28/02/2026
จาซินดา อาเดิร์น
ข่าวจริง vs ข่าวลือของอดีตนายกฯ กีวี่คนดัง
และข้อกล่าวหาเรื่องการหนี้สาธารณะจากวิกฤตโควิดที่ จาซินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองแบบผิดๆ เหมือนกัน
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
_______________________________________________
1. ทำไมถึงย้ายไปออสเตรเลีย?
มีข่าวลือมักบอกว่าเธอ "หนีความผิด" หรือ "ย้ายเพราะประเทศล่มจม" แต่ข้อเท็จจริงคือ…
จาซินดา อาร์เดิร์นย้ายมาตั้ง “ฐานหลัก” อยู่ที่ออสเตรเลียในช่วงนี้ เพราะเหตุหลักๆ 2 อย่างคือ งาน/โอกาสทางอาชีพ และ ความสะดวกในการเดินทางกลับนิวซีแลนด์บ่อยขึ้น
หลังลงจากตำแหน่ง เธอไม่ได้ว่างงาน แต่รับตำแหน่งระดับสูงในระดับนานาชาติ เช่น เป็นกรรมการในโครงการสิ่งแวดล้อมของเจ้าชายวิลเลียม และเป็นทูตพิเศษด้านการต่อต้านเนื้อหารุนแรงออนไลน์ และใช้เวลาหลายปีอยู่ในสหรัฐฯ (เช่น งานที่ฮาร์วาร์ด และเป็นผู้ดูแลโครงการ Earthshot Prize) เธอบรรลุข้อตกลงงานใหม่ๆ ที่ออสเตรเลีย ซึ่งครอบครัวจึง “ตั้งฐาน” ที่นั่น
คลาร์ก เกย์ฟอร์ด สามีของเธอเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์และสารคดีท่องเที่ยว ซึ่งมีโปรดักชันจำนวนมากในออสเตรเลีย การย้ายมาจึงสะดวกต่อการทำงานของสามี
การเป็นอดีตนายกฯ ในประเทศเล็กๆ อย่างนิวซีแลนด์ (ประชากร 5 ล้านคน) ทำให้ขยับตัวลำบาก การย้ายมาออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของชาวกีวี่) ช่วยให้ลูกสาว เติบโตโดยไม่ถูกจับจ้องจนเกินไป
_______________________________________________
2. ผลงาน: "ดาวรุ่งพุ่งแรง" หรือ "ดาวร่วง"?
จาซินดามีจุดเด่นที่ การสื่อสารในภาวะวิกฤต แต่มีจุดอ่อนร้ายแรงที่ การบริหารนโยบายภายในประเทศ
สิ่งที่ทำได้ดีของเธอคือ การจัดการวิกฤต
เหตุกราดยิงมัสยิดไครสต์เชิร์ช (2019) เธอได้รับคำชมทั่วโลกจากการสวมฮิญาบไปปลอบขวัญผู้สูญเสีย และผลักดันกฎหมายแบนอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติได้สำเร็จภายในเวลาอันสั้น
โควิด-19 (ช่วงแรก) นโยบายปิดประเทศเร็ว ทำให้อัตราการเสียชีวิตต่ำมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก และเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วในช่วงปีแรก
และเธอทำให้ "นิวซีแลนด์" มีตัวตนในเวทีโลก ดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุนในแง่ Soft Power
สิ่งที่ล้มเหลว ได้แก่
• วิกฤตที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็น"แผลเป็น" ที่ใหญ่ที่สุด
ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น 40-50% ในช่วงที่เธอบริหาร ทำให้คนรุ่นใหม่หมดหวังในการมีบ้าน และเธอทำโครงการ KiwiBuild สัญญาว่าจะสร้างบ้านราคาถูก 100,000 หลังใน 10 ปี แต่ความจริง สร้างเสร็จจริงเพียง หลักพันต้นๆ (ประมาณ 1,300+ หลัง ในช่วงที่เธอลาออก)
อย่างไรก็ตาม ปัญหาวิกฤตที่อยู่อาศัยราคาสูงนี้ก็เกิดขึ้นในออสเตรเลียเช่นกัน และอาจจะมีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งกว่าในบางมิติด้วย
เมื่อราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น คนจึงต้องเช่า เมื่อคนแย่งกันเช่า ค่าเช่าก็พุ่งสูงขึ้น 20-30% ต่อปี ในบางพื้นที่ เป็นปัญหางูกินหาง
ความล้มเหลวเรื่องที่อยู่อาศัย ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมืองหญิงคนหนึ่ง แต่เป็น 'โรคร้ายของทุนนิยมเสรีในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ' ที่เน้นการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์มากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีที่อยู่อาศัย
• ปัญหาความแตกแยกทางสังคม: ทั้งนโยบายบังคับฉีดวัคซีน (โควิด) และนโยบายสิทธิชนเผ่าเมารี (Co-governance) สร้างความขัดแย้งรุนแรงในสังคมนิวซีแลนด์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดของรัฐบาลจาซินดา ไม่ใช่การ 'คิด' นโยบาย แต่คือการ 'ออกแบบกลไก‘
นโยบายสิทธิชนเผ่าเมารี (Co-governance) เป็นการพยายามทำตามสนธิสัญญาไวตางี (Waitangi) อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อให้ชาวเมารีมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
แต่ Co-governance ใช้กลไกบริหารที่ซับซ้อนและบิดเบี้ยวหลักการประชาธิปไตยสากล เพื่อตอบโจทย์ทางอุดมการณ์มากเกินไป จนละเลยประสิทธิภาพในการใช้งานจริง
ส่วนการที่คนฉีดวัคซีน ทำให้นิวซีแลนด์มีอัตราผู้เสียชีวิตต่อประชากรต่ำมาก และกลับมาใช้ชีวิตได้ (ในช่วงสั้นๆ ก่อนเปิดประเทศเต็มตัว) ทำให้ GDP นิวซีแลนด์ดีดตัวกลับแรงมากหลังล็อกดาวน์ครั้งแรก แต่เมื่อเชื้อกลายพันธุ์ที่รุนแรงน้อยลง การบังคับยังคงเข้มข้น ทำให้ภาคธุรกิจบริการและท่องเที่ยวฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นที่ผ่อนปรนเร็วกว่า
_______________________________________________
3. สภาพเศรษฐกิจ: พังเพราะเธอจริงหรือ?
จริงอยู่ที่เงินเฟ้อพุ่งสูง (7.2-7.3%) แต่เป็นทิศทางเดียวกับ สหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย อันเนื่องมาจาก Supply Chain โลกและสงครามยูเครน
หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นจริงจากการกู้เงินมาเยียวยาโควิด เพื่อไม่ให้คนตกงาน แต่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของนิวซีแลนด์ก็ยังถือว่า "ต่ำ" เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ที่ว่า หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นจริงจากการกู้เงินมาเยียวยาโควิด เพื่อไม่ให้คนตกงาน แต่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของนิวซีแลนด์ก็ยังถือว่า "ต่ำ" เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นจริงจากการกู้เงินมาเยียวยาโควิดนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลพล.อ.ประยุกต์และอีกหลายประเทศทั่วโลกซึ่งถือว่า หนี้แบบนี้คือกำไร หรือคือผลงานจากการแก้ปัญหา
หนี้โควิด ไม่ใช่ "ภาระ" แต่คือ "ค่าใช้จ่ายในการรักษาชีพ"
ในทางเศรษฐศาสตร์ การกู้เงินช่วงวิกฤตโรคระบาด ไม่ได้เรียกว่าการก่อหนี้เพื่อถลุงเล่น แต่เรียกว่า "นโยบายการคลังแบบสวนวัฏจักร“
ตรรกะคือ เมื่อเอกชนหยุดชะงัก (ล็อกดาวน์) รายได้หาย ถ้าขืนรัฐบาล "รัดเข็มขัด" ไม่ยอมกู้ ไม่ยอมจ่าย เศรษฐกิจจะ "หัวใจวาย" ทันที
ผลงานคือ การที่รัฐบาล (ทั้งลุงตู่ และจาซินดา) กู้เงินมาอัดฉีด (เยียวยา/คนละครึ่ง/Wage Subsidy) คือการ "ปั๊มหัวใจ" ให้ชีพจรเศรษฐกิจยังเต้นอยู่ เพื่อรอวันที่โควิดหาย จะได้ลุกขึ้นเดินต่อได้ทันที
ถ้าไม่กู้ ธุรกิจจะเจ๊งถาวร คนตกงานถาวร โครงสร้างสังคมพัง พอกลับมาเปิดประเทศ ก็ไม่มีเครื่องจักรเหลือให้เดินเครื่องแล้ว
ดังนั้น การกู้มาเยียวยา จึงถือเป็น "ผลงาน" (Achievement) ในการบริหารวิกฤตครับ ไม่ใช่ความผิดพลาด
_______________________________________________
เปรียบเทียบ รัฐบาลประยุทธ์ vs รัฐบาลจาซินดา (และทั่วโลก)
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแพทเทิร์นเดียวกันทั่วโลก
• จาซินดา (นิวซีแลนด์) กู้มาทำโครงการ Wage Subsidy Scheme จ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างแทนบริษัท เพื่อห้ามไม่ให้บริษัทไล่คนออก ผลลัพธ์คืออัตราการว่างงานต่ำมาก คนยังมีเงินซื้อข้าว
• ลุงตู่ กู้ 1 ล้านล้าน + 5 แสนล้าน มาทำ "คนละครึ่ง" "เราชนะ" และเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผลลัพธ์คือ จีดีพีไทยไม่ติดลบหนักเท่าที่ควรจะเป็น (ตอนต้มยำกุ้งหนักกว่านี้) และร้านค้ารายย่อยรอดตายมาได้เพราะโครงการคนละครึ่ง
• ทั่วโลก: สหรัฐฯ, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ "หนี้พุ่งกระฉูด" ทุกประเทศ
• ข้อเท็จจริง สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยและนิวซีแลนด์ แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ "บริหารจัดการได้" และยังถือว่า "ต่ำ" เมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่างญี่ปุ่น (200%+) หรือสหรัฐฯ (120%+)
_______________________________________________
นิยามคำว่า "กำไร" ในบริบทนี้
คำว่า "กำไร" อาจต้องขยายความว่า มันไม่ใช่กำไรที่เป็นตัวเงิน แต่เป็น "กำไรทางสังคมและความมั่นคง"
• รักษาฐานการผลิต: การที่โรงงานไม่เจ๊ง ร้านอาหารไม่ปิดถาวร คือกำไร เพราะเมื่อเปิดประเทศ เราพร้อมรับนักท่องเที่ยวทันที (ซึ่งไทยทำได้ดีมากในปี 2023-2024)
• ความสงบเรียบร้อย: ถ้าคนไม่มีข้าวกิน จะเกิดจลาจล การกู้เงินมาเยียวยาคือการซื้อความสงบสุขของบ้านเมือง
• Credit Rating: ทั้งไทยและนิวซีแลนด์ "ไม่ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ" จากสถาบันจัดอันดับโลก (เช่น Moody's, S&P) นี่คือใบรับรองความถูกต้องว่า การก่อหนี้นั้นสมเหตุสมผลและมีวินัย
_______________________________________________
บทสรุป
"การโจมตีเรื่อง 'หนี้สาธารณะ' โดยไม่ดูบริบทวิกฤตโลก คือการเล่นการเมืองที่ปราศจากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์
ทั้ง จาซินดา อาร์เดิร์น และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างใช้เครื่องมือทางการคลังเดียวกันในการปกป้องประชาชน ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็น 'สิ่งที่ต้องทำ' (Must-do)
หนี้ก้อนนี้จึงไม่ใช่ 'มรดกบาป' แต่เป็น 'ค่าใช้จ่ายในการรักษาชีวิตของชาติ' ที่แลกมาด้วยการที่ประเทศยังคงเดินหน้าต่อได้ในวันนี้"