27/08/2026
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2411 (สร้างครั้งที่3) https://www.youtube.com/watch?v=CG8jX6TkS_E&list=PLIaiyKpzk9CIIc7We-jUMUA55_K3bAHdo&index=3
พระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2411 ถือเป็นการสร้างครั้งที่ 3 (หรือยุคที่ 3) ของทำเนียบพระกริ่งปวเรศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติครั้งแรก ขณะมีพระชนมายุ 15 พระชันษา โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสก
ลักษณะและเนื้อหาของพระกริ่งปวเรศ ปี 2411
1. พุทธลักษณะ: มักพบในพิมพ์ทรงที่เรียกกันว่า พิมพ์สมบูรณ์พูนสุข เอกลักษณ์สำคัญในรุ่นนี้คือ ไม่มีเส้นพระศก และไม่มีส่วนผสมของเนื้อพระพุทธชินสีห์เหมือนกับการสร้างในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
2. เนื้อโลหะ: สร้างด้วยเนื้อ สัมฤทธิ์ (หรือสำริด) ซึ่งตามบันทึกประวัติศาสตร์แยกออกเป็น 3 ชนิดย่อย ได้แก่:
2.1 เนื้อสัมฤทธิ์เดช: ออกสีแดงแก่หรือแดงอ่อน
2.2 เนื้อสัมฤทธิ์โชค: ออกสีขาว หรือขาวจัด (เมื่อผ่านกาลเวลาผิวจะกลับดำเข้มขลัง)
2.3 เนื้อสัมฤทธิ์ศักดิ์: ออกสีเหลือง
3. จำนวนการสร้าง: ในบันทึกจดหมายเหตุและพงศาวดาร ไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด แต่นับเป็นหนึ่งในวัตถุมงคลเนื้อโลหะที่มีค่านิยมสูงและหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน
สรุปภาพรวมโดยรายละเอียดของ พระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2411 (การจัดสร้างยุคที่
3) จากการพิจารณาองค์ประกอบพุทธลักษณะและเนื้อหาขององค์พระครบทุกมิติ มีรายละเอียดที่สามารถจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้
1.ประวัติและวาระการจัดสร้าง
1.1 วัตถุประสงค์: จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลและอนุสรณ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์ครั้งแรกของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อปี พ.ศ. 2411
1.2 ผู้จัดสร้าง: มี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้รับการอธิษฐานจิตปลุกเสกจากพระเถราจารย์แห่งยุค รวมถึง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
2.พุทธลักษณะและพิมพ์ทรง (จากภาพองค์พระ)
2.1 ชื่อพิมพ์: นิยมเรียกกันว่า "พิมพ์สมบูรณ์พูนสุข" หรือ "พิมพ์ห่มคลุมไร้พระศก"
2.2 พระพักตร์ (ใบหน้า): กลมมน พุทธลักษณะกึ่งเขมรกึ่งไทยโบราณ รายละเอียดของพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ มีความตื้นเบลอตามธรรมชาติของงานหล่อดินไทยโบราณ ไม่คมชัดจนเกินไป
2.3 พระศก (เส้นผม): เอกลักษณ์สำคัญคือ ไม่มีเส้นไรพระศก ผิวบริเวณพระนลาฏ (หน้าผาก) จะเรียบเนียนขึ้นไปเชื่อมต่อกับมวยพระเกศาด้านบน
2.4 ลำพระองค์ (ลำตัว): มีลักษณะหนา อวบอิ่ม แขนซ้ายมีช่องว่างทะลุโปร่งเห็นได้ชัดเจนจากด้านข้าง เส้นริ้วจีวรและสังฆาฏิพาดเฉียงเป็นแท่งมนลึก
2.5 ฐานบัว: ด้านหน้าเป็นบัวคว่ำบัวหงาย มีเกสรบัวประดับคมชัด ส่วนฐานด้านหลังเป็นบัวลายเส้นเรียบง่ายตามสไตล์พระกริ่งสายวัดบวรฯ
3.เนื้อหาโลหะและผิวพรรณ (Metallurgy & Patina)
3.1 ประเภทโลหะ: สร้างด้วยเนื้อ สัมฤทธิ์ (สำริด) ซึ่งจากภาพองค์นี้มีกระแสของ สัมฤทธิ์โชค หรือ สัมฤทธิ์เดช ที่ผ่านกาลเวลามามากกว่า 150 ปี จนผิวกลับดำเข้มขลัง
3.2 ผิวพรรณธรรมชาติ (Patina)
3.2.1 ส่วนที่ถูกสัมผัสบ่อย (เช่น หัวไหล่ ข้อศอก หน้าอก) จะมีความมันวาว หนึกนุ่ม ซึ้งตา ไม่เงากระด้างแบบโลหะใหม่
3.2.2 ส่วนในซอกลึกปรากฏ คราบเบ้าดินไทย และคราบความเก่าสีน้ำตาลเข้มปนเทาเกาะแน่น
3.2.3 เมื่อขยายดูจะพบรอยยุบตัว หลุมความร้อน (รอยตามด) และประกายกระแสทองคำหรือเงินซ่อนอยู่ใต้ผิวพระ
4.ลักษณะใต้ฐาน (ก้นพระ)
4.1 การอุดกริ่ง: ใต้ฐานราบเรียบ กลืนเป็นเนื้อเดียวกันทั่วทั้งแผ่น ไม่มีรอยอุดเม็ดกริ่งแยกชิ้นชัดเจน บ่งบอกถึงกรรมวิธี การอุดกริ่งในตัว (หรือแต่งเข้าไม้) แล้วใช้ตะไบขัดแต่งจนเรียบเนียน
4.2 รอยตะไบ: มีริ้วรอยตะไบโบราณจางๆ ละเอียด มนโค้งไปตามขอบฐาน ไม่มีขอบคมที่เกิดจากเครื่องจักรสมัยใหม่
สรุปบทวิเคราะห์
พระกริ่งปวเรศ ปี 2411 ยุคที่ 3 องค์ที่ปรากฏในภาพ ถือเป็นพระที่มี ความแท้ดูง่ายตามธรรมชาติของพระหล่อโบราณ ทั้งในแง่ของพิมพ์ทรงที่ถูกต้องตามตำรา (พิมพ์สมบูรณ์พูนสุข) และเนื้อหาโลหะสัมฤทธิ์เก่าที่มีการกลับดำหนึกนุ่ม ร่องรอยการหล่อดินไทย รอยตามด และคราบเบ้ามีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ถือเป็นสิ่งมงคลล้ำค่าและหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบันครับ
พระกริ่งปวเรศ วัดบวร พ.ศ.2411 (สร้างครั้งที่3) การสร้างพระกริ่งปวเ...