ฝ่ายรายการ สทท.ขอนแก่น

ฝ่ายรายการ สทท.ขอนแก่น ฝ่ายรายการ สทท.ขอนแก่น
Tel./Fax. 043-364595

04/08/2025

Live รายการอีสานวันนี้
ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2568
ออกอากาศทุกวันจันทร์ - เสาร์
เวลา 15.00น.- 16.00 น.
ทางช่อง NBT 11 ทีวีอีสาน ช่องหมายเลข 11 ในระบบทีวีดิจิทัล
**แอ๊ดไลน์ NBT 11 ทีวีอีสาน เพื่อติดตามข่าวสารและความช่วยเหลือต่างๆจากภาครัฐ
https://bit.ly/37iAUXg

การค้าชายแดนกับบทบาทของรัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า“การค้าชายแดนไม่ใช่แค่การขนสินค้าข้ามแดน แต่คือการสร้างชีวิตใหม่ให...
24/07/2025

การค้าชายแดนกับบทบาทของรัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า

“การค้าชายแดนไม่ใช่แค่การขนสินค้าข้ามแดน แต่คือการสร้างชีวิตใหม่ให้ชุมชนชายขอบและฐานรากของประเทศ”

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “การค้าชายแดน” ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย โดยเฉพาะในยุคที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เปิดเสรีมากขึ้น และเศรษฐกิจระดับชุมชนได้รับการยกระดับผ่านเทคโนโลยีและเครือข่ายโลจิสติกส์ใหม่ๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ “การค้าชายแดน” กำลังกลายเป็น “กลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจรากหญ้า” ที่สำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีข้อจำกัดทางโอกาสมายาวนาน — และนี่คือจุดที่ “บทบาทของรัฐ” เข้ามามีความหมายอย่างยิ่ง

ทำไมการค้าชายแดนจึงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจรากหญ้า?
ในฐานะนักวิจัยที่ทำงานภาคสนามกับชุมชนชายแดนมานานกว่า 15 ปี ผมพบว่า

“เศรษฐกิจรากหญ้า” หมายถึงเศรษฐกิจของผู้คนในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในโครงข่ายเมืองใหญ่
ซึ่งการค้าชายแดนคือโอกาสโดยตรงที่เชื่อมต่อเกษตรกร ชาวบ้าน ผู้ประกอบการรายย่อย เข้ากับตลาดข้ามพรมแดนที่แทบไม่มีต้นทุนด้านการตลาด

สินค้าชุมชน เช่น ผักสด ผลไม้ท้องถิ่น สมุนไพร เครื่องจักสาน สินค้าแปรรูปพื้นถิ่น — สามารถถูกส่งออกผ่าน “ด่านชายแดน” ที่ใกล้บ้านที่สุดโดยไม่ต้องเข้าระบบการค้าใหญ่กลางประเทศ

บทบาทของรัฐ: จากผู้ออกนโยบาย สู่ผู้ผลักดันโอกาสระดับชุมชน
1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน

- ถนน ทางรถไฟ ด่านศุลกากร และตลาดการค้าชายแดนคือ “เส้นเลือดเศรษฐกิจ”

- รัฐควรลงทุนให้เส้นทางเหล่านี้เชื่อมถึงหมู่บ้านและวิสาหกิจชุมชน

- ตัวอย่างที่ดี เช่น ด่านเชียงของ จ.เชียงราย หรือด่านสะเดา จ.สงขลา ที่กลายเป็นฮับส่งออกผลไม้-อาหารไปจีนและมาเลเซีย

2. สนับสนุน SMEs และวิสาหกิจชุมชน

- ส่งเสริมทุนหมุนเวียน การอบรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการออกใบรับรองมาตรฐาน (เช่น อย., GHP, Halal)

- ช่วยให้เกษตรกรแปรรูปสินค้าอย่างปลอดภัย และแข่งขันในตลาดชายแดนได้

2. สนับสนุนโลจิสติกส์และเทคโนโลยีดิจิทัล

- ให้เกษตรกรใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลขายตรงข้ามแดน

- สนับสนุนให้ชุมชนใช้แอป e-commerce ร่วมกับขนส่งชายแดน เช่น การขายผลไม้สดแบบพรีออเดอร์ผ่านตลาดเวียดนาม-ลาว

3. สร้างตลาดและเจรจาการค้าในระดับทวิภาคี

- รัฐบาลไทยควรใช้เครื่องมือทางการทูตเชิงพาณิชย์ สร้างข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดช่องทางพิเศษสำหรับสินค้าชุมชน

- เช่น โควต้านำเข้าสินค้าเกษตรจากชุมชนโดยไม่เก็บภาษี หรือเปิดเขตตลาดกลางร่วมกัน

5. เร่งพัฒนาทักษะคนในพื้นที่

- จัดอบรมความรู้ด้านการค้า ดิจิทัล การตลาด และภาษาต่างประเทศ ให้กับชาวบ้าน

- เพิ่มขีดความสามารถให้พวกเขาเป็น “นักธุรกิจท้องถิ่นที่ค้าขายได้จริง” ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต

กรณีศึกษา: เครือข่ายกลุ่มเกษตรอินทรีย์ชายแดนไทย–ลาว
กลุ่มเกษตรกรในอำเภอบึงกาฬ ร่วมกับภาครัฐ พัฒนาแบรนด์ผักอินทรีย์ส่งออกไปยังเมืองปากเซ ประเทศลาว
พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดตั้งคลังเย็นขนาดเล็ก ระบบคัดแยก และช่องทางจำหน่ายออนไลน์แบบ cross-border
จากการผลิตเพื่อกินเอง กลายเป็นการค้าส่งประจำ และเพิ่มรายได้เกือบ 3 เท่าใน 2 ปี

สรุป: การค้าชายแดนจะเปลี่ยนชีวิตคนตัวเล็กได้… หากรัฐเข้าถึงราก
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “รัฐต้องไม่มองการค้าชายแดนเป็นเพียงเรื่องของเศรษฐกิจภาพใหญ่” แต่ต้องมองว่า

“นี่คือโอกาสในการยกระดับชีวิตคนในชุมชนที่อยู่ใกล้พรมแดนที่สุด และมักอยู่ไกลความช่วยเหลือมากที่สุด”

เมื่อบทบาทรัฐสอดประสานกับพลังของชุมชนอย่างจริงจัง เราจะเห็นการเติบโตของ “เศรษฐกิจรากหญ้าชายแดน” ที่ไม่ใช่แค่โตเร็ว แต่โตอย่างมีศักดิ์ศรี — อย่างยั่งยืน

เหนือ-อีสาน-กลาง-ใต้: การค้าชายแดนกับบทบาทใหม่ของแต่ละภูมิภาค“พรมแดนไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งรัฐ แต่เป็นประตูเศรษฐกิจที่เป...
24/07/2025

เหนือ-อีสาน-กลาง-ใต้: การค้าชายแดนกับบทบาทใหม่ของแต่ละภูมิภาค

“พรมแดนไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งรัฐ แต่เป็นประตูเศรษฐกิจที่เปิดไปสู่โอกาสของทั้งภูมิภาค”

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจภูมิภาคและความสัมพันธ์ทางการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทบาทของ พื้นที่ชายแดนไทย ทั้ง 4 ภูมิภาค—เหนือ อีสาน กลาง และใต้—ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่รองอีกต่อไป แต่กลายเป็น “แนวหน้า” ของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ที่เชื่อมโยงสินค้า วิถีชีวิต และเทคโนโลยีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างลึกซึ้ง

1. ภาคเหนือ: ประตูสู่จีนตอนใต้และเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
- จังหวัดเด่น: เชียงราย เชียงของ แม่สาย น่าน

- ประเทศเพื่อนบ้าน: ลาว เมียนมา เชื่อมต่อจีนตอนใต้ (ยูนนาน)

บทบาทใหม่:
ภาคเหนือกลายเป็น “Hub การค้าทางบก” สู่จีนตอนใต้ โดยเฉพาะผ่านเส้นทาง R3A (ไทย–ลาว–จีน) ซึ่งใช้ขนส่งสินค้าจากภาคเหนือไปถึงคุนหมิงภายใน 2–3 วัน
สินค้าเกษตร เช่น ผลไม้สด กาแฟอาราบิก้า และสมุนไพร มีโอกาสเติบโตสูง เมื่อจับคู่กับระบบโลจิสติกส์เย็น (Cold Chain) ที่พัฒนาแล้ว

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ:
ภาคเหนือควรเร่งพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ให้รองรับ e-commerce ข้ามแดนกับจีน และส่งเสริมให้เกษตรกรท้องถิ่นเข้าถึงมาตรฐานการส่งออกอย่างมืออาชีพ

2. ภาคอีสาน: ศูนย์กลางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)
- จังหวัดเด่น: มุกดาหาร หนองคาย นครพนม อุบลราชธานี

- ประเทศเพื่อนบ้าน: ลาว เวียดนาม (ทางอ้อม)

บทบาทใหม่:
อีสานตะวันออกเฉียงเหนือติดกับสะหวันนะเขต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “East–West Economic Corridor” (เส้นทางเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก) ที่เชื่อมเมียนมา–ไทย–ลาว–เวียดนาม
SMEs และเกษตรแปรรูปของอีสานมีศักยภาพในการส่งออกไปลาวและเวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และวัสดุก่อสร้าง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ:
ภาคอีสานต้องลงทุนใน ระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้า ที่มีมาตรฐาน และดึงดูดนักลงทุนท้องถิ่นให้มองตลาดเพื่อนบ้านเป็นส่วนขยายทางธรรมชาติของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ตลาดชั่วคราว

3. ภาคกลาง: ฐานผลิตอุตสาหกรรม เชื่อมการค้าชายแดนสมัยใหม่
- จังหวัดเด่น: สระแก้ว (อรัญประเทศ), ปราจีนบุรี, พระนครศรีอยุธยา

- ประเทศเพื่อนบ้าน: กัมพูชา

บทบาทใหม่:
แม้จะไม่ติดชายแดนทั้งหมด แต่ภาคกลางเป็นฐานอุตสาหกรรมที่สำคัญ และเป็นจุดกระจายสินค้าสู่ด่านอรัญประเทศ–ปอยเปต ที่มีการค้าชายแดนหนาแน่นที่สุดในประเทศ
ระบบคลังสินค้า การผลิต OEM และโรงงานแปรรูปในภาคกลาง ช่วยหนุนการค้าส่งไปกัมพูชา โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ยา เครื่องสำอาง และวัสดุก่อสร้าง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ:
ภาคกลางควรปรับบทบาทเป็น “ศูนย์กลางซัพพลายเชนสมัยใหม่” ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลควบคุมการผลิตและขนส่ง เพื่อส่งต่อให้ชายแดนภาคตะวันออกอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ภาคใต้: ประตูสู่มาเลเซีย–อาเซียนใต้ และโลกมุสลิม
- จังหวัดเด่น: สงขลา (ด่านสะเดา), ยะลา, นราธิวาส

- ประเทศเพื่อนบ้าน: มาเลเซีย

บทบาทใหม่:
การค้าชายแดนใต้มีความเชื่อมโยงเชิงวัฒนธรรมที่ลึก โดยเฉพาะสินค้า “ฮาลาล” ที่ตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลางมีความต้องการสูง
การพัฒนา “เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนใต้” ยังเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรแปรรูป (ปลากระป๋อง ข้าวสาร สินค้าชุมชนฮาลาล) เข้าถึงตลาดสากลได้

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ:
ภาคใต้ควรพัฒนา ระบบรับรองมาตรฐานฮาลาลสากล และสร้างเครือข่ายการค้าร่วมกับมาเลเซียผ่าน e-commerce เพื่อขยายตลาดด้วยต้นทุนต่ำและวัฒนธรรมร่วม

สรุป: พรมแดนใหม่ = พลังเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคไทย
แต่ละภูมิภาคของไทยมี จุดแข็งเฉพาะตัว ในการค้าชายแดน
ไม่ว่าจะเป็นโลจิสติกส์ (ภาคกลาง), วัฒนธรรมร่วม (ใต้), ทรัพยากรท้องถิ่น (อีสาน), หรือการเชื่อมโยงตลาดใหญ่ (เหนือ)
สิ่งสำคัญคือการประสาน “บทบาทของรัฐ–เอกชน–ท้องถิ่น” เพื่อสร้างระบบการค้าชายแดนแบบยั่งยืน

เมื่อพรมแดนไม่ใช่กำแพง แต่เป็นสะพาน
เราจะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจากขอบประเทศ เข้าสู่หัวใจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมั่นคง

SMEs ไทยบุกตลาดชายแดน: โอกาสใหม่ในภูมิภาคเก่า“ตลาดชายแดนไม่ได้อยู่ชายขอบของเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประตูหน้าสู่...
24/07/2025

SMEs ไทยบุกตลาดชายแดน: โอกาสใหม่ในภูมิภาคเก่า

“ตลาดชายแดนไม่ได้อยู่ชายขอบของเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประตูหน้าสู่การค้าในภูมิภาค”

ในอดีต ตลาดชายแดนมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่เล็ก การค้าย่อย และมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน
แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายใต้บริบทของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) การค้าในเขตชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน กลับกลายเป็น โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการ SMEs ไทย
ที่ต้องการขยายธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมใกล้ชิด และความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์

ตลาดชายแดน = โอกาสทองของ SMEs ไทย
ประเทศไทยมีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมา และมาเลเซีย
พื้นที่เหล่านี้มี “ตลาดท้องถิ่น” ขนาดใหญ่ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “ตลาดผู้บริโภคใหม่” โดยเฉพาะในเขตเมืองรองและหัวเมืองชายแดนของเพื่อนบ้าน เช่น

- สะหวันนะเขต (ลาว)

- พนมเปญ – เสียมราฐ (กัมพูชา)

- ท่าขี้เหล็ก – มัณฑะเลย์ (เมียนมา)

- กลันตัน – ปีนัง (มาเลเซีย)

กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มีพฤติกรรมบริโภคใกล้เคียงคนไทย นิยมสินค้าไทย มีความเชื่อถือในคุณภาพ โดยเฉพาะสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค ยาแผนโบราณ เครื่องสำอาง อาหารแปรรูป และสินค้าแฟชั่น

ทำไม SMEs ควร “เริ่มต้นที่ชายแดน” ก่อนบุกไกล?
1. ต้นทุนต่ำ – ความเสี่ยงน้อย
ตลาดชายแดนไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเหมือนการส่งออกไปยุโรปหรือสหรัฐฯ
ใช้รูปแบบ “รถขนข้ามแดน”, “ค้าปลีกตามตลาดนัด” หรือ “ส่งผ่านตัวแทนท้องถิ่น” ได้ง่าย

2. ตลาดเข้าใจง่าย – พฤติกรรมคล้ายไทย
ไม่ต้องปรับสินค้ามาก แค่มีฉลาก 2 ภาษา ก็เริ่มขายได้
ชาวลาว กัมพูชา และเมียนมา รู้จักแบรนด์ไทยจำนวนมากอยู่แล้ว

3. สร้างแบรนด์ท้องถิ่นได้ไว
SMEs ไทยสามารถตั้งตัวเป็น “แบรนด์ใหญ่ในตลาดเล็ก” ได้ ด้วยการตลาดเชิงชุมชน เช่น แจกสินค้าทดลอง, สื่อท้องถิ่น, หรือใช้ influencer พื้นถิ่น

4. โอกาสต่อยอดไปสู่ตลาด AEC
ตลาดชายแดนเป็นจุดเริ่มต้นสู่เมืองหลักในประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นสะพานสู่ CLMV (กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม)

เทคโนโลยี + พรมแดน = โมเดลใหม่ของการค้าชายแดน
ในมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าชายแดน ผมเห็นแนวโน้มใหม่ที่ SMEs ไทยควรใช้คือ
“การค้าชายแดนดิจิทัล” โดยเฉพาะการใช้ช่องทางออนไลน์เชื่อมโยงกับลูกค้าข้ามพรมแดน เช่น

- ขายผ่าน Facebook Live ภาษาไทย/ลาว

- ใช้ TikTok Shop เจาะตลาดกัมพูชา

- สร้าง LINE OA หรือ Shopee TH-LA-Cambodia

- ทำ “e-Catalog” สำหรับตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่น

การค้ารูปแบบนี้ไม่ต้องเปิดหน้าร้านจริง แต่ใช้คลังสินค้าในจังหวัดชายแดน เช่น มุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว ตาก หรือสงขลา ทำหน้าที่เป็น “ฐานกระจายสินค้า”

บทบาทของรัฐและผู้เชี่ยวชาญ: สร้างสะพานแทนการสร้างกำแพง
สิ่งที่รัฐและนักพัฒนาควรทำไม่ใช่แค่ “สร้างถนน” หรือ “เปิดด่าน” แต่ต้องช่วย SMEs ให้ก้าวข้ามข้อจำกัด 3 ด้าน:

1. ความรู้การค้าและโลจิสติกส์ชายแดน

- ผ่านศูนย์การเรียนรู้เขตเศรษฐกิจพิเศษ

- คอร์สอบรมการทำเอกสารการขนส่ง การข้ามแดนอย่างถูกกฎหมาย

2. การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)

- สร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายข้ามพรมแดน

- พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ร่วมกันระหว่างไทย-เพื่อนบ้าน

3. การส่งเสริมการตลาดข้ามวัฒนธรรม

- สนับสนุนสื่อสองภาษา

- ใช้พลังของ Soft Power ไทย เช่น เพลง อาหาร ศิลปวัฒนธรรม

สรุป: ตลาดชายแดน = โอกาสใหม่ที่ “ไม่ต้องไปไกล” แต่ไปได้ “ไกลกว่า”
ในโลกที่การแข่งขันดุเดือด การเริ่มต้นในตลาดที่เรารู้จัก เข้าใจวัฒนธรรม และเดินทางถึงภายในไม่กี่ชั่วโมง คือ “ทางเลือกที่ฉลาด” สำหรับ SMEs ไทย

ตลาดชายแดนไม่ได้เป็นแค่พื้นที่การค้า แต่คือเวทีเริ่มต้นของ SMEs ไทยที่มีฝันใหญ่แต่เริ่มต้นได้เล็กๆ
ด้วยความเข้าใจตลาด + การใช้เทคโนโลยี + การสนับสนุนอย่างถูกจุด

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน "ภูมิภาคชายแดน" ให้กลายเป็น "แนวหน้าของเศรษฐกิจใหม่"

แรงบันดาลใจจากฟาร์มเล็ก สู่การเติบโตด้วยมือถือเครื่องเดียว“คุณไม่จำเป็นต้องมีที่ดินร้อยไร่ หรือทุนหลักแสน... แค่มีฟาร์มเ...
24/07/2025

แรงบันดาลใจจากฟาร์มเล็ก สู่การเติบโตด้วยมือถือเครื่องเดียว

“คุณไม่จำเป็นต้องมีที่ดินร้อยไร่ หรือทุนหลักแสน... แค่มีฟาร์มเล็กๆ และมือถือเครื่องเดียว ก็เริ่มต้นการเติบโตได้”

นี่คือความจริงที่ผมได้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกในการทำงานกับเกษตรกรรุ่นใหม่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และชาวบ้านทั่วประเทศ
เพราะสิ่งที่กำหนดความสำเร็จในวันนี้ ไม่ใช่ขนาดฟาร์ม แต่คือมุมมอง วิธีคิด และเครื่องมือที่ใช้

จากฟาร์มเล็ก...สู่แรงบันดาลใจใหญ่
เรื่องราวที่ผมมักยกตัวอย่างในการบรรยายอยู่เสมอ คือกรณีของ “คุณป้าน้อย” เจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ขนาดเล็กในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เริ่มต้นจากการเลี้ยงไว้กินเองและขายเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง

จนวันหนึ่ง หลานชายวัยรุ่นแนะนำให้ลองถ่ายคลิป “แม่ไก่ออกไข่ตอนเช้า” โพสต์ลง Facebook พร้อมระบุจำนวนไข่ที่มีขายและเบอร์ติดต่อ
ผลลัพธ์คือ มีลูกค้าจากในอำเภอและพื้นที่ใกล้เคียงสั่งซื้ออย่างรวดเร็ว

จากฟาร์มเล็ก ๆ ที่ขายวันละไม่กี่สิบฟอง
กลายเป็นแหล่งไข่ออร์แกนิกส่งประจำให้ร้านอาหารสุขภาพในเมือง

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจาก “มือถือเครื่องเดียว” ที่เธอใช้ถ่ายรูป ตอบแชทลูกค้า และโพสต์ทุกเช้า

มือถือ = อุปกรณ์ฟาร์มที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้
สำหรับเกษตรกรในยุคดิจิทัล โทรศัพท์มือถือไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็น “เครื่องมือฟาร์ม” ที่ครบครันที่สุด
โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนที่สามารถทำได้ทั้ง:

- ถ่ายภาพ / วิดีโอผลผลิต

- ไลฟ์สดขายของ

- ตอบแชทลูกค้า

- จัดการออเดอร์

- เช็คสภาพอากาศ / ราคาตลาด

- ดูวิดีโอสอนเทคนิคการปลูก/เลี้ยง

- สร้างเนื้อหาการตลาดง่ายๆ ด้วยแอปพื้นฐาน

สิ่งสำคัญไม่ใช่รุ่นของมือถือ...แต่คือ “เจตนาในการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

3 ปัจจัยที่ทำให้มือถือเครื่องเดียวเปลี่ยนชีวิตฟาร์มเล็กได้จริง
1. ความเรียล (Real)

- ลูกค้ารักในความจริงใจของเกษตรกรตัวจริง ที่เล่าการทำงานในฟาร์มแบบไม่ปรุงแต่ง

- ความสดใหม่ของผลผลิตที่เพิ่งตัด เพิ่งเก็บ เพิ่งวางไข่ ทำให้เกิดความเชื่อถือ

2. ความรวดเร็ว (Responsive)

- การตอบแชทไว ส่งของตรงเวลา และแจ้งความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ สร้างความไว้วางใจได้เร็วมาก

3. ความสัมพันธ์ (Relationship)

- การใช้มือถือสร้างความผูกพันกับลูกค้า เช่น ทักทาย ส่งรูปฟาร์ม หรือแจ้งของแถม ทำให้ลูกค้ากลายเป็นแฟนคลับ

บทบาทของผู้เชี่ยวชาญ: ช่วยแปลงมือถือจาก “ของใช้” เป็น “เครื่องมือทำมาหากิน”
จากประสบการณ์ของผม การลงพื้นที่ฝึกอบรมเทคโนโลยีให้กับชุมชนต่างๆ

ไม่จำเป็นต้องสอนสิ่งซับซ้อน
แต่คือการ “จุดประกาย” ให้พวกเขาเห็นว่า:

- มือถือที่ใช้ถ่ายลูกหลาน ก็ใช้ถ่ายผักขายได้

- แอปที่ใช้ดูข่าว ก็ใช้ดูตลาดกลางพืชผลได้

- เฟซบุ๊กที่เคยเอาไว้อ่าน ก็ใช้เล่าเรื่องฟาร์มได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญคือการให้เกษตรกรเห็น “ผลลัพธ์เร็วๆ” จากการเริ่มต้นเล็กๆ
เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่า ดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

สรุป: ไม่ว่าใครก็สามารถเติบโตได้ ถ้าเริ่มต้นจากสิ่งที่มี
ในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมืองใหญ่
“ฟาร์มเล็กในชนบท” ก็สามารถกลายเป็นผู้ผลิตที่มีแบรนด์ มีตลาด และมีแฟนคลับได้

มือถือเครื่องเดียว…ไม่ได้เปลี่ยนแค่การขายของ
แต่มันเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีสื่อสาร และที่สำคัญ…
เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรให้มั่นใจขึ้น มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสเติบโตได้ด้วยตนเอง

จากสวนหลังบ้านสู่ตลาดออนไลน์ : ดิจิทัลเปลี่ยนเกมเกษตร“ในอดีต ผลผลิตจากสวนหลังบ้านมักจบลงที่แจกเพื่อนบ้านหรือขายหน้าบ้านว...
24/07/2025

จากสวนหลังบ้านสู่ตลาดออนไลน์ : ดิจิทัลเปลี่ยนเกมเกษตร

“ในอดีต ผลผลิตจากสวนหลังบ้านมักจบลงที่แจกเพื่อนบ้านหรือขายหน้าบ้าน
วันนี้ แค่ปลายนิ้วแตะมือถือ...มันไปได้ถึงหน้าจอของผู้บริโภคทั่วประเทศ”

คำกล่าวข้างต้นไม่ใช่คำโฆษณา แต่คือความจริงที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการทำงานร่วมกับเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่หลายพื้นที่

โลกดิจิทัลกำลัง “ปลดล็อก” โอกาสของคนตัวเล็กในภาคเกษตร
สิ่งที่เคยเป็นข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นระยะทาง ตลาดกลาง หรือต้นทุนการโปรโมตสินค้า กลับกลายเป็น “แต้มต่อ” หากรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็น

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเกม: “สวนเล็กแต่คิดไกล”
ผมขอยกตัวอย่างจาก “สวนเล็กใจกลางหมู่บ้าน” ที่จังหวัดชัยภูมิ
คุณสุมาลี เจ้าของสวนออร์แกนิกขนาดเพียง 1 ไร่ เริ่มต้นจากการปลูกผักกินเอง ขายให้เพื่อนบ้านใกล้ๆ
แต่เมื่อได้เข้าร่วมอบรมเรื่อง การตลาดออนไลน์สำหรับเกษตรกร เธอเริ่มหัดถ่ายรูปผักสวยๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ
สร้างเพจ Facebook ขึ้นเอง และโพสต์ขายทุกสัปดาห์

ภายใน 6 เดือน เธอสามารถขายผักสดส่งตรงถึงลูกค้าในเมืองได้
รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะการใช้ เครื่องมือดิจิทัลเปลี่ยน "การเกษตรเพื่ออยู่รอด" เป็น "การเกษตรเพื่อเติบโต"

ดิจิทัลสร้าง “ตลาด” ที่ไม่มีรั้ว
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ผมเห็นคือ แนวคิดของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตลาดสดหรือตลาดนัดอีกต่อไป
แต่รวมถึง “ตลาดเสมือน” ที่เกิดขึ้นจากช่องทางต่างๆ เช่น

- page และ Marketplace

- TikTok Shop และคลิปรีวิว

- LINE Official Account สำหรับดูแลลูกค้าประจำ

- Shopee / Lazada สำหรับสินค้าเกษตรแปรรูป

- กลุ่มเกษตรกรออนไลน์ (เช่น Young Smart Farmer)

จุดแข็งของตลาดออนไลน์ คือเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ และเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศแม้อยู่ห่างไกล

ดิจิทัล = ไม่จำเป็นต้อง “ใหญ่” แต่อาจ “ไวกว่า”
สิ่งที่ผมเน้นย้ำกับเกษตรกรเสมอคือ

“คุณไม่จำเป็นต้องปลูกเยอะ หรือมีพื้นที่มาก ขอแค่รู้ว่าคนต้องการอะไร และเสนอสิ่งนั้นได้ตรงจุด”

เครื่องมือดิจิทัลช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถทำ 3 สิ่งสำคัญได้ดี:

1. สร้างแบรนด์ท้องถิ่น – เช่น “มะนาวบ้านไร่” หรือ “ผักออร์แกนิกแม่แป้ง”

2. เล่าเรื่องสินค้าอย่างมีอารมณ์ร่วม – เช่น คลิปปลูกผัก ตัดพริก เก็บมะเขือ ด้วยความจริงใจ

3. เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) – เช่น คนรักสุขภาพ แม่บ้านวัยทำงาน หรือกลุ่มวีแกน

บทบาทของผู้เชี่ยวชาญ: ส่งเสริมให้ “คนเล็ก” ใช้เครื่องมือ “ใหญ่” อย่างมั่นใจ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและผู้พัฒนาโครงการฝึกอบรม ผมเห็นชัดว่า การให้เครื่องมือไม่พอ
ต้องควบคู่กับการ “สร้างความมั่นใจ” ให้เกษตรกรเชื่อว่า
“เขาทำได้” แม้ไม่เคยแตะเทคโนโลยีมาก่อน

ไม่ว่าจะเป็น:

- เวิร์กช็อปการถ่ายภาพด้วยมือถือ

- คลาสสอนทำคอนเทนต์ง่ายๆ ด้วยภาษาในท้องถิ่น

- การจับคู่เกษตรกรกับผู้ช่วยดิจิทัลรุ่นใหม่ (Digital Buddy)

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรค่อยๆ เปิดใจ และก้าวเข้าสู่โลกใหม่ด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ใช่ความกลัว

สรุป: จากสวนหลังบ้าน...สู่หน้าจอลูกค้า
ในโลกยุคดิจิทัล ขนาดไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสมอไป แต่ ความเร็ว ความยืดหยุ่น และการสื่อสารอย่างตรงใจ
ต่างหากที่เป็นหัวใจของความสำเร็จ

ดิจิทัลไม่ได้มาแทนแรงงานหรือประสบการณ์ของเกษตรกร
แต่มา “เสริมพลัง” ให้สิ่งที่ทำอยู่… ไปไกลกว่าที่เคย

เพราะทุกสวนหลังบ้านในวันนี้ อาจกลายเป็น “แบรนด์เกษตรออนไลน์” ที่คนทั้งประเทศรอซื้ออยู่ก็เป็นได้

5 เครื่องมือดิจิทัล ที่ช่วยให้เกษตรง่ายขึ้นแบบก้าวกระโดด“การทำเกษตรในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่ใครมีแรงมากกว่า แต่ที่ใ...
24/07/2025

5 เครื่องมือดิจิทัล ที่ช่วยให้เกษตรง่ายขึ้นแบบก้าวกระโดด

“การทำเกษตรในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่ใครมีแรงมากกว่า แต่ที่ใครรู้มากกว่า และใช้เครื่องมือได้ฉลาดกว่า”

ในวันที่ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และแรงงานที่ลดลง กำลังท้าทายภาคเกษตรไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งที่เกษตรกรต้องการไม่ใช่เพียงแค่ความขยัน หากแต่เป็น เครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และได้ผลผลิตสูงขึ้นโดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับเกษตรกรและชุมชนหลายร้อยรายทั่วประเทศ ผมขอสรุป 5 เครื่องมือดิจิทัลที่เปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิมๆ ให้ก้าวกระโดดอย่างแท้จริง

1. แอปพยากรณ์อากาศและเตือนภัยเกษตร
เครื่องมือ: “TMD Weather”, “RainViewer”, “Agri Weather”

การวางแผนการเพาะปลูกจะง่ายขึ้นมาก หากรู้ล่วงหน้าว่าวันไหนฝนตก แดดแรง หรือมีพายุ แอปเหล่านี้ให้ข้อมูลสภาพอากาศรายวัน รายชั่วโมง แม้กระทั่งระดับน้ำฝนในพื้นที่เฉพาะจุด

✅ ข้อดี: ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
✅ เหมาะกับ: ทุกชนิดพืช โดยเฉพาะพืชที่อ่อนไหวต่อฝนหรืออุณหภูมิ

2. ระบบ IoT ฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm Tools)
เครื่องมือ: เซนเซอร์ตรวจวัดดิน อุณหภูมิ ความชื้น และระบบน้ำอัตโนมัติ

ไม่ต้องเฝ้าฟาร์มตลอดเวลาอีกต่อไป เมื่อเรามีเซนเซอร์ตรวจวัดค่าต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับมือถือ ช่วยตัดสินใจให้น้ำเมื่อจำเป็น ปรับอุณหภูมิในโรงเรือน หรือแจ้งเตือนเมื่อระบบผิดปกติ

✅ ข้อดี: ประหยัดแรงงานและน้ำ ใช้ทรัพยากรเฉพาะที่จำเป็น
✅ เหมาะกับ: พืชเศรษฐกิจ, โรงเรือน, ฟาร์มผัก-ผลไม้

3. แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์สำหรับเกษตรกร
เครื่องมือ: “LINE MyShop”, “page”, “TikTok Shop”, “Young Smart Farmer Market”

การขายสินค้าไม่ต้องง้อพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป เกษตรกรสามารถเปิดร้านออนไลน์ ขายตรงถึงลูกค้า สร้างแบรนด์สินค้า เพิ่มมูลค่าได้ทันที แม้อยู่ในหมู่บ้านห่างไกล

✅ ข้อดี: เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย
✅ เหมาะกับ: ผู้ที่มีสินค้าแปรรูป หรือพืชผลพร้อมจำหน่าย

4. แอปวางแผนการเพาะปลูกและต้นทุน
เครื่องมือ: “DOAE Smart Farmer”, “Agri-Map”, “KUBOTA Farm Solution”

เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรคิดเป็นระบบ เช่น วางแผนปลูกตามข้อมูลดิน น้ำ และฤดูกาล วิเคราะห์ต้นทุน-กำไร ช่วยตัดสินใจได้ว่าปลูกอะไรดี ตอนไหน ถึงจะคุ้มค่าที่สุด

✅ ข้อดี: ลดความเสี่ยงจากการปลูกผิดพลาด
✅ เหมาะกับ: เกษตรกรที่ต้องการคุมต้นทุนและวางแผนระยะยาว

5. แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ และชุมชนเกษตรกรดิจิทัล
เครื่องมือ: YouTube เกษตร, Facebook กลุ่ม “เกษตรอินทรีย์”, “LINE DOAE”, Zoom Training

เกษตรกรไม่จำเป็นต้องไปรออบรมที่อำเภออีกต่อไป เมื่อสามารถเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ได้ผ่านคลิปวิดีโอ คอร์สออนไลน์ หรือร่วมกลุ่มแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนเกษตรกรทั่วประเทศ

✅ ข้อดี: อัปเดตความรู้ตลอดเวลา อยู่ที่ไหนก็เรียนได้
✅ เหมาะกับ: ทุกคน โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นหรืออยากพัฒนาต่อเนื่อง

สรุป: ไม่ใช่เกษตรกรทุกคนต้องเป็น “โปรแกรมเมอร์” แค่รู้จักใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างเหมาะสม ก็เดินหน้าได้ไกลกว่าที่คิด
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง "เครื่องมือ" แต่คือ "วิธีคิด" ใหม่ในการทำเกษตร —
การวางแผน, การใช้ข้อมูล, และการเชื่อมโยงกับตลาดผ่านเทคโนโลยี
เครื่องมือดิจิทัลทั้ง 5 นี้ ไม่ได้มีไว้สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เหมาะกับเกษตรกรทุกรุ่นที่อยากปรับตัวเพื่ออนาคต

เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากการมีทุนมากขึ้น แต่จากการรู้ให้มากขึ้น และกล้าที่จะเริ่มต้น

ใช้แอปอะไรดี? เมื่อเกษตรกรเริ่มต้นกับเทคโนโลยี           ในอดีต ภาพของเกษตรกรมักถูกผูกติดกับคราด จอบ และความไม่แน่นอนของ...
24/07/2025

ใช้แอปอะไรดี? เมื่อเกษตรกรเริ่มต้นกับเทคโนโลยี

ในอดีต ภาพของเกษตรกรมักถูกผูกติดกับคราด จอบ และความไม่แน่นอนของธรรมชาติ
แต่ในปัจจุบัน มือถือหนึ่งเครื่องกับแอปไม่กี่ตัว กลับกลายเป็นเครื่องมือเปลี่ยนอนาคตของพวกเขาได้

ในฐานะผู้ทำงานส่งเสริม “เกษตรอัจฉริยะ” มาหลายปี ผมพบว่า ความท้าทายไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำ แต่คือการทำให้ “คนใช้งานได้จริง” โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องดิจิทัล

คำถามที่ผมเจอบ่อยที่สุดในพื้นที่ก็คือ
“อาจารย์ แอปไหนดีที่เหมาะกับผม?”

และคำตอบของผมไม่ใช่ชื่อแอปเพียงตัวเดียว แต่คือการ “เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและบริบทของแต่ละคน”
วันนี้ผมจึงอยากแนะนำกลุ่มแอปพลิเคชันที่เหมาะกับเกษตรกรที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน พร้อมข้อสังเกตจากประสบการณ์ตรง

1. แอปสำหรับวางแผนการผลิต
แนะนำ: “DOAE Smart Farmer”, “AgriMap”, “SmartFarm”

แอปเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ ฤดูกาล และตลาด บางแอปสามารถคำนวณต้นทุน และคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าได้
เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มวางระบบการเกษตรอย่างมีแผน ไม่ใช้สัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว

✅ จุดแข็ง: ช่วยให้คิดเป็นระบบ
⚠️ ข้อควรระวัง: ต้องกรอกข้อมูลด้วยตัวเอง และต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ

2. แอปติดตามสภาพอากาศและเตือนภัยพิบัติ
แนะนำ: “Thai Weather by TMD”, “Windy”, “RainViewer”

สภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของผลผลิต แอปเหล่านี้ใช้งานง่าย สามารถแจ้งเตือนฝนตก ลมแรง หรือภัยพิบัติได้ล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรมีเวลาเตรียมการ เช่น ปรับเวลาหว่านหรือเก็บเกี่ยว

✅ จุดแข็ง: ข้อมูลเรียลไทม์แม่นยำ
⚠️ ข้อควรระวัง: ต้องเปิดแจ้งเตือน และมีอินเทอร์เน็ต

3. แอปสำหรับเรียนรู้และพัฒนาทักษะ
แนะนำ: “LINE DOAE”, “เกษตรอัจฉริยะ”, “YouTube เกษตร”

ช่องทางเหล่านี้เป็นแหล่งความรู้ดีๆ ทั้งจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย หรือเกษตรกรต้นแบบ ใช้เรียนรู้เทคนิคใหม่ เช่น ปลูกอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมัก แปรรูป หรือจัดการศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

✅ จุดแข็ง: เรียนรู้ได้ตลอดเวลา
⚠️ ข้อควรระวัง: ต้องมีทักษะเบื้องต้นในการค้นหาข้อมูล

4. แอปการขายออนไลน์และเชื่อมตลาด
แนะนำ: “LINE OA”, “page”, “TikTok Shop”, “เกษตรดิจิทัล Market”

โลกยุคใหม่ ไม่ต้องมีหน้าร้านก็ขายได้ แค่รู้จักถ่ายภาพสินค้า ตั้งราคา และตอบลูกค้าให้เร็ว แอปเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง

✅ จุดแข็ง: ขยายตลาด สร้างแบรนด์
⚠️ ข้อควรระวัง: ต้องตอบแชทลูกค้าไว และรักษาคุณภาพสินค้า

เคล็ดลับสำหรับเกษตรกรเริ่มต้นใช้แอป:
1. เริ่มจากแอปที่คุ้นเคย เช่น LINE หรือ Facebook แล้วค่อยขยับไปสู่แอปเฉพาะทาง

2. เรียนรู้จากเพื่อนเกษตรกรด้วยกันเอง สร้างกลุ่มเรียนรู้ในชุมชน

3. เน้นใช้งานให้ต่อเนื่อง อย่าเพิ่งคาดหวังผลในทันที เทคโนโลยีคือเรื่องของความสม่ำเสมอ

4. ขอคำแนะนำจากนักส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมักมีโครงการอบรมหรือให้คำปรึกษาใกล้ตัว

สรุป: แอปไม่ใช่คำตอบ...แต่เป็น "เครื่องมือ" ให้เราเดินไปข้างหน้าได้มั่นคงขึ้น
การใช้แอปในภาคเกษตรไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ “ทันสมัย” แต่เพื่อให้ “มีข้อมูล มีแผน และมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง”
หากเราเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม และใช้มันเพื่อเสริมความรู้ ความสามารถ และเครือข่ายของเกษตรกรในชุมชนได้
นั่นคือก้าวแรกของ “เกษตรกรดิจิทัล” ที่แท้จริง

เศรษฐกิจฐานรากในโลกยุคดิจิทัล: โอกาสใหม่ของคนตัวเล็ก           ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้เข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีดิจิ...
24/07/2025

เศรษฐกิจฐานรากในโลกยุคดิจิทัล: โอกาสใหม่ของคนตัวเล็ก

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้เข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในแทบทุกมิติของชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่การสื่อสาร การค้า ไปจนถึงการจัดการข้อมูล ความเปลี่ยนแปลงนี้มิได้ส่งผลเฉพาะกับภาคธุรกิจขนาดใหญ่หรือเมืองใหญ่เท่านั้น หากแต่ยังเปิด "โอกาสใหม่" ให้กับ "คนตัวเล็ก" โดยเฉพาะในระดับเศรษฐกิจฐานราก

ในมุมมองของผม เศรษฐกิจฐานรากในยุคดิจิทัลนั้นไม่ใช่แค่การปรับตัว แต่คือการ “ยกระดับ” โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมพลังให้ชุมชนเล็กๆ สามารถแข่งขัน สร้างรายได้ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

จากรากฐานสู่โลกออนไลน์: ช่องทางใหม่ในการเข้าถึงตลาด
หนึ่งในข้อจำกัดของเศรษฐกิจฐานรากคือการเข้าถึงตลาดปลายทาง ซึ่งในอดีตต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางหรือระบบห่วงโซ่อุปทานที่ไม่เป็นธรรม แต่วันนี้ เกษตรกรรายย่อย ช่างฝีมือ วิสาหกิจชุมชน หรือแม้แต่แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่าน แพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Facebook Marketplace, LINE OA, TikTok Shop หรือ Lazada และ Shopee

ที่น่าทึ่งคือ หลายชุมชนเริ่มพัฒนา แบรนด์สินค้าท้องถิ่น และใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อทำการตลาดอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การถ่ายภาพอย่างสวยงาม การเล่าเรื่อง (Storytelling) ของสินค้า ไปจนถึงการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

เทคโนโลยีคือเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่อุปสรรค
จากประสบการณ์ของผมในการทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่า การพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก หากให้ชาวบ้านมีโอกาสเรียนรู้วิธีใช้สมาร์ตโฟนอย่างเข้าใจ รู้จักสร้างเพจ ทำคลิปสินค้า หรือจัดการคำสั่งซื้อออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง ก็สามารถปลดล็อกข้อจำกัดในการขายสินค้าและบริการได้อย่างน่าทึ่ง

ตัวอย่างเช่น กลุ่มทอผ้าบ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์ ที่นำ Facebook Live มาใช้ขายผ้าไหมออนไลน์ทุกสัปดาห์ ยอดขายพุ่งจากหลักพันสู่หลักแสนในเวลาไม่กี่เดือน หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรในภาคเหนือที่ใช้ LINE OA ทำระบบสมาชิกและส่งสินค้าไปถึงหน้าบ้านผู้บริโภคทั่วประเทศ

เศรษฐกิจฐานราก + ดิจิทัล = พลังแห่งการพึ่งตนเองแบบใหม่
สิ่งที่เกิดขึ้นคือรูปแบบใหม่ของ การพึ่งตนเอง — ไม่ใช่เพียงพึ่งตนทางกายภาพหรือวัตถุดิบในท้องถิ่นเท่านั้น แต่รวมถึงการพึ่งตนทางความรู้และเทคโนโลยี ชุมชนไม่ต้องรอพึ่งใครมาอุ้ม หากสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกด้วยตนเอง สร้างเครือข่ายผู้บริโภค และควบคุมการผลิต-การขายได้ด้วยมือของตนเอง

นอกจากนี้ การเข้าสู่โลกดิจิทัลยังเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับ ผู้ประกอบการรายย่อยรุ่นใหม่ในท้องถิ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านต่างจังหวัดหลังโควิด-19 แล้วพบว่า ตนเองสามารถสร้างรายได้ในพื้นที่บ้านเกิดได้ หากมีไอเดียดีและใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป: คนตัวเล็กในโลกใหญ่ ก็มีพื้นที่แห่งความสำเร็จ
เศรษฐกิจฐานรากในโลกยุคดิจิทัลกำลังพลิกโฉมจาก "เศรษฐกิจเพื่อการอยู่รอด" เป็น "เศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงและความภาคภูมิใจ" นี่คือโอกาสของคนตัวเล็กในการสร้างอัตลักษณ์ สร้างเครือข่าย และสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่เราต้องทำในฐานะผู้เชี่ยวชาญและภาครัฐ คือไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาให้ แต่ต้อง ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับท้องถิ่น สนับสนุนการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล และสร้างโครงข่ายความร่วมมือระหว่างคนตัวเล็กทั่วประเทศ นั่นคือพลังแท้จริงของ “เศรษฐกิจฐานรากดิจิทัล” ที่จะขับเคลื่อนประเทศในศตวรรษที่ 21

เกษตรอินทรีย์ + นวัตกรรม = ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและเศรษฐกิจชุมชน              ในวันที่ความท้าทายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้...
24/07/2025

เกษตรอินทรีย์ + นวัตกรรม = ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและเศรษฐกิจชุมชน
ในวันที่ความท้าทายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก การหาทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพของผู้บริโภคและความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน “เกษตรอินทรีย์” ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือปุ๋ยสังเคราะห์ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะไม่เพียงช่วยรักษาสุขภาพผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนแก่เกษตรกรในท้องถิ่น

แต่เกษตรอินทรีย์ในวันนี้จะไปได้ไกลเพียงใด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเรียกว่า “นวัตกรรม”

นวัตกรรม: ตัวเร่งสำคัญของเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่
ในฐานะนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศ ผมเห็นด้วยตาตนเองว่า นวัตกรรมไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่รวมถึงวิธีคิดใหม่ วิธีจัดการใหม่ และเครื่องมือที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน เช่น

ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ใช้ QR code และ blockchain ทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าอินทรีย์ได้อย่างโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่าให้สินค้า

เครื่องมือ IoT สำหรับฟาร์มอินทรีย์ เช่น เซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นและคุณภาพดิน ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการแปลงปลูกอย่างแม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

นวัตกรรมสังคม เช่น การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างเครือข่ายตลาด ส่งเสริมการผลิตแบบมีส่วนร่วม และจัดตั้งระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS)

เกษตรอินทรีย์ + นวัตกรรม = วิถีใหม่เพื่อสุขภาพ
ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงปราศจากสารเคมีตกค้าง แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการนำเสนอร่วมกับนวัตกรรม เช่น แบรนด์สินค้าเฉพาะพื้นที่ หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น สมูทตี้อินทรีย์ ข้าวอินทรีย์อัดเม็ด น้ำสมุนไพรหมักชีวภาพ ฯลฯ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยลดภาระระบบสาธารณสุขในระยะยาว และยังสร้างวิถีชีวิตใหม่ให้ผู้บริโภคหันมาดูแลตัวเองผ่านการกินอย่างมีคุณภาพ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: สร้างชุมชนเข้มแข็งจากฐานราก
เมื่อเกษตรกรสามารถขายผลผลิตอินทรีย์ได้ในราคาที่เป็นธรรม และมีช่องทางตลาดที่หลากหลาย เช่น ตลาดสีเขียว e-commerce หรือเครือข่ายชุมชนผู้บริโภค ก็จะเกิดการหมุนเวียนรายได้ในท้องถิ่น และลดการพึ่งพาระบบตลาดกลางที่ไม่แน่นอน

นอกจากนี้ การรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาและออกแบบนวัตกรรมร่วมกัน ยังช่วยส่งเสริมให้เกิด “องค์ความรู้ท้องถิ่นร่วมสมัย” ที่เป็นทุนทางปัญญาของชุมชน เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ และการสืบทอดสู่คนรุ่นใหม่

สรุป
เกษตรอินทรีย์จะไม่ใช่เพียง "วิถีเลือก" แต่เป็น "วิถีหลัก" ได้ ก็ต่อเมื่อเราผสานนวัตกรรมเข้าไปในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต การตลาด และการเรียนรู้ เมื่อชุมชนสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยี รู้เท่าทันข้อมูล และสร้างความแตกต่างในตลาดสุขภาพได้ด้วยตนเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของความมั่นคงอย่างแท้จริง — ทั้งต่อสุขภาพและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ยกระดับคุณภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล!ในโลกยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความรู้ และการแข่งขันที่ไร้พรมแดน “แรงงา...
24/07/2025

ยกระดับคุณภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล!

ในโลกยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความรู้ และการแข่งขันที่ไร้พรมแดน “แรงงานคุณภาพ” ไม่ใช่เพียงแค่แรงงานที่มีทักษะ แต่ต้องเป็นแรงงานที่พร้อมปรับตัว พัฒนา และยืนหยัดในระดับสากลได้อย่างมั่นใจ

การยกระดับแรงงานไทยจึงไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็น "ความจำเป็น" ที่ต้องเร่งเดินหน้าอย่างมีแผนและความเข้าใจเชิงลึก

1. ทักษะสำคัญต้องพร้อมทั้ง “ฮาร์ด” และ “ซอฟต์”
Hard Skills เช่น ความรู้เฉพาะด้าน อาชีวะ วิศวกรรม ไอที หรือภาษาต่างประเทศ ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรม การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ

Soft Skills อย่างเช่น ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม กลายเป็นสิ่งที่นายจ้างทั่วโลกให้ความสำคัญไม่แพ้ทักษะทางเทคนิค

2. ใช้มาตรฐานสากลเป็นเข็มทิศ
การยกระดับแรงงานไม่สามารถทำได้อย่างไรทิศทาง ต้องอิงกับมาตรฐานแรงงานสากล เช่น

มาตรฐานของ ILO (องค์การแรงงานระหว่างประเทศ)

ISO และมาตรฐานวิชาชีพระดับโลก

ระบบรับรองคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และการเทียบโอนกับระบบของต่างประเทศ

แรงงานที่ผ่านการรับรองจากระบบเหล่านี้จะสามารถทำงานได้ในหลายประเทศ เปิดโอกาสทั้งในประเทศและตลาดแรงงานต่างประเทศ

3. ส่งเสริมระบบฝึกอบรมเชิงรุก
ไม่ใช่เพียงการเรียนในห้องเรียน แต่ต้องมีระบบฝึกอบรมภาคสนาม การเรียนรู้ผ่านสถานประกอบการจริง (Work-based Learning) การฝึกงาน และระบบพี่เลี้ยงในสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้แรงงาน “เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” อย่างต่อเนื่อง

4. พัฒนาด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
โลกของแรงงานกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ AI, Automation, และ Digitalization การพัฒนาแรงงานจึงต้องควบคู่ไปกับการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ เช่น

การเรียนผ่านออนไลน์ MOOC

การใช้ AR/VR ในการฝึกปฏิบัติ

การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Literacy)

ความเข้าใจเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0

5. เปลี่ยนมุมมอง “แรงงาน” สู่ “มืออาชีพ”
ต้องเริ่มจากการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่แรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานฝีมือ ให้เป็น “มืออาชีพ” ที่มีเกียรติ มีคุณค่า และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น ๆ

การให้คุณค่าในอาชีพช่าง เทคโนโลยี การผลิต และการบริการ จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนเข้าร่วมพัฒนาแรงงานคุณภาพในระยะยาว

สรุป
การยกระดับคุณภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล ไม่ใช่เรื่องของอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่คือภารกิจของวันนี้ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และแรงงานเอง เพื่อเปลี่ยนแรงงานให้เป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่พร้อมเดินหน้าเคียงข้างโลกได้อย่างมั่นใจ

แรงงานที่มีคุณภาพ คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ และการยกระดับพวกเขาคือการยกระดับอนาคตของชาติ

เศรษฐกิจฐานราก คืออะไร?         ระบบเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นที่เน้นการพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และการพัฒนาอย่...
24/07/2025

เศรษฐกิจฐานราก คืออะไร?
ระบบเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นที่เน้นการพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระดับฐานราก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
การพึ่งพาตนเอง :
เศรษฐกิจฐานรากส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
การช่วยเหลือเกื้อกูล :
เน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างคนในชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ
การพัฒนาอย่างยั่งยืน:
มุ่งเน้นการพัฒนาที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
การกระจายรายได้:
เศรษฐกิจฐานรากช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยการกระจายรายได้และโอกาสอย่างทั่วถึงในชุมชน
ความร่วมมือ:
การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ตัวอย่าง:
การส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การสร้างตลาดชุมชน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ที่อยู่

245/1 ถนนกลางเมือง
Khon Kaen
40000

เบอร์โทรศัพท์

+6643465775

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ฝ่ายรายการ สทท.ขอนแก่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ฝ่ายรายการ สทท.ขอนแก่น:

แชร์