Pry Art

Pry Art เพจนี้ สร้างขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับงานศิลปะของพี่พราย ปฐมพร ต้องการข้อมูลหรือติดต่อสอบถามทีมงานได้ที่ 081-628-9646

25/05/2026

First time
คือ เรื่องการทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นในจิตใจ

“เป็นความบริสุทธิ์
ที่สามารถอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ
ที่พี่พรายไม่เข้าใจได้อย่างชัดเจน
จนทำให้เราสามารถมีรอยยิ้ม
สามารถมีความสุข”

ความสุขที่ยากจะเกิดขึ้น
ในอดีตที่ผ่านมา
พี่พรายเคยอธิบายเรื่อง ความโกรธไว้ว่า
“ความโกรธเป็นเรื่องของปุถุชนธรรมดา
ที่ทุกคนจะเข้าไปสัมผัส
และพี่พรายก็รุนแรงถึงขั้นที่เรียกว่า
อาจจะฆ่าใครได้เลย
แต่หลายครั้งที่ผ่านมา
ก็ผ่านมันมาได้ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร
อาจจะเป็นเพราะว่าในส่วนลึกของเรา
ก็ไม่ได้เป็นคนที่เลวร้าย
หรืออาฆาตมาดร้ายขนาดนั้น
แม้แต่ตอนวัยรุ่นที่ตีกันถึงขั้นติดคุกติดตาราง
แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาถึงขั้นทำร้ายเอาชีวิต
ปัจจุบันก็มีแว๊บเข้ามาบ้าง
เมื่อเราเจอเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ
แต่มันก็เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเอง

การโกรธเกลียดกันไม่มีประโยชน์
การต่อว่ากันไม่มีประโยชน์
เพราะฉะนั้นพยายามบังคับที่จะไม่ไปต่อว่า
หรือไปชิงชังคนอื่น
นี่คือเหตุผลที่เรามาเจอกัน
เราไม่จำเป็นต้องเกลียดใคร”

พี่พรายเล่าว่า
“ครั้งแรกที่เจอเมธี เมธีวิ่งมาหาที่สวนลุมไนท์บาร์ซ่า
แล้วก็ถามว่าใช่พี่พรายหรือป่าว แล้วเราก็ตอบว่าใช่ “
ตอนนั้นพี่พรายตัดผมสั้นใส่กางเกงขาสั้นเดินอยู่ เมธีเจอแล้วก็เข้ามาทัก
นี่ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่ง ที่ทำให้ได้เจอกัน และนำไปสู่การทำงานร่วมกัน
“ ตั้งแต่ moderndog โด่งดัง ไม่เคยได้มีการพูดคุยกันเลย จนกระทั่งเมธีมาทักตอนนั้น เป็นความรู้สึกที่ดี ที่เขายังจำเราได้ ก็เลยพูดคุยกัน แล้วเมธีเป็นคนค่อนข้าง เรียบร้อยแล้วก็นอบน้อมถ่อมตน เวลาพูดคุยด้วยก็รู้สึกผ่อนคลาย ก็เลยได้มาทำงานด้วยกันในชุดนี้ “

First time
เป็นการร่วมงานกันของพรายและพี่เมธี น้อยจินดา
ไม่ใช่เพลงแรก
เพลงแรก คือ เพลงบางเวลา

ในระหว่างการทำเพลง มีการพูดคุยกัน พี่เมธีหยิบเพลงที่เขาเขียน
First time ในช่วงประโยคแรกๆ
พี่พรายบอกว่า เพราะดี แล้วก็เขียนต่อในช่วงท่อนคอรัส การได้ทำเพลงกับทีมนักดนตรีชุดนี้นับว่าพิเศษมากเพราะพี่พรายบอกกับทีมงานว่า ยากมากที่จะทำได้อีก แต่ละคนล้วนมีประสบการณ์ที่โดดเด่น ยากจริงๆที่จะมารวมกันทำได้แบบนี้
Annop Musikapodok
Anupas Preemanuwat
Nattapak phatanaprochai
Aljul Prado
Max Petersen

สรุปเนื้อหาของเพลงนี้ แตกต่าง
ระหว่างพี่เมธีและพี่พราย
พี่เมธีจะพูดถึงความรัก ส่วนใหญ่เป็นความรู้สึกของความรัก แต่พี่พรายเขียนเนื้อหาในแง่ของความบริสุทธิ์
ถ้ากลับไปอ่านดูเนื้อหาก็จะรู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความบริสุทธ์ มันก็คงเป็นอันเดียวกัน ถ้าความรักไม่ต้องการสิ่งใด ไม่ต้องการได้อะไรกลับคืนมานั้นก็คือความบริสุทธิ์นั้นเอง พี่พรายบอกว่า
“มันก็กลายเป็นว่ารักที่บริสุทธ์มันยากจริงๆ และความบริสุทธิ์ในจิตใจของเราที่จะเป็นเช่นดังเด็กทารกก็แสนจะยาก”

ความรักที่ไม่ต้องการสิ่งใด ไม่ต้องการได้อะไรกลับคืนมานั้นก็คือความบริสุทธิ์

ความบริสุทธิ์ในจิตใจของเรา

เพลง First time
How can make me feel like a first time.
What can make me feel like I never felt this way before
How can make me feel like a first love
What can make me feel like I never felt this way before
For thousand time For thousand times
How can make me feel like a first day
What can make me feel like I never felt this way before
How can make me feel like a first love
What can make me feel like I never felt this way before
For thousand time For thousand time
*I smile in the dark with the rainbow from the moon. Dance with the moon light.
Shine to your dream.
Like I fallin in love to the bird and the tree
Why is it so hard ? Back to the purity

ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด
ที่พี่พรายพยายามทำ และ
ย้ำให้ทีมงานทำ
นั้นคือ การให้กำลังใจกัน
สิ่งที่ทุกคนสามารถรับและส่งต่อกันได้
ทีมงานขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนค่ะ

ทีมงาน

24/05/2026

เพลง…MoRe (2562)
…มากกว่า
มากกว่าความรู้สึก
ที่จะสามารถถ่ายทอดออกมาได้
สิ่งที่มากกว่านั้น
มันทำให้เราจะเป็นผู้รับมากกว่าทุกครั้ง
ไม่ว่าเราจะเสียสละมากซักแค่ไหน
ในหัวใจของเรา จะรับรู้ว่า
ชีวิตมอบสิ่งที่มีค่าให้เรามากกว่า

เพลง …MoRe
ทีมงานได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก
เป็นเสียงร้องของพี่พรายร้องกับกีต้าร์
ซึ่งพี่พรายเล่นกีต้าร์เอง
ถูกอัดมาแบบง่ายๆในโทรศัพท์มือถือ
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน พี่พรายพูดถึง
อัลบั้มใหม่ โดยมีคอนเซ็ปอัลบั้มว่า
“อยากให้รู้ว่าชีวิตมีค่า”
พร้อมกับคำอธิบายบางอย่างเรื่องนี้

If I cry cause I don’t want to hide
If I die cause nobody else care nobody else care
If I lie cause I never strong
If I try cause I loveing

วันที่4มค.61
เพลงนี้ถูกส่งไปให้พี่เอส วงกล้วยไทย
และได้โปรย วง Orgami’s
มาทำในส่วนของการMix และMastering
วันที่ 30มค.2561
MoRe…ถูกส่งเป็น เดโม่
มาให้ทีมงาน
วันที่31 มค.2561
พี่พรายกลับมา หลังจากเขาไม่อยู่20วัน
ช่วงเวลาที่ผ่านมา
ทีมงานส่งความคืบหน้าต่างๆให้พี่พราย
และเมื่อติดต่อเขาได้
ทีมงานสอบถามถึงเพลงนี้
พี่พรายบอกว่า
“เพลงนี้คือเพลงที่แต่งเพลงแรกในรอบหลายปี
และน้องๆ เขาก็ทำได้ดี มากกว่าที่คิดไว้”
หลังจากนั้น เพลงที่ถูกเขียนจนเสร็จ
มีเนื้อเพลงว่า
…MoRe
If I cry cause I don’t want to hide
If I die cause nobody else care nobody else care
If I lie cause I never strong
If I try cause I love u MoRe
Ha…….,
If I cry cause I don’t want to hide
If I die cause nobody else care nobody else care
If I lie cause I never strong
If I try cause I love u More

การกลับมาทำงานเพลงใหม่ในครั้งนั้นของพี่พราย
พี่พรายบอกว่า
“ไม่คิดว่าตัวเองจะแต่งเพลงได้อีก”
ทีมงานทราบว่ามีเหตุผลที่ดูแปลกๆ
พี่พรายเคยบอกกับทีมงานว่า
“ลึกๆอยากทำให้คนที่ได้มาเกี่ยวข้องกัน
สามารถเข้าถึงการรู้จักตัวเองได้มากขึ้น
แต่ไม่ใช่เพราะแค่เพลงหากแต่
เพราะตัวเราเองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
แม้จะเกิดขึ้นภายใน และน้อยคนจะเห็นและเข้าใจ
เราได้ทำหน้าที่ของเพื่อนที่ควรทำแล้ว
ที่เหลืออยู่ที่แต่ละคนจะเลือกประโยชน์
จากการที่เราได้รู้จักกันได้หรือไม่”
การเขียนเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ
พี่พรายเขียนไว้หลายเพลง แต่ไม่ได้เข้าห้องอัด
ในช่วงที่ไปอเมริกา เคยแต่งเพลงสด
ร้องในห้องเรียนที่นั่น
ทำทุกคนเงียบกันทั้งคลาสเรียนมาแล้ว
มันเป็นเพลงขอบคุณที่ทุกคนคงจดจำ
First Time คือเพลงแรกที่บันทึกเสียง
และหลังจากนั้นมีอีกหลายเพลงที่อยู่ใน
Pry&May-t Project
ได้แก่ Count , Across , Love cause hate
ซึ่งแต่งร่วมกันกับพี่เมธี น้อยจินดา
(เพลงAcross พี่พรายแต่งคนเดียว)

ชื่อเพลง …MoRe
จุดสามจุด ...สำหรับพี่พราย
เหมือนจะถูกตั้งไว้ให้คนถอดรหัส
ให้คนเดาไปต่างๆนานา
ทีมงานนำปริศนานี้มาเฉลยให้นะคะ
จุดสามจุดนี้ คือ I Love U, ฉันรักเธอ
เพลงนี้จึงมีชื่อจริงว่า
ฉันรักเธอมากกว่า
I Love U MoRe
แต่จะเหลือปริศนาตัว...MoRe ไว้อีกนิด
ทำไมR ต้องเขียนตัวพิมพ์ใหญ่

เมื่อปี2536 เพลงไม่มีชื่อ
ในเนื้อเพลงมีคำว่า ฉันรักเธอ
เพลงนี้มีสัญลักษณ์ —
แต่งโดย พี่ตึ๋ง พิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ และพี่พราย
เพลงนี้แต่งตั้งแต่ตอนทำวงMay21st
ความหมายของพี่พราย
ฉัน คือ ตัวฉัน เธอก็คือ ตัวฉัน
ฉันรักเธอ ก็คือการรักตัวเอง
…MoRe ก็เช่นเดียวกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เวลาที่พี่พรายร้องเพลงฉันรักเธอแล้ว
หลายครั้งที่เขาร้องไห้ ใครทำให้เขาเสียใจ
มันอาจไม่ใช่ความดีใจหรือเสียใจ

และเมื่อตอนทำอัลบั้มนี้
ช่วงแรกพี่พรายบอกอยากทำเพลง 5 ภาษา
ก่อนที่จะเขียนเพลง …MoRe
ทีมงานคิดว่า นี่คือ การดื้อรั้นแบบเงียบๆ
เป็นการเอาชนะบางสิ่งบางอย่าง
ซึ่งทีมงานก็ไม่รู้ แต่รู้สึกได้
บางอย่างทำสำเร็จ และบางอย่างไม่สำเร็จ
ท้ายที่สุดอัลบั้มนี้ มีเพลงหลายเพลง
ทีมีหลายภาษา

อาจจะพูดได้ว่า เพลงนี้ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะมีคนรู้จักน้อยมาก
แน่นอนว่า พี่พรายคงไม่ได้คาดหวัง
ขอบคุณ แฟนเพลงพี่พราย
ที่ติดตามและให้กำลังใจ

…มากกว่า
ถ้าฉันร้องไห้ คงเป็นเพราะฉัน ไม่อยากเก็บซ่อนไว้อีก
ถ้าฉันตาย คงเพราะไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครสนใจ
ถ้าฉันโกหก คงเพราะ จิตใจมันไม่เคยเข้มแข็ง
ถ้าฉันยังยืนอยู่ เพียงเพราะ ฉันรักเธอ...มากกว่า
ฮ่า……
ถ้าฉันร้องไห้ คงเป็นเพราะฉัน ไม่อยากเก็บซ่อนไว้อีก
ถ้าฉันตาย คงเพราะไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครสนใจ
ถ้าฉันโกหก คงเพราะ จิตใจมันไม่เคยเข้มแข็ง
ถ้าฉันยังยืนอยู่ เพียงเพราะ ฉันรักเธอ...มากกว่า
"มากกว่า ทุกอย่างที่จะทำ"
..MoRe
Vocal : Pry
Lyric & Melody : Pry
Music : S Kluaythai & PROY Origami
Mix : Proy Origami’s
Record : Banana Record
Sound​ Engineer : Dongmann
Mastering : Mook-Ake Chongmankhong

ทีมงาน PRY UNDER POET'S MIND PROJECT

24/05/2026

ชาติหน้า
ชาติหน้า เป็นเพลงที่พี่พรายเขียน

คำว่าชาติหน้า ชาติก่อน ชาตินี้

พี่พรายไม่เคยเชื่อเรื่องความงมงาย
และอธิบายสำหรับเรื่องนี้ว่า

“เราไม่เชื่อ แต่ที่เราพูดออกมาชัดๆว่าชาติหน้า
แต่เหมือนกับเราบอกกับตัวเองว่า
มันจริงไหม มันมีชาติหน้า
เราบอกตัวเองว่ามันจริง มันมีได้ยังไง
พรุ่งนี้ยังมีเลย แล้วทำไมไม่มีอีก
อนาคต มันก็คล้ายๆกัน
การอธิบายก็คงต้องเป็นเรื่องของแต่ละคน
ที่ทำความเข้าใจเองว่า จะมีอะไรรอเราอยู่
หลังจากที่เราตายไปแล้ว
ซึ่งมันก็ต้องมีความเชื่อหรือมีความศรัทธา
ในทางที่ถูกด้วย
แล้วจะพิสูจน์อย่างไร
ก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง
ไม่มีใครมาบอกเราได้
เราเองก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง
แล้วก็เชื่อด้วยตัวเองว่า
ชีวิตนี้มันเป็นกระแสพลังงาน
ที่ไม่จบสิ้น เหมือนพลังงานความร้อน
พลังงานเสียง พลังงานทุกอย่าง
มันไม่มีตัวตน มันส่งผลมาเปลี่ยนสภาพ
มันไม่จบ มันวนเวียน
จนกว่าพลังงานนั้นจะไม่มีเชื้อ
ไม่มีอะไรมาเผาไหม้ให้เกิดเป็นพลังงาน
หรือเป็นอากาศธาตุอะไรต่างๆ
ซึ่งทุกคนต้องทำหน้าที่ต้องทำพิสูจน์ด้วยตัวเอง“

คำอธิบายของพี่พราย ทีมงานคิดว่า
เป็นคำที่เข้าใจง่าย หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เมื่อได้คุยกับพี่พราย เขาจะอธิบาย
แบบที่เราคาดไม่ถึงเสมอ
อย่างเรื่องนี้ ทีมงานนึกถึง
น้ำที่ระเหยไปบนอากาศและกลั่นตัวเป็นสายฝน
บางพื้นที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง
มันยังเป็นน้ำที่ไม่สูญสลายไปไหน

“บางคนอาจจะไม่ใส่ใจ
แต่บางคนอาจจะมีคำถามเกิดขึ้น
เมื่อชีวิตเรา ตายไปแล้ว
จบไปแล้ว เป็นยังไงนี่
ก็เหมือนกับนักธุรกิจเมื่อเขาลงทุนไปแล้ว
อีกกี่ปีข้างหน้า บ้านเมือง
การเติบโตของเศรษฐกิจจะเป็นยังไง
คนที่มองข้าม50ปี100ปีไป
คนแบบนี้จะได้ประโยชน์ซื้อที่ดินก่อน
ลงทุนในสิ่งที่ต้องมีค่าขึ้นในอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นทองไม่ว่าจะเป็น
หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ
เช่นเดียวกันการที่เราจะมองชีวิตข้างหน้า
มันไม่เสียหายที่เราจะมองว่า มีชีวิตหน้าอยู่
แล้วเราจะทำอะไรให้กับชีวิตหน้า
เป็นการลงทุนให้กับชีวิตหน้า
ถ้าเรามองในแง่นี้
ถ้าเรามองความเชื่อแบบงมงาย
ก็ยังช่วยได้เลยว่า
ทุกคนที่อยู่ในที่นี้แล้วมีแต่ชีวิตแย่
แล้วไม่ทำอะไรให้มันเปลี่ยนแปลง
มันก็ต้องแย่ แบบชีวิตนี้อยู่ดี
นี้คือเป็นเรื่องธรรมดา
เหมือนกับที่เขาอธิบายไว้ว่า
เราปลุกผลไม้หรือดอกไม้ชนิดใด
พืชพรรณใดไว้ มันก็จะส่งผล
เป็นแบบพืชพรรณนั้น
เขาเปรียบเทียบให้เรา เราก็พอจะรับรู้ได้
แต่ทุกคนก็ได้แค่รับรู้แต่ ไม่ได้ทำอะไร
ก็ยังคงทำเหมือนเดิม
ทำในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ทำในสิ่งที่ตัวเองเคยชิน “

เพลงนี้เขียนขึ้น พ.ศ2551
ช่วงที่พี่พรายกลับมา
หลังจากเขาหายเงียบไปหลายปี
อัลบั้มนี้มีเพลงจำนวนมากที่สุด
และดูเหมือนเนื้อหาของเพลงในอัลบั้ม
ซ่อนความปราถนาดีเอาไว้
เพลงชาติหน้า มี2 เพลง เมโลดี้เดียวกัน
โดยชาติหน้า1 พี่พรายเขียนเนื้อเพลง
มีเนื้อเพลง ดังนี้

ด้วยอำนาจของฝันอันยิ่งใหญ่
ฝันที่มีพลังและความหวัง
ดั่งภาพเขียนที่เขียนด้วยจิตใจ
ที่มีประกาย
ด้วยอำนาจของแสงที่บรรเจิด
สีที่กำเนิดบอกความหมาย
บทกวีที่ร้องในหัวใจ
ไม่สนว่าใครจะได้ยิน

ชาติหน้า ชาติหน้า ชาติหน้า แล้วมาเจอกัน

รักในสิ่งที่ชีวิตไม่มี หาในความจริง ที่ซ่อนไว้
อาจไม่เห็นผลตอบแทนใด ๆ
ในชาตินี้ก็ช่างมัน

ชาติหน้า ชาติหน้า ชาติหน้า แล้วมาเจอกัน
ชาติหน้า ชาติหน้า ชาติหน้า
แล้วมาเจอะแล้วมาเจอกันซ้ำ

ภาพเขียนเธอไม่มีค่า
บทกวีเธอไม่มีใครสนใจ
เพื่อน เราจะไม่ร้องไห้
ฟ้ามืดเพียงใดดาวยิ่งงดงาม
————-

พี่พรายบอกว่า
“เพลงนี้แม้จะอยู่ในวังวนเดิม
ให้กำลังใจคนที่เป็นกวี คนที่เป็นศิลปิน
หรือรักในงานศิลปะ
ทำงานด้วยจิตใจบริสุทธิ์
เขาอาจจะไม่รู้ตัว แต่คุณค่าของสิ่งที่เขาทำ
มันจะส่งผลที่ดีกลับมาอย่างแน่นอน
ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า
จึงอยากบอกเขา อยากให้กำลังใจคนเหล่านั้น
แต่ก็พูดถึงความงมงาย
คือเรื่องชาติหน้าที่มันเกิดคำถามในใจ และหาคำตอบ”

เพลง ชาติหน้า2 พี่พรายอยากให้พี่ตึ๋ง
(พิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ)เป็นผู้เขียนเนื้อเพลงและร้อง
เพราะว่า มันจะชาติหน้าที่ตีความคนละอย่าง

“นึกเสมอว่าดนตรีที่ทำมาถึงทุกวันนี้
ตึ๋ง คือ คนที่สำคัญมากที่สุดในชีวิต
ถ้าไม่มีตึ๋งมันก็คงไม่มีพรายเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันพอมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต
ทุกคนต้องเติบโตทุกคนต้องมีครอบครัว
ทุกคนต้องมีเรื่องราวของตัวเอง
การเติบโตก็ต้องด้วยประสบการณ์ของตัวเอง
ไม่มีใครจะมาบอกว่าใครถูกใครผิดได้ อีกต่อไป
การที่จะต้องเดินไปคนเดียว
เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่เรา
ต้องรักษาความสมดุลไว้ให้ได้
ได้แต่มีความปรารถนาดีต่อกันและกันว่า
เขายังคงเข้มแข็งต่อการใช้ชีวิต
แล้วเราก็เดินหน้าต่อไป
ในรูปแบบที่เราเลือก เขาเลือก
ชาติหน้าของเขาก็คงจะเหมือนกับ
จุดมุ่งหมายของเราอันเดียวกัน
มุ่งมั่นไปว่าทำให้ดีที่สุดในชีวิตของเรา”
พี่พรายพูดถึงพี่ตึ๋งเมื่อปีพ.ศ.2562

เพลงชาติหน้า2 มีเนื้อเพลง ดังนี้

เหมือนสายฝนที่โปรยปราย
ไม่มีวันตัดขาด
ในชาตินี้ความสัมพันธ์ที่มีกันเสมอ
ไม่ว่าจะทำอะไรใจฉันจะอยู่ข้างเธอ
จะเลิศลอยอยู่บนฟ้า
ถ้าด้อยค่าเพียงดิน

ชาติหน้า ชาติหน้า ชาติหน้า แล้วมาเจอกัน
ชาติหน้า ชาติหน้า ชาติหน้า
แล้วมาเจอะแล้วมาเจอกัน

อยู่ข้างกายยามมีภัยไฟสังคมทำร้าย
เป็นสายฝนในหัวใจไม่มีวันเหือดหาย
—————-

เพลงนี้พี่ตึ๋งเขียนถึงคนรักที่จากไปแล้ว
เป็นความรักความผูกพัน
และรอคอยการพบกันอีกครั้ง
ซึ่งวันนี้ทั้งคู่คงได้พบกันแล้ว

3 ก.ย.2551 งานฉลอง
ร้าน Overtone ครบรอบ 1 ปี
เพลงชาติหน้า1และชาติหน้า2
ถูกนำไปเล่นในคอนเสิร์ตวันนั้น
หลังจากนั้นในหลายคอนเสิร์ต
ไม่เคยเล่นเพลงนี้อีกเลย

30 มีค.2559
มีคำถามจากแฟนเพลง (Tony Ducked)
ถามว่า
ถ้าชาติหน้ามีจริง พี่พรายเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดเป็น อะไร ยกเว้น "คน"
คำถามนี้ถูกเลือกไปถามพี่พรายในการสัมภาษณ์ เชื่อว่าหลายคนก็เดากันไปต่างๆนานา ทีมงานประทับใจคำตอบนี้มากๆ
พี่พราย ตอบว่า
“ไม่เลือก ให้คนอื่นเลือก
เราจะเลือกเอาที่เขาไม่เลือก เราจะเป็นอันนั้น”

ขอฝากบทความที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

วันคืนที่ผ่านไปเป็นเหมือนไฟ
ที่เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง
สิ่งที่เหลือมักแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
กับอดีตของมัน
ความไม่สมหวัง ความผิดพลาด
และรวมถึงเรื่องราวของคนทุกคน
จะกลายเป็นเพียงเถ้าธุลี
วินาทีที่เหลือของเราจึงพิเศษ
และมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่จะได้เริ่มต้นใหม่
ได้เริ่มต้นใหม่ เพราะเวลาของชีวิต
ยังเปิดโอกาสเสมอให้เรา
ได้เริ่มต้น ได้เริ่มใหม่ ด้วยพลังของเราเอง
แม้อาจจะอ่อนแรงบางเบา
แต่ค่อยๆ ช้าๆก็จะเป็นดั่งสายลมอ่อนๆ
พัดพาเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจใหม่ๆ
ให้งอกงามและเติบโตในจิตใจของเรา
เบิกบาน ผลิแย้ม ยิ้มได้ทั้งยามท้อแท้หรือสิ้นหวัง
ขอจงมีความสุข
ในเวลาที่เหลือของชีวิตนี้เถิด เพื่อนของฉัน

พราย
————————

การอยู่กับปัจจุบัน เป็นสิ่งที่พี่พราย
บอกทีมงานเสมอๆ
พร้อมกับการบอกลาและเตรียมตัวที่จะจากไป
ทั้งตัวเราจากไปและคนที่เรารักจากไป
อาจไม่มีอะไรจะตอบเราได้ว่าชาติหน้ามีไหม
เราจะเจอกันอีกไหม
แต่การมีความสุขกับชีวิตที่เหลือของเรา
เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความสุขจริงๆ
นี่คือสิ่งที่พี่พรายบอกทีมงาน

ทีมงาน PRY UNDER POET'S MIND PROJECT

เครดิต :
เนื้อร้อง / ทำนอง : พราย
พิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ : กีตาร์
อิทธิกร คามาโช : กีตาร์
ธนพล ลายสุวรรณชัย : เบส
ทศ พนมขวัญ : กลอง
วรายุทธ ประชาพิพัฒน์ : mix

เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เริ่มต้น ก็คือ เพลงนี้เกิดขึ้น ตั้งแต่ อัลบั้มพราย (2534)“ตอนออกอัลบั้ม ชุด พราย รถไฟดนตรีได้ส่งคนมาท...
23/05/2026

เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เริ่มต้น ก็คือ
เพลงนี้เกิดขึ้น ตั้งแต่ อัลบั้มพราย (2534)

“ตอนออกอัลบั้ม ชุด พราย
รถไฟดนตรีได้ส่งคนมาทำสกู๊ป
ที่ใช้โรงหนัง ซึ่งเราบอกโอเค
หลังจากนั้นก็มีการจะให้ออกไปสัมภาษณ์
ซึ่งเราไม่ต้องการไป ก็เลยเหมือนกับว่า
มีความไม่เข้าใจเกิดขึ้นในช่วงนั้น “

ขณะนั้นไปออกรายการโทรทัศน์
คือรายการ ที่นี่กรุงเทพ
พี่พรายชอบหักมุมเสมอ
เขาไม่เล่นเพลงในอัลบั้ม”พราย”
แต่เล่นเพลงใหม่ ชื่อเพลง เจ้าหญิงแห่งดอกไม้
ซึ่งเขาแต่งไว้ในช่วงเวลานั้น และยังไม่จบ

“จำได้ว่าอัดเทปอยู่ 10 เทค
ทั้ง ๆ ที่เล่นกีตาร์ไลน์เดิม ”

ช่วงนั้นเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์
เรื่องการแก้ผ้าถ่ายรูปอย่างหนัก
คอนเซ็ปต์ของมันคือเปลือย
มันก็ไม่ได้หมายความว่า
มันจะชัดเจนว่าจะต้องเปลือยขนาดไหน
แต่ว่ามันไม่ชัดเจน แล้วถ้าการเปลือยนี้
เป็นการเปลือยของหญิงสาว
ไม่ว่าจะต้องการสื่อถึงอะไร
การวิพากษ์วิจารณ์อาจจะลดน้อยลง
คล้ายกับผู้ชายที่ชอบดอกไม้
คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามันไม่เหมาะ
ผู้หญิงจะเหมาะกว่า
แต่สำหรับคนที่รู้จักพี่พราย
จะไม่รู้สึกเช่นนั้น…
ในช่วงเวลานั้น ภาพเขียนลายเส้น
ชื่อภาพ เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล
ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นึกถึง เมื่อได้ฟังเพลงนี้
ภาพเขียนนี้ ทั้งภาพเจ้าหญิงหรือภาพเจ้าชาย
ล้วนแล้วแต่เป็นตัวตนของพี่พราย
เจ้าหญิงก็คือพี่พราย เจ้าชายก็คือพี่พราย
ทีมงานสอบถามกับศิลปินผู้เขียนภาพนี้
ถึงดอกทานตะวัน
“ดอกทานตะวันสื่อถึงแสงสว่าง “
ในภาพเขียนนั้นซ่อนอะไรไว้มากมาย
ศิลปินเคยพับรอยต่อให้ทีมงานดู รูปนี้มีรอยต่อประกอบรูปซึ่งเชื่อมกันมากกว่า2จุด
ซึ่งภาพๆนั้นเกิดปีเดียวกันกับเพลงนี้

การกลับมาของอัลบั้มเจ้าหญิงฯ เจ้าชายฯ
ปี พ.ศ.2560
เพลงนี้นำมาร้องในคอนเสิร์ต
ที่จัดขึ้นที่อาคารปรีดีย์พนมพงค์
ผู้ที่เป็นตัวแทนของเจ้าหญิงแห่งดอกไม้ครั้งนี้
คือ พี่ชมภู่ กับวลีที่พี่พรายพูดถึง
“น้องสาวบังเกิดเกล้า”
และท่อนหนึ่งของเพลงที่ว่า “คือ ความรักในความดี”

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด
เป็นเรื่องราว เป็นอดีต
มันเป็นส่วนหนึ่งของที่มาเพลงนี้เท่านั้น

ปัจจุบัน
สำหรับเพลงเจ้าหญิงแห่งดอกไม้ ในวันนี้
เพลงนี้ก็เข้าสู่ GenXตอนปลายแล้ว
ทุกอย่างล้วนมีเวลาของมัน
แม้มันจะไม่ใช่เพลงที่ประสบความสำเร็จ
แต่มันยังเข้มแข็ง และมีความความสุข
มีใครบางคน ณ ขณะนี้ อาจกำลังนึกถึง
อาจกำลังฮัมเพลง
อาจกำลังฟังมันผ่านหูฟัง ผ่านลำโพง ผ่านเสียงกีต้าร์
หรืออาจไม่มีใครฟังมันอีกเลย

“วันหนึ่งเราก็ต้องจากกันนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง
ที่เป็นเรื่องจริง ที่เป็นสัจธรรม
เราไม่มีอะไรเสียใจที่เกิดมาได้พบกัน
ได้รักกันได้เกื้อกูลกัน
และแม้แต่ได้เกลียดกัน ก็ไม่ต้องเสียใจ
เพราะว่าในความเกลียด
มันก็คงจะให้ตัวเองได้รู้ว่า
มีความทุกข์หรือมีความสุข
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดี
ที่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
ทำให้เราได้ใคร่ครวญพิจารณา “

ทีมงานคิดว่าเพลงนี้ คือ หนึ่งในเพลงสำคัญ
คำอธิบายที่ชัดเจนที่สุด
สิ่งที่พี่พรายอยากบอก
ในการทำเพลงของพี่พรายจนมาถึงทุกวันนี้

ทีมงาน PRY UNDER POET'S MIND PROJECT

เครดิตภาพ : Pry

ปฐมบท ปฐมพรปฐมพรพื้นเพเดิมเกิดที่เวียงจันทน์ เป็นคนไทยที่เกิดในเวียงจันทน์ เนื่องจากพ่อเป็นคนอยุธยาและแม่เป็นคนพิจิตรไปท...
21/05/2026

ปฐมบท ปฐมพร

ปฐมพรพื้นเพเดิมเกิดที่เวียงจันทน์
เป็นคนไทยที่เกิดในเวียงจันทน์
เนื่องจากพ่อเป็นคนอยุธยาและแม่เป็นคนพิจิตร
ไปทำงานที่ประเทศลาว
ซึ่งสมัยก่อนเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส
พ่อเป็นช่างตัดเสื้อผ้าและแม่ก็เป็นแม่บ้าน
และช่างตัดเสื้อผ้าเช่นเดียวกัน
ในวัยเด็กได้อยู่ที่เวียงจันทน์จนอายุประมาณ 5 ขวบ
จึงได้ย้ายกลับมาที่ประเทศไทย
หลังจากนั้นครอบครัวก็จะย้ายไปเรื่อย ๆ
ตามที่คนอเมริกันหรือแคมป์ทหารจีไออยู่
“พวกเขาอยู่ตรงไหนก็จะไปอยู่ตรงนั้น
เพื่อที่จะทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้า”
จนกระทั่งพ่อและแม่เลิกกัน

ในวัยเด็กก็ยังคงย้ายที่เรียนอยู่บ่อยครั้ง
อยู่ในแถบอีสาน อุดร นครพนม อุบล
และในที่สุดก็ย้ายกลับมาอยู่แถวชลบุรี
ในช่วงที่เรียนอยู่ มศ.4 มศ.5
ในช่วงมศ.3 มีความคิดอยู่บ่อยครั้ง
ที่อยากจะเป็นทหาร
และปฐมพรก็ได้เข้ากรุงเทพ
เพื่อที่จะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร
ก็มาเจอกับ พิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ ซึ่งเป็นลูกของลุง

การเจอกันในสมัยนั้น
ทำให้ได้เริ่มเล่นดนตรีคือ กีตาร์
ทั้งคู่มีความรู้สึกว่ามีความสุข
ที่ได้หยิบกีตาร์และร้องเพลง
มีการแต่งเพลงไว้เป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะความทรงจำ
เกี่ยวกับการแต่งเพลงในห้องมืด ๆ
เพลงในยุคแรก ๆ ปฐมพรเล่าว่าจำไม่ได้เลย
จะมีเพลงหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับทุ่งนา
เนื้อเพลงก็ยังอยู่ในหัว
อาจจะได้แรงบันดาลใจจาก
วีรบุรุษในยุค 14 ตุลา
ซึ่งการต่อสู้มีวิธีเดียว คือ
เข้าป่า จับปืน แล้วก็เสียงเพลง
ซึ่งในยุคนั้น เพลงเพื่อชีวิต
ทำให้เกิดความฮึกเหิม
ปฐมพรมีความคิดว่าสังคมไม่มีความยุติธรรม
มีความกดขี่อย่างมากในสังคม
และตัวเขาเองก็มีปัญหาทางด้านครอบครัว
ทำให้มีความรู้สึกรุนแรงอยู่ค่อนข้างสูง

หลังจากนั้นก็กลับมาเรียนที่สัตหีบ
และบอก พิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ
ให้พยายามเขียนเพลงไว้ แล้วเขาจะกลับมา
หลังจากสอบเข้าเตรียมทหารไม่ได้
ปฐมพร ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการขึ้นโรงขึ้นศาล
ในมัธยมปีที่ 4 จนกระทั้งจบมัธยมปลาย
เขาได้เข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
เพื่อที่จะเป็นนักฟุตบอล
สมัยก่อนปฐมพรจะชอบเล่นฟุตบอล
ในการที่เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
เพราะว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย
เคยไปเตะบอลที่สัตหีบ
และชวนให้เข้าไปเล่นที่ทีมฟุตบอล
กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง
ซึ่งปฐมพรเป็นคนก่อตั้งทีม
เพื่อนชื่อ อรรถพล ปุษปาคม
ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว
เป็นนักฟุตบอลอดีตทีมชาติไทย
ตอนนั้นพอเข้ากรุงเทพฯ
ปฐมพรก็ไปที่ท่าเรือครั้งเดียว
เพื่อที่จะไปซ้อมและหลังจากนั้นก็ไม่ไปอีกเลย

ปฐมพรไปซ้อมดนตรีกับพิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ
เพื่อที่จะหาวงและจนกระทั่งตั้งวงได้
โดยมี สมประสงค์ หมีปาน, บุญช่วย ศรเจริญ
และสุนทร ปั้นจาด(ซี่งขณะนี้บวชเป็นพระ)
เขาตั้งชื่อวงว่า Gay (เกเร)
แล้วก็ไปประกวดเพลงเกี่ยวกับยาเสพติด
ซึ่งสโมสรผึ้งน้อยเป็นคนจัดขึ้น
จนได้รางวัลชนะเลิศ
หลังจากชนะเลิศก็ได้ทำเพลง
โดยทางผู้จัดการวงเข้ามาจัดการดูแลทั้งหมด
การทำทุกอย่างในขั้นตอนนั้นมีปัญหา
คือนักดนตรีและนักร้องหมายถึงตัวปฐมพรเอง
ไม่มีความสามารถในระดับมืออาชีพ
มีการติดต่อโปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียง มาช่วยดูแล
มีการฝึกซ้อมกันอยู่ระยะหนึ่ง
จนสุดท้ายก็ได้รับการปฏิเสธ
ตอนนั้นทุกคนเสียใจมาก
เพราะว่ากำลังไปได้ด้วยดี
อีกเหตุผลคือนักดนตรีไม่สามารถเข้าห้องอัดได้
เพราะฝีมือยังไม่ถึงขั้น ซึ่งปฐมพรเองก็รับฟัง
หลังจากนั้นผู้จัดการวง
ก็ให้นักดนตรีที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งในยุคนั้น
ได้แก่ คุณอิทธิ พลางกูร มาช่วยดูแล
ช่วยดูในการฝึกซ้อมก่อนเข้าห้องอัด
โดยมีนักแต่งเพลงที่แต่งให้วงดังๆ
คุณประชา พงศ์สุพัฒน์
มาแต่งเพลงไม่ได้มามือเปล่าให้
ระหว่างที่ก่อนจะเข้าห้องอัดนั้น
ก็มีการให้นักร้องนำ ร้องเพลงไม่ได้มือเปล่า
แต่ว่าปฐมพรไม่ยอมร้อง
เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเขา
ก็เลยกลายเป็น สุนทร ปั้นจาด เป็นผู้ร้อง
และการเข้าห้องอัดก็เข้าที่ห้องอัดเสียงทอง
ซึ่งในยุคนั้นก็ได้ พี่ชายของคุณอิทธิ พลางกูร
(อุกฤษฎ์ พลางกูร) มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้
ก็คือควบคุมการผลิตอีกทีหนึ่ง
หลังจากอัดเสียงเสร็จ
ผู้จัดการ นักดนตรี มีความสุขทุกคน
ก็เพราะสมัยก่อนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เพราะว่าโอกาสที่จะเข้าห้องอัด
และอัดเสร็จเป็นมาสเตอร์นั้นยากมาก
เพราะใช้ต้นทุนสูง
ผู้จัดการวงได้ติดต่อบริษัท ไนท์สปอร์ต
เพื่อที่จะให้วง May 21st
ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นหลังจากที่อัลบั้มเสร็จ
(ชื่อวงมาจากวันที่อัลบั้มเสร็จ)
เมื่อเข้าไปสู่บริษัทปรากฏว่า
ทุกอย่างโอเคไม่มีปัญหา

ขณะนั้นก็มีการเปิดเพลง
ไม่ได้มามือเปล่าของ May 21st
โดย สุนทร ปั้นจาด เป็นคนร้อง
ทุกอย่างก็ดูไปได้ด้วยดี
ในวันที่เปิดตัวอัลบั้มของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
ที่ธรรมศาสตร์
แต่ก่อนวันเปิดตัวเกิดปัญหาขึ้น
เนื่องจาก May 21st
ซึ่ง ปฐมพร ซ้อมอยู่ที่ห้องของสโมสรผึ้งน้อย
ซึ่งเป็นบ้านของผู้จัดการ
ดีเจสถานีวิทยุช่องหนึ่ง ได้มาที่บ้านแถวนั้น
และได้นั่งทานก๋วยเตี๋ยวกันกับผู้จัดการวง
ผู้จัดการวงคุยกับดีเจท่านหนึ่ง
และเล่าเกี่ยวกับคอนเสิร์ต
เสื้อผ้ายังไง เพลงเล่นยังไง
ทางวงนั่งอยู่อีกโต๊ะแต่ไม่ได้คุยกับดีเจคนนั้น
อยู่ดี ๆ ปฐมพร ก็พูดมาต่อหน้า
ผู้จัดการวงและดีเจ ว่า
“พี่จะไม่ถามความเห็นของวงเลยเหรอ”
ผู้จัดการวงรู้สึกเสียหน้ามาก
ที่ทำไมปฐมพรซึ่งเป็นเด็กอยู่ดี ๆ
ก็พูดขึ้นมาแบบนั้น
ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น
หลังจากนั้นปฐมพรก็เงียบ
ไม่ได้พูดอะไรเพื่อที่จะให้วงดำเนินต่อไป
จนกระทั่งขึ้นเวทีที่ธรรมศาสตร์
May 21stได้เล่นในคอนเสิร์ตนี้ด้วย
ปรากฏว่าทางวงเล่นแค่เพลงแรก
ก็เกิดการผิดพลาด เพลงเพี้ยนเป็นอย่างมาก
ปฐมพร ร้องเสียงหลงเพราะว่าตามคีย์ไม่ทัน
เนื่องจากตัวคีร์บอร์ดถูกปรับเสียง
ซึ่งเราไม่รู้ว่าใครไปเล่น
และกว่าจะแก้ไขได้
เพลงก็กลายเป็นเพลงที่เพี้ยนอย่างมาก
มีการเล่นดนตรีต่อไปซึ่งจำไม่ได้ว่ากี่เพลง
ปฐมพรไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะร้องได้
เนื่องจากไม่เคยขึ้นคอนเสิร์ต เป็นคอนเสิร์ตแรก
และอยู่ท่ามกลางคนดูประมาณ 5 พันคน
หลังจากนั้นทุกอย่างก็แย่ลงกว่าเดิม
จนกระทั่งจบคอนเสิร์ต
ผู้จัดการวงก็บอกว่าไม่ทำแล้ว
ไม่มีการเดินหน้าต่อของวง
ความผิดทั้งหมดตกอยู่ที่ปฐมพร
เป็นผู้รับผิดชอบเพราะเป็นหัวหน้าวง

วันนั้น ที่หอพักแถวสะพานหัวช้าง
ปฐมพรนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายแต่ปฐมพรยังไม่ยอม
พยายามที่จะบอกให้ทุกคนทำต่อ
แต่เนื่องจากความผิดหวังหลาย ๆ ครั้งที่มันเกิดขึ้น
ซึ่งนับเวลาจากการซ้อมและเข้าห้องอัด
ใช้เวลานานมาก เขาจำไม่ได้ว่ากี่ปี
สุดท้ายก็ไม่ได้ออกเทป
ปฐมพรตัดสินใจยังคงเดินหน้า
เขาเล่าว่าวินาทีที่ท้อที่สุด คือ
“เคยโหนรถเมล์ เพื่อที่จะไปบริษัทรถไฟดนตรี
แล้วก็ไปนั่งรอที่จะเข้าไปคุยกับรถไฟดนตรี
นั่งรออยู่สามชั่วโมง ตอนนั้นบริษัทรถไฟดนตรี
ยังอยู่ที่ตึกนายเลิศแถวสุขุมวิท
แต่ไม่ได้คุยทำได้เพียงเอาเดโมเทป
หรือมาสเตอร์เดิม ที่มีเพลงของวงเอาไปให้ฟัง
หลังจากนั้นไม่แน่ใจว่านานเท่าไหร่
ก็มีการเรียกเข้าไปคุย”
ซึ่งปฐมพรก็เอาวงเข้าไปคุยด้วย
ทางคุณระย้าตัดสินใจว่าจะเอาลิขสิทธ์
และติดต่อไปทางสโมสรผึ้งน้อย
เพื่อซื้อมาสเตอร์จากทางผึ้งน้อย
พอหลังจากที่มีการพูดคุยทางวงว่า
ต้องการทำอย่างไรบ้าง
ปฐมพรก็จัดการไปซื้อเสื้อผ้า
เพราะมีกำหนดที่จะได้ออกเทปอย่างแน่นอน
ก็อยู่ที่นั่นอีกเกือบเป็นปี
ทางคุณระย้าก็มาบอกว่าไม่ทำแล้ว
เขาก็ไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุผลอะไร
ในตอนนั้น เขากลับมาบอกเพื่อนร่วมวงว่า
ทางค่ายไม่ทำ
ทั้งที่ซื้อเสื้อผ้า ซื้อเครื่องเงินอะไรต่าง ๆ
ที่อยากจะใส่กันโปรโมทอัลบั้ม
และทางรถไฟดนตรีก็ลงทุนให้

“เฉพาะค่าซื้อเสื้อผ้าก็ประมาณสามหมื่นบาท
แล้วก็ไม่ทำเพลง พอไม่ทำ ทุกคนก็ผิดหวัง
มีคนบอกว่า บุญช่วย ศรเจริญ ปาเทปทิ้ง
ไม่แน่ใจทิ้งตอนที่ ไนท์สปอร์ตหรือรถไฟดนตรี”

จากนั้นทุกคนก็แยกย้าย
ปฐมพรถือเดโมเทปไปที่บริษัทครีเอเทีย
โดยคาดหน้าเข้าไปในบริษัท
ทุกคนก็มองด้วยความเย้ยหยัน
เหยียดหยาม รู้สึกตลก
หรืออารมณ์ซึ่งไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไร
พอไปถึงเขาก็ทิ้งเทปไว้ให้
หลังจากนั้นก็มีการติดต่อกลับมา
และเมื่อทั้งคู่ ได้คุยกันก็มีการตกลงจะทำอัลบั้ม
ต่อจากอัลบั้มชุดแรกของทาง ครีเอเทีย
ซึ่งชุดแรกน่าจะเป็นอัลบั้มของ ปั่น ชุดแรก
โดยที่ให้คุยกับโปรดิวเซอร์คนหนึ่งเพื่อที่จะทำเพลง
ใช้เวลาอยู่กับโปรดิวเซอร์คนนี้ประมาณ 6 เดือน
โดยที่ไม่มีเพลงซักเพลงเดียว
แล้วก็ไม่บอกอะไรที่จะทำให้เกิดอัลบั้มนี้
จนกระทั่งจะเข้าห้องอัด
เนื่องจากทางบริษัทจะให้เข้าห้องอัดอยู่แล้ว
มีเวลาแต่ยังไม่มีเพลงซักเพลงหนึ่ง
ปฐมพรเล่าว่า

“ไม่เข้าใจ มันคืออะไร โปรดิวเซอร์คนนี้ทำ
เพื่ออะไร พอจะเข้าห้องอัดเขาก็บอกว่า
จะเปลี่ยนเป็นให้เราเป็นนักร้องในกลุ่ม
มีศิลปินสามคน ไม่ให้ทำคนเดียว
อย่างที่เคยตกลงกับบริษัทในครั้งแรก”

ซึ่งเขาบอกว่าเป็นครั้งที่ปวดร้าวใจที่สุด

“จำได้ว่าอยากจะชกหน้าโปรดิวเซอร์คนนั้นมาก
และยังจะมาขอเพลงที่แต่งไว้
เพื่อให้ไปอยู่ในวงอีกด้วย
ตอนนั้นเหมือนสิ้นหวัง
แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอะไรทั้งนั้น
ห้องอัดก็คืนเขาแล้วแต่เอาเพลงเรา
ไปอัดเพื่อให้วงอื่น ความรู้สึกเหมือนกับว่า
ทุกอย่างมันสลายแล้วสลายอีก
จนกระทั่งวินาทีหนึ่ง
จำได้ว่าเดินเข้าไปหาโปรดิวเซอร์คนนี้
โอเค ผมยอมเป็นหนึ่งในสมาชิกวงนี้แล้วกัน
เพื่อที่จะได้ออกเทป
เขาบอกว่ามีคนที่เขาเลือกไว้หมดแล้ว
หลังจากนั้นก็กลับมา
พร้อมด้วยความที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
ยอมขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ได้ออกเทปอีก”

ปฐมพรยังคงไม่ยอมแพ้ ถือเป็นโชคดี
ที่โปรดิวเซอร์คนนั้นไม่รับกลับเข้าไปในวง
จากนั้นปฐมพรก็กลับมาที่รถไฟดนตรีอีกครั้งหนึ่ง
ทางคุณระย้าเรียกให้เขาเข้าไป
บอกว่าจะเอาเพลงไม่ได้มามือเปล่าทำเป็นอัลบั้ม
แต่ให้ปฐมพรเป็นผู้ร้อง แล้วก็บอกว่า
ให้ออกเป็นศิลปินเดี่ยวไม่เอาเป็นวง
ซึ่งอารมณ์ในตอนนั้นของเขา คือ
อะไรก็ได้ขอให้ได้ออกเทป มันถึงที่สุดแล้ว
มันเหนื่อย มันสิ้นหวัง
เหมือนเขาต้องการเอาชนะสิ่งเหล่านั้น
หรืออะไรบางอย่าง
ความรู้สึกไร้ค่าของตัวเอง โดย
“ขออย่างเดียว ขอคาดหน้า
ทางรถไฟดนตรีก็ไม่รู้ว่าทำไม”

ปฐมพรอธิบายให้เขาฟังทีหลังว่า
“บนโทรทัศน์ที่สื่อออกไป ไม่ใช่ตัวเรา
เราไว้ทุกข์แทนเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้ทำงาน”
อัลบั้มไม่ได้มามือเปล่ามีการทำเพลงเพิ่ม
เพราะทางค่ายเขาขอให้เพิ่ม
ปฐมพรให้ พิเชษฐ นิ่มสุวรรณ มาช่วยทำเพลง
โดยได้เงินค่าทำเพลงมาแบ่งกันคนละครึ่ง
สำหรับการทำเพลง และค่าเขียนเพลง
หลังจากทำอัลบั้มเสร็จ อัลบั้มกำลังจะออก
เขาก็ไปหา พิเชษฐ นิ่มสุวรรณ
แต่พิเชษฐไม่เข้าใจว่า
ทำไมเขาออกอัลบั้มคนเดียว
เพราะทางค่ายให้เงินค่าอัลบั้มๆละ 2 บาท
ซึ่งจำได้ว่าได้เงินมา 6 หมื่น
เพราะว่ามีการจัดจำหน่ายได้ 3 หมื่นม้วน
นั่นคือเงินที่ได้จากการทำเพลงมาประมาณ 5 ปี
เมื่อเจอกับ พิเชษฐ นิ่มสุวรรณ
ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เค้าเล่นเป็นประจำ
พิเชษฐ นิ่มสุวรรณ บอกเขาว่า
เพื่อนเขาได้ตายจากเขาไปแล้ว

ตอนนั้นปฐมพรรู้สึกงง
ไม่เข้าใจว่าตนเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
แต่ความที่พิเชษฐ นิ่มสุวรรณ
ไม่เข้าใจก็คือ ไม่เข้าใจ

หลังจากนั้นปฐมพรก็ออกเทป
ไม่ได้มามือเปล่าและก็รู้สึกว่าทำได้
ตอนแรกมีคอนเสิร์ตใหญ่ก่อนที่รามคำแหง
หลังจากคอนเสิร์ตครั้งแรกมีคนดูประมาณ 5 พันคน
แต่ที่รามคำแหงคนดูเป็นหมื่นนั่นเป็นคอนเสิร์ตแรก

ทีมงาน PRY UNDER POET'S MIND PROJECT

เครดิตภาพ Pry

สายรุ้งพี่พรายเล่าความทรงจำที่เกี่ยวกับ เพลงสายรุ้ง ว่า“มันเลอะเลือนมาก จะพยายามค่อยๆนึกเริ่ม จากบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนพ...
19/05/2026

สายรุ้ง

พี่พรายเล่าความทรงจำ
ที่เกี่ยวกับ เพลงสายรุ้ง ว่า
“มันเลอะเลือนมาก จะพยายามค่อยๆนึก
เริ่ม จากบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อน
พี่ อู๊ด(พรชัย วงศ์ชีพ)
ทำงานกับพี่อู๊ด อัลบั้ม พราย(รถไฟดนตรี)
พี่อู๊ดเป็นนักดนตรีที่ความคิดทันสมัยมาก
ในยุคนั้นการทำงานเป็นไปอย่างเข้าใจ
แม้พี่อู๊ดจะไม่ใช่สายรุนแรงแบบเรา
(ตอนนั้นอยากทำแนวฟังก์)
แต่ก็หาทางไปไม่เจอพยายามกันจนสำเร็จอีกแบบ
จากที่คิดจะเลิกทำเพลงในตอนนั้น
หากข้อความนี้พี่อู๊ดบังเอิญได้อ่าน
ขอขอบพระคุณจากหัวใจอีกครั้ง
เพลงสายรุ้งเกิดจากพี่อู๊ดขอให้เขียนเพลง
ให้เอาไปทำงานกับนักร้องอีกคน
เนื้อเพลงและความหมายส่วนใหญ่ในช่วงชีวิต
ตอนนั้นมักเขียนเพื่อให้กำลังใจตัวเอง
จินตนาการเป็นสิ่งที่ใช้อยู่ตลอด
เพราะในความเป็นจริงชีวิตวัยรุ่นที่สับสน
และพบกับผิดหวังบ่อยครั้ง กับความฝันลมๆแล้ง จินตนาการอย่างน้อยทำให้ทนรับความเจ็บปวดได้
หรือลดน้อยลงแม้จะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ”

(เก็บความเศร้าไว้ในความเงียบกับใจอ่อนล้า
มองตัวเองไร้ค่าอยู่กับความผิดหวัง)

พี่พรายพูดถึงอดีต
ที่เมื่อมองจากปัจจุบันจะรับรู้ได้ว่า

“มีความคิดฝังหัวในความรู้สึกตลอดเวลา
ว่าเป็นคนไร้ค่า คงมีปัญหาเกี่ยวกับจิตใจ
ซึ่งทุกๆคนก็คงมีไม่มากก็น้อย
ปมไร้ค่าของชีวิตมันคงมีกันอยู่ในทุกเชื้อชาติ
มันคงเป็นสากล ความเหงา ความเศร้า
มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเขียนเพลง
แต่แปลกที่ในส่วนลึกของจิตใจมีพลังบางอย่าง
ที่ทำให้ใจสู้กับทุกๆอย่างแบบสัตว์ป่า
ที่ไม่มีทางหนีและมีความหวังหรือกำลังใจ
จากจินตนาการว่ามีใครซักคนที่รอเราอยู่
และเป็นพลังใจให้ไม่ว่าจะดีหรือร้าย”

กลับมาที่การทำเพลง สายรุ้ง
ในอัลบั้มเพื่อนของฉัน
ก่อนพี่พรายจะทำ ได้โทรหาพี่อู๊ดเพื่อบอกว่า
พี่พรายจะเอามาร้องใหม่
เพราะเวลาห่างกันยาวนานมาก

“พี่อู๊ด ดีใจที่เราหาเบอร์เจอและโทรไปหา
บอกว่าจะขอกลับมาร้องเอง
การเรียบเรียง เพลงสายรุ้ง ในชุดเพื่อนของฉัน
ทำกันในห้องซ้อม แบบง่ายๆ
บอย ซึ่งเป็นมือกีตาร์ที่ไว้ใจที่สุดทำกันมาแทบทุกชุด
ตึ๋ง ก็เช่นเดียวกัน
เบส โจ้ น่ารักมากแม้เพิ่งรู้จักจาก
ทศ มือกลองที่ร่วมงานตั้งแต่ชุด สีเหลือง
ใช้กลองจริงอัดที่ห้องของ โจ้(Eastern Sky)
ถ่ายvdoแบบไม่ทาหน้าเพราะอะไร จำไม่ได้
และนักดนตรีก็เป็นน้องจากทีมที่ถ่าย
เพราะนักดนตรีไม่มีใครมา”

ขอให้สายรุ้งของทุกคนเกิดขึ้น
แม้อาจเป็นสายรุ้งที่ขาดแหว่ง หรือเลื่อนลาง
ไม่สมบูรณ์แบบ

สายรุ้งยังอยู่บนท้องฟ้าเสมอ
รอคอยคนช่างฝันช่างจินตนาการ มาชื่นชม
สวยงามแม้จะเกิดจากละออง
แห่งความเศร้าเสียใจ
งดงามแม้จะเกิดจากละอองน้ำตา
แห่งความท้อแท้
สายรุ้งเกิดขึ้นได้เสมอ
หากหัวใจเราไม่ยอมแพ้

ทีมงาน PRY UNDER POET'S MIND PROJECT

Sketch& Character : Pry

เพลง จริงเพียงจริง (2536)อัลบั้ม เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล “จริงเพียงจริง “เป็นหนึ่งในเพลงอัลบั้มนี้ ถูกแต่งขึ้...
18/05/2026

เพลง จริงเพียงจริง (2536)
อัลบั้ม เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล
“จริงเพียงจริง “เป็นหนึ่งในเพลงอัลบั้มนี้
ถูกแต่งขึ้นด้วยกีตาร์ตัวเดียวกันกับที่แต่งเพลง ...ก่อน
จริงเพียงจริงเป็นเพลงที่
มีความเป็นตัวพี่พรายค่อนข้างสูง
ถ้าดูจากเนื้อหาดูจากเนื้อร้อง
คำที่ใช้เป็นเหมือนอารมณ์จากส่วนลึก
ที่จะพูดถึงตัวเองสับสนและโดดเดียว
ที่พูดถึงความรู้สึกที่จะอยู่ในโลก
ทั้งในความจริงและจินตนาการ ความหวาดกลัว
ในเนื้อเรื่อง กลัวที่จะรักใคร
สวนทางกับคำพูดที่พี่พรายพูด
“เราจะกลัวสิ่งใด เราเป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่แล้ว
จะกลัวมันทำไม”
ในช่วงนั้น
พี่พรายแต่งเพลงเยอะที่สุด
จึงเป็นการพัฒนาในการใช้คำได้หลากหลาย
ภาษาที่ใช้มีเอกลักษณ์ ที่มีความเป็นตัวตน
พี่พรายเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการไพเรทร็อค
โดยคุณวินิจ เลิศรัตนชัย เป็นผู้ดำเนินรายการ
วันนั้นมีแฟนเพลงมารอพบพี่พรายอยู่ภายนอก
ทีมงานรับฟังจากวิทยุว่า
แฟนเพลงทั้ง3ได้รับอนุญาตเข้าไปพูดคุย
ในระหว่างออนแอร์ด้วย แฟนเพลงท่านหนึ่งถามว่า
อยากทราบว่า จริงเพียงจริง คำนี้ มีความหมายว่าอะไร
พี่พรายตอบในวันนั้นว่า
“คำว่า จริงเพียงจริง เป็นคำภาษากฎหมาย
คือ ความจริง จริงที่สุด”
(อาจมีข้อความคลาดเลื่อนเล็กน้อย
แต่เนื้อหาประมาณนี้ เนื่องจากทีมงาน
จำจากการฟังผ่านรายการวิทยุค่ะ)
และเมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับพี่พราย
จึงสอบถามที่มาเพิ่มเติม
พี่พรายเล่าว่า
“ ได้มาจากการพูดคุยกับผจก.ร้าน บูล บาร์
(หลังสวนลุมฯ)เมื่อก่อนจะไปนั่งที่นั่นบ่อยมาก
พี่พรายชอบไปนั่งช่วงเวลาหกโมงเย็น
ร้านเพิ่งเปิดยังไม่ค่อยมีคน
ร้านนี้จะมีแจกันดอกไม้ใหญ่อยู่กลางร้าน
ซึ่งเป็นดอกไม้จริงและอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่มาร้านนี้ “
(พี่พรายเป็นผู้ชายที่รักดอกไม้มาก)
พี่พรายเล่าต่อว่า
“จำชื่อผู้จัดการไม่ได้แล้ว ผจก.มานั่งคุยด้วย
ในช่วงนั้นกำลังคิดหาท่อนแยก
ได้ยินคำว่า จริงเพียงจริง
จากการพูดคุยจำเรื่องที่คุยไม่ได้
เธออธิบายความหมายเป็นภาษากฎหมาย
เพราะเรียนจบนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์
“เป็นความจริง โดยไม่อาจโต้แย้งใดๆ
เป็นจริงอย่างที่สุด”ประมาณนี้”
พี่พรายบอกว่าน่าจะแต่งที่ห้องนอนเดิม
ในบ้านลาดพร้าว เมื่อแต่งจบในตอนนั้น
ยังไม่ได้เริ่มอัดอัลบั้ม
เพราะต้องใช้เพลงเยอะมากสองชุด
ตอนนั้นพี่พรายจำได้ว่าอัดด้วยกีตาร์ตัวเดียว
ใส่เทปคาสเซ็ท แล้วส่งให้อ.ปราชญ์ ไปเรียบเรียง
เพลงนี้เป็นการทำครั้งแรกของพี่พรายและ อ.ปราชญ์
พี่พรายเล่าว่า
“เนื้อหาที่เกี่ยวกับเพลงจริงเพียงจริง
จะเป็นอารมณ์ที่เดินอยู่คนเดียวบ่อย ๆ
ไปนั่งตามร้านต่างๆมีสมุดหนึ่งเล่มใส่เป้เก่า ๆ
เฝ้าดูผู้คน แต่จิตใจไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย
เนื้อเพลงที่เขียนในกระดาษฉีกจากสมุดให้ปรารถนา
ตอนที่เขาเปิดโอเวอร์โทนใหม่ ๆ
เขาคงทิ้งไปแล้ว เพลงนี้จะมีการเขียนเพิ่มเติม
และแก้ไขบ่อยมาก
ตอนที่อัดอัลบั้มเจ้าหญิงฯเจ้าชายฯ
เพลงนี้ปราชญ์ใช้กลองไฟฟ้า
แต่ว่า Kenny (sound engineer & Co producer)
เปลี่ยนมาเป็น Mikeal white
ซึ่งเป็นเพื่อนผิวสีซึ่งมาจากอเมริกาพอดี เป็นผู้ตีกลอง
ซึ่งทำให้เสียงดีขึ้นมาก และโดยเฉพาะ
เมื่อรวมกับ effect ที่ปราชญ์ใช้ ค่อนข้างลงตัว“
จริงเพียงจริง ถูกเขียนในช่วงที่แต่งเพลงได้ตลอดเวลา
พี่พรายเคยคิดว่าจะแต่งเพลงแบบนี้ ได้อีกหลาย ๆ เพลง แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่สามารถแต่งเพลง
ในลักษณะนี้ได้อีกเลย
พี่พราย
“ช่วงอารมณ์ในเวลานั้น ทุกๆอย่างในเวลานั้น
เต็มไปด้วยจินตนาการ
คิดเสมอว่า จะแต่งเพลงให้ถึงพันเพลง
แต่พอเวลาผ่านมา ณ ปัจจุบันนี้ รู้สึกเลยว่า
เราไม่สามารถกลับไปแต่งเพลงแบบนี้ได้อีกแล้ว
ภาษาที่ใช้ คำที่ใช้
มันอาจเป็นของช่วงเวลานั้นจริงๆ
และความรู้สึกที่อยากแต่งเพลง
ในตอนนี้ก็แทบจะไม่มีเลย”
ตอนทำอัลบั้ม
เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล
คุณเกษม อมตวณิชย์เป็นคนถ่ายรูปให้พี่พราย
พี่แรมบี้ หรือปัจจุปัน คือ ผศ.ดร.วัชราพร ศรีสุข
ผู้วาดภาพปกอัลบั้มซึ่งในขณะนั้นเป็นนักศึกษา
อยู่ที่ม.ศิลปากร
พี่พรายเล่าต่อ
“รูปนั้นก็สวยมาก วาดจากภาพที่คุณเกษมถ่าย
มีการโปรโมทที่จะขึ้นคัทเอาท์ใหญ่มาก
คุณเกษมบอกว่าจะเอารูปที่เขาถ่าย เพราะมันเห็นหน้าชัด
แต่เราเห็นว่ามันน่าจะเป็นรูปที่แรมบี้วาด ซึ่งพี่พรายคิดไม่ทัน คิดแต่อยากให้งานศิลปะของแรมบี้ได้เผยแพร่
ตอนนั้นมันขึ้นคัทเอาท์แล้วคนผลิตที่วาดให้เรา
ก็ต้องไปวาดในแบบแรมบี้
ซึ่งมันเป็นไปได้ยากที่จะวาดให้เหมือน และใหญ่ขนาดนั้น
จริง ๆ การโปรโมทใช้รูปถ่ายมันจะชัดเจนกว่า
และดีกว่า พี่ผิดเองที่เอาแต่ใจไม่เชื่อคุณเกษม”
พ.ศ. 2536
พี่พรายก็ได้ออกอัลบั้มคู่
ชื่อว่า เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ กับ เจ้าชายแห่งทะเล
โดยอัลบั้มเจ้าหญิงจะพูดถึงความรู้สึกที่ตกต่ำ
ความเศร้า และอีกหลากหลายอารมณ์
ตั้งแต่การฆ่าตัวตาย จนถึงความรู้สึก
ที่อยากจะเสียสละอยากจะเป็นคนดี
ส่วนอัลบั้มเจ้าชายจะสะท้อนให้เห็นถึง
สังคมและผู้คน ความจริงในแง่มุมต่างๆ
รวมถึงตัวเขา
นอกจากนี้ทุกเพลงยังคงไม่มีชื่อเพลง
แต่เป็นการแทนด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ
เช่น ปิรามิด ดอกไม้ บุหรี่ และอื่นๆ
เนื่องจากพรายต้องการจะสื่อความหมาย
มากกว่าภาษาพูดและภาษาเขียนของเขา
อัลบั้มนี้ไม่มีชื่อเพลง พี่พรายใช้ปิรามิด
เป็นสัญลักษณ์ของเพลงนี้
และคำนิยามถึงปิรามิด ในมุมมองของพี่พราย คือ
“สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอดีต
ความมหึมาใหญ่โต
ความยากลำบากในการที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมา
ปิรามิด สิ่งที่รู้สึกได้ในรูปแบบ
ไม่ใช้เทคโนโลยี
เป็นความรู้สึก ที่รู้สึกได้ว่า
ช่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
ใช้เวลานานมากกว่าจะสร้างเสร็จ
สัญลักษณ์นี้แทนโอกาสที่จะเจอใครสักคน
ที่จะสามารถรักเราได้อย่างเดียวกัน
กับความรักของเรา จริงเพียงจริง”
อัลบั้มชุดนี้ก็มีการโปรโมทเล็ก ๆ
โดยทำคอนเสิร์ตขึ้นที่บ้านมนังคศิลา
คุณเกษม อมตวณิชย์ จัดเป็นฟรีคอนเสิร์ต
และก็มี อ.ปราชญ์เล่นเป็นวงเปิดให้กับพี่พราย
ซึ่งนักดนตรีของพี่พราย ได้แก่
มือกลอง พี่ต๋ง สมประสงค์ หมีปาน และ
มือเบส คือ แมนโดโร่ (เป็นมือเบสที่เก่งมาก พี่พรายบอก)
มือกีต้าร์ คือ อิทธิกร คามาโช อ.บอย
และพี่ตึ๋ง พิเชษฐ นิ่มสุวรรณ
พี่พรายบอกว่า นักดนตรีชุดนี้
ถือว่ามองตากันอย่างเดียว
คอนเสิร์ตที่เล่นบ้านมนังคศิลา
กลับไม่ได้เล่นเพลงในชุดเจ้าหญิงฯ เจ้าชายฯเลย
เพราะอะไร เพราะว่าทุกครั้งที่มีการทำเพลง
พี่พรายจะมองไปข้างหน้า
แล้วไม่เคยมองไปข้างหลังเลย
ไม่คิดจะโปรโมทคิดแต่ว่าจะทำเพลงใหม่
และจะออกอะไรใหม่ ๆ
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปี พศ.2564
เพลง จริงเพียงจริง
มีการนำเพลงมาเล่นในคอนเสิร์ตพี่พราย
หลายๆครั้ง และหลายๆเวอร์ชั่น
แม้ว่าวันนี้พี่พรายจะบอกว่า แต่งเพลงไม่ได้
แต่แฟนเพลงพรายทุกยุคทุกสมัย
ยังคงฟังทั้งเพลงเก่าหรือเพลงใหม่
เพลงของพี่พรายทุกเพลงยังคง
เป็นปัจจุบันต่อคนรักในเพลงพรายเสมอ

จริงเพียงจริง
เนื้อร้อง/ทำนอง : พราย
เรียบเรียง : ปรารถนา อรุณรังสี
Guitar / Keyboard : ปรารถนา อรุณรังสี
Bass : สมพร จิตประสพเนตร
Drum : Mikeal White

หากเธอเป็นดอกไม้ จะบานหรือชอกช้ำ
ด้วยรักฉันเร่าร้อน ดั่งภูเขาไฟ ไม่มีเหตุผล
ทุกครั้งจึงหวาดกลัว จน ไม่รักใคร
หากเธอเป็นผ้าขาว จะหมองหม่นเลอะสี
ด้วยรักฉันแค้นเคือง กดดันดั่งจิตรกร ไม่มีชื่อเสียง
มีเพียงเงา แห่งความเดียวดาย

เพียงขอให้โลกนี้แม้เธออยู่จริง
แม้รักเธอเป็นเพียงฝันแต่รักฉันจริง
เพียงขอให้โลกนี้แม้เธออยู่จริง
แม้รักเธอเป็นเพียงฝันแต่รักฉันจริงเพียงจริง

หากเธอเป็นเรือน้อย คงล่องลอยอ้างว้าง
ด้วยรักฉันกว้างใหญ่ ดั่งมหาสมุทร ที่สิ้นหวัง
ไม่มีฝั่ง ไม่มีความมั่นคงใดใด
หากเธอเหมือนฉัน โดดเดี่ยวดั่งหุบเขา
เฝ้าคอยใครสักคน เป็นเมฆที่บางเบา
คลอเคลียไม่ห่างหาย
ให้ความเหงา ของเรา กล่าวคำทักทาย

อารมณ์ฉันถึงทะเลบ้า จินตการทั่วฟ้า ถึงเธอ

ทีมงาน PRY UNDER POET'S MIND PROJECT

เครดิตภาพ : Pry

Address


Telephone

+66816289646

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Pry Art posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

  • Want your business to be the top-listed media company?

Share