Phrae Space ”พื้นที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อขับเคลื่อนเมืองแพร่“

A space for driving Phrae Province forward through insightful news and information.

🔻แนะนำกิจกรรม ”แพร่เพื่อเด็ก“ กิจกรรมดีดีจาก Mappa
12/05/2026

🔻แนะนำกิจกรรม ”แพร่เพื่อเด็ก“ กิจกรรมดีดีจาก Mappa

🫶 ชาวแพร่พร้อมไหม ✨
📍📣 PR Activity : ปักหมุดพิกัดแรก ! “แพร่เพื่อเด็ก”
ประเดิมเทศกาลสร้างสรรค์ระดับประเทศที่ยกขบวนไป 11 จังหวัด ในเทศกาลเพื่อเด็ก : Thailand For Children 2569
สร้าง SELF ให้แข็งแรงพร้อมรับมือโลกผันผวน
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569
⏰ เวลา: 09.00 - 19.00 น.
📍 สวนรุกขชาติเชตวัน (บ้านเขียว) จังหวัดแพร่
👉 เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
สนับสนุนโดย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth
พบกับเทศกาลสร้างสรรค์เพื่อรอยยิ้มและอนาคตของลูกหลาน เริ่มต้นที่จังหวัดแพร่ ประเดิมที่แรกในประเทศไทย ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สีเขียว (ของบ้านเขียว) ให้กลายเป็นนิเวศแห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน
และเพราะสร้างเด็กที่แข็งแรง ง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย
ครั้งนี้ สสส. และ Mappa จึงเดินทางมาพร้อมความรู้แน่น ๆ เครื่องมือจัดเต็ม ลานเล่นไร้ขอบเขต และนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะเด็กและผู้ดูแลเอาไว้มากมาย
🌟 ไฮไลต์กิจกรรมที่ห้ามพลาด:
✅ โซนเลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน: เพราะเด็กหนึ่งคนเติบโตด้วยมือของทุกคน ชวนชาวแพร่มาร่วมเป็น "สภาพแวดล้อมที่ดี" ให้เด็กๆ ด้วยการร่วมโหวตนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนเมืองที่น่าอยู่สำหรับเด็กไปด้วยกัน
✅ โซนนวัตกรรมสำหรับเด็กและผู้ดูแล: พบกับ 20+ นวัตกรรมสุดล้ำจาก สำนัก 4 สสส. ที่คัดสรรมาให้คุณพ่อคุณแม่และคุณครูเลือก "ช้อปปิ้งไอเดีย" การเลี้ยงดูเด็ก ตั้งแต่ช่วงวัย 0-18 ปี
✅ Food and Fit สร้างชีวิตให้สตรอง: ชวนเด็กๆ และผู้ปกครองมาเรียนรู้การสร้างสุขภาวะที่ดีผ่านกิจกรรมสนุกๆ จาก ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่เบิกบาน
✅ นิทรรศการสร้างเด็กที่แข็งแรงง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย: เรียนรู้วิธีสร้างตัวตนที่แข็งแรง เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันให้เด็กๆ พร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงในโลกที่ผันผวน พร้อมยุทธศาสตร์ 7+1 จาก สสส.
✅ ลานเล่น และ Playranger (อาสาสร้างลานเล่น): พื้นที่ปล่อยพลังแห่งการเล่นสำหรับเด็กทุกช่วงวัย และกิจกรรมพิเศษที่จะชวนผู้ใหญ่ย้อนวัยมาเป็น "อาสาสร้างลานเล่น" ช่วยกันทำของเล่นส่งต่อให้เด็กๆ ใน 5 ชุมชน จังหวัดแพร่
✅ อ่านสร้างสายสัมพันธ์: พื้นที่เพียง 1 ตารางเมตร ผู้ใหญ่ 1 คน เด็ก 1 คน และนิทาน 1 เล่ม ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้าง SELF และสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงให้กับเด็ก ๆ
✅ โซนใจ-ใจ: พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการ "รับฟัง" ชวนกันมาดูแลสุขภาพใจและสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้กันและกัน
✅ เวทีเสวนา “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน”: ร่วมพูดคุยเรื่องความสำคัญของ SELF และบทบาทของผู้ใหญ่ ที่จะช่วยประคองเมล็ดพันธุ์นี้ให้เติบโตอย่างมั่นคงในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง
✅ พร้อมขนทัพความสนุกสนานบนเวทีแบบจัดเต็ม:
🎉 MINI Concert จาก Banjo Man: โชว์ดนตรีมีเอกลักษณ์จากสองศิลปินวัยเก๋าเมืองแพร่
🎉 Magic Show: การแสดงมายากลสุดว้าวที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ก็สนุกไม่แพ้กัน
🎉 พิเศษสุด JAZZ Concert จากวง Jetttakeoff: ดื่มด่ำบทเพลงแจ๊สคุณภาพ ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลล์ในสวนรุกขชาติ
🎉 การแสดงจากเด็กและเยาวชนในจังหวัดแพร่
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่น่าอยู่เพื่อเด็กๆ
เริ่มต้นที่เมืองแพร่ไปด้วยกัน!
#โลเคิลซะเป้ดท้องถิ่นซะป๊ะ #แพร่ #สสส #สำนัก4สสส #พลังโจ๋ #เทศบาลเมืองแพร่ #พมจแพร่
#เทศกาลเพื่อเด็ก #แพร่เพื่อเด็ก
#สร้างเด็กที่แข็งแรงง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย #ยุทธศาสตร์7บวก1

🔻เปิดตัวเครือข่าย “ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่”
12/05/2026

🔻เปิดตัวเครือข่าย “ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่”

ถึงเวลา #ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่กระดาษที่วางอยู่บนพาน แต่คือกติกาชีวิต และเส้นทางสู่อนาคตที่ต้องมี “คนเหนือ” อยู่ในสมการ
ย้อนกลับไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ประชาชนกว่า 21.6 ล้านเสียง จากผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศกว่า 52 ล้านคน เห็นตรงกันว่า “ประเทศไทยต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
ในจำนวนนั้น มีเสียงของคนเหนือราว 3.5 ล้านเสียง ที่ร่วมเปิดประตูบานแรกสู่อนาคตที่ประชาชนควรได้ร่วมกันเขียนด้วยตนเอง
แต่จนถึงวันนี้ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กลับยังไม่มีความชัดเจน ทั้งทิศทาง เนื้อหา และรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ยังสะท้อนแนวโน้มความล่าช้า หลังคณะรัฐมนตรีมีมติไม่นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ค้างอยู่ก่อนยุบสภากลับมาพิจารณาต่อ
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าเสียงของประชาชนสูญเปล่า ตรงกันข้าม 21.6 ล้านเสียงจากการลงประชามติยังคงเป็นฉันทามติทางการเมืองที่ทรงพลัง และจะยังคงเป็นฐานสำคัญในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป
การชะลอครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบ หากแต่อาจเป็นโอกาสให้สังคมไทยได้ออกแบบกระบวนการที่ดีกว่าเดิม กระบวนการที่เปิดทางให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง และเปิดพื้นที่ให้ทุกภูมิภาคมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่แน่นอน เครือข่ายประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ D’Conner ซึ่งประกอบด้วยภาคประชาชนจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้รวมตัวกันเพื่อยืนยันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นประชาธิปไตย โปร่งใส และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
D’Conner คือการรวมตัวของผู้คนหลากหลาย ทั้งแม่ค้าขายข้าวแกง กะเทย กะเหรี่ยง คนทำงานการเมือง คนพิการ นักศึกษาพลัดถิ่น ชนเผ่าพื้นเมือง และผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ
พวกเราคือคนธรรมดาที่อยากเห็นสังคมเป็นธรรม สังคมที่ทุกคน ไม่ว่าจะมีเพศ เชื้อชาติ ฐานะ หรือภูมิลำเนาแบบใด สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้
ภารกิจของเราไม่ใช่เพียงทำให้คนเหนือเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญสำคัญอย่างไร แต่คือการส่งเสียงจาก 17 จังหวัดภาคเหนือที่เผชิญปัญหาเดิมซ้ำๆ ทั้งฝุ่นควัน ความเหลื่อมล้ำ ปากท้อง ที่ดินทำกิน และการรวมศูนย์อำนาจ
เรายืนยันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีคนเหนืออยู่ในสมการ
ต้องไม่เลือกปฏิบัติ
ต้องไม่ตีตราอัตลักษณ์
และต้องไม่ผลักไสใครออกไปจากอนาคตของประเทศนี้
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ควรถูกเขียนขึ้นเพื่อรักษาอำนาจของคนบางกลุ่ม แต่ต้องเป็นกติกาที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนทุกคน
การรวมตัวครั้งนี้คือการประกาศต่อผู้มีอำนาจว่า พื้นที่ทางการเมืองไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของประชาชนตัวเล็กตัวน้อย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
และหนึ่งในนั้นคือประชาชนคนเหนือทั้ง 17 จังหวัด

#ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่

10/05/2026
🔻ชวนอ่าน เส้นทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการถือครองฉโนดชุมชนของประชาชน ที่พึ่งถูกยกเลิกโดยรัฐบาลอนุทิน
08/05/2026

🔻ชวนอ่าน เส้นทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการถือครองฉโนดชุมชนของประชาชน ที่พึ่งถูกยกเลิกโดยรัฐบาลอนุทิน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ได้มี ราชกิจจานุเบกษา ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ.2569 โดย ข้อที่ 2 (8)(9) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 โดยใช้เวลาเพียง 2 วัน หลังจากมีมติ ครม. ราชกิจจานุเบกษา นี้สวนทางกับกับการเจรจาระหว่าง ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กับรัฐบาลผ่านการหารือร่วมกับ รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ก็รับเรื่องที่เรายืนยันให้เดินหน้าโฉนดชุมชน และรองนายกรัฐมนตรีคนเดิมก็จะเปิดให้เราได้เข้าหารืออีกครั้งในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคมนี้ แต่จากสถานการณ์ข้างต้น ทำให้เส้นทางการผลักดันนโยบายถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมากจากประชาชนที่ใช้แนวทางการบริหารจัดการที่ดินด้วยรูปแบบโฉนดชุมชน จนนำไปสู่การรวมตัวชุมนุมเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ศาลากลางจังหวัด ในหลายจังหวัด ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2569

รัฐบาลให้เหตุผลของการยกเลิก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการมีโฉนดชุมชน ว่าเป็นกฎหมายที่มีความทับซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว วันนี้ Land Watch Thai จึงอยากชวนมาทำความรู้จัก โฉนดชุมชนเพิ่มมากขึ้น ผ่านพัฒนาการของโฉนดชุมชนที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการนำเสนอการพัฒนาทางเลือกที่ผ่านมาทุกยุคสมัย ในหลายรัฐบาล และยังคงมีชุมชนยืนหยัดในการเรียกร้องมาจนถึงปัจจุบัน

เส้นทาง “โฉนดชุมชน

ปี 2540 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติสิทธิชุมชนเป็นครั้งแรก

ปี 2549 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อนำเสนอ

นโยบายโฉนดชุมชนต่อรัฐบาล โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุมทั้งหมด 27 จังหวัด ที่มาจากการรวมตัวกันขององค์กรเครือข่าย ที่ขับเคลื่อนปัญหาด้านที่ดินในระดับภูมิภาค 6 เครือข่าย

ปี 2550 “สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร” ได้ถูกพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในการจัดการที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบโฉนดชุมชน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 66 และมาตรา 67 ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชน และ ตรา 85 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง โดยการปฏิรูปที่ดิน

ปี 2553 “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส. หรือ P-MOVE)” เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนโฉนดชุมชน และการกระจายการถือครองที่ดินแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน รัฐบาลได้มีการจัดตั้ง “สำนักงานโฉนดชุมชน” ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2553 และดำเนินการจัดให้มีโฉนดชุมชนโดยอาศัยกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้อำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยมีการแก้ไขระเบียบเพิ่มเติมในปี 2555

ปี 2557 ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 – 2557 ได้มีการอนุมัติให้จัดที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนเพียง 4 ชุมชนเท่านั้น ได้แก่

(1) ชุมชนบ้านคลองโยง จังหวัดนครปฐม ในนามสหกรณ์บ้านคลองโยง จำกัด จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 1,803-0-31 ไร่
(2) ชุมชนบ้านแม่อาว จังหวัดลำพูน ในนามสหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง จำกัด เนื้อที่ 142-0-80 ไร่
(3) ชุมชนบ้านใหม่ป่าฝาง (ไร่ดง) จังหวัดลำพูน ในนามสหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง จำกัด เนื้อที่ 150-3-44 ไร่
(4) โฉนดชุมชนพระธาตุขิงแกง จังหวัดพะเยา เนื้อที่ 50-0-0 ไร่

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้การจัดให้มีโฉนดชุมชนมีความล่าช้า ทั้งที่เป็นนโยบายของรัฐบาลเกือบทุกรัฐบาล

- P-MOVE เข้าชื่อเสนอกฎหมายโฉนดชุมชน ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ.... มีวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกรณีที่ดินของรัฐ รวมทั้งส่งเสริมการจัดการที่ดินในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชน

- เกิดการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 การเข้าเสนอกฎหมายของประชาชน โดย P-MOVE มีอันต้องพับไปภายหลังการ และมีนโยบายทวงคืนผืนป่าจากรัฐบาล คสช. ตามออกมาแทนที่

- รัฐบาล คสช. ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2557 และแต่งตั้งคณะกรรมแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน (คทช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบาย “การจัดที่ดินให้ชุมชน” เป็นนโยบายหลัก

ปี 2558 P-MOVE จำนวน 1,000 คน ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลให้เร่งรัดในการแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากร เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 โดยให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเร่งรัดดำเนินการจัดให้มีโฉนดชุมชนในพื้นที่ 445 ชุมชน ที่มีการนำเสนอต่อสำนักนายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แนวคิดโฉนดชุมชน

ชุมชนที่ต้องการโฉนดชุมชนเห็นว่า โฉนดชุมชนเป็นการรับรองสิทธิในการครอบครอง และใช้ประโยชน์ในที่ดิน ทั้งเพื่อทำกินและอยู่อาศัย ในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วม เป็นสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินร่วมกันของชุมชน ซึ่งซ้อนกับสิทธิปัจเจกอีกชั้นหนึ่ง จะช่วยกำกับสิทธิของปัจเจกให้เป็นไปตามกติกาที่กำหนดเอาไว้

ชุมชนเชื่อว่า การจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน จะสร้างหลักประกันความมั่นคงในการอยู่อาศัยและทำกินในที่ดิน เนื่องจากชุมชนอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐ การมีกรรมสิทธิ์ร่วม จะช่วยป้องกันที่ดินหลุดมือ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถร่วมกันออกแบบการจัดการที่ดิน ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน

จากแนวคิดโฉนดชุมชนดังกล่าวนั้น จะเห็นว่ามีความแตกต่างจากการจัดที่ดินของโครงการ คทช. ทั้งในเชิงแนวคิดอุดมการณ์ และสถาบันในการบริหารจัดการที่ดินที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจให้กับชุมชนหรือท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำหนดและตัดสินใจ

ข้อเสนอเพื่อการรับรองโฉนดชุมชน ตามมาตรา 10 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562

เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดที่ดินในรูปแบบ คทช. เราจะพบลักษณะพิเศษของสิทธิที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะสิทธิในการบริหารจัดการ สำนักงานคณะกรรมกรนโยบายที่ดินแห่งชาติ จึงควรที่จะดำเนินการรับรองโฉนดชุมชนตามมาตรา 10 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ โฉนดชุมชนมีจุดมุ่งเน้นสิทธิใน 2 เรื่องหลัก อันได้แก่

(1) สิทธิของชุมชนในการจัดการโฉนดชุมชน รวมไปถึงการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ของโฉนดชุมชน อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยชุมชนไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน หรือมีฐานะเป็นนิติบุคคล หรือต้องเข้าสู่กระบวนการขอและออกใบอนุญาตจากหน่วยงานภายใต้กฎหมายเฉพาะ และบัญญัติรับรองให้ชุมชนสามารถใช้กฎกติกาในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติที่ออกโดยชุมชนได้ เพราะสิทธิในเรื่องนี้เป็นสิทธิที่ใช้ในฐานะสิทธิในการจัดการประเภทหนึ่ง ภายใต้ระบบการจัดการทรัพย์สินที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ คือ ระบบการจัดการโดยชุมชน (Common Property Regime) และโฉนดชุมชนก็เป็นสิทธิในการจัดการที่เช้าเงื่อนไขนี้

(2) สิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐ ในการจัดการโฉนดชุมชน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืนในพื้นที่ของโฉนดชุมชน โดยบัญญัติรับรองสิทธิในเรื่องนี้ ให้เป็นสิทธิที่สามารถใช้ได้ใน 2 ลักษณะ และโฉนดชุมชนก็เป็นสิทธิในการจัดการที่เช้าเงื่อนไขนี้ โดยมีแนวทางการใช้สิทธิได้รวม 2 รูปแบบให้เลือก ได้แก่

(2.1) ใช้ในฐานะสิทธิเชิงกระบวนการของโฉนดชุมชน โดยให้เป็นสิทธิที่โดยสภาพสามารถใช้ได้ทันที โดยชุมชนไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน หรือมีฐานะเป็นนิติบุคคล หรือต้องเข้าสู่กระบวนการขอและออกใบอนุญาตจากหน่วยงานภายใต้กฎหมายเฉพาะ และบัญญัติรับรองให้ชุมชนสามารถใช้กฎกติกาในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติที่ออกโดยชุมชนได้ เพราะสิทธิในเรื่องนี้เป็นสิทธิที่ใช้ในฐานะสิทธิในการจัดการประเภทหนึ่ง ภายใต้ระบบการจัดการทรัพย์สินที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ คือ ระบบการจัดการโดยชุมชน (Common Property Regime) และโฉนดชุมชนก็เป็นสิทธิในการจัดการที่เช้าเงื่อนไขนี้

(2.2) ใช้ในฐานะสิทธิภายใต้ระบบการจัดการทรัพย์สินที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ (โฉนดชุมชน) แบบผสมผสานระหว่างการจัดการ 2 ระบบย่อย คือ ระบบการจัดการโดยรัฐ (State Property Regime) ร่วมกับ ระบบการจัดการโดยชุมชน (Common Property Regime) จนเกิดเป็นระบบจัดการใหม่ที่เรียกว่า “ระบบการจัดการร่วมกัน (Co-management)” ระหว่างรัฐและชุมชนในการจัดการโฉนดชุมชน โดยกำหนดบทบาทของชุมชนให้เด่นมากกว่าบทบาทของรัฐ เน้นการเอาชุมชนเป็นฐานของการจัดการร่วมนี้ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การจัดการร่วมกันโดยเอาชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Co-Management)”

ในส่วนของการกำหนดรายละเอียดเรื่องการจัดการโฉนดชุมชนร่วมกัน ระหว่างรัฐกับชุมชน โดยมีชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Co-Management) ตามที่กล่าวมา ให้มีความชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ ควรมีการเสริมเรื่องสิทธิในการจัดการโฉนดชุมชน ดังต่อไปนี้

(1) ให้นำเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing) มาใช้ ระหว่างรัฐกับชุมชน ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ของโฉนดชุมชน โดยการทำสัญญาให้ผลประโยชน์แก่ชุมชน (Community Benefits Agreement)

(2) ให้มีช่องทางการบังคับใช้สิทธิชุมชนในพื้นที่โฉนดชุมชน เมื่อชุมชนถูกละเมิดสิทธิ โดยมีขั้นตอนต้นทางก่อนจะไปถึงศาล เช่น กระบวนการยุติธรรมทางเลือก คณะกรรมการไกล่เกลี่ย ฯลฯ

(3) ให้มีการคุ้มครองและปกป้องสิทธิชุมชน โดยอาศัยอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อกำหนดข้อห้ามบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ของโฉนดชุมชน

การจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาข้อท้าทายอย่างมาก ทั้งจากการต้องพยายามพิสูจน์ในทางสาธารณะว่า การจัดการโฉนดชุมชนจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างไร การต้องตอบคำถามสมาชิกว่าสามารถสร้างประสิทธิภาพในการผลิตให้กับสมาชิกได้มากกว่าการจัดการแบบปัจเจกได้อย่างไร จะสร้างความมั่นใจในการจัดการที่ดินได้อย่างไร รวมถึงความยั่งยืนของนิเวศและทรัพยากร ที่สำคัญ แม้ว่ารัฐบาลจะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน แต่หลายพื้นที่ที่เตรียมประกาศโฉนดชุมชน ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากกลไกรัฐที่ดูแลพื้นที่นั้น ๆ ทำให้ชุมชนยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการคุกคามทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มทุน และกลุ่มอิทธิพล ส่งผลต่อความมั่นใจของชุมชนต่อรูปแบบโฉนดชุมชน

แต่ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่จากการเปิดพื้นที่ในการปะทะประสานทางวาทกรรมผ่านการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน จนนำไปสู่พื้นที่ในการแสดงออกของการแก้ไขปัญหาจากระเบียบทางวาทกรรมว่าด้วยที่ดิน โดยนำเสนอการจัดการที่ดินทางเลือกผ่านอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังอย่าง สิทธิชุมชน ที่อาศัยอำนาจตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และพัฒนาแนวคิดเชิงอุดมการณ์ไปสู่การเครื่องมือที่ตอบโต้กับระเบียบวาทกรรมอย่าง โฉนดชุมชน เพื่อตอบโต้กับเครื่องมือของระเบียบทางวาทกรรมว่าด้วยที่ดินอย่าง กรรมสิทธิส่วนบุคคล และ อำนาจตามกฏหมายของหน่วยงานรัฐ ทำให้เห็นถึง การนำเสนอทางเลือกการพัฒนาผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคม

#ปกป้องโฉนดชุมชน

แหล่งอ้างอิง
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/114457.pdf?fbclid=IwY2xjawRqX_dleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFPZ21ZRFFJTGFGMnRZYzlRc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHrYdSK1w7fRGTQWTaF2QQgc7KrzmRb32TgBpA6A3rW643fUVzXtHIPyWZnEH_aem_OcZYfavwQvaVO9ezODVWkw

08/05/2026

“ในชุมชนไม่ได้มีงานรองรับสิ่งที่เล่าเรียนมา จึงเป็นเหตุผลที่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล แกนนำเยาวชนจากชุมชนบ้านแม่นิงใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานอยู่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งใน กทม. ก่อนที่เมื่อสามปีที่แล้วญาดาตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่ที่บ้าน เพราะทนรับแรงกดดันและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ไม่ไหว

“ด้วยหนี้สินที่เราต้องใช้คืน ถ้ากลับมาอยู่ที่ชุมชน ก็ไม่สามารถสร้างรายได้มากพอเพื่อชำระหนี้ทางการศึกษาได้”

ญาดา เธอแบ่งปันประสบการณ์เป็นแรงงานพลัดถิ่นในเมืองหลวงให้ IMN ฟังว่า เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายสำหรับเธอ จากบรรยายกาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เธอเล่าว่า ในกรุงเทพฯ แทบไม่หลงเหลือฤดูกาลใดๆ ให้เธอได้สัมผัสถึงความแตกต่าง

หนำซ้ำการใช้ชีวิตในเมืองเธอต้องใช้เงินซื้อทุกอย่างตั้งแต่น้ำ, อาหาร, ยันค่าเช่าที่พักอาศัย แตกต่างจากชีวิตที่บ้านของเธอในไร่หมุนเวียน ที่เปรียบเสมือนซุปเปอร์มาเก็ตให้เธอได้เลือกสรรวัตถุดิบในการทำกิน

“เวลาอยู่ข้างนอกเต็มไปด้วยแรงกดดัน” ญาดาเล่าถึงชีวิตของเธอก่อนตัดสินใจกลับบ้าน “บางทีอยากลางาน ก็ไม่สามารถขออนุญาตได้อย่างอิสระ หลายคนเจอปัญหานี้แต่ก็ต้องกัดฟันสู้ เพื่อจะไปต่อข้างหน้าได้”

แต่ญาดาเลือกอีกเส้นทาง เธอตัดสินใจยุติชีวิตการเป็นแรงงานพลัดถิ่นในเมือง และกลับมาอยู่บ้านเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอเล่าว่าเป็นเวลา 3 ปีที่เธอต้องการสร้างอาชีพในชุมชน และหาทางทำให้ชุมชนของเธอสามารถรองรับคนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้านได้

ความโชคดีหนึ่งของญาดาคือ ชุมชนบ้านแม่นิงใน เต็มไปด้วยทรัพยากรชุมชนที่มีคุณค่าทั้งต้นชาพันปี, การทำไร่หมุนเวียน, กาแฟ, น้ำผึ้งป่า และเสริมด้วยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก เป็นปัจจัยทำให้มีทรัพยากรบุคคลเริ่มกลับมาอยู่อาศัยในชุมชนมากขึ้น

“เราเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่ได้กลับมาอยู่บ้าน และก็ไม่อยากให้ใครออกไปทำงานข้างนอกเหมือนเราอีก เราพยายามแก้ไขปัญหาการอยู่บ้านและรายได้ไม่เพียงพอ หรืออาชีพไม่หลากหลายที่ทำให้คนไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน”

ญาดาได้สรุปจากประสบการณ์ชีวิตของเธอ และจากเพื่อน พี่ น้องชาติพันธุ์ ที่ต้องประสบกับสถานการณ์การเป็นแรงงานพลัดถิ่นในเมืองว่า มักเริ่มต้นจากภาวะหนี้สินทั้งจากการศึกษา และจากการทำการเกษตร เสริมด้วยปัจจัยผลักทั้งราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ, การไม่มีงานรองรับในชุมชน ทำให้ภาพสำหรับวัยแรงงาน การกลับมาอยู่บ้านเท่ากับความไม่มั่นคง และไม่เห็นภาพงานที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้

ในอีกมุมหนึ่งในฐานะคนที่ตัดสินใจเลือกกลับมาอยู่บ้าน ญาดาให้คำแนะนำว่า ควรเริ่มต้นจาก การมองเห็นฐานทรัพยากรชุมชนของตนเองที่มีอยู่แล้ว และสามารถนำมาต่อยอดทำให้เกิดรายได้ ถัดจากนั้นคือการรวมกลุ่มในชุมชน ทำให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่พวกเขามี ซึ่งสิ่งที่ควรจะตามมาคือ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ เช่น จากองค์การบริหารส่วนตำบล และในระดับที่ใหญ่ขึ้น สิ่งสำคัญคือภาครัฐต้องเห็นคุณค่าในฐานทรัพยากรของชุมชนชาติพันธุ์เหล่านี้ ภายใต้พื้นฐานที่ว่า

“ชุมชนชาติพันธุ์ทุกชุมชนมีของดีอยู่กับตัว เราอยากบอกพี่น้องชาติพันธุ์คนอื่นๆ ว่า ถ้าทำงานอยู่ในเมืองไม่ไหว ก็อยากให้กลับมาอยู่บ้าน มาหาทางปรับเปลี่ยนชุมชนไปด้วยกัน” ญาดากล่าวทิ้งท้าย

ชวนดูรายการย้อนหลังได้ที่:
• YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=Z3mQqnFPUxE
• Facebook: https://www.facebook.com/share/v/1HenBowU3w/

จากรายการ IMN Live Special EP. #27 ในหัวข้อ: “พลัดบ้านในถิ่นเกิด - อะไรทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นแรงงานพลัดถิ่น” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น.
ถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ทางเพจ IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าฯ
:สื่อสารประเด็นชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์
| วิถีชีวิต | ภาษา | วัฒนธรรม | สิ่งแวดล้อม |

#ชนเผ่าพื้นเมือง #ชาติพันธุ์ #วันแรงงาน #แรงงานพลัดถิ่น #สิทธิแรงงาน #คนชายขอบ #แรงงานชาติพันธุ์ #วันแรงงานแห่งชาติ

08/05/2026

แม้โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ จะถูกกลับมาพูดถึงมากขึ้นในช่วงนี้ แต่แท้จริงโครงการได้เดินหน้าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2024 ที่ผ่านมา การเดินหน้าต่ออย่างเงียบๆ โดยไม่สนใจข้อทักท้วงอาจส่งผลกระทบร้ายแรง ไม่เพียงในแง่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อมซึ่งยังไม่มีหลักประกันนักว่าจะถูกนำมาคิดคำนวณในการประเมินโครงการอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ แลนด์บริดจ์ยังเป็นข้อกังขาของภาคเอกชนและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ว่า จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ประเทศคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด? 101 PUB ชวนอ่านเพิ่มเติมใน
🌊 'แลนด์บริดจ์ยังไปต่อ แบบไม่สนใจคน ไม่สนใจเต่าทะเล' โดย พิชชากร เรืองเดชาวิวัฒน์
https://101pub.org/landbridge-2024/
📜 'EIA EHIA! เสือกระดาษแห่งวงการสิ่งแวดล้อมไทย' โดย พิชชากร เรืองเดชาวิวัฒน์
https://101pub.org/environmental-impact-assessment-obstacle/

🔻ชวนอ่าน
02/05/2026

🔻ชวนอ่าน

'ถิ่นนิยม' คนรักถิ่นฐาน ผู้อยากทำให้คนอยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร
ยุคนี้ท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวของตนที่น่าหลงใหลชวนให้มาเยือนไม่แพ้เมืองใหญ่เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือเสน่ห์ของ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่นอกเหนือจากธรรมชาติอันงดงามแล้วพื้นถิ่นนี้ยังมีอัตลักษณ์ท้องถิ่นน่าสนใจอันหลากหลายและชักชวนให้ทุกคนเข้ามารู้จักร่วมกัน
ด้านธรรมชาตินั้นด้วยสภาพภูมิประเทศและระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ทำให้ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งเป็นยอดเขาสูงอันดับสามของไทยตลอดจนพื้นที่โดยรอบบริเวณได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น “พื้นที่สงวนชีวมณฑล (Doi Chiang Dao Biosphere Reserve)” จากทาง UNESCO ซึ่งมีความสำคัญต่อโลกอีกด้วย โดยบริเวณนี้โดดเด่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศดั้งเดิมที่ดำเนินต่อเนื่องสืบสานมายาวนาน รวมถึงความหลากหลายทางพืชพรรณและสัตว์ป่า ตลอดจนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ผูกพันกับพื้นถิ่นนี้มาอย่างกลมกลืนยาวนานอีกด้วย
นอกจากนี้พื้นที่นี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติตลอดจนเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่โดดเด่นระดับสากลทีเดียว รวมถึงการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคนที่ชอบความสงบเรียบง่ายพักผ่อนกับธรรมชาติเพื่อรีชาร์จชีวิตให้กลับมามีพลังอีกครั้ง
ในด้านวิถีชุมชนพื้นถิ่นนี้ยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมกับวัฒนธรรมร่วมสมัยของหลากหลายชนชาติไปจนถึงวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้กลมกลืนลงตัวเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือกลุ่ม “ถิ่นนิยมเชียงดาว (Tinniyom Chiangdao)” ที่เป็นตัวกลางผสานคนนอกพื้นที่ให้เข้ามารู้จักและคุ้นเคยกับท้องถิ่นเชียวดาวผ่านกิจกรรมมากมาย
รวมถึงช่วยพัฒนาท้องถิ่นให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน อาทิ การทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร การนำทรัพยากรท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างมูลค่าในมิติต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างสรรค์กิจกรรม “ถิ่นนิยม คลาสรูม (Tinniyom Classroom)” ที่นำเอาองค์ความรู้ท้องถิ่นมาต่อยอดสร้างเป็นห้องเรียนชุมชนไปจนถึงองค์ความรู้สากลที่เปิดให้คนนอกเข้ามาสัมผัสและเรียนรู้อัตลักษณ์ดั้งเดิมอันทรงคุณค่าของชุมชนและธรรมชาติในบริเวณนี้ด้วย
อ่านแบบเต็ม ๆ ได้ที่: www.greenery.org/tinniyomchiangdao

01/05/2026
01/05/2026

🔻สวัสดีวันแรงงานค่าแรงขั้นต่ำจังหวัดแพร่ 345 บาท/ วัน สวนทางค่าครองชีพ
แพร่ยังอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายภาคเหนือ 17 จังหวัด ในขณะที่มีผลศึกษาคำนวณค่าจ้างแรงงานไทยควรได้รับอย่างน้อย
713 บาท/ วัน

29/04/2026
26/04/2026

🌲 เพราะ “ป่าผืนสุดท้ายคือบ้านของเรา” 🏠
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตฝุ่นควันและไฟป่า ชุมชนในเขตป่ามักถูกสังคมมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” แม้ความจริงแล้ว ชุมชนคนอยู่กับป่าคือ “แนวหน้า” ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจจัดการเชื้อเพลิง ทำแนวกันไฟ และเฝ้าระวังไฟป่าด้วยองค์ความรู้และจิตวิญญาณ เพื่อรักษาผืนป่าที่เป็นเหมือนบ้านให้อุดมสมบูรณ์ตลอดมา แม้ในปีนี้ต้องเผชิญกับความผันแปรทางอากาศเอลนีโญ และการบังคับใช้มาตรการห้ามเผาอย่างเข้มงวด ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างมาก
ถึงเวลาที่พวกเราในฐานะเพื่อนร่วมสังคมจะร่วมส่งเสียงให้สังคมได้รับรู้ว่า ชุมชนคนอยู่กับป่าคือผู้ดูแลรักษา ไม่ใช่ผู้ทำลาย
📸 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งง่ายๆ :
1. โพสต์ภาพ ข้อมูล หรือความรู้สึกของทุกคนผ่านโซเชียลมีเดีย
2. ติดแฮชแท็ก #ป่าผืนสุดท้ายคือบ้านของเรา
3. เปลี่ยนรูปโปรไฟล์โดยใส่โลโก้แคมเปญผ่าน Facebook Story ตามขั้นตอนนี้
- กดสร้างสตอรี่ เลือกรูปภาพที่ต้องการเปลี่ยน
- กดเพิ่มรูปภาพ (Sticker) แล้วเลือก "โลโก้แคมเปญ" ที่ดาวน์โหลดไว้
📌ดาวน์โหลดโลโก้ https://drive.google.com/drive/folders/1me-SNPagYIyxOAaM4LbqS3tP4U2gpFt4?usp=sharing
- กดบันทึกและนำไปใช้เป็นรูปโปรไฟล์ได้เลย!
“เราคือผู้รักษา ไม่ใช่ผู้ทำลาย” เพื่อเปลี่ยนอคติทางสังคมให้เป็นการยอมรับสิทธิของชุมชนในการดูแลบ้านและรักษาผืนป่าได้ตามวิถีชีวิตในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

ที่อยู่

Phrae

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Phrae Spaceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์