้

- ปีนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า GDP ของประเทศไทยจะขยายตัวเพียง 0.9% เป็นการเติบโตต่ำสุด นับตั้งแต่ที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยเคยคาดการณ์มา

- คาดการณ์ว่า นักการตลาดกว่า 70% จะลดงบประมาณการตลาดที่ใช้ในปีนี้ลง

- งบโฆษณาหนังสือพิมพ์ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียง 994 ล้านบาท

- ส่วนงบโฆษณาทีวีก็ลดลงเช่นกัน โดยจะเหลือเพียงราว ๆ 29,000 ล้านบาท ในปีนี้

2. เกิดภาวะ Marketing Funnel รั่ว ส่งผลต่อ ROI ของแบรนด์

นอกจากนี้ ผศ. ดร.เอกก์ ยังบอกด้วยว่า ในขณะนี้แบรนด์ต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาวะ “Marketing Funnel รั่ว” ไม่สามารถคัดกรองลูกค้าได้อีกต่อไป

ทั้งในส่วนของ Top-of-Funnel ที่พบว่า ผู้คนค้นหาแบรนด์ผ่านเซิร์ชเอนจินลดลงมากถึง 10% ในเวลาเพียง 18 เดือน

ขณะที่ในส่วนของ Bottom-of-Funnel ก็พบว่า คนไทยที่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มีอัตราการทิ้งสินค้าในตะกร้า (Cart Abandonment Rate) สูงถึง 75%

หรือตีความง่าย ๆ ว่า ราว 3 ใน 4 คน เลือกสินค้าใส่ไว้ในตะกร้า แต่ไม่ได้มีการจ่ายเงินจริง..

ทำให้ส่งผลต่อ Return on Investment (ROI) ของแบรนด์โดยตรง

3. กลยุทธ์การตลาด เพื่อรับมือกับโลกที่คุมไม่ได้ และคาดไม่ได้

สำหรับกลยุทธ์การตลาดที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย แนะนำให้ใช้ ในวันที่โลกของเราคุมไม่ได้ คาดไม่ได้ สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เรียกว่ากลยุทธ์การตลาด 5P ซึ่งประกอบไปด้วย

- Precision (แม่น)

หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า Precision Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดที่เน้นความแม่นยำ เพราะในเมื่อโลกมีความไม่แน่นอน เศรษฐกิจไม่ดี งบประมาณการตลาดลดลง

นักการตลาดจึงต้องทำการตลาดด้วยความแม่นยำ เล็งให้ถูกจุด และใช้งบประมาณที่น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เสียงบประมาณการตลาดไปอย่างเปล่าประโยชน์

ตัวอย่างเช่น

1. การใช้ Data เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ ไม่ทำการตลาดแบบหว่านแห

2. การใช้เทคโนโลยี AI ช่วยเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุด ในการจ่ายเงินเพื่อโปรโมตและโฆษณา

3. ทำ GEO หรือ Generative Engine Optimization ให้กลุ่มเป้าหมายหาแบรนด์เจอผ่าน AI

เพราะในยุคนี้กลุ่มเป้าหมายของเราอาจไม่ได้ใช้ Google ค้นหาข้อมูลอีกต่อไป แต่ใช้ทั้ง ChatGPT, Gemini และ Claude แทน

- Pause (หมอบ)

ในโลกที่คุมไม่ได้ คาดไม่ได้ ผศ. ดร.เอกก์ บอกว่านักการตลาดควรรู้จังหวะที่จะ “หมอบ” กล้าหยุด และชะลอในสิ่งที่ไม่จำเป็น ซึ่งมีทั้ง

1. การหยุดทันที เพื่อเลิกใช้งบประมาณการตลาด ไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น

2. การชะลอ ลดงบประมาณการตลาดบางส่วนลง

3. นำงบประมาณการตลาดไปลงทุน กับสิ่งที่จะช่วยทำให้แบรนด์แข่งขันได้ดีขึ้น

- Push (มุ่ง)

หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า Push Marketing แม้จะฟังดูขัดแย้งกับการ Pause หรือหมอบ ในข้อก่อนหน้า

แต่ผศ. ดร.เอกก์ ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดเฉพาะจุด (Super Niche Marketing) ซึ่งจะเป็นเหมือนการโจมตีที่ได้เปรียบ

ตัวอย่างเช่น

1. การทำการตลาดกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็น Gen Z บนแพลตฟอร์มที่คนกลุ่มนี้ใช้งาน เช่น Roblox

2. การทำการตลาดไปกับการท่องเที่ยวสำหรับผู้พิการจากต่างประเทศ ซึ่งยังมีคนทำไม่มาก แต่มีความต้องการอยู่ตลอด

3. การทำการตลาด ร้านอาหารของคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร โดยเน้นเมนูที่กระตุ้นน้ำนมแม่ มากกว่าความอร่อย

- Partnership (มิตร)

ในยุคนี้การตลาดอาจไม่สามารถทำคนเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัย Partnership หรือความร่วมมือกับแบรนด์อื่น ๆ ในลักษณะของการ Collaboration กัน

ซึ่งผศ. ดร.เอกก์ ได้ยกตัวอย่างกรณีของแบรนด์ Audemars Piguet ที่มีการ Collaboration กับแบรนด์ Swatch เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ ทำให้ได้ผลตอบรับที่ดีมาก ๆ

และในขณะเดียวกันคำว่า Partnership หรือคำว่ามิตร ยังเป็นคำที่มีความเกี่ยวข้องกับลูกค้าด้วยเช่นกัน โดยหมายถึงการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าไว้ให้ได้ ผ่านระบบ CRM

เพราะการทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อสินค้าซ้ำ มักจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่ให้กับแบรนด์

- Planet (มอบ)

กลยุทธ์ในข้อสุดท้ายคือ Planet หรือการมอบสิ่งดี ๆ ให้กับโลก ทั้งในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งข้อนี้ ผศ. ดร.เอกก์ บอกว่ามีความสำคัญมาก ๆ เพราะคนรุ่นใหม่มักมองลึกไปถึง True Color หรือธาตุแท้ของแบรนด์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ว่า ยามวิกฤติแบรนด์จะยังคงดูแลสังคมหรือไม่

ทั้งหมดนี้ก็คือ กลยุทธ์การตลาดที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย แนะนำให้นักการตลาดสามารถลองนำไปปรับใช้กับแบรนด์ ในวันที่โลกควบคุมไม่ได้ และคาดไม่ได้แบบนี้..

#การตลาด

🧨อร่อยได้ทุกวัน ชานมบราวๆชีส + 🙏วันนี้ได้แล้วที่ร้าน caicha ณ โลตัสกาฬสินธุ์ 📢📢 40 บาท/แก้ว…   #ครีมชีสพรีเมี่ยม
07/06/2026

🧨อร่อยได้ทุกวัน ชานมบราวๆชีส +

🙏วันนี้ได้แล้วที่ร้าน caicha ณ โลตัสกาฬสินธุ์
📢📢 40 บาท/แก้ว…

#ครีมชีสพรีเมี่ยม

📣📣หมดปัญหาการรอหน้าร้าน ✅สั่งวันนี้รับส่วนลดได้อีก  🔥🔥จะรออะไรครับ มาตำกันได้เลย   #ครีมชีสพรีเมี่ยม
06/06/2026

📣📣หมดปัญหาการรอหน้าร้าน

✅สั่งวันนี้รับส่วนลดได้อีก

🔥🔥จะรออะไรครับ มาตำกันได้เลย
#ครีมชีสพรีเมี่ยม

05/06/2026

‘มัทฉะแม่ตุ๊ก’ จากสินค้าที่คนตามหา สู่ดราม่าความผิดหวัง ที่แบรนด์ออกมาเผชิญหน้าลูกค้าตรง ๆ | Money Buffalo

ถ้าช่วงนี้ใครสิงอยู่ในโลกมัทฉะ ก็น่าจะหนีประเด็น "มัทฉะแม่ตุ๊ก" ไม่พ้นครับ เพราะนี่น่าจะเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จากวันที่เปิดขายแล้วสินค้าหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว มีคนแย่งซื้อ มีคนรีเซลในราคาสูงกว่าปกติ

แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น กลับเริ่มมีเสียงวิจารณ์ตามมา ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้า การเคลมสินค้า และระบบการจัดการออเดอร์

จากมัทฉะที่ใคร ๆ ก็อยากได้ กลายเป็นมัทฉะที่หลายคนอยากปล่อยต่อ จนพี่ทุยเองยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับแบรนด์มัทฉะที่คนรอซื้อกันนะ ?

1.จุดเริ่มต้นของแม่ตุ๊กเกิดจากคนที่รักมัทฉะจริง ๆ

เอาจริง ๆ พี่ทุยว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับแม่ตุ๊กก่อนครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจาก "เห็นตลาดกำลังฮิตเลยกระโดดมาขายของ" แบบที่หลายคนคิด เพราะถ้าใครตามแม่ตุ๊กมานานจะรู้ว่า เจ้าตัวเป็นคนชอบมัทฉะจริง ๆ

ถึงขั้นเปิดช่องแยกชื่อ Hi Matcha Girlies เอาไว้ลงคอนเทนต์มัทฉะโดยเฉพาะ แล้วไม่ใช่แค่กินมัทฉะแบบปกตินะครับ มีทั้งมัทฉะเอิร์ลเกรย์ มัทฉะเงาะ มัทฉะนมมะลิกุหลาบ มัทฉะเมเปิลไซรัป หรือเมนูแปลก ๆ อีกสารพัด เรียกได้ว่าถ้าในครัวมีวัตถุดิบอะไรอยู่ แม่ตุ๊กก็พร้อมหยิบมาลองจับคู่กับมัทฉะ จนหลายคนยกให้เป็นเหมือนไอคอนสายมัทฉะในโลกออนไลน์

และที่สำคัญคือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่ตุ๊กสร้างชื่อจากการรีวิวอาหารและแจกสูตรอาหาร หลายคนทำตามแล้วอร่อย หลายคนซื้อของตามแล้วชอบ จนเกิดสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำคอนเทนต์ขึ้นมา นั่นคือ "ความน่าเชื่อถือ"

2.จากคนรีวิว สู่เจ้าของแบรนด์

เมื่อฐานแฟนคลับมัทฉะเติบโตขึ้น ก็เริ่มมีคนเข้ามาคอมเมนต์เชียร์อยู่เรื่อย ๆ ว่า

"เมื่อไหร่จะทำมัทฉะขายเอง"
"อยากซื้อมัทฉะแบบที่แม่ตุ๊กชอบ"
"ถ้าทำขายพร้อมอุดหนุน"

พี่ทุยไปไล่อ่านคอมเมนต์เก่า ๆ มา บอกเลยว่าคนรอเยอะจริงครับ ไม่ใช่แค่รอเฉย ๆ แต่รอแบบพร้อมโอนเพราะช่วงก่อนเปิดตัว ยังเห็นมีการสอบถามความเห็นจากผู้ติดตามอยู่หลายครั้ง ทั้งเรื่องราคา รสชาติ และรูปแบบสินค้า จนเกิดบรรยากาศเหมือนคนดูทั้งคอมมูนิตี้กำลังช่วยกันสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา

ซึ่งพอถึงวันเปิดขาย สิ่งที่หลายคนคาดไว้ก็เกิดขึ้นจริง ของหมดอย่างรวดเร็ว กระแสแรงจนมีการรีเซลเกิดขึ้นแทบจะทันที บางคนยอมซื้อแพงกว่าราคาปกติอีก 200-500 บาท เพื่อให้ได้ของก่อนคนอื่น

ด้านแม่ตุ๊กเองก็ออกมาบอกว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อรีเซล เพราะเดี๋ยวจะมีการผลิตเพิ่ม แต่หลายคนก็ยังยอมซื้อเพราะกลัวพลาด หรือที่ภาษาการตลาดเรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out)

ตอนนั้นถ้ามองจากภายนอก ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้สวยครับ ของหมด คนตามหา คนยอมจ่ายแพงกว่า ฟังดูเหมือนแบรนด์กำลังอยู่ในจุดสูงสุด แต่จุดพีคจริง ๆ ยังไม่ใช่ตอนของหมดนะครับ จุดพีคคือหลังจากของเริ่มถึงมือลูกค้านี่แหละ

3.จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อสินค้าส่งถึงมือลูกค้า

หลังจากลูกค้าเริ่มได้รับสินค้า กระแสอีกด้านก็เริ่มตามมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนดื่ม Clear Matcha หรือการดื่มมัทฉะกับน้ำเปล่า หลายคนออกมาวิจารณ์ว่า รสชาติขม ฝาด และไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ทำให้แม่ตุ๊กออกมายอมรับว่า ส่วนตัวไม่ได้เป็นคนดื่ม Clear Matcha เป็นประจำ และไม่ได้ทดสอบสินค้าด้วยการชงน้ำเปล่า ตรงนี้เองที่กลายเป็นประเด็นร้อน เพราะผู้บริโภคบางส่วนมองว่า หากมีการสื่อสารว่าเป็นสินค้าคุณภาพสูง ผู้บริโภคย่อมคาดหวังว่าสินค้าจะสามารถดื่มแบบน้ำเปล่าได้ดีเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องสีของผงมัทฉะ ที่ผู้บริโภคบางส่วนมองว่าสีออกเหลืองกว่าที่คาดหวัง และไม่เป็นสีเขียวสดแบบที่หลายคนจินตนาการถึงมัทฉะพรีเมี่ยม

แน่นอนครับ เรื่องรสชาติเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ปัญหาคือ สินค้าตัวนี้ไม่ได้ถูกขายในฐานะ "มัทฉะทั่วไป" มันถูกขายภายใต้ความคาดหวังมหาศาลที่สะสมมาหลายปี ดังนั้นเมื่อความจริงไม่ตรงกับภาพในหัวของลูกค้า เสียงวิจารณ์จึงดังเป็นพิเศษ

4.เมื่อทั้งสินค้า ระบบ และการสื่อสาร กลายเป็นปัญหาพร้อมกัน

นอกจากเรื่องสินค้า ยังมีประเด็นเรื่องราคา การสื่อสาร และระบบหลังบ้านตามมาอีก มีลูกค้าบางส่วนตั้งคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดราคา ขณะที่บางส่วนเจอปัญหาออเดอร์ถูกยกเลิกภายหลัง เนื่องจากปัญหาสต็อกสินค้าและระบบจัดการคำสั่งซื้อ

ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่โตเร็วเกินคาด แต่เมื่อมาเกิดพร้อมกับกระแสวิจารณ์เรื่องสินค้า ทุกอย่างจึงถูกนำมารวมกันเป็นก้อนเดียว และยิ่งขยายความไม่พอใจของลูกค้าให้ใหญ่ขึ้นไปอีก

แต่พี่ทุยว่าต้องให้เครดิตแม่ตุ๊กในจุดหนึ่งครับ เพราะหลังจากกระแสวิจารณ์เริ่มหนักขึ้น เจ้าตัวก็ไม่ได้หายเงียบเข้ากลีบเมฆ มีการออกมาชี้แจง ยอมรับในบางประเด็นที่เกิดขึ้น และประกาศพร้อมคืนเงินให้ลูกค้าที่ไม่พอใจสินค้า

แน่นอนครับ การรับผิดชอบหลังเกิดปัญหา อาจไม่ได้ทำให้ดราม่าหายไปทันที แต่ในมุมธุรกิจ อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เลือกเผชิญหน้ากับปัญหา มากกว่าปล่อยให้ลูกค้าจัดการความรู้สึกกันเอง

5.บทเรียนที่น่าสนใจจากเรื่องนี้

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเคสนี้ อาจไม่ใช่ว่ามัทฉะอร่อยหรือไม่อร่อย แต่คือการเปลี่ยนบทบาทจาก "นักรีวิว" มาเป็น "เจ้าของแบรนด์" เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่ตุ๊กสร้างความน่าเชื่อถือจากการแนะนำสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่วันที่ออกสินค้าของตัวเอง ความน่าเชื่อถือนั้นกลับกลายเป็นความคาดหวังมหาศาลที่ต้องแบกรับ

ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ผงมัทฉะ แต่ซื้อความเชื่อใจที่สะสมมาตลอดหลายปี และเมื่อความคาดหวังสูงมากพอความผิดหวังก็มักจะดังเป็นพิเศษเช่นกัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของยุค Personal Brand ที่พิสูจน์ว่า การสร้างคนติดตามอาจใช้เวลาหลายปี แต่การเปลี่ยนความนิยมให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น ยากกว่าที่หลายคนคิดมากครับ

#สนุกง่ายได้ประโยชน์ #แม่ตุ๊ก #มัทฉะ #มัทฉะแม่ตุ๊ก #ธุรกิจ

05/06/2026

ถอดรหัส 'ซีเจ' รายได้ 79,000 ล้าน กลยุทธ์สามัญที่ไม่ธรรมดาของร้านสะดวกซื้อสัญชาติไทย
ในยุคที่ร้านสะดวกซื้อข้ามชาติครองตลาดไทยมานานหลายทศวรรษ มีผู้เล่นสัญชาติไทยรายหนึ่งที่ค่อย ๆ สะสมพลัง เติบโตอย่างเงียบงัน จนวันนี้ตัวเลขพูดแทนทุกอย่าง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2568 บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด ที่มีร้านดังอย่าง ‘ซีเจมอร์’ ทำรายได้รวม 79,766 ล้านบาท เติบโต 33% และมีกำไรสุทธิ 4,955 ล้านบาท เติบโต 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลของกลยุทธ์ที่คิดมาอย่างแยบยล และดำเนินการอย่างสม่ำเสมอมากว่า 20 ปี
1. 'ป่าล้อมเมือง' จากชายขอบสู่ใจกลาง
เมื่อปี 2548 ซีเจเปิดสาขาแรกที่จังหวัดกาญจนบุรี ในขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ต่างแย่งชิงพื้นที่ทำเลในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เสถียร เสถียรธรรมะ ผู้ก่อตั้ง เลือกเดินเกมกลับขั้ว ด้วยการรุกเข้าพื้นที่รอบนอกก่อน ทั้งราชบุรี สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ก่อนค่อย ๆ ขยับเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในเวลาต่อมา
แนวคิดนี้เรียกว่า 'ป่าล้อมเมือง' เป็นการสร้างฐานที่มั่นในตลาดที่คู่แข่งมองข้ามก่อน สะสมจำนวนสาขา สร้างการรับรู้แบรนด์ในชุมชนก่อน แล้วจึงเจาะเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ในภายหลัง โดยกลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยลดการปะทะโดยตรงกับยักษ์ใหญ่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังทำให้ ‘ซีเจ’ เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในระดับชุมชนได้ลึกกว่าคู่แข่งที่โตมาในเมือง สร้างความได้เปรียบที่หาซื้อไม่ได้
2. Positioning ที่ชัดเจน ‘ครบ จบ ประหยัด ใกล้บ้าน'
หัวใจของความสำเร็จไม่ใช่การแข่งขันด้านราคาหรือจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่คือ การวางตำแหน่งที่แตกต่าง อย่างชัดเจนของแบรนด์ร้านสะดวกซื้อ
ในขณะที่ 7-Eleven มุ่งเน้นความสะดวก รวดเร็ว และสินค้าพร้อมทาน ‘ซีเจ’ เลือกตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มรายได้ปานกลางถึงล่าง ด้วยสโลแกนที่ฟังดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง: "ครบ จบ ประหยัด ใกล้บ้าน" นำเสนอสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย ตั้งแต่ของสด ของแห้ง เครื่องปรุง ยา ไปจนถึงอาหารพร้อมทาน และบริการเบ็ดเสร็จในที่เดียว
สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้ทำงานได้คือการมีสินค้า Private Brand ในราคาเข้าถึงได้ เช่น แบรนด์ 'ยกนิ้ว' ซึ่งจำหน่ายสินค้าเครื่องปรุงในราคาที่ถูกกว่าร้านสะดวกซื้อรายอื่น ทำให้ลูกค้าในชุมชนรู้สึกว่านี่คือร้านของพวกเขา ไม่ใช่ร้านแฟรนไชส์ต่างชาติที่มาตั้งหน้าบ้าน
3. โมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ทุกขนาดชุมชน
ซีเจไม่ได้วางรูปแบบร้านเพียงแบบเดียว แต่พัฒนา 3 โมเดลหลัก ที่ปรับตามขนาดและบริบทของพื้นที่
CJ Supermarket คือรูปแบบดั้งเดิม ขนาดกะทัดรัด เน้นสินค้าอุปโภคบริโภค เหมาะกับชุมชนขนาดเล็ก
CJ More คือโมเดลเรือธง มีสินค้ากว่า 10,000 SKU พร้อมที่จอดรถและบริการที่หลากหลาย เปรียบเสมือน 'คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดย่อม' ของชุมชน และ CJX โมเดลล่าสุดที่ผสมค้าปลีกกับค้าส่งไว้ด้วยกัน เพื่อเจาะตลาดผู้ประกอบการรายย่อย
โมเดล CJ More คือพระเอกตัวจริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมียอดขายสูงสุดต่อสาขา และสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ทั้งครบครันและเข้าถึงได้ สิ่งที่ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อทั่วไปทำไม่ได้พร้อมกัน
4. เร่งเครื่องขยายสาขา แต่ลงทุนอย่างมีวินัย
ปัจจุบันซีเจมีสาขากว่า 1,700 แห่งทั่วประเทศ โดยยังไม่ครอบคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งหมายความว่า ยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก แผนปี 2569 คือการเพิ่มสาขา 600 แห่ง หรือเฉลี่ย 1.5 แห่งต่อวัน ด้วยงบลงทุนเฉลี่ย 8 ล้านบาทต่อสาขา รวมประมาณ 4,800 ล้านบาทต่อปี
สิ่งที่น่าสังเกตคือตัวเลขกำไรที่เติบโตพร้อมกับรายได้ บ่งชี้ว่าการขยายสาขาของซีเจไม่ใช่การ 'โตแบบเผาเงิน' แต่เป็นการขยายที่ควบคุมต้นทุนได้ดี โดยคุณวีรธรรม เสถียรธรรมะ ทายาทผู้บริหาร เคยระบุว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านการบริหารสต๊อก โลจิสติกส์ และการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า
เส้นทางของ CJ Express สอนบทเรียนที่ใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยอย่ากลัวตลาดที่คนอื่นไม่สนใจ ตลาดที่ถูกมองข้ามมักเป็นตลาดที่ยังไม่มีการแข่งขันรุนแรง และเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจขนาดเล็กสามารถสร้างความแข็งแกร่งได้ก่อน และความชัดเจนใน Positioning คือทรัพย์สินที่ทรงคุณค่า ลูกค้าต้องรู้ทันทีว่าธุรกิจของคุณแก้ปัญหาอะไรให้พวกเขา
สุดท้าย คือโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นช่วยให้ขยายตัวได้โดยไม่ต้องกำหนดขนาดลูกค้าล่วงหน้า ซีเจพัฒนา 3 โมเดลเพื่อรองรับชุมชนที่มีความหลากหลาย SME ก็ทำได้เช่นกัน
จากรายได้ 13,797 ล้านบาทในปี 2562 สู่เกือบ 80,000 ล้านบาทในปี 2568 ซีเจไม่ใช่กรณีศึกษาของความโชคดี แต่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของธุรกิจที่รู้ว่าตัวเองคืออะไร เข้าใจลูกค้าของตัวเองว่าต้องการอะไร และเดินหน้าอย่างมีวินัยโดยไม่หวั่นไหวต่อเสียงรบกวนรอบข้าง

#ซีเจ #ซีเจมอร์ #ร้านสะดวกซื้อ #ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ #ธุรกิจ

กาแฟทำให้ง่วงหาย ☕แต่แก้วนี้…ทำให้ใจละลาย 💜🍇ชาองุ่นครีมชีส หอม สดชื่น เคี้ยวเนื้อองุ่นฟิน ๆจบด้วยครีมชีสนัวแบบติดใจลองแล...
05/06/2026

กาแฟทำให้ง่วงหาย ☕
แต่แก้วนี้…ทำให้ใจละลาย 💜🍇

ชาองุ่นครีมชีส
หอม สดชื่น เคี้ยวเนื้อองุ่นฟิน ๆ
จบด้วยครีมชีสนัวแบบติดใจ

ลองแล้วจะเข้าใจว่าทำไมคนกลับมาซ้ำ 😏

#ครีมชีสพรีเมี่ยม #ไทยช่วยไทย

04/06/2026

อยากมียอดขายวันละ 20,000 บาท?
ต้องเริ่มคำนวณด้วย 7 ตัวอย่างนี้

หลายคนเปิดร้านอาหารหรือทำธุรกิจด้วย
ความอยาก ฉันอยากขายดี
อยากมีรายได้เยอะๆ

แต่พอถามว่า
ต้องขายให้ได้วันละเท่าไหร่ถึงจะรอด?
หรือต้องมีลูกค้าเข้าร้านกี่คน?
กลับตอบไม่ได้
สุดท้ายจบด้วยการเตรียมของออกมา
แล้วขายไม่หมด

นั่งมองร้านเงียบๆ
แล้วคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว
บอกตรงๆ จากประสบการณ์
ทำธุรกิจอย่าใช้จินตนาการ
ยอดขายที่แท้จริงมาจากตัวเลข
หลังบ้านที่คำนวณมาแล้วแบบไม่มโน

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ตั้งเป้าหมายว่า
อยากมียอดขายวันละ 20,000 บาท
วันนี้ผมจะพาคุณมาแกะสูตรทีละข้อ
ว่าถ้าจะเอาตัวเลขนี้จริงๆ
หลังบ้านคุณต้องขยับตัวยังไง
และต้องโฟกัสที่จุดไหนบ้าง
ผ่านบทสรุปการเขียนข้อมูล 7 ข้อ
ที่ผมใช้จริงกับร้าน หอมมันข้าวมันไก่ครับ

ขั้นแรก เขียนตัวเลข 7 ข้อเพื่อหาความจริง
ก่อนจะไปถึงวันละ 20,000 บาท
คุณต้องตอบคำถาม 7 ข้อนี้
ให้เคลียร์ในใจก่อน
เพื่อดูว่าโมเดลธุรกิจของคุณมันเป็นไปได้ไหม

1. ขายอะไร เอาให้ชัด เช่น ข้าวมันไก่, ข้าวหมูกรอบ, กาแฟ หรือสเต็ก

2. กำไรที่หวังต่อเดือน
สมมติตั้งเป้ากำไรสุทธิที่
อยากเหลือเข้ากระเป๋าจริงๆ คือ
50,000 บาท

3. เปอร์เซ็นต์กำไรสุทธิ (% Profit Margin)
ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าร้านคุณเน้น Delivery
อย่างเดียว กำไรมักจะโดนหัก GP จนเหลือประมาณ 10 % แต่ถ้าเป็นร้าน
ที่มีหน้าร้านชัดเจน
บริหารจัดการดีๆ จะอยู่ที่ 20% - 30%

4. ราคาเริ่มต้นต่อจาน เช่น
ข้าวมันไก่จานปกติเริ่มต้นที่ 60 บาท

5. จำนวนวันเปิดร้านต่อเดือน
อยากพักผ่อนบ้าง หยุดทุกวันจันทร์
เปิดเดือนละ 25 วัน

6. ค่าเฉลี่ยยอดซื้อต่อหัว (Spending per Head) ลูกค้ส 1 คนเดินเข้ามา เขาไม่สั่ง
แค่จานเริ่มต้นหรอกครับ
เขาอาจจะสั่งจานพิเศษ เพิ่มไข่ สั่งน้ำ
หรือสั่งของทานเล่น
รวมแล้วตกคนละประมาณ 100 บาท

7. ค่าเฉลี่ยต่อบิล (Ticket Size)
ถ้ากินหน้าร้าน 1 โต๊ะอาจจะมา 2 คน
หรือถ้าสั่ง Delivery 1 ครั้งมักจะ
สั่งไปทานด้วยกัน เฉลี่ยบิลละ 200 บาท

คิดตามสูตร
ถ้าเป้าหมายของคุณคือ
กำไร 50,000บาท/เดือน
และธุรกิจของคุณมี Margin อยู่ที่ 10%
(เช่น เน้น Delivery หนักมาก)

สิ่งที่ระบบจะคำนวณออกมาให้เห็นทันทีคือ
คุณต้องสร้างยอดขายรวมต่อเดือนสูงถึง 500,000บาท

แปลงเป้าหมายใหญ่ ให้กลายเป็น
งานประจำวัน
พอเห็นตัวเลข 500,000 บาทต่อเดือน
หลายคนอาจจะถอดใจว่ามันดูไกลเกินเอื้อม

แต่ถ้าเราเอามาหารเฉลี่ย
ตามจำนวนวันเปิดร้าน (25 วัน)
มันจะดีดตัวเลขออกมาเป็น
สิ่งที่ต้องทำรายวันทันที

ยอดขายที่ต้องทำต่อวัน 20,000บาท / วัน
จำนวนลูกค้าที่ต้องกิน
ต่อวัน 200 คน / วัน (คิดจากหัวละ 100 บาท)

จำนวนบิลที่ต้องปิดให้ได้ต่อวัน
= 100 บิล / วัน (คิดจากบิลละ 200 บาท)

เห็นไหมครับ?
จากเป้าหมายครึ่งล้าน
พอซอยย่อยออกมาแล้ว
สิ่งที่คุณต้องโฟกัสในแต่ละวัน

มีแค่ 2 ข้อหลักๆ เท่านั้น คือ

ทำยอดให้ถึง 20,000 บาท
และ เสิร์ฟให้ได้ 100 บิล

3 ปัจจัยหลัก
ที่จะช่วยให้ยอด 20,000 บาท เป็นเรื่องจริง
ถ้าอยากให้ตัวเลข 100 บิลต่อวันเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน 3 สิ่งนี้ต้องสัมพันธ์กันอย่างที่สุด

1. สิ่งที่คุณตั้งใจจะทำ (Product)
อาหารของคุณต้องชัดเจน
คุณภาพต้องนิ่ง
ความเร็วในการออกอาหารต้องได้
เพราะการจะรับมือกับลูกค้า 200 คน
หรือ 100 บิลในเวลาจำกัด (เช่น ช่วงเที่ยง)

ระบบครัวหลังบ้านต้องจัดการได้ดีมาก
ไม่ใช่ลูกค้าจัดคิวยาวแต่ทำไม่ทัน
แบบนั้นยอดก็ไม่ถึง

2. ทำเลที่ตั้ง (Location)
ทำเลที่คุณเลือกมีกลุ่มลูกค้า
ที่พร้อมจะจ่ายวันละ 100-200 บิลไหม?
มี Traffic คนผ่านไปมามากพอ
ที่จะดึงคนเข้ามาร้านได้ถึงวันละ 200 คน
หรือเปล่า? ถ้าทำเลอยู่ในซอยลึก
ที่คุณไม่มีคนผ่านเลย
คุณก็ต้องเหนื่อยไปดึง
ยอดจากช่องทางออนไลน์แทน

3. รูปแบบการให้บริการ (Business Model)
คุณต้องเลือกสัดส่วนให้ถูก
ว่าจะเป็นหน้าร้านกี่เปอร์เซ็นต์
Delivery กี่เปอร์เซ็นต์

เพราะแต่ละแบบส่งผลต่อกำไรสุทธิ
ของคุณโดยตรง ถ้ายอดขายได้ 20,000 บาทจริง แต่เป็น Delivery 100%
แล้วบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบไม่ดี
กำไรที่ตั้งเป้าไว้อาจจะลดลงได้

สรุป

ตัวเลขของร้าน หอมมันข้าวมันไก่
ที่ทำได้วันละ 20,000 บาท
มันไม่ได้มาเพราะความฟลุ๊ค
แต่มาจากการตั้งเป้าหมาย
ที่ชัดเจนแล้วกลับมาอุดรอยรั่วหลังบ้าน

ยิ่งคุณบริหารจัดการเก่ง
วางแผนเมนูถูกต้อง ตั้งราคาฉลาด
บันทึกรายรับรายจ่ายทุกวัน
และควบคุมวัตถุดิบไม่ให้เหลือทิ้ง (Waste)
กำไรของคุณก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม

เลิกเดา เลิกมโน แล้วลองหยิบกระดาษขึ้นมา
เขียนตัวเลขตาม 7 ข้อนี้ดูครับ
แล้วคุณจะเห็น
แผนที่สู่ยอดขาย 20,000 บาทของตัวเอง
(โยขายดี)

…. มุม กลับ …
21/11/2024

…. มุม กลับ …

ที่อยู่

โลตัสกาฬสินธ์
Kalasin
46000

เบอร์โทรศัพท์

+66951905665

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CaiChaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง CaiCha:

แชร์

ประเภท