Mebep65 สัพเพเหระ

https://youtu.be/nlJtqvB8Kpc?si=f94w5LTC2phaCjgh
23/03/2026

https://youtu.be/nlJtqvB8Kpc?si=f94w5LTC2phaCjgh

📌ช่องทางรับชม & ติดตาม Facebook : รวมหัว (https:/www.facebook.com/Ruamhuatv)Youtube : รวมหัวทีวีติดต่อโฆษณา/รีวิวสินค้า🛍คุณนุสรา 📞086-303-6600คุณลือช...

18/03/2026

#เห็นด้วยช่วยกันแชร์ ข้าราชการ เงินเดือนหมื่นกว่าๆ เที่ยงมาต้องหาข้าวกินเอง
ท่านส.ส.ผู้ทรงเกียรติ เงินเดือนเป็นแสน
แถมมีข้าวกินฟรี

ใครเห็นด้วยให้ยกเลิกงบอาหารส.ส. ตามที่คุณหมอวรงค์เสนอ พิมพ์เห็นด้วยครับ

09/03/2026

โรงภาพยนตร์ทั้งโรงเงียบลงอย่างประหลาด
ไม่ใช่ความเงียบเพราะเครื่องบินหยุดบิน
แต่เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นกับผู้คนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ผู้ชมเดินเข้ามาในโรงเพื่อความเร็ว
เพื่อการลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน
เพื่อการบินฝ่าหุบเขา
และเพื่อความระห่ำแบบที่มีเพียง Tom Cruise เท่านั้นที่ยอมเสี่ยงชีวิตจริงของตัวเองเพื่อถ่ายทอดมันออกมา

ทุกคนเตรียมใจไว้แล้วสำหรับความเร็วระดับ Mach 10
สำหรับเสียงล็อกเป้าจรวด
สำหรับคำรามของเครื่องยนต์หลังเผาไหม้

แต่แล้วภาพยนตร์กลับหยุดนิ่ง

ไม่มีเสียงเครื่องยนต์
ไม่มีดนตรี
ไม่มีฉากตื่นตา

มีเพียงผู้ชายสองคนในห้องหนึ่งห้อง
และหนึ่งในนั้นกำลังต่อสู้ อย่างเห็นได้ชัด และอย่างเจ็บปวด เพื่อจะพูดเพียงสองคำ

หากจะเข้าใจช่วงเวลานั้นอย่างแท้จริง
ต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อสามสิบหกปีก่อน

ในปี 1986 ภาพยนตร์ Top Gun ได้มอบตัวละครสองตัวให้โลกจดจำ
พวกเขาถูกออกแบบให้เป็นเหมือนแรงตรงข้ามกัน

แมฟเวอริก กล้าบ้าบิ่น ใช้สัญชาตญาณ และไม่ยอมถูกควบคุม
ไอซ์แมน สุขุม สมบูรณ์แบบ และเย็นเยียบ

ทั้งสองโคจรรอบกันเหมือนธาตุที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

แต่นอกจอ
ชายสองคนที่รับบทนั้น Tom Cruise และ Val Kilmer กลับสร้างสิ่งที่เงียบกว่า แต่มั่นคงยิ่งกว่าการแข่งขัน

นั่นคือมิตรภาพ
มิตรภาพที่ยืนยาวกว่าภาพยนตร์
ยืนยาวกว่าทศวรรษ
และยืนยาวกว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

หลังจาก Top Gun เส้นทางการแสดงของ Val Kilmer เต็มไปด้วยความกล้าหาญ

เขาสวมบทเป็น Jim Morrison ในภาพยนตร์ The Doors อย่างลึกซึ้งจนแทบแยกไม่ออกว่า
ระหว่าง “การแสดง” กับ “การถูกครอบงำ” เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน

ต่อมาในภาพยนตร์ Tombstone
เขารับบทเป็น Doc Holliday
พร้อมน้ำเสียงเนิบช้าและคมกริบที่ผู้ชมยังคงหยิบมาพูดถึงจนถึงวันนี้

เขาเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
และเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีพรสวรรค์ที่สุดของยุคสมัย

จนกระทั่งราวปี 2014
บางอย่างก็เปลี่ยนไป

มะเร็งลำคอ

การรักษาช่วยชีวิตเขาไว้
แต่พรากเสียงของเขาไป

การผ่าตัดเจาะคอทำให้การพูดไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เครื่องมือสำคัญที่เคยสร้างผลงานการแสดงมากมาย เสียงทุ้มลึกที่ผู้ชมจำได้ทันที กลายเป็นเพียงลมหายใจที่ต้องฝืนผ่านบาดแผล

ทุกคำพูด
ต้องใช้ความพยายามมากกว่าความเงียบ

เมื่อ Tom Cruise เริ่มพัฒนาโปรเจกต์ภาพยนตร์ Top Gun: Maverick คำถามหนึ่งก็เกิดขึ้นทันที

วัล คิลเมอร์จะกลับมาได้ไหม
คำตอบของครูซชัดเจน
โปรดิวเซอร์ Jerry Bruckheimer เล่าว่า
เขาไม่ลังเลเลย

หากไม่มีไอซ์แมน
ก็จะไม่มีภาคต่อ

สตูดิโอกังวลเรื่องขั้นตอน
เรื่องประกัน
เรื่องข้อจำกัดด้านสุขภาพ

แต่ครูซไม่เปลี่ยนใจ

ถ้าไม่มีคิลเมอร์
ก็ไม่มีภาพยนตร์เรื่องนี้

โจทย์ต่อมาจึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
จะเขียนบทให้ตัวละครที่แทบพูดไม่ได้
มีความหมายในภาพยนตร์แอ็กชันระดับใหญ่ได้อย่างไร

ผู้กำกับ Joseph Kosinski และทีมเขียนบทเลือกวิธีที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

พวกเขาเลือกเขียน “ความจริง”

ไอซ์แมนในเรื่องกลายเป็น
บุคคลทรงอำนาจที่สุดในกองทัพเรือ
ชายผู้ใช้เวลาหลายสิบปีคอยปกป้องแมฟเวอริกจากผลของความหุนหันของเขา

และเขาก็กำลังป่วย

มะเร็งลำคอ
เสียงที่เหลือเพียงน้อยนิด
การสื่อสารผ่านคีย์บอร์ด

ภาพยนตร์ไม่ได้ซ่อนมัน
แต่กลับนำมันมาเป็นหัวใจของเรื่อง

ฉากนั้นเกิดขึ้นในห้องทำงานของไอซ์แมน
แสงอุ่นส่องผ่านผนัง
ภาพถ่ายจากหลายทศวรรษแขวนเรียงอยู่
เป็นหลักฐานของประวัติศาสตร์ร่วมกันที่ไม่ต้องอธิบาย

แมฟเวอริกเดินเข้ามา
ทั้งสองนั่งตรงข้ามกัน
ในความเงียบแบบที่เกิดขึ้นกับคนสองคนที่รู้จักกันมานานพอ จนคำพูดไม่จำเป็นอีกต่อไป

ไอซ์แมนพิมพ์ลงบนคีย์บอร์ด

กองทัพเรือต้องการนาย

พลังของประโยคนี้
ไม่ได้อยู่ที่คำพูด

แต่อยู่ที่วิธีที่มันถูกส่งออกมา
อยู่ที่ความพยายาม
อยู่ที่ศักดิ์ศรีอันเงียบงันของชายคนหนึ่ง
ที่ต้องใช้แป้นพิมพ์เพื่อพูดสิ่งสำคัญที่สุด

แล้วช่วงเวลานั้นก็มาถึง

ไอซ์แมนยกมือขึ้น
ถอดอุปกรณ์ช่วยหายใจออก

เขาบังคับลมหายใจผ่านสายเสียงที่มะเร็งทำลายไปแล้ว

ด้วยความพยายามอย่างมหาศาล
เสียงที่ออกมานั้นเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ

“ขอบคุณ”

ใบหน้าของ Tom Cruise แตกสลาย

ไม่ใช่อารมณ์ที่นักแสดงควบคุมไว้ตามบท
แต่เป็นความรู้สึกจริง
เปลือยเปล่า
และไม่ป้องกันตัว

เพราะในตอนนั้น
เขาไม่ได้กำลังดู “การแสดง”

เขากำลังดูเพื่อนของเขา
พยายามต่อสู้
เพื่อให้เสียงของตัวเองได้ถูกได้ยินอีกครั้ง

ก่อนหน้าการถ่ายทำ Top Gun: Maverick
วัล คิลเมอร์เคยร่วมงานกับบริษัท AI
เพื่อสร้างเสียงของเขาขึ้นมาใหม่จากบันทึกเสียงในอดีต

พวกเขาสามารถทำให้ไอซ์แมนมีเสียงเหมือนเดิมได้
ชัดเจน แข็งแรง เหมือนวันวาน

แต่ทีมงานเลือกที่จะไม่ทำ

พวกเขาเลือกความจริง

เสียงแหบพร่า
ความพยายาม
และราคาที่ต้องจ่าย

เพราะราคานั้นเอง
คือสารสำคัญของฉากนี้

Top Gun: Maverick ทำรายได้ทั่วโลกเกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์
ฉากการบินนั้นน่าตื่นตาตื่นใจ
เทคนิคการถ่ายทำยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ

แต่ฉากที่ผู้ชมพูดถึงมากที่สุด
กลับเป็นฉากที่ไม่มีเครื่องบินเลย

ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเขียนข้อความเล่าว่าพวกเขารู้สึกเหมือนได้รับการมองเห็น

ครอบครัวที่เคยเฝ้ามองคนรักสูญเสียเสียงของตัวเอง
บอกว่าพวกเขาเข้าใจทุกอย่างในความเหนื่อยล้าของคิลเมอร์

การสื่อสารผ่านตัวอักษร
ความอับอายเงียบ ๆ
และความกล้าหาญเงียบ ๆ
ของการพยายามให้คนอื่นเข้าใจเรา

Val Kilmer จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2025

เขาทิ้งบทกวีอันดิบดุของ Jim Morrison ไว้
ทิ้งเสียงพูดอันเป็นตำนานของ Doc Holliday ไว้
ทิ้งบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการสูญเสียที่เขาเขียนโดยไม่เคยสงสารตัวเอง

และเขายังทิ้งเสียงของเขาไว้ในรูปแบบดิจิทัล

แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้โลกจดจำมากที่สุด
อาจเป็นเพียงสองคำ

สองคำ
ที่ต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขายังเหลืออยู่เพื่อพูดมันออกมา

ทอม ครูซ
ทำให้โลกได้เห็นเขาอีกครั้ง

และวัล คิลเมอร์
ทำให้สองคำนั้นมีความหมาย

ขอบคุณ

มันไม่ดัง
ไม่ยาว

แต่มันคือความจริง

และในภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากความเร็วทั้งหมดนั้น

ความจริง
กลับกลายเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในห้องนั้น.

The inspireist
ิเจาะเวลาหาอดีต

28/02/2026

จาซินดา อาเดิร์น
ข่าวจริง vs ข่าวลือของอดีตนายกฯ กีวี่คนดัง

และข้อกล่าวหาเรื่องการหนี้สาธารณะจากวิกฤตโควิดที่ จาซินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองแบบผิดๆ เหมือนกัน

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

_______________________________________________

1. ทำไมถึงย้ายไปออสเตรเลีย?

มีข่าวลือมักบอกว่าเธอ "หนีความผิด" หรือ "ย้ายเพราะประเทศล่มจม" แต่ข้อเท็จจริงคือ…

จาซินดา อาร์เดิร์นย้ายมาตั้ง “ฐานหลัก” อยู่ที่ออสเตรเลียในช่วงนี้ เพราะเหตุหลักๆ 2 อย่างคือ งาน/โอกาสทางอาชีพ และ ความสะดวกในการเดินทางกลับนิวซีแลนด์บ่อยขึ้น

หลังลงจากตำแหน่ง เธอไม่ได้ว่างงาน แต่รับตำแหน่งระดับสูงในระดับนานาชาติ เช่น เป็นกรรมการในโครงการสิ่งแวดล้อมของเจ้าชายวิลเลียม และเป็นทูตพิเศษด้านการต่อต้านเนื้อหารุนแรงออนไลน์ และใช้เวลาหลายปีอยู่ในสหรัฐฯ (เช่น งานที่ฮาร์วาร์ด และเป็นผู้ดูแลโครงการ Earthshot Prize) เธอบรรลุข้อตกลงงานใหม่ๆ ที่ออสเตรเลีย ซึ่งครอบครัวจึง “ตั้งฐาน” ที่นั่น

คลาร์ก เกย์ฟอร์ด สามีของเธอเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์และสารคดีท่องเที่ยว ซึ่งมีโปรดักชันจำนวนมากในออสเตรเลีย การย้ายมาจึงสะดวกต่อการทำงานของสามี

การเป็นอดีตนายกฯ ในประเทศเล็กๆ อย่างนิวซีแลนด์ (ประชากร 5 ล้านคน) ทำให้ขยับตัวลำบาก การย้ายมาออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของชาวกีวี่) ช่วยให้ลูกสาว เติบโตโดยไม่ถูกจับจ้องจนเกินไป

_______________________________________________

2. ผลงาน: "ดาวรุ่งพุ่งแรง" หรือ "ดาวร่วง"?

จาซินดามีจุดเด่นที่ การสื่อสารในภาวะวิกฤต แต่มีจุดอ่อนร้ายแรงที่ การบริหารนโยบายภายในประเทศ

สิ่งที่ทำได้ดีของเธอคือ การจัดการวิกฤต

เหตุกราดยิงมัสยิดไครสต์เชิร์ช (2019) เธอได้รับคำชมทั่วโลกจากการสวมฮิญาบไปปลอบขวัญผู้สูญเสีย และผลักดันกฎหมายแบนอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติได้สำเร็จภายในเวลาอันสั้น

โควิด-19 (ช่วงแรก) นโยบายปิดประเทศเร็ว ทำให้อัตราการเสียชีวิตต่ำมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก และเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วในช่วงปีแรก

และเธอทำให้ "นิวซีแลนด์" มีตัวตนในเวทีโลก ดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุนในแง่ Soft Power

สิ่งที่ล้มเหลว ได้แก่

• วิกฤตที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็น"แผลเป็น" ที่ใหญ่ที่สุด

ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น 40-50% ในช่วงที่เธอบริหาร ทำให้คนรุ่นใหม่หมดหวังในการมีบ้าน และเธอทำโครงการ KiwiBuild สัญญาว่าจะสร้างบ้านราคาถูก 100,000 หลังใน 10 ปี แต่ความจริง สร้างเสร็จจริงเพียง หลักพันต้นๆ (ประมาณ 1,300+ หลัง ในช่วงที่เธอลาออก)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาวิกฤตที่อยู่อาศัยราคาสูงนี้ก็เกิดขึ้นในออสเตรเลียเช่นกัน และอาจจะมีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งกว่าในบางมิติด้วย

เมื่อราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น คนจึงต้องเช่า เมื่อคนแย่งกันเช่า ค่าเช่าก็พุ่งสูงขึ้น 20-30% ต่อปี ในบางพื้นที่ เป็นปัญหางูกินหาง

ความล้มเหลวเรื่องที่อยู่อาศัย ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมืองหญิงคนหนึ่ง แต่เป็น 'โรคร้ายของทุนนิยมเสรีในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ' ที่เน้นการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์มากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีที่อยู่อาศัย

• ปัญหาความแตกแยกทางสังคม: ทั้งนโยบายบังคับฉีดวัคซีน (โควิด) และนโยบายสิทธิชนเผ่าเมารี (Co-governance) สร้างความขัดแย้งรุนแรงในสังคมนิวซีแลนด์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดของรัฐบาลจาซินดา ไม่ใช่การ 'คิด' นโยบาย แต่คือการ 'ออกแบบกลไก‘

นโยบายสิทธิชนเผ่าเมารี (Co-governance) เป็นการพยายามทำตามสนธิสัญญาไวตางี (Waitangi) อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อให้ชาวเมารีมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

แต่ Co-governance ใช้กลไกบริหารที่ซับซ้อนและบิดเบี้ยวหลักการประชาธิปไตยสากล เพื่อตอบโจทย์ทางอุดมการณ์มากเกินไป จนละเลยประสิทธิภาพในการใช้งานจริง

ส่วนการที่คนฉีดวัคซีน ทำให้นิวซีแลนด์มีอัตราผู้เสียชีวิตต่อประชากรต่ำมาก และกลับมาใช้ชีวิตได้ (ในช่วงสั้นๆ ก่อนเปิดประเทศเต็มตัว) ทำให้ GDP นิวซีแลนด์ดีดตัวกลับแรงมากหลังล็อกดาวน์ครั้งแรก แต่เมื่อเชื้อกลายพันธุ์ที่รุนแรงน้อยลง การบังคับยังคงเข้มข้น ทำให้ภาคธุรกิจบริการและท่องเที่ยวฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นที่ผ่อนปรนเร็วกว่า

_______________________________________________

3. สภาพเศรษฐกิจ: พังเพราะเธอจริงหรือ?

จริงอยู่ที่เงินเฟ้อพุ่งสูง (7.2-7.3%) แต่เป็นทิศทางเดียวกับ สหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย อันเนื่องมาจาก Supply Chain โลกและสงครามยูเครน

หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นจริงจากการกู้เงินมาเยียวยาโควิด เพื่อไม่ให้คนตกงาน แต่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของนิวซีแลนด์ก็ยังถือว่า "ต่ำ" เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

ที่ว่า หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นจริงจากการกู้เงินมาเยียวยาโควิด เพื่อไม่ให้คนตกงาน แต่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของนิวซีแลนด์ก็ยังถือว่า "ต่ำ" เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นจริงจากการกู้เงินมาเยียวยาโควิดนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลพล.อ.ประยุกต์และอีกหลายประเทศทั่วโลกซึ่งถือว่า หนี้แบบนี้คือกำไร หรือคือผลงานจากการแก้ปัญหา

หนี้โควิด ไม่ใช่ "ภาระ" แต่คือ "ค่าใช้จ่ายในการรักษาชีพ"

ในทางเศรษฐศาสตร์ การกู้เงินช่วงวิกฤตโรคระบาด ไม่ได้เรียกว่าการก่อหนี้เพื่อถลุงเล่น แต่เรียกว่า "นโยบายการคลังแบบสวนวัฏจักร“

ตรรกะคือ เมื่อเอกชนหยุดชะงัก (ล็อกดาวน์) รายได้หาย ถ้าขืนรัฐบาล "รัดเข็มขัด" ไม่ยอมกู้ ไม่ยอมจ่าย เศรษฐกิจจะ "หัวใจวาย" ทันที

ผลงานคือ การที่รัฐบาล (ทั้งลุงตู่ และจาซินดา) กู้เงินมาอัดฉีด (เยียวยา/คนละครึ่ง/Wage Subsidy) คือการ "ปั๊มหัวใจ" ให้ชีพจรเศรษฐกิจยังเต้นอยู่ เพื่อรอวันที่โควิดหาย จะได้ลุกขึ้นเดินต่อได้ทันที

ถ้าไม่กู้ ธุรกิจจะเจ๊งถาวร คนตกงานถาวร โครงสร้างสังคมพัง พอกลับมาเปิดประเทศ ก็ไม่มีเครื่องจักรเหลือให้เดินเครื่องแล้ว

ดังนั้น การกู้มาเยียวยา จึงถือเป็น "ผลงาน" (Achievement) ในการบริหารวิกฤตครับ ไม่ใช่ความผิดพลาด

_______________________________________________

เปรียบเทียบ รัฐบาลประยุทธ์ vs รัฐบาลจาซินดา (และทั่วโลก)

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแพทเทิร์นเดียวกันทั่วโลก

• จาซินดา (นิวซีแลนด์) กู้มาทำโครงการ Wage Subsidy Scheme จ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างแทนบริษัท เพื่อห้ามไม่ให้บริษัทไล่คนออก ผลลัพธ์คืออัตราการว่างงานต่ำมาก คนยังมีเงินซื้อข้าว

• ลุงตู่ กู้ 1 ล้านล้าน + 5 แสนล้าน มาทำ "คนละครึ่ง" "เราชนะ" และเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผลลัพธ์คือ จีดีพีไทยไม่ติดลบหนักเท่าที่ควรจะเป็น (ตอนต้มยำกุ้งหนักกว่านี้) และร้านค้ารายย่อยรอดตายมาได้เพราะโครงการคนละครึ่ง

• ทั่วโลก: สหรัฐฯ, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ "หนี้พุ่งกระฉูด" ทุกประเทศ

• ข้อเท็จจริง สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยและนิวซีแลนด์ แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ "บริหารจัดการได้" และยังถือว่า "ต่ำ" เมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่างญี่ปุ่น (200%+) หรือสหรัฐฯ (120%+)

_______________________________________________

นิยามคำว่า "กำไร" ในบริบทนี้

คำว่า "กำไร" อาจต้องขยายความว่า มันไม่ใช่กำไรที่เป็นตัวเงิน แต่เป็น "กำไรทางสังคมและความมั่นคง"

• รักษาฐานการผลิต: การที่โรงงานไม่เจ๊ง ร้านอาหารไม่ปิดถาวร คือกำไร เพราะเมื่อเปิดประเทศ เราพร้อมรับนักท่องเที่ยวทันที (ซึ่งไทยทำได้ดีมากในปี 2023-2024)
• ความสงบเรียบร้อย: ถ้าคนไม่มีข้าวกิน จะเกิดจลาจล การกู้เงินมาเยียวยาคือการซื้อความสงบสุขของบ้านเมือง
• Credit Rating: ทั้งไทยและนิวซีแลนด์ "ไม่ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ" จากสถาบันจัดอันดับโลก (เช่น Moody's, S&P) นี่คือใบรับรองความถูกต้องว่า การก่อหนี้นั้นสมเหตุสมผลและมีวินัย

_______________________________________________

บทสรุป

"การโจมตีเรื่อง 'หนี้สาธารณะ' โดยไม่ดูบริบทวิกฤตโลก คือการเล่นการเมืองที่ปราศจากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์

ทั้ง จาซินดา อาร์เดิร์น และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างใช้เครื่องมือทางการคลังเดียวกันในการปกป้องประชาชน ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็น 'สิ่งที่ต้องทำ' (Must-do)

หนี้ก้อนนี้จึงไม่ใช่ 'มรดกบาป' แต่เป็น 'ค่าใช้จ่ายในการรักษาชีวิตของชาติ' ที่แลกมาด้วยการที่ประเทศยังคงเดินหน้าต่อได้ในวันนี้"

27/02/2026
26/02/2026
14/02/2026
11/02/2026

ที่อยู่

Mueang Pattaya

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mebep65ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์