Orthostagram Learning points from daily practice, consultation and social issues. Admin: Nattakul Yamprasert, MD (Dr. NTK)

แนวคิดในการรักษา mallet finger ที่มีลักษณะของ avulsion fracture (bony mallet) ในป้จจุบัน nonoperative treatment เป็นวิธี...
28/12/2025

แนวคิดในการรักษา mallet finger ที่มีลักษณะของ avulsion fracture (bony mallet) ในป้จจุบัน nonoperative treatment เป็นวิธีที่ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาน้อยกว่าการผ่าตัด ในขณะที่ผลการรักษาใกล้เคียงกัน

*หมายเหตุ เป็นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ของแพทย์เท่านั้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

Reference ในกล่อง comment

21/10/2025

📚 เมื่อการตัดสินใจเรื่องการดูแลผู้สูงอายุที่ไร้ความสามารถทางจิตใจกลายเป็นเรื่องซับซ้อน

บทเรียนจาก "Daughter from California Syndrome"

การตัดสินใจดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Incompetent Elderly) เช่น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะท้าย, เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและท้าทายมากสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งครอบครัว แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องทางการแพทย์ แต่ยังพัวพันกับมิติทางกฎหมาย เศรษฐกิจ และจริยธรรมด้วย

เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ครอบครัวจึงต้องทำหน้าที่เป็น "ตัวแทน" ในการตัดสินใจ แต่ถ้าสมาชิกในครอบครัวมีความคิดเห็นขัดแย้งกันเมื่อไหร่ การจัดการดูแลผู้ป่วยก็จะกลายเป็นเรื่องยากลำบาก และอาจเป็นอันตรายต่อการดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ

👉🏻 "The Daughter from California Syndrome"

คำว่า "The Daughter from California Syndrome" (หรือที่บางครั้งถูกเรียกว่า "The Daughter from Ontario Syndrome" หรือ "The Daughter from New York Syndrome" ในแคลิฟอร์เนีย) ถูกนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งในครอบครัวลักษณะหนึ่ง

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์แบบนี้ ลูกสาวผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ไม่ได้มาเยี่ยมแม่มานานหลายปี จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาที่แม่ที่ไร้ความสามารถกำลังจะต้องตัดสินใจเรื่องการรักษาที่สำคัญ

เมื่อเธอเห็นสภาพของแม่ เธอแสดงออกด้วยการปฏิเสธ (denial) อย่างรุนแรง พร้อมกับความโกรธและความขุ่นเคืองที่พุ่งเป้าไปที่ทีมแพทย์ เธอยอมรับสภาพแม่ไม่ได้ เรียกร้องให้มีการรักษาที่ลุกล้ำและไม่เหมาะสม รวมทั้งพยายามขัดขวางการจัดการดูแลผู้ป่วย

📝 กรณีศึกษา: นาง ม. กับความขัดแย้งของสองลูกสาว

นาง ม. อายุ 83 ปี เป็นม่าย มีประวัติเป็นโรคอัลไซเมอร์มา 5 ปี เธอได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากลูกสาวคนโตที่เกษียณอายุก่อนกำหนดและยังไม่ได้แต่งงาน

นาง ม. ถูกส่งไปสถานพยาบาลเมื่อ 6 เดือนก่อน เธอมีภาวะสมองเสื่อม จำลูกสาวไม่ได้ กลั้นปัสสาวะไม่ได้ และต้องได้รับการช่วยเหลือในการอาบน้ำ แต่งตัว และรับประทานอาหาร หลังจากกระดูกสะโพกหักและรับการผ่าตัด เธอกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องการคนช่วยยกตัวถึงสองคน

ลูกสาวคนโตได้พูดคุยกับทีมแพทย์และตัดสินใจเซ็นยินยอม "คำสั่งไม่ให้ปั๊มหัวใจ" (DNR - Do Not Resuscitate) และขอให้เน้นการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) เท่านั้น หากมีภาวะคุกคามชีวิตไม่ว่าจะกลับคืนได้หรือไม่ เธอเชื่อว่านี่คือสิ่งที่แม่ต้องการตามที่เคยคุยกันไว้

ทันทีที่ลูกสาวคนที่สองจากแคลิฟอร์เนียมาถึง เธอก็ตกใจกับสภาพของแม่ที่ทรุดโทรม เธอกล่าวหาพี่สาวว่าเอาแม่ไปไว้ในสถานพยาบาลเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน เธอสั่งให้ยกเลิกคำสั่ง DNR ทันที และให้รักษาแม่ทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตไว้ เธอถึงขั้นขู่ว่าจะฟ้องร้องโรงพยาบาลและบุคลากรทุกคนถ้าไม่ย้ายแม่ไปห้องไอซียู

ลูกสาวจากแคลิฟอร์เนียใช้อำนาจและคำขู่จนพี่สาวถูกข่มขู่ (intimidated) และยินยอมทำตาม โดยพี่สาวถึงกับเลิกมาเยี่ยมแม่ ทีมแพทย์จำเป็นต้องยกเลิกคำสั่ง DNR และรักษาผู้ป่วยตามที่ลูกสาวจากแคลิฟอร์เนียต้องการ

หลังจากลูกสาวจากแคลิฟอร์เนียกลับบ้าน พี่สาวก็กลับมาเยี่ยมแม่ และได้ยื่นคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรให้ "ยกเลิกการรักษาแบบเชิงรุก และกลับไปใช้คำสั่ง DNR และการดูแลแบบประคับประคอง" ดังเดิม นาง ม. เสียชีวิตใน 2 สัปดาห์ต่อมา (ลูกสาวจากแคลิฟอร์เนียไม่ได้มาร่วมงานศพ)

❌ ความเสียหายที่เกิดขึ้น

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การปฏิเสธ (denial) ความรู้สึกผิด (guilt) และความโกรธ (anger) ภายในครอบครัวสามารถบั่นทอนความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ ลูกสาวจากแคลิฟอร์เนียได้ทำลายแผนการดูแลที่ทีมแพทย์และลูกสาวคนโต (ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดและรู้ความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุด) ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างขึ้นมา

ทีมแพทย์ถูกกดดันให้ต้องทำสิ่งที่ขัดต่อวิจารณญาณที่ดีที่สุด (best judgment) ของตนเอง และต้องให้การรักษาที่ถูกมองว่า "ไร้ผลทางสรีรวิทยา" (physiologically futile) เพียงเพราะความหวาดกลัวการฟ้องร้อง

แนวทางในการตัดสินใจสำหรับผู้ป่วยที่ไร้ความสามารถ (hierarchy of decision making)

เพื่อลดความสับสนและความขัดแย้ง บทความนี้ได้นำเสนอ "ลำดับขั้นของการตัดสินใจ" ที่เป็นแนวทางปฏิบัติได้จริง ดังนี้

1️⃣ คำสั่งล่วงหน้าของผู้ป่วยต้องมาก่อน: ถ้าผู้ป่วยเคยทำหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ (advance directive) ไว้ ความต้องการนั้นจะต้องมีผลบังคับใช้ แม้ว่าครอบครัวจะมีความเห็นตรงกันข้ามก็ตาม

2️⃣ ปรึกษาครอบครัวตามลำดับความสำคัญ: ถ้าไม่มีคำสั่งล่วงหน้า ให้ปรึกษาหารือภายในครอบครัว โดยควรจัดลำดับอำนาจตัดสินใจตามลำดับนี้:
🔹คู่สมรส/คู่ชีวิต
🔹บุตร/ธิดา (ที่เป็นผู้ใหญ่)
🔹พี่น้อง
🔹สมาชิกครอบครัวอื่น ๆ

3️⃣ ศาลเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อความขัดแย้งไม่จบ: หากครอบครัวไม่สามารถบรรลุข้อสรุปได้ ควรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลแต่งตั้งผู้พิทักษ์ (guardian) มาทำหน้าที่ตัดสินใจแทนผู้ป่วย

4️⃣ ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพตัดสินใจแทน: ในกรณีที่ไม่มีใครสามารถพูดแทนผู้ป่วยได้เลย ทีมดูแลสุขภาพควรเข้ามารับบทบาทนั้น

💡 ข้อสรุป: ทำไม "คำสั่งล่วงหน้า" ถึงสำคัญ?

กรณีของ นาง ม. ตอกย้ำถึงคุณค่าของ "คำสั่งล่วงหน้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ" (advance directives)

หากนาง ม. ได้จัดทำเอกสารแสดงเจตนาของตนเองไว้ในขณะที่ยังสามารถตัดสินใจได้ (เช่น "living will" หรือการมอบอำนาจให้ผู้อื่นตัดสินใจแทน) คำขู่และข้อเรียกร้องของลูกสาวจากแคลิฟอร์เนียก็จะไม่สามารถมีผลได้

การวางแผนล่วงหน้าและจัดทำเอกสารที่ชัดเจนโดยผู้ป่วยในขณะที่ยังมีความสามารถ จะช่วยป้องกันความขัดแย้งรุนแรงในครอบครัว และช่วยให้ทีมแพทย์สามารถปฏิบัติตามความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ป่วยได้

🎯 Take Home Message:

การดูแลคนที่เรารักเป็นเรื่องยาก อย่ารอให้ถึงวิกฤต คุยกับครอบครัวและปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้า (advance care planning) วันนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลา ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลตามความต้องการและศักดิ์ศรีของเขาอย่างแท้จริง

#ผู้สูงอายุ #การตัดสินใจทางการแพทย์ #จริยธรรมทางการแพทย์

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงและสรุปจากงานวิจัย: Molloy, D. W., et al. (1991). Decision Making in the Incompetent Elderly: "The Daughter from California Syndrome." JAGS, 39:396-399.

11/10/2025

เวลาที่แขนผู้ป่วยถูกดามไม้ไว้ เหลือแต่นิ้วโป้งโผล่ออกมา สามารถตรวจ screening major nerve function ของมือได้ง่าย ๆ

27/07/2025
Dropped Head Syndrome (ภาวะคอตก): เมื่อพฤติกรรมยุคดิจิทัลส่งผลต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ – กรณีศึกษาและการวินิจฉัยใหม่---เรื...
19/05/2025

Dropped Head Syndrome (ภาวะคอตก): เมื่อพฤติกรรมยุคดิจิทัลส่งผลต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ – กรณีศึกษาและการวินิจฉัยใหม่

---

เรื่องราวที่น่าตกใจเกี่ยวกับ Dropped Head Syndrome (DHS) หรือภาวะคอตกในผู้ป่วยอายุน้อยได้ถูกเผยแพร่ในวารสารวิชาการและสื่อต่างๆ เมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นกรณีของผู้ป่วยชายวัย 25 ปี ซึ่งโดยปกติภาวะนี้มักพบในผู้สูงอายุ และมักเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (neuromuscular disorders) หรือการเปลี่ยนแปลงที่เสื่อมตามวัย

❓ภาวะ Dropped Head Syndrome (DHS) คืออะไร?

ภาวะ Dropped Head Syndrome หรือที่บางครั้งเรียกว่า Floppy Head Syndrome คือภาวะที่กล้ามเนื้อส่วนหลังคอที่ทำหน้าที่ในการเหยียดคอเกิดความอ่อนแรงอย่างรุนแรง (severe cervical extension muscle weakness) ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถยกศีรษะขึ้นได้ และมีลักษณะเด่นคือ คางชิดหน้าอก (chin-on-chest deformity) เมื่ออยู่ในท่ายืนหรือนั่งตัวตรง ปัญหาหลักที่ตามมาคือ การมองเห็นในแนวราบถูกจำกัด (horizontal gaze disturbance) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงานบ้านและการเดิน ในรายที่รุนแรง อาจมีปัญหาในการรับประทานอาหารด้วย

📌ลักษณะทั่วไปของ DHS คือความผิดปกติของกระดูกสันหลังส่วนคอที่มีภาวะหลังค่อม (cervical kyphosis) ร่วมด้วย แต่ความผิดปกตินี้สามารถแก้ไขได้เมื่อจัดท่าทาง เช่น เมื่อนอนหงาย (correctable in the supine position) เนื่องจากความไม่มั่นคงของคอส่วนใหญ่เกิดจากความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและเอ็น ไม่ใช่ความผิดปกติของกระดูกหรือข้อต่อโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมชนิดหลังค่อม (cervical spondylotic kyphosis) ที่มักมีการยึดติดและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดท่า

📝กรณีศึกษาที่น่าสนใจ: เกมเมอร์หนุ่มวัย 25 ปี

กรณีศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2023 และถูกนำเสนอในข่าว เป็นเรื่องราวของผู้ป่วยชายวัย 25 ปี ที่มีภาวะหลังค่อมที่คออย่างรุนแรง (severe cervical kyphosis) ร่วมกับภาวะคอตกแบบติดแข็ง (fixed dropped head syndrome) นอกจากนี้ยังมีอาการกลืนลำบาก (dysphagia) และภาวะไขสันหลังถูกกดทับ (myelopathy) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยในผู้ป่วยอายุน้อย

ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติแยกตัวออกจากสังคมหลังจากเผชิญกับการกลั่นแกล้ง และใช้เวลาหลายปีอยู่แต่ในห้อง โดยเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานมาก และมักก้มหน้ามองอุปกรณ์ด้วยท่าทางที่ผิดปกติ ผู้ป่วยมาพบแพทย์หลังจากมีอาการปวดคออย่างรุนแรงเป็นเวลา 6 เดือนและไม่สามารถยกศีรษะขึ้นได้ เขายังมีปัญหาในการกลืน ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงและน้ำหนักลดลง

แพทย์ผู้ดูแลระบุว่ากระดูกสันหลังส่วนคอของผู้ป่วยอยู่ในท่าเหยียดมากเกินไป (extremely extended) มีการบิดเบี้ยวและเคลื่อนออกจากแนวปกติ และมีเนื้อเยื่อแผลเป็นก่อตัวขึ้นในกระดูกสันหลังเมื่อเวลาผ่านไป

🕵🏻‍♂️สาเหตุที่น่าสงสัย:

จากกรณีนี้ แพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุของภาวะหลังค่อมและคอตกในผู้ป่วยอายุน้อยรายนี้ น่าจะเป็นผลรวมกันของความผิดปกติในการพัฒนาตั้งแต่เกิด (underlying developmental disorder) และพฤติกรรมการก้มคอเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่องขณะเล่นเกมบนสมาร์ทโฟน (habitual, long-term cervical flexion postures while engaging in smartphone games) ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักถึงอันตรายจากการใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งมีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้น

🏥การรักษาและผลลัพธ์:

เบื้องต้นแพทย์ได้พยายามใช้ปลอกคอ (collars) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยพยุงและทำให้ศีรษะมั่นคง แต่ผู้ป่วยมีอาการชา จึงต้องหยุดการรักษาด้วยวิธีนี้ จากนั้น แพทย์ได้ตัดสินใจทำการผ่าตัดแบบผสมผสานทั้งด้านหน้าและด้านหลังกระดูกสันหลังส่วนคอ (Combined anterior and posterior surgeries) โดยมีการตัดชิ้นส่วนเล็กๆ ของกระดูกสันหลังและเนื้อเยื่อแผลเป็นออกบางส่วน จากนั้นจึงใส่สกรูและเหล็กยึดเข้าไปในกระดูกคอเพื่อแก้ไขท่าทาง

หกเดือนหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถยกศีรษะและอยู่ในท่ามองตรงในแนวราบได้ง่ายขึ้น และจากการติดตามผลหนึ่งปี ปัญหาเรื่องการยกศีรษะและการกลืนก็ยังไม่กลับมาเป็นซ้ำ การผ่าตัดแบบผสมผสานทั้งด้านหน้าและด้านหลังนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดีและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างน่าทึ่ง

📚การวินิจฉัยและการประเมินภาวะ DHS จากมุมมองวิชาการ:

แม้ว่าภาวะ DHS ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดท่าจะเป็นลักษณะทั่วไป แต่การวินิจฉัยภาวะคอตกอาจทำได้ยากในบางกรณี เนื่องจากผู้ป่วยบางคนยังสามารถพยุงศีรษะให้อยู่ในแนวตรงได้ชั่วคราว

มีการพัฒนาวิธีการตรวจใหม่เพื่อช่วยในการวินิจฉัย INEM-DHS (Isolated Neck Extensor Myopathy - Dropped Head Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะคอตกที่เกิดจากกล้ามเนื้อเหยียดคออ่อนแรงโดยที่ไม่มีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้ออื่นร่วมด้วย วิธีการตรวจใหม่นี้เรียกว่า Prone position cervical extension test หรือ DHS test ซึ่งเป็นการประเมินการเหยียดคอในท่านอนคว่ำ โดยประกอบด้วย 3 ส่วน:

1.
Ceiling gazing test ในท่ายืน

2.
Horizontal gazing in “Sphinx prone position test” (ท่านอนคว่ำยกตัวขึ้นด้วยแขน)

3.
Horizontal gazing in “Hands and knees prone position test” (ท่าคลานเข่าและมือ)

การตรวจในท่านอนคว่ำมีความสำคัญเพราะช่วยประเมินกล้ามเนื้อเหยียดบริเวณส่วนคอต่อส่วนอก (cervico-thoracic junction) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลักที่รับผิดชอบภาวะคอตก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า DHS test มีความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ที่ดี โดยเฉพาะในท่า Hands and knees prone position test ซึ่งมีความไวถึง 91.0% และความจำเพาะ 100% ในการวินิจฉัย INEM-DHS ถือเป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่เป็นปรนัยที่มีประโยชน์

❗ภาวะคอตกแบบฉับพลัน (Sudden-onset DHS):

นอกเหนือจากกรณีของผู้ป่วยอายุน้อยที่น่าสนใจนี้ ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับภาวะคอตกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งกำหนดให้เป็นภาวะคางชิดหน้าอกที่ปรากฏขึ้นภายใน 3 วันนับตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกถึงความอ่อนแรงที่คอ ในการศึกษาหนึ่งพบผู้ป่วย DHS ชนิดฉับพลัน 8 ราย จากผู้ป่วย DHS ทั้งหมด 66 ราย (คิดเป็น 12.1%) ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ (6 ใน 8 ราย หรือ 75%) มีอาการดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบประคับประคอง (conservative treatment) เช่น การใช้ปลอกคอ และการทำกายภาพบำบัด อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดซ้ำ (recurrence rate) ค่อนข้างสูง (3 ใน 6 ราย หรือ 50% ของผู้ที่อาการดีขึ้น)

💊การรักษาแบบประคับประคองในช่วงแรกมีความสำคัญและอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ผู้ป่วยในกลุ่ม sudden-onset DHS ที่อาการไม่ดีขึ้นและต้องรับการผ่าตัด มีการเข้ารับการรักษาครั้งแรกที่ล่าช้ากว่ากลุ่มที่อาการดีขึ้น การผ่าตัดแบบผสมผสานด้านหน้าและด้านหลังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาแบบประคับประคอง

🩻จากผลการตรวจทางภาพถ่ายและพยาธิวิทยาในผู้ป่วย sudden-onset DHS พบความผิดปกติในช่วงเฉียบพลัน เช่น สัญญาณความเข้มสูงใน STIR MRI ที่กล้ามเนื้อเหยียดคอหรือช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลัง (interspinous space) ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสียหายของเนื้อเยื่ออ่อนและการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อจากความเสื่อม ในระยะเรื้อรังอาจพบช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังยืดออกและมี การสร้างหลอดเลือดใหม่ (angiogenesis) และการซ่อมแซมของกล้ามเนื้อที่อาจถูกแทนที่ด้วยเส้นใยคอลลาเจน

ภาวะ DHS ยังสามารถแบ่งตามแนวความสมดุลของกระดูกสันหลังโดยรวมได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิด C (หลังค่อมเฉพาะส่วนคอที่มีการชดเชยที่ส่วนอกและเอว) และชนิด D (หลังค่อมทั่วทั้งแนวสันหลังและเสียความสมดุลโดยรวม) การศึกษาพบว่าผู้ป่วย sudden-onset DHS ชนิด D มีแนวโน้มที่จะมีอาการกำเริบซ้ำได้ง่ายกว่า

📝สรุปและข้อควรระวัง:

Dropped Head Syndrome เป็นภาวะที่เกิดจากกล้ามเนื้อเหยียดคออ่อนแรงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดลักษณะคอตก คางชิดหน้าอก และปัญหาในการมองแนวราบ แม้ว่าส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ แต่กรณีศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าภาวะนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยอายุน้อย โดยอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมหรือการพัฒนาการร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานในท่าทางที่ไม่เหมาะสม

การตระหนักถึงภาวะนี้ในผู้ป่วยอายุน้อยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว โดยอาจใช้เครื่องมือใหม่ๆ เช่น DHS test และ การเริ่มการรักษาแต่เนิ่นๆ (early intervention) ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง (การใช้ปลอกคอ กายภาพบำบัด) หรือการผ่าตัดในรายที่มีอาการรุนแรงหรือซับซ้อน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพยากรณ์โรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น หลังค่อมรุนแรง กลืนลำบาก หรือไขสันหลังถูกกดทับ

แพทย์และประชาชนทั่วไปควรให้ความสำคัญกับสุขภาพของกระดูกสันหลังส่วนคอ และพึงระวังความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน

---

เอกสารอ้างอิง
1. https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0949265823002622
2. https://www.dailymail.co.uk/health/article-14710847/Smartphone-warning-gamer-develops-dropped-head-syndrome.html
3. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37105788/

Image source: https://www.dailymail.co.uk/health/article-14710847/Smartphone-warning-gamer-develops-dropped-head-syndrome.html

Camptodactyly: ภาวะข้อนิ้วงอแต่กำเนิดCamptodactyly เป็นภาวะผิดปกติแต่กำเนิดของมือที่พบได้ไม่บ่อย (น้อยกว่า 1% ของประชากร...
16/05/2025

Camptodactyly: ภาวะข้อนิ้วงอแต่กำเนิด

Camptodactyly เป็นภาวะผิดปกติแต่กำเนิดของมือที่พบได้ไม่บ่อย (น้อยกว่า 1% ของประชากร) มีลักษณะเด่นคือ ข้อนิ้วงอผิดรูป โดยเฉพาะที่ข้อต่อระหว่างกระดูกนิ้วส่วนต้นและส่วนกลาง (Proximal Interphalangeal Joint หรือ PIP joint) และส่วนใหญ่มักเกิดกับนิ้วก้อย

ภาวะนี้มักไม่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ และอาจมีการผิดรูปที่แย่ลงเรื่อยๆ โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจะมีอาการทั้งสองมือ (bilateral) แต่ความรุนแรงอาจไม่เท่ากัน ส่วนที่เหลือประมาณ 1 ใน 3 จะเป็นเพียงข้างเดียว (unilateral)

==
ทำไมถึงเกิด Camptodactyly?

แม้สาเหตุที่แน่ชัดจะยังเป็นที่ถกเถียงในวงการแพทย์ แต่โดยทั่วไปเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างที่พาดผ่านข้อ PIP joint ซึ่งประกอบด้วย:

- การเกาะของกล้ามเนื้อ Lumbrical ที่ผิดปกติ
- ความผิดปกติของเส้นเอ็น Flexor Digitorum Superficialis (FDS) เช่น เกาะผิดตำแหน่ง หรือมีความตึง/สั้นเกินไป
- การหดรั้งของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือด้านหน้า

หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทุติยภูมิ เช่น การยึดติดของเอ็นและโครงสร้างรอบข้อ และอาจส่งผลต่อกระดูกในระยะยาว

ในแง่พันธุกรรม ส่วนใหญ่ Camptodactyly เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว (sporadic) แต่บางกรณีอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal dominant และอาจพบร่วมกับกลุ่มอาการผิดปกติอื่นๆ กว่า 50 ภาวะ มีการพบความเชื่อมโยงกับการกลายพันธุ์ของยีน *PRG4* ในกลุ่มอาการ CACP (camptodactyly-arthropathy-coxa vara-pericarditis)

การจำแนกประเภท

Benson Classification แบ่ง Camptodactyly เป็น 3 ประเภทหลัก:

1. Type I (Infantile): พบในวัยทารก เฉพาะนิ้วก้อย พบในเพศชายและหญิงเท่ากัน (พบบ่อยที่สุด)
2. Type II (Adolescent): พบในวัยรุ่น โดยพบในเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย
3. Type III (Syndromic): การหดรั้งรุนแรง มีหลายนิ้วเกี่ยวข้อง ปรากฏตั้งแต่แรกเกิด มักเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการอื่นๆ

==
อาการและการตรวจพบ

ส่วนใหญ่ Camptodactyly มักไม่มีอาการปวดหรือความผิดปกติทางระบบประสาท อาการหลักคือ **การผิดรูปแบบงอของข้อ PIP joint ที่นิ้วก้อย** ซึ่งอาจเป็นแบบที่ยืดหยุ่นได้ (flexible) หรือตรึงอยู่กับที่ (fixed)

หากไม่ได้รับการรักษา อาการอาจแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความแข็งแรง การรับความรู้สึก และการไหลเวียนโลหิตมักปกติ

==
การวินิจฉัย

การวินิจฉัยส่วนใหญ่ทำได้จากการตรวจร่างกาย โดยการถ่ายภาพรังสีอาจช่วยเสริม:

- ระยะแรก: ภาพรังสีมักปกติ
- ระยะหลัง: อาจพบการเปลี่ยนแปลงของกระดูก เช่น การลดลงของความโค้งของหัวกระดูกนิ้วส่วนต้น (P1) และการเลื่อนหลุดไปทางฝ่ามือ

ภาพถ่ายรังสีด้านข้าง (lateral X-ray) ช่วยประเมินองศาการงอของข้อ PIP ได้

==
การรักษา

การรักษาแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก:

1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative)

ข้อบ่งชี้: เหมาะสำหรับเกือบทุกกรณี โดยเฉพาะการหดรั้งน้อยกว่า 30 องศา (บางการศึกษาแสดงว่าใช้ได้ผลกับการหดรั้ง 30-60 องศา)

วิธีการ:
- การยืดแบบ passive
- การใส่เฝือก (Splinting) แบบ static หรือ dynamic
- การทำกายภาพบำบัดมือ (Hand therapy)

ผลลัพธ์: ได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำประมาณ 5% หลังหยุดการรักษา

2. การรักษาแบบผ่าตัด (Surgical)

ข้อบ่งชี้:
- การหดรั้งรุนแรง (>60 องศา)
- ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์
- การผิดรูปที่แย่ลงเรื่อยๆ จนกระทบการใช้งาน

วิธีการ:
- การตัดเส้นเอ็น FDS บางส่วนหรือการย้ายเส้นเอ็น FDS
- การคลายเนื้อเยื่ออ่อนที่ตึงหรือยึดติด
- การตัดกระดูก (Osteotomy) ในกรณีรุนแรง
- การเชื่อมข้อ (Arthrodesis) ในกรณีรุนแรงมาก
- การปลูกถ่ายผิวหนัง หากมีการหดรั้งของผิวหนัง

ผลลัพธ์: มีความแปรปรวน และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่า เช่น การสูญเสียการงอ ข้อติดแข็ง และการหดรั้งที่แย่ลง

การดูแลหลังผ่าตัด: การใส่เฝือกและเริ่มการเคลื่อนไหวตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญต่อผลลัพธ์ที่ดี

==
ข้อควรรู้สำหรับแพทย์และผู้ป่วย

- การหดรั้งน้อยกว่า 30 องศา มักไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
- การหดรั้งมากกว่า 60 องศา อาจลดประสิทธิภาพการทำงานของมือ
- ยังไม่มี "gold standard" สำหรับการรักษา เนื่องจากความหลากหลายของอาการและข้อจำกัดในการศึกษาวิจัย
- การเข้าถึงการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญต่อผลลัพธ์ที่ดี

==
สรุป

Camptodactyly เป็นภาวะผิดปกติแต่กำเนิดที่พบไม่บ่อย แต่การวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญต่อการป้องกันการผิดรูปที่รุนแรงขึ้น การรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นแนวทางแรกในกรณีส่วนใหญ่ และการผ่าตัดจะพิจารณาในกรณีที่รุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์

สำหรับผู้ปกครองที่สังเกตเห็นลักษณะนิ้วงอผิดปกติในบุตรหลาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดทั้งด้านการใช้งานและความสวยงาม

(เอกสารอ้างอิงในกล่อง comment)

Image source: https://commons.m.wikimedia.org/wiki/File:Kamptodaktylie_01.jpg

---
*บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับคำแนะนำเฉพาะราย*

การวินิจฉัยอาการปวดข้อศอกด้านนอก (lateral elbow pain) ที่ควรรู้ การวินิจฉัยใช้อาการทางคลินิกเป็นหลัก ไม่ใช่การส่งตรวจภาพ...
12/05/2025

การวินิจฉัยอาการปวดข้อศอกด้านนอก (lateral elbow pain) ที่ควรรู้

การวินิจฉัยใช้อาการทางคลินิกเป็นหลัก ไม่ใช่การส่งตรวจภาพ!

ประวัติและอาการสำคัญ
- ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหรือแสบร้อนบริเวณข้อศอกด้านนอก
- อาการอาจร้าวลงไปตามแขนท่อนล่างหรือขึ้นไปถึงต้นแขน
- ปวดมากขึ้นเมื่อเหยียดข้อมือหรือบิดแขนท่อนล่าง (เช่น บิดผ้าเช็ดตัว)
- ผู้ป่วยมักบ่นว่ากำมือได้ไม่แน่นและยกของไม่ค่อยมีแรง

การตรวจร่างกายที่สำคัญ
- จุดกดเจ็บชัดเจนที่บริเวณ lateral epicondyle โดยเฉพาะจุดเกาะของกล้ามเนื้อ ECRB
- ปวดมากขึ้นเมื่อเหยียดข้อมือหรือนิ้วกลางโดยต้านแรง
- การวัด pain-free grip strength (ความแข็งแรงในการกำมือที่ไม่มีอาการปวด) เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำสูง

❗อย่าลืมวินิจฉัยแยกโรค! บางทีอาจไม่ใช่แค่ "tennis elbow"

หลายครั้งที่เจอผู้ป่วยปวดข้อศอกด้านนอกแล้วรีบสรุปว่าเป็น "tennis elbow" ทันที แต่อย่าลืมว่ามีโรคอื่นๆ อีกมากที่มีอาการคล้ายกัน เช่น:

- การกดทับเส้นประสาทที่คอ (cervical radiculopathy)
- ข้อไหล่ติด (frozen shoulder)
- การกดทับของเส้นประสาทเรเดียล (radial tunnel syndrome)
- ความไม่มั่นคงของข้อศอกด้านหลัง-ด้านนอก (posterolateral elbow instability)
- ข้อเสื่อม/ข้ออักเสบต่าง ๆ
- Low grade infection

เกร็ดความรู้: เบาะแสที่บ่งชี้ว่าอาจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอายุน้อย (≤30 ปี), มีประวัติการบาดเจ็บ, ข้อศอกบวม หรือผ่านการฉีดสเตียรอยด์มาแล้วหลายครั้ง

⚠️ การส่งตรวจ imaging: จำเป็นน้อยกว่าที่คิด

การตรวจทางรังสีวิทยาช่วยในการวินิจฉัยได้ "น้อยมาก" แต่อาจพิจารณาส่งในกรณีต่อไปนี้:
- ต้องการวินิจฉัยแยกโรคที่เฉพาะเจาะจง
- ประเมินสภาพภายในข้อเพื่อวางแผนผ่าตัด
- ต้องการตรวจหาสาเหตุอื่นของอาการปวด

ทางเลือกในการตรวจภาพ:
- อัลตราซาวด์: ตรวจเยื่อบุข้อพับ (plica) และประเมินเส้นเอ็นได้แบบ real-time
- CT scan: ดูความเสื่อมในข้อ หรือกระดูกร้าวจากการใช้งานหนัก
- MRI: เหมาะสำหรับกรณีที่วินิจฉัยไม่ชัดเจน สามารถเห็นพยาธิสภาพภายในข้อได้ละเอียด

ศัพท์ทางการแพทย์ที่ควรรู้

ในวงการแพทย์มีการใช้คำที่หลากหลายสำหรับอาการปวดข้อศอกด้านนอก:
- "Lateral epicondylitis" (51.6%)
- "Tennis elbow" (28.1%)
- "Lateral epicondylalgia" (9.4%)

ปัจจุบันมีแนวโน้มเสนอให้ใช้คำว่า "lateral elbow disorders (LEDs)" เพื่อให้ครอบคลุมกว่าเดิม

สรุป

การวินิจฉัยที่ถูกต้องเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด การตรวจทางคลินิกสำคัญที่สุด และอย่าลืมพิจารณาโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน การส่งตรวจภาพควรทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

เอกสารอ่านเพิ่มเติมในคอมเมนต์

"ฝากมือไว้กับข้อเท้า" - เทคนิคสุดล้ำจากจีนที่ช่วยต่อชีวิตให้มือที่ถูกตัดขาด เคยมีคนส่งลิงก์ข่าวให้คุณดูไหมว่า "หมอจีนต่อ...
10/05/2025

"ฝากมือไว้กับข้อเท้า" - เทคนิคสุดล้ำจากจีนที่ช่วยต่อชีวิตให้มือที่ถูกตัดขาด

เคยมีคนส่งลิงก์ข่าวให้คุณดูไหมว่า "หมอจีนต่อมือคนไข้ไว้ที่ข้อเท้า" แล้วคุณอาจคิดว่า "อย่ามาหลอกกันเลย!"

รู้ไหมครับ... นี่ไม่ใช่ข่าวลวงหรือนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นจริงและกำลังสร้างความหวังให้กับผู้ป่วยที่สูญเสียมือจากอุบัติเหตุ

ทำไมต้องต่อมือไว้ที่ข้อเท้า? มันฟังดูแปลกและเกินจริงไปไหม?

หลายคนอาจสงสัยว่า "ทำไมไม่ต่อมือกลับไปที่แขนเลย?" คำตอบคือ ในกรณีอุบัติเหตุรุนแรง บางครั้งแขนของผู้ป่วยอาจเสียหายมากเกินกว่าจะต่อมือกลับได้ทันที
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ระยะเวลาที่หวังผลได้จากอวัยวะถูกตัดขาด แม้จะแช่เย็นไว้ดีแค่ไหน หากทิ้งไว้นานเกิน 4-6 ชั่วโมง เซลล์จะเริ่มตายอย่างถาวร ทำให้มือที่ถูกตัดขาดนั้นไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก

นี่คือเหตุผลที่ศัลยแพทย์จีนคิดค้น "การปลูกถ่ายชั่วคราว" โดย:
1. เย็บต่อหลอดเลือดของมือเข้ากับหลอดเลือดบริเวณข้อเท้า
2. ให้ระบบไหลเวียนเลือดที่ขาคอยหล่อเลี้ยงมือไว้ชั่วคราว
3. รอจนกว่าแขนจะได้รับการรักษาและพร้อมสำหรับการต่อมือกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม

---
กรณีศึกษาที่น่าทึ่ง: เมื่อความเป็นไปไม่ได้กลายเป็นความหวัง

กรณีของเสี่ยวเว่ย (Xiao Wei)
เรื่องราวของคนงานโรงงานชาวจีนที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุจนมือขวาถูกตัดขาดในปี 2013 แพทย์พบว่าแขนของเขาเสียหายมาก จึงตัดสินใจเย็บมือไว้ที่ข้อเท้าของเขาเอง
เสี่ยวเว่ยต้องใช้ชีวิตกับ "มือที่ฝากไว้กับข้อเท้า" นานถึง 35 วัน ก่อนที่ทีมแพทย์จะผ่าตัดย้ายมือกลับมาต่อที่แขนเดิม เมื่อบาดแผลที่แขนหายดีแล้ว

กรณีของคุณโจว (Mr. Zhou)
คุณโจวเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จ หลังจากมือถูกปลูกถ่ายไว้ที่ข้อเท้าราว 1 เดือน แพทย์จึงย้ายมือกลับไปยังแขนเดิม จากนั้นเขาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพอันยาวนาน
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความมหัศจรรย์นี้

---
เทคนิคนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความก้าวหน้าของ จุลศัลยกรรม (Microsurgery) ซึ่งเป็นการผ่าตัดภายใต้กล้องจุลทรรศน์ที่ช่วยให้แพทย์สามารถ:

• เชื่อมต่อหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร

• ต่อเส้นประสาทขนาดจิ๋วได้อย่างแม่นยำ

• รักษาโครงสร้างของเนื้อเยื่อขนาดเล็กไว้ได้อย่างสมบูรณ์

พูดง่ายๆ คือ แพทย์ต้องต่อหลอดเลือดและเส้นประสาทที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นด้ายเย็บผ้าทั่วไป เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมือที่ถูกตัดขาดได้!

---
ข้อเท็จจริงที่ควรรู้

1. ความแข็งแกร่งทางจิตใจสำคัญมาก: ผู้ป่วยต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง เพราะการเห็นมือตัวเองงอกออกมาจากข้อเท้า ไม่ใช่เรื่องที่ใครก็รับได้

2. ไม่ได้กลับมา 100%: แม้การต่อมือจะสำเร็จ แต่การฟื้นฟูให้มือกลับมาใช้งานได้ต้องใช้เวลานาน และส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ทั้งหมด

3. อัตราความสำเร็จไม่แน่นอน: ความสำเร็จขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุของผู้ป่วย ระยะเวลาที่มือถูกตัดขาด ความเสียหายของเนื้อเยื่อ และทักษะของทีมศัลยแพทย์

---
เทคนิคนี้แพร่หลายแค่ไหน?

แม้จะเป็นเทคนิคที่น่าทึ่ง แต่การปลูกถ่ายมือไว้ที่ข้อเท้ายังถือเป็นหัตถการที่หายากและล้ำหน้า ส่วนใหญ่รายงานความสำเร็จมาจากประเทศจีน โดยเฉพาะโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ จงซาน (Shanghai Zhongshan Hospital)

สำหรับในประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ยังไม่มีรายงานการใช้เทคนิคนี้อย่างเป็นทางการ แต่มีการใช้แนวคิดใกล้เคียงกันในกรณีอื่นๆ เช่น:

• การสร้างจมูกใหม่บนหน้าผากของผู้ป่วย
• การปลูกถ่ายใบหน้าบางส่วนไว้บนหน้าอกชั่วคราว
มองไปข้างหน้า: อนาคตของการปลูกถ่ายอวัยวะ

---
เทคนิค "ฝากมือไว้กับข้อเท้า" นี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของนวัตกรรมทางการแพทย์ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในอนาคต เราอาจเห็นการพัฒนาเทคนิคที่ล้ำสมัยมากขึ้นไปอีก เช่น:

• การพิมพ์อวัยวะ 3 มิติที่ใช้เซลล์ของผู้ป่วยเอง
• การสร้าง "อวัยวะไซบอร์ก" ที่ผสมผสานระหว่างเนื้อเยื่อมนุษย์และเทคโนโลยีหุ่นยนต์
• ระบบประสาทเทียมที่สามารถเชื่อมต่อกับสมองได้โดยตรง

---
สรุป: เมื่อความสิ้นหวังกลายเป็นโอกาสครั้งที่สอง

การปลูกถ่ายมือไว้ที่ข้อเท้าอาจดูเหมือนฉากในหนังไซไฟ แต่สำหรับผู้ที่สูญเสียมือจากอุบัติเหตุ เทคนิคนี้คือความหวังที่จะได้มือกลับคืนมา

แม้จะเป็นเทคนิคที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และต้องการความเชี่ยวชาญระดับสูง แต่มันคือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อความคิดสร้างสรรค์ทางการแพทย์มาบรรจบกับความกล้าหาญของผู้ป่วย สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ก็อาจกลายเป็นความเป็นจริงได้

ถ้าวันหนึ่งคุณเห็นข่าว "หมอจีนต่อมือไว้ที่ข้อเท้า" อีกครั้ง อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นข่าวปลอม เพราะในโลกของการแพทย์สมัยใหม่ บางครั้งความจริงก็น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านิยาย!

Source:
1. https://daily.jstor.org/hand-to-ankle-grafting-technique/
2. https://www.iflscience.com/man%E2%80%99s-hand-grafted-his-foot-transplant-23755
3. https://edition.cnn.com/2015/07/24/health/severed-hand
4. https://youtu.be/-rOoRxpVfP4?si=xBiTEqwSlQKoDRB1

Image source: https://daily.jstor.org/hand-to-ankle-grafting-technique/

เมื่อร่างกายสร้างกระดูกในที่ที่ไม่ควรมี!โรคที่แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีผลกระทบรุนแรงต่อผู้ป่วย นั่นคือ Fibrodysplasia Ossific...
09/05/2025

เมื่อร่างกายสร้างกระดูกในที่ที่ไม่ควรมี!

โรคที่แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีผลกระทบรุนแรงต่อผู้ป่วย นั่นคือ Fibrodysplasia Ossificans Progressiva (FOP) หรือ Stone Man Disease

FOP คืออะไร?

FOP เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หายากมาก ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ เอ็น (ligament) และเส้นเอ็น (tendon) ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกระดูก ในตำแหน่งที่ไม่ควรมีกระดูก (เรียกว่า heterotopic ossification)

ลองจินตนาการว่าเหมือนร่างกายของคุณมี "สวิตช์" ที่ควบคุมการสร้างกระดูก แต่ในผู้ป่วย FOP สวิตช์นี้ติดค้างในตำแหน่ง "เปิด" ตลอดเวลา ทำให้เกิดการสร้างกระดูกมากเกินไปและในตำแหน่งที่ผิด

==
สาเหตุของ FOP

FOP เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ACVR1 (หรือ ALK2) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก

การกลายพันธุ์นี้ทำให้ตัวรับ ALK2 ทำงานผิดปกติ โดยมันจะถูกกระตุ้นมากเกินไป ทำให้เกิดการส่งสัญญาณผิดปกติใน Bone Morphogenetic Protein (BMP) pathway ซึ่งเป็นเส้นทางการส่งสัญญาณที่ควบคุมการสร้างกระดูก

ที่น่าสนใจคือ ในคนส่วนใหญ่ที่เป็น FOP การกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ แต่หากผู้ป่วย FOP มีลูก ลูกจะมีโอกาส 50% ที่จะเป็นโรคนี้ด้วย (เพราะเป็นการถ่ายทอดแบบ autosomal dominant)

==
อาการของ FOP

สัญญาณแรก - นิ้วหัวแม่เท้าผิดปกติ

สัญญาณเตือนแรกของ FOP ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ความผิดปกติของนิ้วหัวแม่เท้าตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งพบในผู้ป่วยมากกว่า 90% โดยนิ้วหัวแม่เท้าอาจสั้นกว่าปกติ หรือมีรูปร่างผิดปกติ

==
การเกิด "flare-ups"

เมื่อเด็กอายุประมาณ 5-10 ปี มักจะเริ่มมีอาการที่เรียกว่า "flare-ups" ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเยื่ออ่อนเกิดการอักเสบ บวม และเจ็บปวด โดย flare-ups นี้อาจเกิดขึ้นเองหรือถูกกระตุ้นโดยการบาดเจ็บเล็กน้อย การฉีดวัคซีน หรือการเป็นไข้

หลังจาก flare-ups ผ่านไป บริเวณที่อักเสบจะค่อยๆ แข็งตัวและกลายเป็นกระดูก ซึ่งจะไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้

==
การลุกลามของโรค

โรค FOP มีรูปแบบการลุกลามที่ค่อนข้างคาดเดาได้:
- จากส่วนบนของร่างกายลงสู่ส่วนล่าง
- จากส่วนใกล้ลำตัวไปสู่ส่วนปลาย
- จากด้านหลังไปด้านหน้า

ดังนั้น ผู้ป่วยมักจะมีปัญหาที่คอ กระดูกสันหลัง และไหล่ก่อน แล้วจึงลามไปยังข้อศอก สะโพก เข่า และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

เมื่อโรคดำเนินไป การเคลื่อนไหวจะถูกจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผู้ป่วยจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

==
การวินิจฉัย FOP

การวินิจฉัย FOP มักล่าช้าหรือผิดพลาดบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก (ประมาณ 1 ใน 1-2 ล้านคน)

หลายครั้งที่ผู้ป่วยถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคมะเร็งหรือโรคอื่นๆ และได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม เช่น การผ่าตัดเพื่อตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งกลับยิ่งทำให้อาการแย่ลง

การวินิจฉัยที่ถูกต้องทำได้โดย:
- การตรวจทางพันธุกรรม เพื่อหาการกลายพันธุ์ในยีน ACVR1/ALK2
- การตรวจทางรังสีวิทยา เช่น X-ray, CT scan หรือ MRI เพื่อดูการสร้างกระดูกผิดปกติ
- การสังเกตลักษณะทางคลินิก โดยเฉพาะความผิดปกติของนิ้วหัวแม่เท้า

==
การรักษาและการจัดการ FOP

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษา FOP ให้หายขาด การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและชะลอการดำเนินของโรค

==
สิ่งที่ควรทำ:
- ใช้ corticosteroids ระยะสั้นเมื่อมี flare-ups
- ใช้ยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs หรือ COX-2 inhibitors เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
- ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อในปริมาณน้อยเมื่อมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก
- หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ

==
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง:
- การผ่าตัดใดๆ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูกเพิ่มเติม
- การฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ (ควรฉีดใต้ผิวหนังแทน)
- การตรวจทางการแพทย์ที่รุกล้ำร่างกาย
- กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

==
ความหวังในการรักษา

แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการรักษาที่สมบูรณ์ แต่มีงานวิจัยที่น่าสนใจกำลังดำเนินอยู่:

1. Palovarotene (Sohonos) - ยา retinoic acid receptor gamma agonist ที่ได้รับการอนุมัติสำหรับการรักษา FOP
2. Anti-activin A antibodies - ยาภูมิคุ้มกันที่มุ่งเป้าไปที่โปรตีน activin A ซึ่งกระตุ้นการสร้างกระดูกในผู้ป่วย FOP
3. Saracatinib - ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ tyrosine kinase ซึ่งมีบทบาทในการส่งสัญญาณที่ผิดปกติ
4. Rapamycin - ยาที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการสร้างกระดูก

==
การใช้ชีวิตกับ FOP

ผู้ป่วย FOP ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย แต่ด้วยการดูแลที่เหมาะสมและการสนับสนุนจากครอบครัว แพทย์ และชุมชน พวกเขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

การปรับตัวกับความพิการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจรวมถึง:
- การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ
- การปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- การได้รับการช่วยเหลือด้านจิตใจและอารมณ์

==
สรุป

FOP เป็นโรคหายากที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ก็มีงานวิจัยที่น่าสนใจและให้ความหวังมากมาย

References:
1. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK576373/
2. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/24476-fibrodysplasia-ossificans-progressiva

Image source: https://www.deviantart.com/atirum/art/Fibrodysplasia-Ossificans-Progressiva-431490712

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Orthostagramผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์