Vejasorn Diary รวบรวม อนุรักษ์ เผยแผ่วิชาแพทย์แผนไทย
ติดต่องาน : 092 916 2255
Line
ช่องทางให้บริการ : https://linktr.ee/Vejasorn

เมื่อพูดถึง "ยาหอม" ภาพลักษณ์ของยาหอม อาจนึกยาสำหรับคนมีอายุ ใช้เมื่อมีอาการท้องอืด เวียนศีรษะ แต่คุณค่าที่แท้จริงของ "ย...
05/06/2026

เมื่อพูดถึง "ยาหอม" ภาพลักษณ์ของยาหอม
อาจนึกยาสำหรับคนมีอายุ
ใช้เมื่อมีอาการท้องอืด เวียนศีรษะ
แต่คุณค่าที่แท้จริงของ "ยาหอม" มีมากกว่านั้น ?
ยาหอม เป็นผลลัพธ์ของศิลปะจากองค์ความรู้วิชาการแพทย์แผนไทยในการบำรุงดูแลรักษาร่างกาย (ขันธ์ ๕ - กายและจิต) ผ่านแนวคิดตรีธาตุสมุฏฐานของหทัย อุทริยะและกรีสะ. สังเกตไหมว่าในการแพทย์แขนงอื่นๆ ก็ไม่ได้กล่าวถึง ยาหอม มากเท่ากับในการแพทย์แผนไทย ก็เพราะมองว่าสุขภาพที่ดีเป็นผลมาจากกายและจิตใจที่ดำรงอยู่ร่วมกันเป็นปกติ นั่นเอง
โครงสร้างของตำรับยาหอม ส่งเสริมสุขภาพ 3 มิติ ดังนี้
1. ดวงจิตสดชื่นแจ่มใส (หทัยดี)
โดยใช้เภสัชวัถตุที่มีกลิ่นหอม (สุคนธบำบัด) ส่วนใหญ่มักฤทธิ์เย็น ช่วยระงับระบบประสาทส่วนกลาง แต่ในทฤษฎีของแพทย์แผนไทยอธิบายว่า มีผลทำให้ดวงจิตสงบเย็นลง มีสติสัมปะชัญญะเพิ่มขึ้น (มีความเป็นพุทธจริต)
2. กายแข็งแรง มีกำลังเนื่องจากได้รับสารอาหารเพียงพอ (อุทริยะดี)
โดยใช้เภสัชวัตถุที่มีฤทธิ์ร้อน กระตุ้นระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญ การบีบตัวของลำไส้ ความดันโลหิตในหลอดเลือด เป็นต้น
3. ร่างกาย สามารถหมุนเวียนและขับถ่ายของเสียได้เป็นปกติ (กรีสะดี)
โดยใช้เภสัชวัตถุที่มีฤทธิ์สุขุม ส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิต ระบบประสาทส่วนปลาย ระบบขับถ่าย เป็นต้น
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ตำรับยาหอมมีฤทธิ์ไปทางสุขุมร้อน (ตำรับยาเน้นข้อที่ 2 หรือ 3 ) หรือสุขุมเย็น (ตำรับยาเน้นข้อที่ 1 มากสุด)
ปล. ในทัศนะของ Admin ที่เป็นแพทย์แผนไทย ยาหอมควรเป็น Soft power ในเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพ (Wellness) ด้วยตำรับยาสมุนไพรในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นตำรับยาที่ดูแลรักษาทั้งร่างกายและดวงจิต

03/06/2026

ยากวาดแสงหมึก (สูตรในยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ 24 ขนาน) ได้ผลดีในเคสเด็กที่มีภาวะหลอดลมอักเสบ - กินยา พ่นยาแล้วไม่ดีขึ้น #ประสบการณ์ในคลินิก เนื่องจากเด็กในปัจจุบันอุระเสมหะร้อนเกินจนลมสัตถกวาตะกระจายออกไม่ได้ ตำรับยากวาดแสงหมึกออกฤทธิ์ช่วยกระจายลมที่เคร่งบริเวณทรวงอกและทางเดินหายใจ ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

03/06/2026

ในคลาสจับชีพจร ผมเตรียมยาที่คลินิกไว้ 3 ขนานให้ผู้อบรมชิม
สำหรับการประเมินตรีธาตุสมุฏฐานอุทริยะ ทั้ง 3 มีสรรพคุณเหมือนกัน
- ตำรับที่ 1 ชิมแล้ว อุระเสมหะเต้นแรงขึ้น
- ตำรับที่ 2 ชิมแล้ว อพัทธปิตตะเต้นแรงขึ้น
- ตำรับที่ 3 ชิมแล้ว สัตถกวาตะเต้นแรงขึ้น
จึงสรุปว่า ตำรับยาสมุนไพรถึงแม้จะที่มีสรรพคุณเหมือนกัน
แต่กลไกการออกฤทธิ์ตามกองสมุฏฐานต่างกัน
อาการผิดปกติ ท้องอืดเฟ้อ
1. หากจากสัตถกวาตะ
ยาที่เหมาะกับสมุฏฐานก็ตำรับที่ 3
2. หากจากอพัทธปิตตะ
ยาที่เหมาะกับสมุฏฐานก็ตำรับที่ 2
3. หากจากอุระเสมหะ
ยาที่เหมาะกับสมุฏฐานก็ตำรับที่ 1
ปล. กำหนดให้ กองสมุฏฐาน เป็นเวชพิกัดในการรักษา
จากนั้นค่อยพิจารณาเวชวิธีที่เหมาะสมครับ

อาหารเป็นยา เป็นยาได้อย่างไร ?เริ่มต้นจาก อาหารที่ดี ในมุมมองจากพระไตรปิฎกมีข้อ 2 ดังนี้ #ข้อที่ 1 ความเป็นวัตถุธาตุย่อย...
03/06/2026

อาหารเป็นยา เป็นยาได้อย่างไร ?
เริ่มต้นจาก อาหารที่ดี ในมุมมองจากพระไตรปิฎก
มีข้อ 2 ดังนี้
#ข้อที่ 1 ความเป็นวัตถุธาตุย่อยสลายได้ง่าย
เมื่อบริโภคอาหารเข้าสู่ภายในร่างกาย อาหารชนิดๆ นั้นถูกย่อยสลายได้ง่าย โดยกำลังที่สม่ำเสมอของไฟย่อยอาหาร (สมธาตุ) กล่าวคือ อาหารในลำไส้ไม่ถูกย่อยสลายเร็วหรือช้าจนเกินไป (อิ่มและอยู่ท้อง) เพราะอาหารที่ถูกบริโภคจะกลายเป็นอาหารใหม่ (อุทริยัง) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของธาตุดินภายในร่างกาย 20 ประการ
- อาหารใดก็ตามที่ตรงกันข้ามกับข้อที่ 1 จึงถูกจัดเป็นอาหารแสลง (อชิณธาตุ) เช่น การบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไป หรือบริโภคแต่เฉพาะเนื้อสัตว์ อาหารดิบ (ยังไม่ผ่านกระบวนการปรุงสุก) อาหารหมักดอง (ย่อยสลายเร็ว ไม่อยู่ท้อง)
#ข้อที่ 2 โอชะมาก (สารอาหารสูง)
อาหารที่มีโอชะมาก ย่อมเป็นอาหารที่สดใหม่ โอชะเป็นรูปที่อาศัยอยู่กับวัตถุธาตุ 4 หากวัตถุธาตุ 4 ไม่บริบูรณ์ เช่น เก่า เก็บ ค้างนาน หรือถูกนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปหลายขั้นตอน การหมักดอง เป็นต้น ก็เป็นเหตุทำให้ปริมาณโอชะของอาหารชนิดนั้นๆ ลดน้อยลงไป
- อาหารใดก็ตามที่ตรงกันข้ามกับข้อที่ 2 จึงถูกจัดเป็นอาหารแสลง (อชิณธาตุ) เช่น อาหารหมักดอง (สารอาหารน้อย รสจัด ฤทธิ์ร้อน) เหล้า เบียร์ (รสเมาเบื่อ ฤทธิ์ร้อน) กล่าวคือ ประโยชน์ของอาหารคือ โอชะ แต่ของหมักดองเมื่อบริโภค ธาตุภายในร่างกายได้รับโอชะน้อย แต่ได้รับรส ฤทธิ์ร้อน ทำให้ธาตุจลนะและอาจเกิดพยาธิได้มากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเจ็บป่วยอยู่แล้ว
อาหารเป็นยา ในมุมมองของแพทย์แผนไทย
(วัตถุประสงค์ของตำรับยาสมุนไพรคือ รักษาที่กองสมุฏฐาน)
มีลักษณะ 3 ข้อดังนี้
1.อาหารที่ย่อยสลายได้ง่าย (ส่งเสริมกระบวนการย่อยอาหาร - สมธาตุ) และมีความอยู่ท้อง (บริโภคแล้วอิ่ม ไม่รู้สึกหิวกระหายบ่อย)
2.อาหารที่มีโอชะสูง - อาหารสดใหม่ ผ่านกระบวนแปรรูปน้อย
3.อาหารที่มีรส ฤทธิ์และโอชะ ส่งเสริมการทำงานของตรีธาตุสมุฏฐานหทัย อุทริยะ และกรีสะ กองพิกัดสมุฏฐานใดกองพิกัดสมุฏฐานหนึ่ง
ยกตัวอย่าง แกงเลียงหัวปลีในหญิงหลังคลอดบุตร
เป็นอาหารที่มีลักษณะแกงอุ่นร้อน รสเผ็ดร้อน ฤทธิ์ร้อน ช่วยส่งเสริมการทำงานของธาตุไฟย่อยอาหารให้สามารถทำหน้าที่ย่อยได้เป็นปกติ - ร่างกายได้รับรส โอชะจากอาหารที่บริโภค , เพิ่มกำลังลมในไส้ช่วยให้ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้ เป็นต้น วัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารเป็นวัตถุดิบที่มีความสดใหม่หลายชนิด - มีโอชะหลากหลาย และรส ฤทธิ์ สรรพคุณของวัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นแกงเลียงหัวปลีนั้น ส่งเสริมการทำงานของอุระเสมหะ (อาศัยธาตุไฟเป็นเจ้าเรือน) ทำให้กระบวนการจลนะเลือดบริเวณทรวงอกดขึ้น ส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนไปยังต่อมน้ำนมและกระบวนการผลิตน้ำนมของมารดาหลังหลอดบุตรเพิ่มขึ้น จึงกล่าวได้ว่า อาหารเป็นยา
ปล. อาหารเป็นยา เพราะนอกจากบริโภคแล้วอิ่ม อยู่ท้องและได้สารอาหารแล้วรส ฤทธิ์และสรรพคุณของวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร ยังช่วยส่งเสริมกองสมุฏฐานให้อยู่ในเจ้าเรือนเดิมร่วมด้วย
ภาพจาก
https://www.youtube.com/watch?v=chOuZvvssXU

📣📣📣 ประชาสัมพันธ์งานอบรมประจำ "เดือนมิถุนายน 2569"หัวข้อ "เวชวิธีการจ่ายยาสมุนไพรในบัญชียาหลักตามตรีธาตุสมุฏฐาน" ครั้งที...
02/06/2026

📣📣📣 ประชาสัมพันธ์งานอบรมประจำ "เดือนมิถุนายน 2569"
หัวข้อ "เวชวิธีการจ่ายยาสมุนไพรในบัญชียาหลักตามตรีธาตุสมุฏฐาน" ครั้งที่ 1
🟢 รายละเอียดเนื้อหาการอบรม มีดังนี้
📍กลไกการออกฤทธิ์ของ #รสเภสัชวัตถุ10
- ว่ามีผลต่อธาตุ 4 ภายในร่างกาย ผ่านกองสมุฏฐานธาตุอย่างไร
📍กลไกการออกฤทธิ์ของตำรับยาสมุนไพรตามตรีธาตุสมุฏฐาน
- ว่าแต่ละตำรับยาออกฤทธิ์ผ่านกองสมุฏฐานใดบ้าง
📍เวชวิธีการเลือกจ่ายตำรับยาสมุนไพร เพื่อรักษากองสมุฏฐาน ให้กลับสู่เจ้าเรือนเดิม
- วิธีการจ่ายตำรับยาสมุนไพรเพื่อรักษาตรีธาตุสมุฏฐานหทัย อุทริยะและกรีสะของคนไข้ ให้เหมาะสมกับสมุฏฐานโรค
🟢 ระยะเวลาอบรม 2 วัน
- วันเสาร์ อาทิตย์ที่ 27 - 28 มิถุนายน 2569
- เวลา 09.00 น. - 16.00 น
✅ เครื่องดื่ม อาหารว่างและอาหารกลางวัน
✅ ที่จอดรถ
✅ เอกสารประกอบการเรียน
✅ ประกาศนียบัตรมอบให้หลังอบรม
🟢 สถานที่อบรม ณ ห้องประชุมเวชศรณ์ ชั้น 3
📌 เวชศรณ์คลินิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี https://maps.app.goo.gl/ZnVowdhY3Jebvqfg9
(ห่างจากห้างสรรพสินค้า ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ประมาณ 15 นาที)
🟢 ค่าลงทะเบียน 4,900 บาท/ท่าน
(สามารถมัดจำบางส่วนก่อนได้ ที่เหลือชำระวันอบรม)
ปล. 🟢 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ดังนี้
➡️ Chat : m.me/279914382733892
➡️ Line :
➡️ เบอร์โทรศัพท์ : 092 916 2255 คุณกนกอร (เกด)🙏

Q : หมอคะ พี่ไปเข้าคอร์สที่เขาสวนล้างลำไส้ หมอว่ามันดีไหม แล้วมันทำได้ทุกวันจริงเหรอA : ลำไส้ในทางแผนไทยเรียกว่า อันตัง ...
29/05/2026

Q : หมอคะ พี่ไปเข้าคอร์สที่เขาสวนล้างลำไส้ หมอว่ามันดีไหม แล้วมันทำได้ทุกวันจริงเหรอ
A : ลำไส้ในทางแผนไทยเรียกว่า อันตัง (ไส้) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนต้นหลอดอาหารถึงกะเพาะอาหารต้องชุ่ม ส่วนกลางลำไส้เล็กถึงลำไส้ใหญ่ ต้องอุ่นร้อน และส่วนปลายลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ไส้ตรงถึงทวารหนัก ต้องบีบเคลื่อนตัว
การสวนล้างลำไส้ มีผลช่วยให้ลมภายในลำไส้ส่วนปลายเคลื่อนตัวและขับถ่ายอาหารเก่าออกมาเป็นอุจจาระได้สะดวกขึ้น แต่ว่าการขับเคลื่อนธาตุลมภายในร่างกายโดยปกติแล้วเป็นหน้าที่ของสัตถกวาตะ แต่การส่วนล้างนั้นอาศัยกลไกจากภายนอกร่างกายแทน ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนั้นการสวนล้างลำไส้บ่อยๆ จะมีผลทำไส้ส่วนต้นจะแห้งได้ง่าย และ ไส้ส่วนกลางจะไม่อุ่นร้อนและย่อยอาหารได้ไม่ดี
แนะนำกลางๆ ว่านานๆ ครั้งทำได้แต่ไม่ควรทำเป็นประจำ เพราะไม่ได้ส่งเสริมให้กลไกของธาตุภายในร่างกายทำหน้าที่ได้เอง แต่อาศัยกลไกจากภายนอก (ทำบ่อยๆ ร่างกายจะติด) และนอกจากนี้ ควรหาวิธีบำรุงลำไส้ส่วนต้นและกลางร่วมด้วย
Q : ที่ไปเข้าคอร์สมาให้กินน้ำผักดิบ แช่เย็นปั่น
A : แบบนี้น่าเป็นห่วงในกรณีที่ร่างกายธาตุไฟไม่แข็งแรงอยู่นะครับ เพราะทำให้ลำไส้ส่วนปลายเคลื่อนโดยอาศัยกลไกภายนอก (แทนที่จะส่งเสริมกลไกของธาตุโดยปกติภายใน) ยังทำให้ลำไส้ส่วนกลางความร้อนลดลง (ไฟย่อยหย่อน) และลำไส้ส่วนต้นก็จะยิ่งแห้ง เพราะระบบย่อยอาหารเสียสมดุลย์
วิธีการบำรุงลำไส้ในทฤษฎีแผนไทยคือ ส่งเสริมความเป็นธาตุเจือนเดิมของอันตังประกอบด้วยความเป็นธาตุน้ำของลำไส้ส่วนต้น ความเป็นธาตุไฟของลำไส้ส่วนกลางและความเป็นธาตุลมของลำไส้ส่วนปลาย ไส้ดี ดีทั้งสามส่วน ไส้ดี สมองก็ดีครับ

29/05/2026

Q : ทำไมอาจารย์ถึงแปลวักกังว่าเป็นไตคะ ?
A : ธาตุ หากนิยามจากพระไตรปิฎก เนื้อหาในไตรปิฎกแปล วักกัง ว่าเป็นไตครับ ไต (วักกัง) เป็นประธานในธาตุดินชั้นวักกปัญจกะ ประกอบด้วย นหารู มังสัง อัฐิ อัฐิมิญชัง หมายความ การทำหน้าที่ของไต นั้นสัมพันธ์กับเส้น เนื้อ กระดูกและเยื่อในกระดูก
กล่าวคือ ไตดี ธาตุดินอีก 4 ก็ดี วักกัง แปลว่า อวัยวะที่รับอาหารไว้ ในแง่ของกองสมุฏฐานก็คือ ไตเป็นอวัยวะในส่วนของอุระเสมหะที่รับรส โอชะจากศอเสมหะ (จุดรวมของเส้นน้อยใหญ่ทั่วร่างกาย) เพื่อไหลเวียนผ่านเอ็น เนื้อ กระดูก และเยื่อในกระดูกไปทั่วร่างกายนั่นเอง
ในมุมกลับกันเอ็นดี เนื้อดี กระดูกและเยื่อในกระดูกดึ ไตก็ดี.
จะสังเกตว่ายาที่ใช้รักษาอาการปวด มักมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและขับระบายปัสสาวะ
ปล. แต่ในตำราแผนไทย วักกัง - ปิหกัง ก็ยังคงสลับอยู่มาจนถึงปัจจุบัน !

ตำรับยาปลูกไฟธาตุ แม้ว่ายาจะชื่อเรียกสมมติว่า ปลูกไฟธาตุ แต่พอไปดูโครงสร้างของตำรับยาสมุนไพรกลับพบว่า เภสัชวัตถุหลัก (ที...
28/05/2026

ตำรับยาปลูกไฟธาตุ
แม้ว่ายาจะชื่อเรียกสมมติว่า ปลูกไฟธาตุ แต่พอไปดูโครงสร้างของตำรับยาสมุนไพรกลับพบว่า เภสัชวัตถุหลัก (ที่มีสัดส่วนมากที่สุด) ก็คือ พริกไทยล่อน ซึ่งเป็นเภสัชวัตถุประจำกองสมุฏฐานสัตถกวาตะ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนธาตุลมภายในร่างกาย (พริกไทยดำ ขับลมกองหยาบ พริกไทยล่อนขับลมกองละเอียด) กล่าวคือ ธาตุไฟเจริญขึ้น เพราะอาศัยธาตุลมภายในร่างกายที่อุ่นร้อนจากฤทธิ์ของพริกไทยล่อน ไม่ได้ร้อนเฉพาะแค่ในไส้ แต่ยังร้อนแล่นไปตามเส้นเอ็นทั่วร่างกาย !
ในคัมภีร์สรรพคุณยากล่าวเกี่ยวกับสรรพคุณของพริกไทยไว้เพิ่มว่า พริกไทย ทำให้กำเดาแห้ง นั้นหมายความว่า กำเดาที่เป็นกองสมุฏฐานก็มีลักษณะของธาตุตามพระอภิธรรมปิฎกเช่น ความหนักเบา กำเดาหนักเพราะไอความร้อนมีลักษณะชื้นจากอิทธิพลของธาตุน้ำ (ไฟเจือน้ำ) แต่กำเดาเบาเพราะไอความร้อนมีลักษณะแห้งจากอิทธิพของธาตุลม (ไฟเจือลม)
ดังนั้นตำรับยาปลูกไฟ ไม่ได้มีฤทธิ์ต่อระบบปิตตะและแสดงผลออกที่ธาตุไฟโดยตรง แต่มีฤทธิ์ต่อระบบวาตะแสดงผลออกที่ธาตุลมอุ่นร้อนและจึงมีผลต่อธาตุไฟในลำดับถัดมา ดังนั้นการใช้ยาสมุนไพรตามกองสมุฏฐานกับตามชื่อตำรับยาจึงมีความแตกต่างกัน
ใช้ตามชื่อตำรับยา
ให้ความสำคัญกับระบบปิตตะ (กำเดา) - ธาตุไฟเป็นหลัก
(จุดเตาแบบเอาเชื้อไฟเติมลงไปในเตาทันที)
ใช้ตามกองสมุฏฐาน
ให้ความสำคัญกับระบบวาตะ (สัตถกวาตะ) - ธาตุลมกองละเอียดเป็นหลัก
(จุดเตาแบบมีเชื้อไฟและอาศัยการพัดของลม)
ปล. การรักษาควรรักษาที่สมุฏฐานของโรคฉันใด
การเลือกตำรับยาก็ควรเลือกตามกองสมุฏฐานที่ยานั้นออกฤทธิ์ฉันนั้น

คนไข้มาด้วยอาการชาปลายนิ้วมือ - ที่ตั้งของโรคคือ ธาตุลม- จับชีพจรพบว่า สุมนาวาตะกำเริบร้อนเคสแบบนี้ ถ้าจ่ายสหัศธารา แก้ล...
27/05/2026

คนไข้มาด้วยอาการชาปลายนิ้วมือ
- ที่ตั้งของโรคคือ ธาตุลม
- จับชีพจรพบว่า สุมนาวาตะกำเริบร้อน
เคสแบบนี้ ถ้าจ่ายสหัศธารา แก้ลมแก้เส้น หรือยาที่มีรสเผ็ด (ฤทธิ์) ร้อนอื่นๆ ไม่เหมาะเพราะจะยิ่งทำให้ระบบวาตะร้อนมากขึ้น อาจทำให้สัตถกวาตะ หทัยวาตะเสียเจ้าเรือนไปร่วมด้วย กรณีที่สุมนาวาตะร้อนแบบนี้ บ่งบอกว่า ธาตุลมภายในร่างกายหมุนเวียนขึ้นไปคั่างค้างด้านบนมากกว่า
กำหนดสุมนาวาตะเป็นเวชพิกัดในการรักษา
ใช้เวชวิธีคือ ยาถ่ายเส้นเอ็น (ขมสุขุม) และประสะเจตพังคี (ขมร้อน)

27/05/2026

พุทธกล่าวไว้ แผนไทยนำมาขยายต่อ
วัตถุธาตุที่นำมาปรุงเป็นยารักษาโรคเรียกว่า เภสัชวัตถุ โดยองค์ประกอบที่มีขนาดเล็กที่สุดและไม่สามารถแยกย่อยได้อีกของวัตถุธาตุทั้งหลายเรียกว่า อวินิพโภครูป 8 ประการ ประกอบด้วยธาตุ น้ำ ลม ไฟ สี กลิ่น รส และโอชะ
8 องค์ประกอบพื้นฐาน สรุปองค์ความรู้จากพระพุทธศาสนา
1. ธาตุดิน
ความแข็งกระด้าง/อ่อนนิ่มของวัตถุธาตุ
2. ธาตุน้ำ
ความชุ่มชื้น/เหนอะเหนียวของวัตถุธาตุ
3. ธาตุลม
ความหยาบ/ละเอียดของวัตถุธาตุ
4. ธาตุไฟ
ความร้อน/เย็นของวัตถุธาตุ
5. สี
สิ่งที่รับรู้ผ่านจักษุประสาท
6. กลิ่น
สิ่งที่รับรู้ได้ผ่านฆานประสาท
7. รส
สิ่งที่รับรู้ได้ผ่านชิวหา ฆานและกายประสาท
8. โอชะ
สิ่งที่ทำให้เกิดรูปเจริญขึ้นใหม่
8 องค์ประกอบพื้นฐาน แผนไทยนำมาขยายต่อ
1. ธาตุดิน
วัตถุธาตุใดยิ่งละเอียด ยิ่งทำให้โอชะแรงขึ้น
นำมาสู่กระบวนการปรุงยาตามหลักเภสัชกรรมไทย บดเป็นจุล จุณ เป็นต้น เพื่อให้วัตถุธาตุมีความละเอียดและสรรพคุณของยาสมุนไพรมีฤทธิ์แรงขึ้น
2. ธาตุน้ำ
วัตถุธาตุใดยิ่งมีอิทธิพลธาตุน้ำมาก ยิ่งทำให้รส โอชะของยาซึมซาบได้ดี นำมาสู่รูปแบบการบริหารยาที่โดยส่วนใหญ่อาศัยธาตุน้ำ (ของเหลว) เช่น ยาต้ม น้ำกระสายยา เป็นต้น
3. ธาตุลม
วัตถุธาตุใดยิ่งมีอิทธิพลธาตุลมมาก ยิ่งสลายตัว (ออกฤทธิ์) ได้เร็ว นำมาสู่หลักในการปรุงยาพื้นฐานที่มักอาศัยเภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อนในการเร่งการออกฤทธิ์ของตำรับยาสมุนไพรเช่น ตรีกฎุก เบญจกูล เป็นต้น
4. ธาตุไฟ
วัตถุธาตุใดยิ่งมีอิทธิพลของธาตุไฟมาก ยิ่งมีฤทธิ์ร้อน นำมาใช้จำแนกฤทธิ์ของเภสัชวัตถุ เช่น พริกไทยมีฤทธิ์ร้อน บัวบกมีฤทธิ์เย็น กฤษณามีฤทธิ์สุขุม เป็นต้น
5. สี
นำไปใช้ในการจำแนกเภสัชวัตถุแต่ละชนิดออกจากกัน เช่น จันทน์แดง จันทน์ขาว เป็นต้น
6. กลิ่น
เภสัชวัตถุที่มีกลิ่นหอม นำไปใช้ในการรักษาทางโรคลมกองละเอียด หรือโรคทางจิต แบ่งเป็นรสหอมร้อน รสหอมเย็น เป็นต้น
7. รส
นำมาจำแนกรสยาออกเป็น 10 รสตามธาตุ4 ได้แก่ รสฝาด หวาน มัน เค็ม เปรี้ยว ขม เมาเบื่อ เผ็ดร้อน และหอมเย็น
8. โอชะ
นำมาจำแนกตามสรรพคุณของเภสัชวัตถุว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของธาตุภายในร่างกายผ่านตรีธาตุสมุฏฐานอย่างไรบ้าง
ปล. ทั้ง 8 องค์ประกอบ เป็นพื้นฐานร่วมกันของทุกเภสัชวัตถุ ไม่สามารถพิจารณาเพียงมิติใดมิติหนึ่งโดยแยกขาดจากกันได้

ที่อยู่

Rangsit

เบอร์โทรศัพท์

+66929162255

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vejasorn Diaryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Vejasorn Diary:

แชร์