11/06/2026
🎬 บทนำ : ถ้วยชาชาดและหยาดโลหิต
กลิ่นอายของความตายมักโชยมาพร้อมกับความหนาวเหน็บเสมอ...
ภายในตำหนักเย็นอันรกร้างห่างไกลของวังหลวงต้าโจว เสียงสายลมเหมันตฤดูกำลังกรรโชกแรง พัดเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายผ่านบานหน้าต่างที่ผุพังเข้ามาด้านใน ทว่าความหนาวเหน็บของสภาพอากาศภายนอก ยังมิอาจเทียบได้กับความเย็นยะเยือกที่เกาะกุมอยู่ในหัวใจของ ‘เซิ่งอัน’ องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้น
ร่างบางระหงในชุดพัสตราภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นิ่งสนิทอยู่บนตั่งศิลา ใบหน้าเนียนละเอียดที่เคยงดงามล่มเมือง บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด นัยน์ตาคู่สวยที่ทอดมองออกไปภายนอกแฝงไปด้วยความว่างเปล่าลึกล้ำ ทั่วทั้งร่างของนางถูกไอพิษเร้นลับกัดกินจนภายในบอบช้ำเกินกว่าจะเยียวยา
กึก... กึก...
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของรองเท้าบูทหนังชั้นดีดังก้องขึ้นทำลายความเงียบ ยามเมื่อบุรุษผู้สวมฉลองพระองค์สีเหลืองทองอร่ามปักลายมังกรห้าเล็บก้าวเข้ามา แววตาของเซิ่งอันพลันไหววูบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวที่กรีดลึกเข้าถึงกระดูก
‘เซิ่งอวี่’ อดีตองค์ชายห้าผู้แสนอ่อนโยนที่นางเคยทุ่มเทแรงกายแรงใจค้ำจุน วางแผนหักเหลี่ยมขุนนางชั่วและทรยศหักหลังพี่น้องเพื่อก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ทอง บัดนี้มันยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้านางด้วยสายตาที่เย็นชาและเหยียดหยาม
"พี่หญิงใหญ่... ดื่มชาอุ่น ๆ สักถ้วยเถิด" เซิ่งอวี่เอ่ยด้วยสุ้มเสียงทุ้มต่ำ ทว่ากลับไร้ซึ่งความอบอุ่นดั่งกาลก่อน มันสะบัดมือเบา ๆ ให้ขันทีคนสนิทยกถาดทองคำที่มีถ้วยชาชาดส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาดเข้ามาวางตรงหน้า
เซิ่งอันทอดสายตามองน้ำชาสีแดงสดราวกับโลหิตในถ้วยกระเบื้องเคลือบ นางแค่นยิ้มสมเพช... สมเพชในความโง่งมของตนเองในอดีต "พิษกู่สูบวิญญาณจากหุบเขาหมื่นพิษ... เพื่อที่จะกำจัดข้า เจ้าถึงกับต้องยอมลดตัวไปสมคบคิดกับสำนักชั่วและพวกอนารยชนเป่ยตี๋เชียวหรือ เซิ่งอวี่?"
"หากไม่มีพี่หญิงใหญ่และกองทัพม้าเหล็กทมิฬของมู่หรงเจวี๋ย ข้าจะนั่งบนเก้าอี้ตัวนี้ได้อย่างมั่นคงได้อย่างไร?" เซิ่งอวี่แย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม "ยามนี้ตระกูลสิง ตระกูลหาน ตระกูลกู้ และสกุลเฉิน ต่างกุมอำนาจล้นฟ้า หากข้าไม่ยืมมือพวกมันทำลายท่าน และไม่ยืมมือท่านทำลายพวกมัน ข้าย่อมไม่มีวันได้ครอบครองแผ่นดินนี้!"
"แล้วมู่หรงเจวี๋ยเล่า... เจ้าทำอะไรเขา?" น้ำเสียงของเซิ่งอันสั่นพร่าเป็นครั้งแรก ยามเอ่ยถึงนามของแม่ทัพใหญ่พญามัจจุราช บุรุษผู้ซึ่งชาติงี้เคยยืนอยู่ตรงข้ามกับนางในกระดานการเมือง ทว่าในวาระสุดท้าย... กลับเป็นคนเดียวที่นำทัพบุกฝ่าทะเลเพลิงเข้ามาช่วยนาง
"หึ มู่หรงเจวี๋ยงั้นหรือ? ยามนี้มันคงกลายเป็นศพเฝ้าป้อมปราการแดนเหนือไปแล้วกระมัง กองทัพแปดหมื่นของเป่ยตี๋ที่ข้าล่อมา ย่อมบดขยี้ทหารม้าเหล็กทมิฬของมันจนไม่เหลือแม้แต่ซาก!"
คำสารภาพอันเลือดเย็นของอนุชาทำเอาหัวใจของเซิ่งอันแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ความจริงอันโหดร้ายบีบคั้นให้น้ำตาไหลพรากออกมาเป็นสายเลือด ความพินาศของราชวงศ์ ความตายของเสด็จพ่อ พระอาการประชวรขององค์รัชทายาท และการล่มสลายของแผ่นดินต้าโจว... ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะงูพิษที่นางเลี้ยงดูมากับมือ!
"เซิ่งอวี่... เจ้ามันไม่ใช่คน..." เซิ่งอันกัดฟันกรอด ยื่นมืออันสั่นเทาไปหยิบถ้วยชาชาดขึ้นมา นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายอันลึกล้ำดุจมหาสมุทร "หากฟากฟ้ามีตา ประทานโอกาสให้ข้าอีกครั้ง... ข้าจะขอเป็นพญาหงส์เปื้อนเลือด ลากพวกเจ้าทุกคนลงนรกอเวจี สับร่างพวกเจ้าให้เป็นชิ้น ๆ ไม่ให้เหลือแม้แต่ป้ายวิญญาณบรรพชน!"
นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น!
ความเจ็บปวดแล่นพล่านเข้าสู่เส้นโลหิตในพริบตา พิษร้ายกัดกินเครื่องในจนร้อนรุ่มปานเพลิงกัลป์แผดเผา เซิ่งอันกระอักเลือดสีดำสนิทออกมาเต็มลานตั่ง ร่างบางล้มคว่ำลงกับพื้นศิลาอันเย็นเยือก สติรับรู้ค่อย ๆ ดับวูบไปพร้อมกับภาพของเซิ่งอวี่ที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่งในเงามืด...
เฮือก—————!!!
เซิ่งอันสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงสูดหายใจเข้าลึก ดุจคนที่เพิ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวน้ำ ร่างระหงสปริงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนหนานุ่ม ทั่วทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล หอบหายใจรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก มือบางยกขึ้นกุมทรวงอกของตนเอง... หัวใจยังคงเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง ไร้ซึ่งความเจ็บปวดจากพิษร้ายกู่สูบวิญญาณ
นางรีบก้มลงสำรวจมองมือทั้งสองข้าง... มันช่างขาวผ่อง เนียนละเอียด และไร้ซึ่งรอยแผลเป็นจากคมดาบทางการเมืองที่นางเคยได้รับในวัยผู้ใหญ่
"องค์หญิงใหญ่ ทรงตื่นจากพระบรรทมแล้วหรือเพคะ? ทรงพระสุบินร้ายหรืออย่างไร เหตุใดเหงื่อทรงโทรมพระวรกายเช่นนี้" เสียงหวานใสของ ‘ชิงเฟิง’ นางกำนัลคนสนิทดังก้องขึ้นข้างเตียง
เซิ่งอันหันขวับไปมอง ภาพตรงหน้าทำให้นางถึงกับเบิกตากว้าง... ชิงเฟิงยามนี้ยังมีใบหน้าเยาว์วัย ซ้ำร้ายบาดแผลฉกรรจ์ที่เคยถูกเซิ่งอวี่สั่งตัดลิ้นและฆ่าตายในชาติก่อน บัดนี้นางยังคงอยู่ดีมีสุขและส่งยิ้มให้อย่างห่วงใย
"ชิงเฟิง... ยามนี้... ยามนี้ปีรัชศกที่เท่าใด?" เซิ่งอันเอ่ยถาม สุ้มเสียงของนางช่างนุ่มหวานและแฝงแววเยาว์วัยจนน่าประหลาด
ชิงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความฉงน ทว่าก็รีบคุกเข่าตอบ "ทูลองค์หญิงใหญ่ ยามนี้ปีรัชศกอันหนิงที่สิบสี่... เดือนสามเพคะ ทรงจำมิได้หรือเพคะว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฝ่าบาทแล้ว"
ปีรัชศกอันหนิงที่สิบสี่... เดือนสาม...
เซิ่งอันนิ่งอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งอยู่ข้างเตียง ภาพที่สะท้อนกลับมาคือดรุณีน้อยแรกรุ่นในวัย สิบสี่หนาว ผิวพรรณผุดผ่องดั่งประติมากรรมหยกขาว นัยน์ตากลมโตฉายแววบริสุทธิ์ ทว่าในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น บัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยความแค้นข้ามภพชาติและรังสีสังหารอันเข้มข้นจนน่ากลัว
นางย้อนเวลากลับมาแล้ว...!
ฟากฟ้าประทานโอกาสให้นางกลับมาในช่วงเวลาก่อนที่โศกนาฏกรรมทั้งหมดจะเปิดฉากขึ้น ก่อนที่สี่ตระกูลใหญ่จะเริ่มแผนการกบฏ และก่อนที่เซิ่งอวี่จะเผยสันดานงูพิษออกมา!
เซิ่งอันก้าวลงจากเตียงช้า ๆ ท่วงท่าแปรเปลี่ยนเป็นสง่างาม ทะนงตน และเฉียบขาดในพริบตา แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้ราบเรียบดุจผิวน้ำแข็ง นางเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยันผืนฟ้านภาอันกว้างใหญ่ของเมืองหลวงจินหลิง แย้มยิ้มพรายอย่างเหี้ยมเกรียม
"สิง... หาน... กู้... เฉิน... และเจ้า... เซิ่งอวี่..." นางกระซิบสุ้มเสียงเย็นเยียบกระแทกจิตวิญญาณ "ชาตินี้ พวกเจ้าเตรียมตัวรับกรรมที่ก่อไว้ให้ดีเถิด กระดานแค้นของข้าเซิ่งอัน... เริ่มต้นขึ้นแล้ว!"