TODAY Bizview

  • Home
  • TODAY Bizview

TODAY Bizview ธุรกิจ เศรษฐกิจ ผู้นำ — สำนักข่าวออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองไกล
โดยทีมข่าวในเครือ TODAY

ร้านขนมไทย ‘หยกสด’ ที่เราเห็นกันหลายสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มต้นมาจาก ‘ความอยากกินแต่หาซื้อไม่ได้’ ของเจ้าของธ...
30/12/2025

ร้านขนมไทย ‘หยกสด’ ที่เราเห็นกันหลายสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มต้นมาจาก ‘ความอยากกินแต่หาซื้อไม่ได้’ ของเจ้าของธุรกิจ ‘จ๊าก-มหศักย์ สุรกิจบวร’ ตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งจะลาสิกขาออกมา จนเกิดเป็นร้านขนมไทยที่สร้างกำไรทุกปี
ในปี 2567 บริษัท หยกสด จำกัด มีรายได้รวมอยู่ที่ 144 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท เทียบกับปี 2566 ที่มีรายได้กว่า 121 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันตัวเลขปลายปี 2568 หยกสดมีสาขารวมเกือบ 30 สาขาทั้งที่เป็น stand alone และอยู่ในห้างสรรพสินค้า
ข้อมูลจาก data creden เปิดผลประกอบการของ บริษัท หยกสด จำกัด นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งบริษัท (ยกเว้นตัวเลขล่าสุดปี 2568) ดังนี้
- ปี 2567 รายได้ 144.17 ล้านบาท กำไร 22.30 ล้านบาท
- ปี 2566 รายได้ 121.52 ล้านบาท กำไร 19.11 ล้านบาท
- ปี 2565 รายได้ 86.08 ล้านบาท กำไร 14.29 ล้านบาท
- ปี 2564 รายได้ 44.25 ล้านบาท กำไร 7.86 ล้านบาท
- ปี 2563 รายได้ 25.45 ล้านบาท กำไร 2.46 ล้านบาท
- ปี 2562 รายได้ 8.46 ล้านบาท กำไร 475,442 บาท
- ปี 2561 รายได้ 1.57 ล้านบาท กำไร 294,966 บาท
[ ค่อยๆ โต ค่อยๆ ก้าวสไตล์ ‘หยกสด’]
จ๊าก-มหศักย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ TODAY Bizview ไว้ว่า “ช่วงที่เริ่มแรก สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ เราต้องไปที่คนอยู่เยอะๆ ผมเริ่มมองไปที่ห้างสรรพสินค้า เช่น เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เดอะมอลล์บางแค และก็เพิ่มรสชาติให้หลากหลายขึ้น ทำให้สินค้าดูมีกิมมิคมากขึ้น”
แม้ว่าเส้นทางธุรกิจของ จ๊าก-มหศักย์ จะดูดีเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาเล่าว่า ในระหว่างนั้นก็มีช่วงที่ยอดขายไม่ดี ไม่เป็นไปตามเป้าที่คิดไว้ จึงต้องแก้เกมปรับทำเลไปเรื่อยๆ จนตกผลึกว่า ทำเลไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ยอดขายตก ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย เช่น พฤติกรรมคน, ราคา, ความหลากหลาย และกลุ่มคนที่อยู่ในโลเกชั่นนั้นๆ
เส้นทางการทำธุรกิจของหยกสดเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป จ๊าก-มหศักย์ มองว่า การทำธุรกิจหรือการวางกลยุทธ์สำหรับตัวเขาเอง อาจจะไม่ได้ดูภาพใหญ่ขนาดนั้น เขาเลือกที่จะมองจากภาพเล็กๆ แล้วนำมาขยายต่อ ไม่มีการวางมาสเตอร์แพลนไว้ชัดเจน แต่เป็นการทำธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ พัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว
สรุป 7 แนวคิดน่าสนใจจาก ‘หยกสด’ เบื้องหลังการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
1.การคิดไอเดียธุรกิจอาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งใกล้ตัว จากความสงสัยของตัวเองได้
2.ความอดทนและความพยายาม ยังเป็นสูตรสำเร็จของนักธุรกิจเสมอ
3.การเรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ
4.กลยุทธ์ธุรกิจของเราอาจแตกต่างจากคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่า มันเป็นวิธีที่ผิด
5.เรียนรู้ แก้ไข ปรับตัวให้ไวที่สุด คือหนึ่งในกุญแจสำคัญของความสำเร็จ
6.จังหวะและความเร็วในการขยายธุรกิจสำคัญเสมอ
7.การลงมือทำเป็นทางออก และเป็นวิธีทำที่เร็วที่สุดในการทำธุรกิจ
ปัจจุบันร้านหยกสดมีทั้งหมด 29 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยภายในร้านมีสินค้าประมาณ 19 ตัวที่เป็นเมนูประจำ จากจุดเริ่มต้นวันแรกๆ ที่เขาเริ่มทำ ‘ขนมเปียกปูน’
“สำหรับหยกสด เราจะเน้นที่การขายแบรนด์ ปั้นแบรนด์ มากกว่าขายตัวสินค้าโดยเฉพาะ เพราะการสร้างแบรนด์ให้ชัดเจนอาจจะดูยั่งยืนมากกว่า”
“หยกสดเน้นการเติบโตแบบที่ยังไหวตัวทัน ถ้าวันหนึ่งธุรกิจอาจไปไม่รอด หรือถ้าธุรกิจปังมากๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีเวลาให้ศึกษาตัวอย่างความสำเร็จ ไม่ใช่ทุกอย่างต้องรีบไปหมด จนเราเองก็ตามไม่ทัน”
“ถ้าเราค่อยๆ ไป เราก็จะค่อยๆ มองเห็น และปรับตัวตามได้ทัน บางทีแพลนเยอะมากๆ มันก็ไม่เหมาะกับธุรกิจแบบของเรา แต่ระหว่างนั้นก็มีการ revise ทุกเดือนอยู่แล้ว”

ปี 2025 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงโค้งท้ายถ้ามองย้อนกลับไป นี่อาจเป็นหนึ่งในปีที่ “การเงินไทย” เต็มไปด้วยบททดสอบมากที่สุดปีหนึ...
30/12/2025

ปี 2025 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงโค้งท้าย
ถ้ามองย้อนกลับไป นี่อาจเป็นหนึ่งในปีที่ “การเงินไทย” เต็มไปด้วยบททดสอบมากที่สุดปีหนึ่ง
TODAY Bizview ชวนย้อนดู “ปรากฏการณ์การเงินที่เกิดแต่กับประเทศไทย” ปี 2025
ปีนี้ยอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้สวยหรู แต่สะท้อนความจริงของผู้คนที่ต้องดิ้นรน ปรับตัว และอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอน ตั้งแต่ ราคาทองคำพุ่งแตะ 67,400 บาท ทำสถิติใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งลงแตะ จุดต่ำสุดในรอบหลายปีที่ 1,062.78 จุดติดลบกว่า 10% ในปีเดียว
ภาพนี้สะท้อนชัดว่า เงินกำลังไหลหนีความเสี่ยง และความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
แม้ค่าเงินบาทจะแข็งแตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะสบายขึ้น
ในอีกด้าน อัตราดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับลดลงเหลือ 1.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวช้า และภาระหนี้ครัวเรือนที่กดดันต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน โลกการเงินก็เผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายเหตุการณ์ ทั้ง บิตคอยน์ที่ราคาพุ่งแตะระดับ 4 ล้านบาท ในช่วงสั้นๆ ก่อนสร้างความผันผวนหนัก การที่ไทยประกาศ ยกเว้นภาษีคริปโทฯ 5 ปี เพื่อดึงเงินลงทุน
รวมถึงประเด็น G-Token ที่สุดท้ายต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว โครงการก็เงียบเหมือนถูกพับไป ขณะที่ฝั่งแบงก์ชาติออกมาตรการบัญชีม้าและการล็อกบัญชี อย่างเข้มข้น
คดีความและบทลงโทษในตลาดหุ้น ทั้งกรณี Insider Trading หุ้น TKN, การ ปิดฉากหุ้น JKN และคดีใหญ่ในหุ้นพลังงานอย่าง BCP ที่สร้างแรงกระเพื่อมความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย
นโยบายรัฐเองก็เผชิญคำถาม
เมื่อมาดูโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่ง พลัส” ก็ต้องยอมรับว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้จำกัด ประชาชนหลายคนชื่นชอบโครงการนี้ แล้วก็ยุบสภา โครงการเฟสสองไม่ได้ไปต่อ แถมทิ้งท้ายด้วยมาตรการ ลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ ที่คนรายได้สูงเริ่มตั้งคำถามว่า “คุ้มจริงหรือไม่” ไปจนถึงการคุมเข้ม การซื้อ–ขายทองออนไลน์ เพื่อสกัดเงินไหลผิดปกติ
ทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2025 ไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตหวือหวา แต่เป็นปีแห่งการ “ประคองตัว” ปีที่ทั้งประชาชน นักลงทุน ธุรกิจ และรัฐ ต้องเรียนรู้จะอยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้
บทเรียนสำคัญของปีนี้อาจไม่ใช่เรื่องผลตอบแทนแต่คือการเข้าใจว่า ระบบการเงินเปราะบางกว่าที่คิด และความเสี่ยงมาได้จากทุกทิศทาง ใครปรับตัวช้า อาจหลุดจากเกมโดยไม่รู้ตัว
ไว้ปี 2026 มาทบทวนกันใหม่ว่าเราต้องปรับตัวอะไรกันไปบ้าง
หมายเหตุ : ปรากฎการณ์การเงินอาจรวบรวมมาได้ไม่ครบ ขออภัยมา ณ ที่นี้ ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ร่วมพูดคุยกันเพิ่มเติมได้

ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน การจะซื้อของชิ้นหนึ่ง เรามักต้องถามตัวเองก่อนเสมอว่าเงินพอไหมหรือ รอเงินเดือนรอบหน้าดีกว่าไหมแ...
30/12/2025

ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน การจะซื้อของชิ้นหนึ่ง เรามักต้องถามตัวเองก่อนเสมอว่าเงินพอไหมหรือ รอเงินเดือนรอบหน้าดีกว่าไหม
แต่วันนี้คำถามเหล่านั้นค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยปุ่มสั้นๆ บนหน้าจอว่า ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’ หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือ หรือแม้แต่ของใช้จุกจิก ทุกอย่างดูเข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องรูดบัตร ไม่ต้องกดเงินสด และไม่ต้องรู้สึกว่า ‘กำลังเป็นหนี้’ ในทันที
แต่ภายใต้ความสะดวกนั้น ภาพการเงินของผู้บริโภคไทยกลับไม่ได้สดใสเท่าที่ควร
[ รายได้ไม่ทันรายจ่าย จุดเริ่มต้นความเปราะบาง ]
ข้อมูลจากการสำรวจผู้บริโภคของ SCB EIC สะท้อนภาพที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา นั่นคือ คนไทยจำนวนมากกำลังอยู่ในภาวะที่ ‘รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย’
ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 70% มีรายได้เท่าเดิมหรือปรับลดลงในขณะที่กว่า 90% ต้องรับมือกับรายจ่ายที่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น เมื่อเงินเข้าไม่ขยับ แต่เงินออกยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ความตึงมือจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดยังคงเป็นกลุ่มรายได้น้อยโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน แต่สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือ สัญญาณความเปราะบางเริ่มปรากฏในกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูงด้วยเช่นกัน
คนที่เคยคิดว่า ‘รายได้เราน่าจะพอ’ เริ่มรู้สึกว่า เงินเดือนชนเงินเดือนมากขึ้นและพื้นที่สำหรับการออมหรือรับมือเหตุฉุกเฉินเริ่มแคบลงเรื่อยๆ
[ บางครั้งหนี้ที่ไม่ได้เพิ่มเพราะฟุ่มเฟือย ]
ในบริบทแบบนี้ ‘หนี้’ ไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตหรูหราเสมอไป แต่หลายครั้งคือเครื่องมือประคองชีวิตในช่วงที่รายได้ไม่แน่นอน
ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้ในระดับสูงบางกลุ่มต้องนำรายได้มากกว่า 60% ไปใช้จ่ายกับการผ่อนหนี้ในแต่ละเดือน
ความรู้สึกว่า ‘ผ่อนไม่ไหว’ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวแม้แต่ในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือนก็ยังมีสัดส่วนไม่น้อยที่เริ่มกังวลกับภาระหนี้ของตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเสี่ยงเรื่องหนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่เริ่มกระจายไปยังคนวัยทำงานตอนต้น คนที่เพิ่งสร้างครอบครัว หรือคนที่มีหนี้หลายประเภทซ้อนกัน ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อดิจิทัล
[ BNPL ความสบายใจระยะสั้น ]
BNPL เข้ามาในช่วงเวลาที่ ‘คนต้องการทางเลือก’ และในเชิงการเข้าถึง BNPL ตอบโจทย์อย่างมาก ไม่ต้องยื่นเอกสารซับซ้อน ไม่ต้องรออนุมัตินาน บางครั้งแค่มีประวัติการใช้งาน ก็สามารถเริ่มผ่อนได้ทันที
ผลสำรวจชี้ว่า ผู้ใช้ BNPL และสินเชื่อผ่านแอปมือถือมีสัดส่วนสูงกว่าผู้ใช้บัตรกดเงินสดเสียอีก โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่มักเป็นคนอายุน้อย รายได้ยังไม่สูง และมีภาระหนี้หลายทางอยู่แล้ว
สิ่งที่น่าคิดคือ ผู้ใช้ BNPL จำนวนมากยอมรับตรงกันว่าการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น ทำให้ตัดสินใจใช้จ่ายง่ายขึ้นเช่นกันของบางชิ้นอาจไม่ได้จำเป็นในทันที
แต่เมื่อถูกแบ่งเป็นงวดเล็กๆ ความรู้สึก ‘จ่ายไหว’ ก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันคิดถึงภาพรวมของหนี้ทั้งหมด และเมื่อ BNPL กลายเป็นเพียง ‘หนึ่งในหลายงวด’ ความเสี่ยงที่หนี้จะทับซ้อนกันก็เพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ
[ ความกังวลสะท้อนผ่านพฤติกรรมใช้เงิน ]
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นหลายคนเลื่อนแผนซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือของชิ้นใหญ่เพราะไม่มั่นใจทั้งเรื่องรายได้ ดอกเบี้ย และภาระหนี้ในอนาคต
แม้แต่ผู้ที่ยังมีแผนซื้อ ก็ยังมองว่า ความสามารถในการซื้อเป็นอุปสรรคสำคัญเพราะราคาสินทรัพย์ยังสูงเมื่อเทียบกับรายได้จริงในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับการออมและการเตรียมเงินสำรองมากขึ้นเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
[ ทางออกของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่หยุดผ่อน ]
BNPL ไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเองแต่ปัญหาอยู่ที่จังหวะและบริบทของการใช้งานการแก้ไขสถานการณ์นี้จึงต้องเดินควบคู่กันทั้งการจัดการหนี้เดิมและการป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ใหม่เกินความจำเป็น
ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการต้องร่วมกันออกแบบระบบสินเชื่อที่ไม่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภคฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็ต้องกลับมามองภาพรวมการเงินของตัวเองให้ชัดขึ้น รู้ว่าภาระหนี้อยู่ตรงไหน และขอบเขตการผ่อนของเราจริงๆ คือเท่าไร
สุดท้ายแล้ว ซื้อก่อนไม่ได้ผิดแต่การจ่ายไม่ไหว คือจุดที่ชีวิตเริ่มสะดุด BNPL อาจเป็นผู้ช่วยในวันที่จำเป็น แต่ก็อาจกลายเป็นภาระในวันที่รายได้ยังไม่มั่นคง ก่อนจะกดปุ่มยืนยันการผ่อนครั้งต่อไปบางทีคำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่ว่า ‘ผ่อนได้ไหม’
แต่คือถ้าไม่มีตัวเลือกผ่อน เราจะยังเลือกซื้อสิ่งนี้อยู่หรือเปล่าเพราะสุดท้ายแล้ว ความสบายในวันนี้ ควรไม่แลกกับความหนักใจในวันข้างหน้า

ในปี 2026 คน Gen X (เกิดช่วงปี 1965-1980) จะมีอายุอยู่ระหว่าง 46 - 61 ปี โดยเป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยกลางคน มีบทบาทสำคัญทางเ...
30/12/2025

ในปี 2026 คน Gen X (เกิดช่วงปี 1965-1980) จะมีอายุอยู่ระหว่าง 46 - 61 ปี โดยเป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยกลางคน มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ และกำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
กลุ่ม Gen X เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง เป็นหัวหน้าครอบครัวและผู้มีอำนาจตัดสินใจในบ้าน แต่ด้านหนึ่งต้องรับมือกับความเครียดจากภาระหน้าที่ แต่ก็มีความสามารถในการจัดการชีวิต ถือเป็นกลุ่มที่เชื่อมต่อระหว่างโลกแบบดั้งเดิมและโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ดี
ในรายงานเจาะเทรนด์โลก 2026 โดย TCDC อธิบายถึง Gen X ไว้ว่า กำลังเผชิญภาวะความเครียดสูงสุดเมื่อเทียบกับเจนอื่น ๆ ทั้งเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ความมั่นคงในหน้าที่การงาน การรักษาเป้าหมายในชีวิต รวมถึงความมั่นคงในช่วงเกษียณ
โดย Gen X เฉลี่ย 22% ยอมรับว่าต่อสู้กับความเครียดทุกวัน เมื่อเทียบกับกลุ่ม Gen Y (มิลเลนเนียล) ที่มีความเครียด 17% Gen Z เฉลี่ย 14% และ BabyBoomer 8%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Gen X อาจมีความเครียดมากที่สุด แต่ก็มีความพร้อมในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ มากที่สุด ด้วยภูมิหลังของพวกเขาเติบโตมากับการคิดหาทางออกด้วยตนเอง การรู้จักปรับตัว จนมีทักษะความยืดหยุ่นที่เป็นเอกลักษณ์
สมาคมจิตวิทยาอเมริกันชี้ให้เห็นว่า “ความเครียดสามารถเกิดได้กับทุกช่วงวัย แต่สำหรับคน Gen X ดูเหมือนพวกเขาจะมีทักษะการรับมือกับความเครียดได้ดี แม้จะรู้สึกกดดันมากกว่ากลุ่มคนกลุ่มอื่นก็ตาม”
แม้จะถูกขนานนามว่าเป็น Gen ที่ถูกลืมและเป็น Gen ที่มีจำนวนน้อย แต่ Gen X กลับเป็นผู้สร้างอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก ปัจจุบันซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่จากการจัดอันดับ 500 Fortune โดย Fast Company มากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่ม Gen X
เช่นเดียวกับผู้มีอิทธิพลหลายคนในโลกแห่งเทคโนโลยี ได้แก่
เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos)
อีลอน มัสก์ (Elon Musk)
สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella)
แลร์รี เพจ (Larry Page)
และเซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin)
ซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากช่วงยุคปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (The Personal Computer Revolution) ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1990 อันเป็นสะพานเชื่อมต่อที่สำคัญในธุรกิจเทคโนโลยี
นอกจากนี้ คน Gen X ยังมีจุดแข็งหลายประการที่ช่วยให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นสภาพแวดล้อมในโลกการทำงานและธุรกิจมาได้ พร้อมกับมีความเข้าใจและสามารถปรับตัวเข้ากับคนจากแต่ละเจเนอเรชันได้ดี
กลุ่ม Gen X คิดเป็น 31% ของประชากรโลก และ 27% ของรายจ่ายทั่วโลก นับเป็นกลุ่มคนที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ
ในเชิงการทำการตลาดกับคนกลุ่มนี้แบรนด์ที่สามารถสร้างเรื่องราวการมองโลกในแง่อย่างมีเหตุผลเพื่อยกระดับจิตใจได้ จึงเป็นตัวเลือกที่สำคัญ โดยกลุ่ม Gen X มีรายได้สามารถใช้จ่ายได้เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 108,615 ดอลลาร์สหรัฐ
จากการวิจัยทั่วโลกพบว่า มีเพียง 13% ของกลุ่มเจนเอ็กซ์ เท่านั้นที่รู้สึกว่ามีตัวแทนที่สามารถสื่อสารความเป็นเจนของตนเองได้ชัดเจนในโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย ดังนั้นการสื่อสารกับ Gen X คือ การให้ความสำคัญกับภาพและภาษาที่ครอบคลุมช่วงวัยในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen X ถือเป็นพลังการเชื่อมต่อที่สำคัญ
ในขณะเดียวกันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Gen X ยังมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งมากที่สุดในปี 2026 โดยมีการเติบโตของบุคคลที่มีมูลค่าทรัพย์สินระดับสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) ประมาณ 59.8%
และการเติบโตของบุคคลที่มีมูลค่าทรัพย์สินในระดับความมั่งคั่งสูงเป็นพิเศษ (Ultra High-Net-Worth Individuals: UHNWIs) ประมาณ 32.7%
และอย่าประเมิน TikTok ว่ามีไว้สำหรับคนรุ่นใหม่เท่านั้น เพราะแพลตฟอร์มนี้เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางสำหรับทุกเจน
ที่สำคัญคือครีเอเตอร์ Gen X ได้รับความสนใจมากขึ้น การศึกษาในระดับโลกพบว่าแคมเปญจากเหล่า Gen X มีคะแนนความสนใจสูงกว่า 73% และส่งผลให้มีการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นกว่า 43%
ดังนั้นการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์เจนนี้ ทั้งการสื่อสารไลฟ์สไตล์หรืออารมณ์ขัน ก็สามารถสร้างโอกาสในเชิงธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ
สรุปคือ สะอาด เรียบง่าย โปร่งใส สื่อสารตรงไปตรงมา ครอบคลุมเกี่ยวกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์รอบด้าน เพื่อช่วยในการมองเห็นและตัดสินใจคือสมการเพื่อเข้าใจเหล่า Gen X เป็นที่รู้กันว่า Gen X เป็นคนมีเหตุผลและเชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้พวกเขาเป็นผู้บริโภคที่มีไหวพริบ ซึ่งหมายความว่าแบรนด์ต่างๆ ต้องแน่ใจว่าข้อมูลที่สื่อสารทั้งหมดนั้นชัดเจนและเข้าถึงง่าย

30/12/2025

Eat Am Are สเต๊กพันล้าน โตเงียบด้วยกลยุทธ์ปากต่อปาก
#อีทแอมอาร์ #การตลาด

30/12/2025

ซื้อเสื้อผ้ายังไง ใส่ได้ยาวๆ 10 ปี ไม่ตกเทรนด์

#แฟชั่น

ปี 2025 กำลังผ่านไปTODAY Bizview ชวนดูอัลบั้ม “ปรากฏการณ์การตลาดปี 2025 ของไทย” ที่สะท้อนการตลาดไม่ได้แข่งกันแค่เสียงดัง...
29/12/2025

ปี 2025 กำลังผ่านไป
TODAY Bizview ชวนดูอัลบั้ม “ปรากฏการณ์การตลาดปี 2025 ของไทย” ที่สะท้อนการตลาดไม่ได้แข่งกันแค่เสียงดัง แต่แข่งกันที่ “ความเข้าใจผู้คน” ตั้งแต่สงครามราคาที่เดือดสุดในธุรกิจอาหาร
การปิดฉากแพลตฟอร์มยักษ์ที่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย ไปจนถึงแบรนด์เล็ก–ใหญ่ที่กล้าคิดต่าง เช่น ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ที่แข่งกันคอลแลปฯ ตัวละครเอาใจผู้บริโภค หรือแบรนด์อาหารมาแรงที่เล่นกับกระแสโซเชียล และอารมณ์ผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมา
รวมถึงการหยิบบทละครที่โดนล้อบนโลกออนไลน์ มาต่อยอดเป็น Meme Marketing ในรูปแบบของตัวเอง
ปีนี้เราจะเห็นชัดว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากงบโฆษณามหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเล่าเรื่องให้ “โดนใจ ถูกจังหวะ และจริงใจพอ” จนคนอยากมีส่วนร่วม
ไว้ปี 2026 มาดูกันใหม่! ว่าการตลาดไทยกำลังเดินหน้าไปทางไหน และอะไรคือบทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม

ในยุคที่สังคมก้าวเข้าสู่โลกไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ การใช้บัตรต่างๆ กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเค...
29/12/2025

ในยุคที่สังคมก้าวเข้าสู่โลกไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ การใช้บัตรต่างๆ กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัตรเอทีเอ็ม หลายคนอาจจะถืออยู่หลายใบในกระเป๋าเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ต่างกันออกไป
บางคนใช้กดเงิน บางคนใช้รูดซื้อของ หรือแม้แต่ชำระค่าใช้จ่ายออนไลน์ แต่ก็มักเกิดคำถามอยู่เสมอว่า จริงๆ แล้วบัตรเดบิตกับบัตรเอทีเอ็มต่างกันอย่างไร หรือบัตรเครดิตเกี่ยวข้องกับสองแบบนี้อย่างไร?
เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้น fintips by ttb ชวนทำความรู้จักกันทีละประเภทว่าแต่ละบัตรใช้งานอย่างไร เหมาะกับใคร และควรเลือกใช้แบบไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด
[ บัตรเอทีเอ็ม : กดเงินสดได้ แต่รูดไม่ได้ ]
บัตรเอทีเอ็ม คือ บัตรที่ธนาคารออกให้สำหรับทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม เช่น เบิกเงินสด โอนเงิน หรือเช็กยอดเงิน ข้อดีคือใช้งานง่ายและสะดวกมากเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินสด แต่ข้อจำกัดก็คือไม่สามารถนำไปรูดซื้อสินค้าได้ ดังนั้น หากใครที่ใช้บัตรเพียงเพื่อกดเงินเป็นหลัก บัตรเอทีเอ็มก็ตอบโจทย์เพียงพอแล้ว
ทุกบัตรเอทีเอ็มจะมีวันหมดอายุ ผู้ถือบัตรต้องไปต่ออายุที่ธนาคารเมื่อครบกำหนด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องทำให้แน่ใจว่าบัตรจะใช้งานได้ต่อเนื่อง
[ บัตรเดบิต : ใช้เงินในบัญชีได้ครบทุกช่องทาง ]
หลายคนอาจเข้าใจว่าบัตรเดบิตก็คือบัตรเอทีเอ็ม แต่จริง ๆ แล้วบัตรเดบิตทำได้มากกว่านั้น เพราะนอกจากจะกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้เหมือนกันแล้ว ยังสามารถนำไปใช้จ่ายแทนเงินสดได้ด้วย ทั้งการรูดซื้อสินค้า จ่ายบริการ หรือแม้แต่ชำระออนไลน์ โดยเงินจะถูกหักจากบัญชีเงินฝากทันที ข้อดีคือใช้จ่ายได้คล่องตัว ควบคุมงบประมาณได้ง่าย เพราะใช้ได้เท่าที่มีเงินอยู่ในบัญชี
ข้อจำกัดของบัตรเดบิต คือไม่สามารถใช้เกินวงเงินที่มีอยู่จริง ต่างจากบัตรเครดิตที่ยืมเงินอนาคตมาใช้ก่อนแล้วค่อยจ่ายคืนในภายหลัง แต่ในปัจจุบันบัตรเดบิตหลายประเภทก็มีสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับบัตรเครดิต เช่น การสะสมแต้ม หรือส่วนลดพิเศษจากร้านค้าพันธมิตร
[ บัตรเครดิต : ใช้เงินอนาคตก่อน แล้วค่อยคืนทีหลัง ]
บัตรเครดิตต่างจากสองแบบแรกชัดเจนที่สุด เพราะไม่ใช่การใช้เงินในบัญชีตัวเอง แต่เป็นการใช้วงเงินที่ธนาคารอนุมัติให้ล่วงหน้า เราสามารถรูดซื้อสินค้า จ่ายค่าบริการ หรือแม้แต่ผ่อนชำระสินค้าได้ บางร้านค้ามีโปรโมชันผ่อน 0% ทำให้การใช้จ่ายยืดหยุ่นมากขึ้น
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากไม่จ่ายคืนตามกำหนด จะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าการกู้ทั่วไป ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตต้องอาศัยวินัยทางการเงินสูง และไม่ควรใช้เกินความสามารถในการชำระหนี้
[ บัตรไหนเหมาะกับใคร? ]
หากคุณเป็นคนที่ใช้บัตรเพียงเพื่อกดเงินสดเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องรูดซื้อของหรือจ่ายออนไลน์ บัตรเอทีเอ็มก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องการความคล่องตัว ใช้รูดจ่ายได้ทุกที่ และยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีเพราะหักเงินจากบัญชีทันที บัตรเดบิตคือคำตอบที่เหมาะกว่า ส่วนใครที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการผ่อนสินค้า หรือสิทธิพิเศษจากร้านค้า การมีบัตรเครดิตก็จะตอบโจทย์
สุดท้ายเมื่อเข้าใจความต่างกันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกบัตรให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสายกดเงินสด สายรูดซื้อของ หรือสายช้อปออนไลน์ การเลือกบัตรที่ใช่จะช่วยให้ชีวิตการเงินง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม บัตรไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็เป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ สิ่งสำคัญคือการใช้บัตรอย่างมีวินัย รู้จักควบคุมการใช้จ่าย และเลือกใช้ให้ตรงกับความจำเป็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้การเงินของคุณมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกๆ วัน

29/12/2025

เศรษฐกิจไทย ปี 2025 แย่จริงไหม?

#เศรษฐกิจไทย #ลงทุน #การเงินส่วนบุคคล

โซเชียลมีเดียและการตลาดในโลกออนไลน์ในปัจจุบัน ‘ความจริงใจ’ กำลังกลายมาเป็นสิ่งสำคัญเหนือความดังของอินฟลูเอนเซอร์ในแต่ละอ...
29/12/2025

โซเชียลมีเดียและการตลาดในโลกออนไลน์ในปัจจุบัน ‘ความจริงใจ’ กำลังกลายมาเป็นสิ่งสำคัญเหนือความดังของอินฟลูเอนเซอร์ในแต่ละอุตสาหกรรม ยิ่งกว่านั้นความเรียลเหล่านั้นอาจจะแปลงเป็นเม็ดเงินเข้าสู่ธุรกิจได้มากกว่าด้วย
ผลสำรวจจาก Fohr Almanac of Influence ในปี 2025 พบว่า 73% ของผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามเลือกที่จะเชื่อการรีวิวหรือบอกต่อจากคนทั่วไป มากกว่ากลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ หรือคนดังที่มีผู้ติดตามเยอะ
[ บทบาทจาก KOL มาสู่ KOC ]
ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้เรามักได้ยินคำว่า ‘KOL’ หรือ Key Opinion Leader ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดย Tellscore เปิดเผยว่า จำนวน KOL/คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ในประเทศไทยเติบโตสูงมาก โดยรวมตลาดมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท และมีคนไทยเป็นอาชีพนี้ถึง 9 ล้านคน ในปี 2024
ตลาดของ KOL เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 25-30% ต่อปี มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกลุ่มครีเอเตอร์ Full-Time และ Micro-influencers ที่เข้าสู่ตลาดนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปี 2026 บทบาทของ KOL หรือ คอนเทนต์ครีเอเตอร์จะลดลง เพราะพฤติกรรมของผู้ใช้โซเชียลมีเดียเปลี่ยนไป เชื่อมั่นและไว้ใจกลุ่มคนตัวเล็กที่เข้าถึงง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงมาก แต่รีวิว บอกต่อ ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนสนิทที่จริงใจมากกว่า
James Nord ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Fohr ซึ่งจัดทำรายงานผลสำรวจ Almanac of Influence ได้กล่าวว่า “ในปี 2026 ผู้บริโภคจะกลับมาให้ความสำคัญกับ KOC (Key Opinion Consumer) อีกครั้ง เพราะคนกลุ่มนี้แม้จะมีผู้ติดตามราวๆ 10,000-50,000 คน น้อยกว่า KOL มาก แต่สร้างความเชื่อใจโดยธรรมชาติ”
“KOC จะมีส่วนกระตุ้นการใช้จ่าย และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากกว่า เพราะสังคมสมัยนี้ความจริงใจสำคัญที่สุด”
จุดแข็งของ KOC และสิ่งที่อาจตอบโจทย์แบรนด์ได้มากกว่า ดังนี้
- สื่อสารด้วยประสบการณ์จริง รีวิวจากการใช้จริง บอกเล่าด้วยความจริงใจ
- ต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับแบรนด์ต่ำกว่า (เพราะชื่อเสียงยังไม่มาก ค่าจ้างยังไม่แพง)
- แง่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดตามใกล้ชิดกว่า อาจเพราะจำนวนผู้ติดตามยังไม่มาก การสื่อสารในวงแคบจึงสนิท เชื่อใจได้มากกว่า
- อัตราการเปลี่ยนจากผู้ติดตามไปสู่ลูกค้าสูงมาก เพราะคำแนะนำที่จริงใจเป็นพื้นฐานของยอดขายที่เพิ่มขึ้น
ด้าน Michael Glasek ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการพัฒนา ได้กล่าวว่า ปี 2025 องค์กรเริ่มเห็นความสำคัญของ KOC ทั้งยังพบว่า ปริมาณการเข้าชมกลุ่ม KOC เพิ่มขึ้น รวมไปถึงผู้ชมที่เปลี่ยนไปเป็นลูกค้าก็สูงขึ้นเช่นกัน
“การสร้างเนื้อหาที่ไม่ซับซ้อน เป็นธรรมชาติ ใช้ความจริงใจในการเล่า สร้างความประทับใจกับกลุ่มเป้าหมาย สร้างความไว้วางใจในคำแนะนำต่างๆ จากพวกเขา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแบรนด์และองค์กรควรเพิ่มบทบาทของ KOC”
“ปี 2026 น่าจะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดขึ้น ขณะเดียวกันบทบาทของ KOL ก็อาจจะลดลงเช่นกัน โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นและผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการตลาด (ROMI) ของแบรนด์ต่างๆ จะเกิดจากกลุ่ม KOC มากขึ้น”
ขณะที่งานวิจัยจาก Influencer Marketing Insights 2025–2026 เผยว่า แบรนด์ทั่วโลกกว่า 40–57% กำลังมองเรื่องการเพิ่มบัดเจ็ทสำหรับ Influencer Marketing อย่างน้อย 10% ภายในปี 2026 ซึ่ง KOC จะได้รับการพิจารณามากพอๆ กับยุคของ KOL ที่เฟื่องฟู
แบรนด์จะเริ่มเปลี่ยนจากการพึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง คนติดตามสูงไปสู่ ‘ผู้บริโภคตัวจริง’ ที่บอกต่อได้ รีวิวต่อได้ และเกิดอิมแพ็คเชิงการขาย สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “KOC Ecosystem”
สรุปคือ ปี 2026 เป็นปีของมิตรภาพที่จะเข้ามามีอิทธิพลสุงสุด KOC จะเข้ามามีบทบาทในโลกการตลาดและแบรนด์ ที่สำคัญคือ ถ้าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไม่ปรับตัวในรูปแบบของคอนเทนต์ อาจถูก disrupt ไปเรื่อยๆ ได้

29/12/2025

How to แก้หนี้รับปีใหม่ หยุดหมุนเงิน แล้วหันมาใช้เท่าที่มี
#แก้หนี้ #หนี้บัตรเครดิต #เงินกู้

ในรายงานเจาะเทรนด์โลก 2026 โดย TCDC ได้นำเสนอถึงแนวโน้มเทรนด์ปีหน้าของกลุ่มเจเนอเรชั่นบูมเมอร์ Baby Boomer ที่จะมีอายุระ...
29/12/2025

ในรายงานเจาะเทรนด์โลก 2026 โดย TCDC ได้นำเสนอถึงแนวโน้มเทรนด์ปีหน้าของกลุ่มเจเนอเรชั่นบูมเมอร์ Baby Boomer ที่จะมีอายุระหว่าง 62–80 ปีในปี 2026 และเมื่อถึงปี 2030 จะมีอายุระหว่าง 66–84 ปี เรียกได้ว่าเป็น “ผู้สูงอายุตอนต้น (Young Old)” ที่จะมีจำนวนสูงถึง 61 ล้านคนทั่วโลก นอกจากคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์แล้ว เจนที่เกิดก่อนหน้าอย่างเจเนอเรชั่นสงบเงียบ (Silent Generation) จะขยับตำแหน่งขึ้นมาเป็น “ผู้สูงอายุที่แก่ที่สุด (Oldest Old)” โดยจะมีจำนวน 9 ล้านคน
อย่างไรก็ตามในรายงานวิเคราะห์ว่าเบบี้บูมเมอร์ยังคงเป็นเจนที่แก่แต่ยังสาวหัวใจยังสดชื่น แม้อายุที่มากขึ้นจะทำให้ต้องใส่ใจกับเรื่องสุขภาพร่างกาย แต่คนวัยนี้มีความพร้อมเสถียรภาพทางการเงิน อำนาจในการจับจ่ายใช้สอย
ในประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวหน้า กลุ่มประชากรผู้สูงวัยนั้นมีจำนวนมากขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรโลกที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า ประชากรที่มีอายุน้อย ในปี 2025 ที่ผ่านมา คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นฝ่ายขับเคลื่อนการเติบโตของการใช้จ่ายทั่วโลก โดย 60% ของมูลค่าการใช้จ่ายอยู่ในจีนและสหรัฐอเมริกา ส่วนอีก 79% อยู่ในสหภาพยุโรป
โดยเจนเบบี้บูมเมอร์ชาวจีน 2 ใน 3 คนจะทุ่มเงินไปกับการออกกำลังกาย ผู้สูงวัยจากแดนมังกรจะให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น
จากนี้ให้จับตาคำว่า “บลูโซน (Blue Zones)” ให้ดี กระแสธุรกิจที่พัฒนาแหล่งพักผ่อนสำหรับผู้สูงอายุในโซนสีน้ำเงินทั่วโลกกำลังมาแรง โดยอ้างอิงจากภูมิภาคโซนสีน้ำเงินทั้ง 5 แห่งทั่วโลก
Blue Zone คือ ภูมิภาคในโลกที่มีผู้คนอายุยืนยาวกว่าปกติ (90-100 ปี) และมีสุขภาพแข็งแรง มี 5 แห่งหลักคือ โอกินาวา (ญี่ปุ่น), ซาร์ดิเนีย (อิตาลี), นิโคยา (คอสตาริกา), อิคาเรีย (กรีซ) และโลมา ลินดา (สหรัฐฯ) โดยมีวิถีชีวิตร่วมกันคือ การกินอาหารจากพืชเป็นหลัก, การเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ, การมีเป้าหมายชีวิต, การมีวงสังคมที่แข็งแรง และการจัดการความเครียด
มีตัวอย่าง Blueciera บริการทริปเพื่อสุขภาพและความสมบูรณ์ของร่างกายในเมืองเอวอีร่า ประเทศโปรตุเกส มีเป้าหมายเพื่อ “ยกระดับคุณภาพชีวิต” ของผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 60 ปีโดยเฉพาะ ด้วยการนำเสนอโปรแกรมการพักผ่อนแบบองค์รวมให้ผู้สูงวัย ครอบคลุมตั้งแต่การออกกำลังกาย การกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างทำสวนหรือเดินป่า
เจนบูมเมอร์ยังคงให้ความสำคัญเรื่องการพักผ่อน และไม่หยุดที่จะสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตด้วยการทำกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดรูปแบบ ดังนั้นธุรกิจหรือแบรนด์ที่มอบบริการการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและตอบโจทย์ความสุขทางใจได้ด้วย จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ อย่างบริษัทท่องเที่ยว Saga ที่ออกแบบโปรแกรมทัวร์สำหรับคนวัย 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะโปรแกรมแต่ละวันจัดทำขึ้นให้เหมาะกับช่วงวัยของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไปเที่ยวสเปน โครเอเชีย อินเดีย หรือออสเตรเลีย เจนบูมเมอร์จึงสนุกไปกับเพื่อนวัยเก๋าที่แชร์ความสนใจในเรื่องใหม่ ๆ ร่วมกันได้
ด้วยความใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย ธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์นักช้อปวัยเก๋าที่ต้องการลงทุนเพื่อจะมีอายุยืนยาวได้แบบสุขภาพดีจึงน่าจับตามอง อย่างเช่นแบรนด์รองเท้า HOKA ที่คอลแลบกับแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นยั่งยืน Reformation เปิดตัวคอลเล็กชันรองเท้าออกกำลังกายเฉดสีใหม่ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100% พร้อมระบุคำนิยามไว้ว่าออกแบบมาเพื่อ “นักกีฬาทุกวัย” ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งหรือนักเล่นพิกเคิลบอลมือสมัครเล่นก็ตาม
หนึ่งในกลยุทธ์ของเจนเบบี้บูมเมอร์ คือการตลาดแบบหลากหลายช่วงวัย ทำอย่างไรให้วัยเก๋าดูมีสไตล์ไม่ตกยุค สินค้าแฟชั่นที่แสดงให้เห็นว่าคนแต่ละเจนใส่เสื้อผ้าจากคอลเล็กชันเดียวกันแล้วเป็นอย่างไร ให้ความรู้สึกแบบ Timeless Design ออกแบบเพื่อใส่ได้อีกหลายซีซันนับว่าน่าสนใจ อย่างเช่นแบรนด์ FatFace สร้างผลงานร่วมกับ MotherShoppers นำเสนอคอลเล็กชัน Autumn Remixed ที่โชว์ให้เห็นว่าไอเท็มเดียวกันแต่ใส่โดยคนสองวัยนั้น ช่วยสร้างสไตล์ที่น่าจดจำแม้ต่างอายุกันก็ตาม

Address


Alerts

Be the first to know and let us send you an email when TODAY Bizview posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to TODAY Bizview:

  • Want your business to be the top-listed Media Company?

Share