MOD MOM WOW

Website

MOD MOM WOW Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from MOD MOM WOW, Digital creator, Chicago, IL.

🇺🇸 มด..ใช้ชีวิตในอเมริกามากกว่า 20 ปี
ช่วยคนไทย รู้สิทธิ์ รู้กฎหมาย รู้ทันข่าว เพื่อใช้ชีวิตในอเมริกาอย่างมั่นใจ และ เข้าใจระบบ

📚 สรุปข้อมูลจากทางการสหรัฐฯ ให้เข้าใจง่าย แบบเพื่อนเล่าให้ฟัง

⚠️ ข้อมูลในเพจนี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย

🇺🇸 UPDATE ล่าสุด! DV-2026ศาลอนุมัติ Stay 10 วัน — Timeline เปลี่ยนแล้วหลังจากมดอัปเดต Document 137 ไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ...
10/03/2026

🇺🇸 UPDATE ล่าสุด! DV-2026

ศาลอนุมัติ Stay 10 วัน — Timeline เปลี่ยนแล้ว

หลังจากมดอัปเดต Document 137 ไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ตอนนี้มีคำสั่งใหม่ออกมาแล้วค่ะ

📌 Document 141 มีอะไรใหม่?

รัฐบาลขอให้ศาล Stay คำสั่ง 137 เป็นเวลา 10 วัน

ศาลอนุมัติคำขอนี้ เพื่อให้ Department of State (DOS) มีเวลาแก้ไขประเด็นด้านเทคนิค และเตรียม guidance สำหรับสถานทูตและกงสุล ก่อนดำเนินการตามคำสั่ง 137 ต่อไป

ดังนั้น 10 วันแรกหลังสิ้นสุด FY2026 จึงเป็นช่วง Stay ของคำสั่ง 137

ไม่ได้หมายความว่า DV-2026 ถูกยกเลิกนะคะ

📌 แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

ตามคำสั่ง 137 ศาลกำหนดให้ DOS มีเวลาเพิ่มเติมอีก 10 วัน เพื่อ

• พิจารณาเคสที่ถูกปฏิเสธเพียงเพราะ DV Pause หรือ 75-Country Pause

• ดำเนินการพิจารณาต่อสำหรับ เคสที่ยัง pending

คำสั่ง 137 ยังระบุว่า หาก DOS ต้องใช้เวลาเพิ่มเติมเพื่อจัดทำ guidance ต้องขออนุญาตศาลเพื่อขอ Stay ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วใน Document 141

📌 แล้วตอนนี้มีวีซ่าออกไปเท่าไหร่?

ใน Document 142 Status Report รัฐบาลรายงานว่า มี DV-2026 เพิ่มอีก 549 ราย ที่ได้รับอนุมัติให้ออกวีซ่าก่อนสิ้น FY2026

ทำให้ยอด DV-2026 ที่ออกภายหลังคำสั่งศาลรวมเป็น 4,089 วีซ่า ตามรายงานดังกล่าว

✅ สรุปง่ายๆ

ตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่ DOS กลับมาพิจารณาเคสตาม 10 วันเพิ่มเติมทันที

แต่มีช่วง Stay 10 วันก่อน เพื่อให้ DOS เตรียมความพร้อม

และนี่คือ Timeline ที่ควรจำ:

📅 TIMELINE DV-2026

30 ก.ย. 2026
สิ้นสุด FY2026
⬇️

1–10 ต.ค. 2026
🔴 STAY
DOS เตรียมระบบและ guidance
⬇️

11–20 ต.ค. 2026
🟢 Additional Adjudication
ดำเนินการกับเคสตามคำสั่งศาล
⬇️

15 ต.ค. 2026
⚖️ ศาลนัดติดตามผล
10:00 AM PT

สิ่งสำคัญที่สุด

Stay 10 วัน ไม่ได้แปลว่า DV-2026 จบ

และ 10 วันถัดไป ก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะได้วีซ่า

แต่คำสั่งศาลยังเปิดช่วงเวลาเพิ่มเติมให้ DOS ดำเนินการกับเคส DV-2026 ตามขอบเขตของคำสั่งค่ะ

ดังนั้นตอนนี้…

รอติดตามต่อไปค่ะ มดเป็นกำลังใจให้พี่น้อง DV2026 ที่ยังมีความหวังนะคะ

MOD MOM WOW 🩵
3~Oct~2026

ที่มา: Medani v. Trump — เอกสารศาล Docket #137, #141, #142 จาก Red Eagle Law, L.C. (Telegram)

📌 10 เรื่องจริงของ Green Card Lottery ที่คนมักไม่พูดถึง!ถ้าคุณกำลังจะสมัคร DV2027เคยดีใจกับคำว่า SELECTEDหรือกำลังรอผลวี...
10/03/2026

📌 10 เรื่องจริงของ Green Card Lottery ที่คนมักไม่พูดถึง!

ถ้าคุณกำลังจะสมัคร DV2027
เคยดีใจกับคำว่า SELECTED
หรือกำลังรอผลวีซ่า DV2026

อยากให้ Save โพสต์นี้ไว้

เพราะมีบางเรื่องที่…

คนไม่ค่อยพูดถึงตอนเราสมัคร

แต่กลับสำคัญมากหลังจากถูกเลือก

1. ถูกเลือก ≠ ได้ Green Card

คำว่า SELECTED
ไม่ใช่คำว่า APPROVED

คุณเพียงได้รับโอกาสเข้าสู่กระบวนการเคลมสิทธิ์แค่นั้น

คุณยังต้องผ่านขั้นตอน
เงื่อนไขตามกฎหมาย
การพิจารณาคุณสมบัติ
และข้อจำกัดของวีซ่า

ดังนั้น…

อย่าเพิ่งคิดว่า “ฉันได้ Green Card แล้ว” เพียงเพราะถูกเลือก

ทุกปียังมีบางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ 🥲

2. สิ่งที่เจ็บที่สุดอาจไม่ใช่ “ไม่ได้”

แต่อาจเป็นคำว่า…

“เกือบได้”

ถ้าไม่ถูกเลือก
เราเสียใจ แล้วอาจสมัครใหม่

แต่ถ้าถูกเลือกแล้ว

เราอาจเริ่มวางแผนชีวิต

เตรียมเอกสาร
เตรียมเงิน
เตรียมบอกครอบครัว
เตรียมวางอนาคตลูก
เตรียมลาออกจากงาน

แล้วสุดท้าย…

ไม่ได้วีซ่า

ความรู้สึกมันจึงต่างกันมาก

3. Case Number ทำให้ความฝันมี “ตัวเลข”

ก่อนถูกเลือก

เราฝากความหวังไว้กับดวง

แต่หลังถูกเลือก

ชีวิตเริ่มผูกกับตัวเลข

Case Number
Visa Bulletin
Current
2NL
Interview

และคำถามที่วนอยู่ในหัว คือ

“เมื่อไหร่จะถึงคิวเรา?”

4. “รอ” บางครั้งเหนื่อยกว่า “ไม่ได้”

ถ้ามีคนบอกตั้งแต่ต้นว่า

“ไม่ได้”

เราอาจเสียใจ
ทำใจ
แล้วเริ่มต้นใหม่

แต่คำว่า

“ยังไม่รู้”

ทำให้เราอยู่ตรงกลาง

จะหวังก็กลัวผิดหวัง

จะทำใจก็ยังไม่อยากยอมแพ้

นี่คือ ความเหนื่อยที่หนัก ซึ่งคนที่ไม่เคยอยู่ในกระบวนการเคลมสิทธิ์ DV อาจไม่เข้าใจเลย

5. เงินที่เสียไป อาจไม่ใช่ ความเสียหายทั้งหมด

ค่าฉีดวัคซีน
ค่าตรวจสุขภาพ
ค่าแปลเอกสาร
ค่าสัมภาษณ์วีซ่า
ค่าเดินทาง
ค่าที่พัก
ค่าทนาย

เป็นตัวเลขที่มองเห็นได้

แต่สิ่งที่มองไม่เห็นคือ

เวลา

โอกาส

และ พลังใจ

บางคนรอจนไม่กล้าวางแผนชีวิตอย่างอื่น

เพราะกลัวว่า

“ถ้าอีกนิดเดียวได้ขึ้นมาจะทำยังไง?”

6. การถูกเลือกอาจสร้าง “แรงกดดัน” มากกว่าที่คิด

ทันทีที่คนรอบตัวรู้ว่าเราได้ DV

คำถามจะตามมา

“เมื่อไหร่ไป?”

“ได้วีซ่าหรือยัง?”

“ทำไมยังไม่ได้?”

แต่ไม่มีใครเห็นว่า

คนถูกเลือกอาจกำลัง นั่งลุ้น
นั่งรอ นั่งตามข่าว นั่งกลุ้ม
และนอนไม่หลับอยู่คนเดียว

7. คนได้ DV รุ่นเดียวกัน ไม่ได้มีจุดจบเหมือนกัน

ประเทศเดียวกัน

รุ่นเดียวกัน

บางคนได้วีซ่า

บางคนไม่ได้เรียกสัมภาษณ์

บางคนสัมภาษณ์แล้วไม่ผ่าน

บางคนได้เดินทางไปอเมริกาแล้ว

บางคนต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่

ดังนั้น…

อย่าเอาเรื่องราวของคนหนึ่งคน
มาเป็นหลักประกันชีวิตของอีกคน

8. DV สอนเราว่า “อย่ามีแผนเดียว”

นี่อาจเป็นบทเรียนที่แพงที่สุด

ถ้า DV คือแผน A

ลองถามตัวเองว่า

แล้วแผน B ของฉันคืออะไร?

ถ้าไม่ได้ DV
ฉันจะทำอะไรต่อ?

ถ้ารอนาน
ฉันจะเดินหน้าชีวิตอย่างไร?

ถ้าประตูนี้ปิด
ฉันจะเปิดประตูไหนต่อ?

เพราะการมีแผนสำรอง
ไม่ได้แปลว่า เราไม่เชื่อในความฝัน

มันแปลว่า

เราไม่ยอมให้ความฝันหยุดชีวิตเรา

9. พลาด DV ไม่ได้แปลว่า “พลาดอเมริกา”

นี่คือสิ่งที่มดอยากให้คนจำไว้มากที่สุด

มดเคยเห็นหลายคนพลาด DV

แล้วเขาไปต่อเส้นทางอื่น

EB-2
EB-3
ได้งาน H-1B
เรียนต่อ F1/M1
ลงทุนธุรกิจ E2
หรือเส้นทางที่เหมาะกับคุณสมบัติของแต่ละคน

บางคนสุดท้ายก็มาอเมริกาได้จริง

อาจช้ากว่าที่คิด

อาจเหนื่อยกว่า

อาจไม่ได้มาในวิธีที่เคยฝันไว้

แต่ก็ยังมาได้

10. DV คือ “โอกาสหนึ่ง” ไม่ใช่ “ความหวังเดียว”

ถ้าคุณกำลังรอสมัคร DV2027

มดอยากให้คุณ

ฝันได้

หวังได้

แต่ขออย่างหนึ่ง…

อย่าฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับ Lottery

เพราะคุณควบคุมไม่ได้ว่าจะถูกเลือกหรือไม่

แต่คุณควบคุมได้ว่า

ถ้าไม่ได้…คุณจะทำอะไรต่อ

ถ้าจะให้มดสรุป DV ทั้งหมดในประโยคเดียว

มดจะพูดว่า…

“ฉันจะลองเปิดประตูหนึ่งบาน
แต่ฉันจะไม่ยืนรออยู่หน้าประตูบานเดียวตลอดชีวิต”

ถ้าโพสต์นี้ตรงกับชีวิตคุณ

Save ไว้ และ Share ให้คนที่กำลังรอสมัคร DV หรือกำลังรอผลวีซ่า DV

บางที…

ประโยคหนึ่งในโพสต์นี้
อาจช่วยให้ใครสักคนให้มีกำลังใจ
ไม่เอาชีวิตไปผูกไว้กับคำว่า SELECTED

ถ้าคุณเป็น รุ่นพี่ DV ที่เคยผ่านประสบการณ์จริงมาแล้ว
ไม่ว่าจะได้วีซ่า ได้ Green Card ไปถึงอเมริกาแล้ว หรือเคยถูกเลือกแต่สุดท้ายไม่ได้ไป

มดอยากชวนมาเล่าเรื่องของคุณไว้ตรงนี้ค่ะ

เพราะประสบการณ์ของคุณ อาจเป็นทั้งกำลังใจ บทเรียน หรือทางเลือกให้คนที่กำลังรอ DV รุ่นต่อไปได้เห็นว่า
หลังจากได้รับเลือกแล้ว ชีวิตจริงเป็นอย่างไร

ใครผ่านความผิดหวังมาแล้ว ฝากมาเล่าให้รุ่นน้องฟังกันนะคะ

ข้อไหนตรงกับชีวิตคุณที่สุด?
และคุณมีอะไรอยากฝากถึงคนที่กำลังรอ DV อยู่บ้าง?

MOD MOM WOW 🩵

2~Oct~2026

🇺🇸 DV-2026 — หลัง 30 ก.ย. ยังมีอะไรเกิดขึ้นได้อีก?เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2026 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุด FY2026 ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั...
10/02/2026

🇺🇸 DV-2026 — หลัง 30 ก.ย. ยังมีอะไรเกิดขึ้นได้อีก?

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2026 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุด FY2026 ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งใหม่ในคดี Medani v. Trump

คำสั่งนี้สำคัญสำหรับผู้สมัคร DV-2026 ที่ยังรอผลอยู่ค่ะ

แต่มีรายละเอียดที่อยากให้ทุกคนเข้าใจให้ถูกต้องนะคะ

เพราะข่าวนี้ ให้เหตุผลที่เรายังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะได้รับวีซ่าภายใน 10 วัน

1️⃣ ศาลให้ DOS ดำเนินการต่ออีก 10 วัน

ศาลมีคำสั่งให้ Department of State (DOS) ดำเนินการเกี่ยวกับ DV-2026 ต่ออีก 10 วัน หลังสิ้นสุด FY2026

เหตุผลสำคัญคือ ศาลเห็นว่า DOS ปฏิบัติตามคำสั่งก่อนหน้านี้ล่าช้า และช่วงเวลาที่เหลือก่อนวันที่ 30 ก.ย. ไม่ได้ถูกใช้ไปอย่างเต็มที่

ดังนั้น 10 วันนี้ คือ

ช่วงเวลาเพิ่มเติมสำหรับ DOS ในการดำเนินการตามคำสั่งศาล

ไม่ใช่การประกาศว่า DV-2026 ถูกต่ออายุออกไปเป็นปีใหม่ค่ะ

2️⃣ แล้ว DOS ต้องทำอะไรในช่วง 10 วันนี้?

ศาลสั่งให้ DOS ใช้ความพยายามอย่างสมเหตุสมผลและโดยสุจริต เพื่อ

• พิจารณาเคสใหม่ ที่ถูกปฏิเสธเพียงเพราะ DV Pause หรือ 75-Country Pause

• ดำเนินการพิจารณาต่อ สำหรับเคส DV-2026 ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

หมายความว่า..

เคสที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังคงต้องได้รับการดำเนินการ ตามขั้นตอนปกติ แม้ FY2026 จะสิ้นสุดลงแล้วค่ะ

3️⃣ แล้วคนที่ยังไม่เคยสัมภาษณ์ล่ะ?

ตรงนี้สำคัญมากค่ะ

คำสั่งศาล ไม่ได้จำกัดเฉพาะ คนที่เคยสัมภาษณ์แล้ว

ในคำสั่ง ศาลระบุว่า subclasses ครอบคลุมผู้สมัคร DV-2026 ทั้งหมด

ดังนั้น คนที่ยังไม่เคยสัมภาษณ์ก็อยู่ในขอบเขตของคำสั่งนี้ด้วย

แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะได้รับนัดสัมภาษณ์ หรือได้รับวีซ่าภายใน 10 วันนี้โดยอัตโนมัติ

เพราะแต่ละเคสยังต้องผ่านขั้นตอนและคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องค่ะ

4️⃣ ส่วนคนที่สัมภาษณ์แล้ว แต่ยังรอผล?

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มี เคสอยู่ระหว่างการพิจารณา

ดังนั้นช่วง 10 วันนี้ จึงมีความสำคัญ เพราะศาลสั่งให้ DOS ดำเนิน ordinary adjudication ต่อสำหรับเคสที่ยัง pending

แต่ต้องเข้าใจให้ชัดว่า

ศาลไม่ได้สั่งว่า ทุกคนที่สัมภาษณ์แล้วจะต้องได้รับวีซ่าภายใน 10 วัน

ดังนั้น ยังมีความหวังที่จะเห็นความคืบหน้า

แต่ยังไม่มีการรับประกันผลลัพธ์ของแต่ละเคสค่ะ

5️⃣ ถ้า DOS บอกว่าต้องใช้เวลาออก guidance ใหม่?

คำสั่งศาลระบุว่า หาก DOS ต้องใช้เวลาเพิ่มเติม เพื่อจัดทำ guidance ให้สถานทูตและกงสุลดำเนินการตามคำสั่ง

DOS ต้อง ขออนุญาตศาลเพื่อขอ temporary stay

หมายความว่า DOS ไม่ได้มีอิสระที่จะหยุด หรือเลื่อนการดำเนินการ ตามคำสั่งนี้ไปเองโดยไม่ผ่านศาลค่ะ

6️⃣ DOS ต้องรายงานความคืบหน้าต่อศาล

ศาลกำหนดให้ DOS ส่ง status report

📌 ทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
เวลา 12:00 PM Pacific Time

จนกว่าช่วง additional adjudication จะสิ้นสุด

ตรงนี้เป็นอีกเรื่องที่เราควรติดตาม เพราะจะทำให้เห็นว่า DOS ดำเนินการไปถึงไหนแล้วค่ะ

7️⃣ ศาลจะติดตามผลอีกครั้ง

📅 15 ตุลาคม 2026
⏰ 10:00 AM Pacific Time

ศาลจะติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการในช่วงนี้ค่ะ

🤔 แล้วตอนนี้เราควรคิดอย่างไร?

มดอยากบอกทุกคนตรงๆ ค่ะ

อย่าเพิ่งหมดหวัง

เพราะคำสั่งศาลล่าสุด ทำให้มี ช่วงเวลาเพิ่มเติมอีก 10 วัน สำหรับดำเนินการกับเคส DV-2026

แต่ในขณะเดียวกัน

อย่าเข้าใจว่า 10 วันนี้ คือ การรับประกันว่าจะได้วีซ่า

ศาลไม่ได้สั่งว่า

❌ ทุกคนต้องได้วีซ่า
❌ ทุกคนต้องได้รับการสัมภาษณ์
❌ วีซ่าจะต้องออกภายใน 10 วัน

สิ่งที่ศาลสั่ง คือ

DOS ต้องกลับมาดำเนินการพิจารณาเคส DV-2026 ที่อยู่ในขอบเขตของคำสั่งต่อไปตามที่ศาลกำหนด

เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่ยังมีเคส pending อยู่

เรายังมีเหตุผลที่จะติดตามสถานการณ์ต่อไปค่ะ

ใครที่ถูกสถานทูตติดต่อมา
ใครที่ได้รับคำขอเอกสารเพิ่มเติม
หรือได้รับการนัดหมายใดๆ

อย่าลืมดำเนินการให้เร็วที่สุดนะคะ

และสำหรับเพื่อนๆ DV-2026 ที่รอมาถึงวันนี้…

มดรู้ว่า 10 วันนี้ มีความหมายกับหลายครอบครัวมากๆ

ขอให้ทุกคนมีความหวัง แต่เป็นความหวังที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

ตอนนี้ เรื่องยังไม่จบ เพียงเพราะวันที่ 30 ก.ย. ผ่านไป

เรายังต้องติดตามว่า DOS จะดำเนินการอย่างไรในช่วงเวลา 10 วันที่ศาลกำหนด

🇺🇸 มดจะติดตามข่าวจากทางการและนำข้อมูลมาอัปเดตให้ทุกคนทราบค่ะ

ส่งกำลังใจให้ทุกคนที่ยังรอคอย 🩵

MOD MOM WOW
1~Oct-2026

ที่มาข้อมูล
Medani et al v. Trump et al, 5:2026cv06332 - Document 137 (N.D. Cal. 2026) :: Justia

“พ่อแม่เป็นคนไทยทั้งคู่…ทำไม ไม่สอนลูกพูดไทย?”คำถามนี้ มดได้ยินมานานมากค่ะนานประมาณ 15 ปีเท่ากับอายุลูกชายของมดเลยและถ้า...
09/20/2026

“พ่อแม่เป็นคนไทยทั้งคู่…ทำไม ไม่สอนลูกพูดไทย?”

คำถามนี้ มดได้ยินมานานมากค่ะ

นานประมาณ 15 ปี

เท่ากับอายุลูกชายของมดเลย

และถ้าถามว่า คำถามนี้ ทำให้มดรู้สึกยังไง?

พูดตรง ๆ…

มันอึดอัดค่ะ

เพราะคนถามเห็นแค่ “ลูกพูดไทยไม่ได้”

แต่เขาไม่เห็นว่า…

แม่คนนี้เคยพยายามแค่ไหน

ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ผ่านอะไรมาบ้าง

และไม่รู้เลยว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ แม่คนหนึ่งเคยทั้งพยายาม ทั้งท้อ ทั้งถอดใจ และเคยคิดว่าตัวเองทำพลาดด้วย

วันนี้ มดเลยอยากเล่าเรื่องนี้ค่ะ

ไม่ใช่ เพื่อบอกว่า ใครผิดใครถูก

แต่อยากเล่าในมุมของ แม่คนหนึ่งที่เลี้ยงลูกที่เกิดในอเมริกา

เผื่อประสบการณ์ของมด จะช่วยพ่อแม่มือใหม่ได้บ้าง

😊

มดสอนลูกพูดไทยตั้งแต่เกิดนะคะ

มดพูดไทยกับลูกตั้งแต่เกิด

พยายามให้ลูกได้ยินภาษาไทย

พยายามอ่านหนังสือให้ฟัง

พยายามใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน

แต่ลูกมดเป็นเด็กที่มีพัฒนาการด้านการพูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันมาก

แล้วเมื่อถึงวันที่ลูกเข้าโรงเรียนตอนประมาณ 5 ขวบ…

มดถอดใจค่ะ

นี่คือสิ่งหนึ่งที่มดมองย้อนกลับไปแล้วคิดว่า

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราอาจจะทำอีกแบบ”

ตอนนั้นมดคิดง่าย ๆ เลยว่า

ลูกกำลังจะเข้าโรงเรียนแล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือ…

ขอให้ลูกพูดภาษาอังกฤษกับครูและเพื่อนรู้เรื่องก็พอ

มดกลัวด้วยว่า ถ้าเรายังพูดไทยกับลูกต่อไป

ลูกจะยิ่งสับสน

สุดท้ายจากที่เคยพูดไทยกับลูก…

มดก็เริ่มพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น

แล้วมากขึ้นเรื่อย ๆ

จนภาษาไทยที่บ้านค่อย ๆ หายไป

🥹

แล้วชีวิตก็พามดไปเจอคำตอบบางอย่าง

มดเริ่มสนใจสมัครงานในโรงเรียน

เหตุผลหลักๆ คือ…

เพราะลูกนี่แหละค่ะ

และจากการได้ทำงานร่วมกับครูที่ดูแลด้าน Speech & Language Development

มดได้เรียนรู้เรื่องหนึ่ง ที่ตอนนั้น มีความหมายกับมดมากๆ

เขาแนะนำว่า ในช่วงที่เด็กยังอยู่บ้าน

พ่อแม่ควรพูด ภาษาแม่ของตัวเองกับลูกต่อไป

พูดไปเรื่อย ๆ

แม้บางครั้ง เด็กจะไม่ตอบกลับเป็นภาษานั้น

เพราะเด็กอาจกำลังรับฟังและซึมซับภาษาอยู่

สิ่งสำคัญคือ…

อย่าเพิ่งยอมแพ้ เพียงเพราะวันนี้ เรายังไม่เห็นผล

พอลูกเข้าโรงเรียน

ภาษาอังกฤษก็จะเข้ามาในชีวิตเขาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

เพราะครูพูดอังกฤษ

เพื่อนพูดอังกฤษ

กิจกรรมต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ

ชีวิตประจำวันของเด็กในอเมริกาจะช่วยให้เขาได้ใช้ภาษาอังกฤษเอง

คำแนะนำนี้ ทำให้มดกลับมาคิดว่า

เออจริง…

เรากลัวลูกสับสน จนเรากำลังจะทิ้งภาษาไทยของเขาไปเลยหรือเปล่า?

😅

มดก็เลยกลับมาพยายามใหม่

อยู่บ้าน…

มดพยายามพูดไทย

ลูกไม่เข้าใจ…

ก็ต้องพูดอังกฤษ

แล้วกลับมาพูดไทยใหม่

ไทย → อังกฤษ → ไทย → อังกฤษ

เหมือนเป็น ล่ามส่วนตัวของลูกตัวเอง 😂

บางวันพูดไปพูดมา…

อิแม่เหนื่อยค่ะ

สุดท้ายภาษาอังกฤษก็ไหลออกมาเยอะกว่าภาษาไทยอยู่ดี

เพราะมันง่ายกว่า

ลูกเข้าใจง่ายกว่า

สื่อสารกันเร็วกว่า

และสำหรับแม่ที่ต้องใช้ชีวิต ทำงาน ดูแลลูก…

บางครั้งเราก็เลือกภาษาที่ทำให้ชีวิตมันเดินต่อได้ง่ายที่สุด

😁

แล้วมดก็เริ่มไปถามแม่ไทยคนอื่น

มดคุยกับแม่ ๆ คนไทยในอเมริกาหลายคนที่ลูกพูดไทยได้

บางบ้านมีกฎชัดเจนมาก

“อยู่บ้านต้องพูดไทย”

ลูกพูดอังกฤษมา

แม่ก็ไม่ตอบ

จนกว่าลูกจะพูดไทย

มดก็คิดว่า…

โอเค! แบบนี้แหละ ต้องลอง

แต่พอลองกับลูกตัวเอง…

ไม่เวิร์คค่ะ

ไม่ใช่ วิธีไม่ดีนะ

แต่มันไม่เหมาะกับลูกของมด

นี่คือ อีกบทเรียนหนึ่ง ที่มดเพิ่งเข้าใจชัดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป

สิ่งที่ได้ผลกับลูกบ้านหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลกับลูกเรา

🙃

ยังไม่หมดค่ะ

มีแม่บางคนบอกว่า

“ลองส่งลูกไปเรียนภาษาไทยที่วัดไทยสิ”

มดก็คิดว่า

เออ ดี! เราก็เอาบ้าง

พาไปทดลองเรียนค่ะ

แต่…

ไม่ถึงชั่วโมง

ต้องเลิก

เพราะลูกนั่งไม่นิ่ง

วิ่งไปมา

รบกวนคลาส

แม่ก็ทั้งเกรงใจคนอื่น ทั้งอาย

ในหัวตอนนั้นคือ…

“โอ๊ยยย ลูกฉันจะเอายังไงดีเนี่ย!”

สุดท้ายมดก็คิดว่า

ไม่ต้องไปแล้วล่ะ

พอแล้ว

เหนื่อย

ท้อ

รู้สึกว่าอะไรก็ไม่เวิร์ค

ตอนนั้นพูดตรง ๆ เลยค่ะ

Hopeless มาก

🥲

และนี่คือ เหตุผลที่วันนี้ มดเข้าใจพ่อแม่ที่กำลังเจอเรื่องเดียวกันมากขึ้น

เพราะบางครั้ง…

เราไม่ได้..ไม่พยายาม

เราแค่ลองแล้วไม่สำเร็จ

ลองวิธีหนึ่งไม่ได้

ลองอีกวิธีหนึ่งก็ไม่ได้

เห็นบ้านอื่นทำแล้วได้ผล

เราก็ลองทำตาม

แต่พอลองกับลูกตัวเอง…

มันกลับไม่เหมือนกัน

และตรงนี้แหละค่ะ ที่คนข้างนอกมักไม่เห็น

เขาเห็นแค่ว่า

“ลูกพูดไทยไม่ได้”

แล้วก็ถามว่า

“ทำไมไม่สอน?”

แต่ไม่มีใครเห็นว่า

แม่คนนี้เคยพยายามมาแล้วกี่ครั้ง

เคยเปลี่ยนวิธีมาแล้วกี่รอบ

เคยเหนื่อยแค่ไหน

เคยรู้สึกผิดกับตัวเองแค่ไหน

และเคยคิดกับตัวเองว่า

“หรือเราเป็นแม่ที่ทำได้ไม่ดีพอ?”

😮‍💨

สิ่งหนึ่งที่มดอยากบอกพ่อแม่มือใหม่

ถ้าย้อนกลับไปได้…

มดอยากบอกตัวเองในวันนั้นว่า

“อย่าเพิ่งถอดใจเร็วเกินไป”

เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

บางคนพูดเร็ว

บางคนพูดช้า

บางคนตอบโต้ทันที

บางคนต้องใช้เวลานานกว่าจะเปิดปากออกมา

และบางคนอาจต้องการวิธีที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น

เราอาจไม่ได้เห็นผลในวันนี้

ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราพยายามทำไม่มีความหมาย

แต่ขณะเดียวกัน…

มดก็ไม่ได้อยากบอกว่า

“พ่อแม่ทุกคนต้องพูดไทยกับลูกเท่านั้น”

หรือ

“ต้องส่งลูกไปเรียนภาษาไทย”

หรือ

“ต้องตั้งกฎว่าลูกต้องพูดไทย”

เพราะแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน

ลูกแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ…

รู้จักลูกของเรา และหาวิธีที่เหมาะกับลูกของเรา

😇

และวันนี้…เรื่องนี้ทำให้มดเข้าใจคำว่า “รอให้เด็กพร้อม” มากขึ้น

หลังจากผ่านเรื่องทั้งหมดนี้มา…

วันหนึ่งลูกชายเดินมาบอกแม่เองว่า

“แม่…หนูอยากเรียนพูดไทย”

มดนี่เงียบไปเลยค่ะ

เพราะเด็กคนนี้ ที่แม่เคยพยายามสอน

เด็กคนที่เคยไม่ยอมพูด

เด็กคนที่เคยทำให้แม่รู้สึกว่า

“สงสัยมันคงไม่เกิดขึ้นแล้วมั้ง”

วันหนึ่ง…

เขากลับเป็นคนเดินมาหาแม่เอง

และบอกว่า

“อยากเรียนภาษาไทย”

มันทำให้มดคิดว่า…

บางทีเราอาจต้องการแค่เวลา

และบางครั้ง สิ่งที่เด็กยังทำไม่ได้ในวันนี้

ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำไม่ได้ตลอดไป

🤭

แล้วทำไมเด็กไทยในอเมริกาบางคนพูดไทยได้ บางคนพูดไม่ได้?

มดคิดว่ามีหลายปัจจัยมากค่ะ

แต่สิ่งที่อยากฝากไว้ที่สุด คือ

อย่าเอาเด็กคนหนึ่ง มาเป็นไม้บรรทัดวัด เด็กอีกคน

อย่าพูดกับพ่อแม่ว่า

“ดูบ้านนั้นสิ ลูกเขายังพูดไทยได้เลย”

เพราะเราไม่รู้ว่าเด็กบ้านนั้นเป็นอย่างไร

และเขาก็ไม่รู้ว่าเด็กบ้านเราเป็นอย่างไร

เราเห็นแค่ปลายทาง

แต่เราไม่เห็นระหว่างทางของกันและกัน

🤔

วันนี้มดไม่ได้มาเล่าว่า

“วิธีของมดถูก”

มดกลับอยากบอกว่า

มดเองก็เคยพลาด

เคยถอดใจ

เคยคิดผิด

เคยลองตามบ้านอื่นแล้วไม่สำเร็จ

เคยเหนื่อยจนอยากเลิก

และเคยรู้สึกว่า…

“ทำไมเรื่องแค่นี้ สำหรับบ้านเรามันถึงยากจัง?”

แต่สุดท้าย มดได้เรียนรู้ว่า

การเลี้ยงลูกในต่างแดนไม่มีสูตรสำเร็จ

โดยเฉพาะเรื่องภาษา

บางบ้านพูดไทยเก่งทั้งบ้าน

บางบ้านพูดสองภาษา

บางบ้านลูกเข้าใจไทยแต่ตอบอังกฤษ

บางบ้านลูกไม่พูดไทยเลย

และบางบ้าน…

วันนี้ลูกยังไม่พูด

แต่วันหนึ่งอาจเดินมาบอกแม่ว่า

“หนูอยากเรียนภาษาไทย”

เหมือนลูกมดก็ได้ค่ะ

😂

มดอยากชวนพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกในต่างแดนมาแชร์กันค่ะ

คุณเคยเจอแบบมดไหม?

ลูกพูดไทยได้หรือไม่ได้?

คุณใช้วิธีไหน?

อะไรที่ได้ผล?

อะไรที่ลองแล้วไม่เวิร์ค?

หรือเคยโดนญาติที่เมืองไทยถามว่า

“ทำไมไม่สอนลูกพูดไทย?”

แล้วตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร?

มาเล่าให้ฟังได้เลยค่ะ

ไม่มีถูก ไม่มีผิด

เพราะบางทีประสบการณ์ของพ่อแม่บ้านหนึ่ง

อาจเป็นสิ่งที่ช่วยพ่อแม่อีกบ้านหนึ่งได้จริง ๆ

และถ้าคุณกำลังเลี้ยงลูกในอเมริกา หรือกำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัวในต่างแดน

กดติดตามเพจมดไว้ด้วยน๊าาา 🥰

มดจะเอาเรื่องจริงจากชีวิตในอเมริกา

ทั้งเรื่องกฎหมาย สิทธิ ข่าว การเงิน และประสบการณ์ของคนไทยในอเมริกา

มาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ

เพราะบางเรื่อง…
คนที่ไม่ได้อยู่ในชีวิตเรา
อาจเห็นแค่ผลลัพธ์
แต่ไม่เคยเห็นเลยว่า…
กว่าจะมาถึงตรงนั้น
พ่อแม่พยายามมาแค่ไหน

MOD MOM WOW 🩵

20~Sep~2026

🤔 ทำไมคนทั่วโลกถึงบ่นว่า…“อเมริกาไม่เห็นจะดีเลย”ค่าครองชีพก็สูงHealthcare เข้าถึงยากค่ารักษาก็แพงงงภาษีก็จ่ายเยอะกฎหมายก...
09/15/2026

🤔 ทำไมคนทั่วโลกถึงบ่นว่า…
“อเมริกาไม่เห็นจะดีเลย”

ค่าครองชีพก็สูง
Healthcare เข้าถึงยาก
ค่ารักษาก็แพงงง
ภาษีก็จ่ายเยอะ
กฎหมายก็แรงงงง
ขอวีซ่าก็แสนจะยากกกก
แถมช่วงนี้ข่าวการเมืองก็วุ่นวายอีก

แต่แปลกมาก…

คนจากทั่วโลก ก็ยังอยาก “ย้ายมาอเมริกา”

เออนะ…ทำไม?

มดอยากชวนทุกคนคุยกันสบายๆ…

เมื่อวันศุกร์ 9/11 ที่ผ่านมา สำหรับมดมันเป็นอีกหนึ่ง milestone ที่รู้สึกแปลกมากค่ะ

เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่มดอยู่ในอเมริกาครบ 25 ปีพอดี

ลองคิดดูนะคะ…

25 ปี นี่นานมาก

ตอนมดมาอเมริกาใหม่ ๆ
มดไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเลยค่ะ

ไม่รู้ว่าระบบอเมริกาจะเป็นอย่างไร

ไม่รู้ว่าอีก 25 ปีข้างหน้า ชีวิตเราจะเป็นแบบไหน

แต่พอใช้ชีวิตจริง ๆ มาเรื่อย ๆ

เราจะเริ่มเห็นว่า…

อเมริกา ไม่ได้เป็น ประเทศที่ดีที่สุด ในทุกเรื่อง

แต่ ก็ไม่ได้เป็น ประเทศที่แย่ที่สุด ในทุกเรื่องเหมือนกัน

มันมีทั้งสองด้านค่ะ

และบางอย่างที่ตอนเด็ก ๆ เราคิดว่าเป็นข้อเสีย…

พออยู่ไปนาน ๆ กลับรู้สึกว่า

“เออ…นี่อาจเป็น 10 เหตุผลที่ คนยังอยากมา อเมริกา”

1. คนไม่ได้ อยากได้ “ชีวิตแบบอเมริกัน” แต่อยากได้ “ทางเลือก”

อันนี้เป็นสิ่งที่มดคิดว่าน่าสนใจมาก

บางคนคิดว่า คนอยากมาอเมริกาเพราะอยากได้เงินเยอะ

แต่จริง ๆ แล้วอาจไม่ใช่ทั้งหมด

บางคนอยากได้ “โอกาสเลือก”

ถ้าคุณไม่ชอบงานนี้
คุณสามารถเปลี่ยนงาน

ถ้าไม่ชอบเมืองนี้
คุณย้ายรัฐได้

ถ้าอยากทำธุรกิจ
คุณลองทำได้

ถ้าธุรกิจแรกไม่สำเร็จ
คุณก็เริ่มใหม่ได้

แน่นอนค่ะ…

มันไม่ได้ง่าย

และไม่มีใครรับประกันว่าคุณจะสำเร็จ

แต่สิ่งที่หลายคนรู้สึก คือ

“อย่างน้อย ฉันยังมีทางเลือก”

สำหรับบางคน แค่นี้ ก็มีค่ามากแล้วค่ะ

2. อเมริกาไม่ได้รับประกันว่าคุณจะรวย

แต่อเมริกาเปิดโอกาสให้คุณ “ขยับฐานะ”

นี่ต่างกันนะคะ

มดไม่ได้บอกว่า

“มาอเมริกาแล้วรวยทุกคน”

ไม่จริงค่ะ

บางคนมาที่นี่แล้ว ลำบากกว่าเดิมด้วยซ้ำค่ะ

แต่สิ่งที่อเมริกามี คือ เศรษฐกิจขนาดใหญ่

มีตลาดขนาดใหญ่

และมีงานหลายระดับ

คนบางคนเริ่มจากศูนย์ (มดก็ด้วย)

ทำงานหลายอย่าง

เรียนเพิ่ม

เปลี่ยนอาชีพ

เปิดธุรกิจ

แล้วค่อย ๆ ขยับชีวิตขึ้นมา

มันไม่ได้เกิดกับทุกคน

แต่ ความเป็นไปได้ ที่จะขยับชีวิต นี่แหละ ที่มีพลังมากค่ะ

ลองไปตามเพจ PatJourney คุณหมอไทยที่ได้ Green Card Lottery รุ่น DV2021 เค้าเปลี่ยนอาชีพใหม่ไปทำงานด้าน IT กับรัฐบาลอเมริกา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด เป็นคนที่พัฒนาชีวิตแบบก้าวกระโดด เพราะเค้ามี Growth Mindset ค่ะ

3. สิ่งที่คนรักอเมริกา อาจเป็นสิ่งเดียวกับที่คนเกลียด

นี่เป็นเรื่องที่มดเห็นชัดมาก หลังอยู่มานาน

อเมริกาเคารพความเป็นส่วนตัว และคนให้ค่ากับความเป็นตัวของตัวเองสูง

แต่ผลข้างเคียงคือ…

คุณต้องรับผิดชอบตัวเองสูงเหมือนกัน

ไม่มีใครมาบอกคุณทุกเรื่องว่า

“ทำแบบนี้นะ เดี๋ยวฉันจัดการให้”

หลายอย่างคุณต้องเป็นคนศึกษาเอง

ต้องตัดสินใจเอง

ต้องจ่ายเอง

ต้องรับผิดชอบผลของการตัดสินใจเอง

ดังนั้นสิ่งที่คนหนึ่ง เรียกว่า

“Freedom”

อีกคนอาจเรียกว่า

“เหนื่อยจัง ต้องจัดการเองทุกอย่าง”

และทั้งสองคนก็ไม่ได้ผิดค่ะ

อิสรภาพ..มีราคาที่ต้องจ่าย!

4. คนไม่ได้ย้ายมา เพราะชีวิตง่าย

แต่ยอมรับ “ความยาก” เพราะบางอย่างมันคุ้มค่า

ลองคิดดูนะคะ

ถ้าคุณรู้ว่า…

ค่าเช่าบ้านแพง

Healthcare แพง

ประกันรถแพง

ภาษีมีรายละเอียดเยอะ

กฎหมายซับซ้อน

ทุกอย่างต้องวางแผน

แล้วทำไมบางคนยังมา?

เพราะสำหรับเขา…

สิ่งที่ได้กลับมา อาจคุ้มกับสิ่งที่ต้องแลก

บางคนมองเรื่องรายได้

บางคนมองอนาคตของลูก

บางคนมองโอกาสทางธุรกิจ

บางคนมองความปลอดภัย

บางคนมองคุณภาพชีวิต

ดังนั้นคำว่า “คุ้ม” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

5. สำหรับ immigrant หลายคน ลูกคือ เหตุผลที่แท้จริง

อันนี้มดคิดว่าน่าคุยมาก

บางครั้ง คนที่ย้ายประเทศ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย

แต่ทำเพื่อลูก

พ่อแม่บางคนไม่ได้ฝันว่าจะต้องมีบ้านหลังใหญ่

ไม่ได้ฝันว่าจะต้องขับรถหรู

เขาแค่คิดว่า…

“ฉันอยากให้ลูกมีทางเลือกมากกว่าที่ฉันเคยมี”

ลูกจะเรียนอะไร

ทำอาชีพอะไร

อยู่เมืองไหน

ชีวิตจะไปทางไหน

บางคนมองว่า…

ถ้าลูกมีโอกาสเลือกชีวิตของตัวเองมากขึ้น

แลกกับความเหนื่อยของพ่อแม่ มันก็คุ้ม

6. อเมริกาไม่ได้ให้ความสำเร็จ แต่มันให้ “ตลาดงาน”

อันนี้เป็นเรื่องที่มดเพิ่งเข้าใจชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ลองคิดถึงคนที่มีทักษะบางอย่าง

ทำอาหารเก่ง

ทำผมเก่ง

ทำงานช่าง

ทำบัญชี

ทำคอนเทนต์

ขายของออนไลน์

ทำธุรกิจเฉพาะทาง

ในตลาดที่ใหญ่

คุณไม่จำเป็นต้องให้คนทั้งประเทศชอบคุณ

คุณอาจต้องหาแค่

“คนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ต้องการสิ่งที่เราทำ”

แล้วสร้างธุรกิจจากตรงนั้น

นี่เป็นสิ่งที่มดคิดว่าน่าสนใจมาก

เพราะอเมริกาไม่ได้บอกว่า

“ฉันจะทำให้คุณสำเร็จ”

แต่มันเหมือนบอกว่า

“ถ้าคุณมีของ และหาคนที่ต้องการมันเจอ ลองดูว่าคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน”

7. คนที่บอกว่า “อเมริกาไม่ดี” กับคนที่ ”อยากมาอยู่“ อาจพูดถูกทั้งคู่

เพราะอเมริกาไม่ได้เหมือนกันสำหรับทุกคน

คนอายุ 25

กับคนอายุ 65

คนโสด

กับคนมีลูก

คนมีเงิน

กับคนเริ่มจากศูนย์

คนมีประกันสุขภาพดี

กับคนไม่มี

คนมีธุรกิจ

กับคนเป็นลูกจ้าง

ประสบการณ์อเมริกาไม่เหมือนกันเลย

ดังนั้น บางครั้งเวลามีคนพูดว่า

“อเมริกาไม่ดี”

มดจะฟัง และ ไม่รีบเถียง

เพราะเขาอาจกำลังพูดจากชีวิตจริงของเขา

และคนที่บอกว่า

“อเมริกาดีมาก”

ก็อาจพูดจากประสบการณ์จริงของเขาเหมือนกัน

8. ยิ่งอยู่มานาน ยิ่งเห็นว่า American Dream ไม่ได้เหมือนในหนัง

ตอนมดมาใหม่ ๆ เราอาจคิดว่า

มาอเมริกา = เริ่มต้นชีวิตใหม่

แต่พออยู่จริง…

มันไม่โรแมนติกขนาดนั้นค่ะ

มีวันที่เหนื่อย

มีวันที่คิดถึงบ้าน

มีวันที่เงินไม่พอ

มีวันที่ท้อใจ

มีวันที่ต้องเริ่มใหม่

มีวันที่ต้องยอมทำงานที่ไม่อยากทำ

และมีวันที่ถามตัวเองว่า

“เรามาทำอะไรที่นี่?” (ร้อยรอบ😅)

แต่สิ่งหนึ่งที่ 25 ปี สอนมด คือ

ชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องสวยทุกวัน

ถึงจะเรียกว่าเป็น “ชีวิตที่ดี”

บางที…

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่เคยล้ม

แต่มันเกิดจากการที่เราล้มแล้ว

ยังสามารถลุกขึ้นมาเริ่มใหม่ได้ค่ะ

9. วันหนึ่งคำถามอาจไม่ใช่ “อเมริกาดีกว่าไทยไหม?”

แต่อาจกลายเป็น…

“ที่ไหนคือบ้านของเรา?”

ตอนมาใหม่ ๆ เราอาจคิดว่า

ที่นี่คือ America

ที่นั่นคือ Thailand

แต่พออยู่ไป 20–30 ปี

มันไม่ง่ายแบบนั้นแล้ว

ที่อเมริกาก็มีชีวิตของเรา

ที่ไทยก็มีความผูกพัน

มีครอบครัว

มีความทรงจำ

มีอาหารที่คิดถึง

มีคนที่เราอยากกลับไปหา

ดังนั้นสำหรับบางคน

การเลือกว่าจะอยู่ประเทศไหน

ไม่ได้เกี่ยวกับว่า

“ประเทศไหนดีกว่า?”

แต่เกี่ยวกับว่า

“เราอยู่ตรงไหนแล้ว ชีวิตมีความสุขและมีความหมายมากกว่า?”

10. และ Insight ที่มดคิดว่าแรงที่สุด…

บางคนไม่ได้อยากมาอเมริกา

เพราะคิดว่าอเมริกาดีที่สุด

แต่เขาอยากมา…

เพราะเขาไม่อยากมีชีวิตแบบเดิมอีกต่อไป

ลองคิดดูนะคะ

บางคนไม่ได้เปรียบเทียบ

Thailand กับ America

แต่กำลังเปรียบเทียบ

ชีวิตที่เป็นอยู่วันนี้

กับ

ชีวิตที่เขาอยากมีในอีก 10 ปีข้างหน้า

และถ้าเขามองแล้วว่า

“ถ้าฉันอยู่ที่เดิมต่อไป ชีวิตก็คงเป็นแบบนี้”

เขาอาจยอมเสี่ยง

ยอมเหนื่อย

ยอมคิดถึงบ้าน

ยอมเริ่มจากศูนย์

เพื่อแลกกับโอกาสที่จะมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง

เพราะฉะนั้น…

บางทีสิ่งที่คนกำลังวิ่งหา

อาจไม่ใช่ “America”

แต่คือ

“โอกาสที่จะได้เริ่มชีวิตใหม่”

มีคนเคยถามว่า หลังอยู่มา 25 ปี มดคิดอย่างไร?

สำหรับมดวันนี้…

มดไม่ได้คิดว่า

อเมริกาดีที่สุด

และก็ไม่ได้คิดว่า

อเมริกาแย่ที่สุด

มดคิดว่า…

มันเป็นประเทศที่มีทั้งโอกาสและราคาที่ต้องจ่าย

และแต่ละคนต้องถามตัวเองว่า

“สิ่งที่ฉันได้จากที่นี่ คุ้มกับสิ่งที่ฉันต้องแลกหรือเปล่า?”

สำหรับบางคน…

คำตอบคือ คุ้ม

สำหรับบางคน…

คำตอบคือ ไม่คุ้ม

และทั้งสองคำตอบถูกได้พร้อมกัน

เพราะชีวิตของเราไม่เหมือนกัน

แล้วสำหรับคนที่อ่านโพสต์นี้อยู่…

คุณล่ะคะ คิดยังไง?

คุณอยู่ที่อเมริกาเพราะอะไร?

หรือถ้าคุณกำลังอยากย้ายมาอเมริกา…

อะไรคือเหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้คุณอยากมา?

เรื่องเงิน?

ลูก?

อนาคต?

อิสระ?

ธุรกิจ?

หรือคุณแค่อยากเริ่มชีวิตใหม่?

มดอยากฟังเรื่องจริงจากทุกคนค่ะ

ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด

ลองเล่าไว้ในคอมเมนต์นะคะ

เพราะบางทีประสบการณ์ของคุณ

อาจเป็นคำตอบให้คนอีกคนที่กำลังลังเลว่าจะมาอเมริกาดีหรือไม่

และถ้าชอบการพูดคุยแบบนี้

ไม่ได้มีแค่ข่าวหรือกฎหมาย

แต่อยากฟังมุมมองจากคนที่ใช้ชีวิตในอเมริกามา 25 ปี

กดติดตามเพจไว้น๊า ขอบคุณมากค่ะ 😊

MOD MOM WOW 🩵

15~Sep~2026

Trust & Will ต่างกันอย่างไร? ถ้ามีบัญชี IRA หุ้น เงินฝาก และจะยกให้ลูกหลานที่อยู่ไทย ต้องทำอะไรบ้าง?มีแฟนเพจ MOD MOM WOW...
09/03/2026

Trust & Will ต่างกันอย่างไร? ถ้ามีบัญชี IRA หุ้น เงินฝาก และจะยกให้ลูกหลานที่อยู่ไทย ต้องทำอะไรบ้าง?

มีแฟนเพจ MOD MOM WOW ท่านนึง ทักมาถามเรื่องใหญ่มากค่ะ:

"ญาติเป็น US Citizen มีหุ้น บัญชีธนาคาร และ IRA รวมแล้ว 6 หลัก (USD) อยากส่งต่อให้ลูกหลานที่อยู่ไทย ต้องทำ Trust & Will ไหม? แล้วจะโดนภาษีอเมริกาหรือสรรพากรไทยเท่าไหร่?"

เรื่องนี้สำคัญกับคนไทยถือสองสัญชาติ และ คนถือ Green Card มากๆ วันนี้มดเลยย่อยเรื่องกฎหมายและภาษีมาเล่าให้ฟังค่ะ 😊

มดอยากชวนคิดแบบง่าย ๆ ค่ะ

อย่าเพิ่งเริ่มจาก คำถามว่า “ต้องทำ Trust ไหม?”

ให้เริ่มจากว่า

“ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว ทรัพย์สินแต่ละบัญชี จะไปถึงคนที่เราตั้งใจให้เขาได้อย่างไร?”

เรามาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันค่ะ

1. Will กับ Trust ต่างกันอย่างไร?

จำง่าย ๆ แค่ 2 ประโยค

✅ Will = บอกว่า “ใครควรได้รับทรัพย์สิน”

แต่ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อผู้เสียชีวิต และไม่มีวิธีโอนโดยตรง อาจต้องผ่าน Probate คือ ศาลอเมริกาต้องเข้ามาตรวจก่อน อาจใช้เวลา 1-2 ปี

แถมเสียค่าทนายกับค่าศาลแพงมาก (3%-7% ของมูลค่ามรดก) ยิ่งผู้รับอยู่ไทยยิ่งยุ่งยากค่ะ

✅ Revocable Living Trust = วางระบบว่า “จะจัดการและส่งต่อทรัพย์สินอย่างไร”

ทรัพย์สินที่โอนเข้า Trust อย่างถูกต้อง อาจช่วยหลีกเลี่ยง Probate ได้

แต่ Trust ไม่ใช่เครื่องมือที่ทำให้ “ไม่เสียภาษี” โดยอัตโนมัติ

💸 ค่าใช้จ่ายจ้างทนายร่าง Trust: โดยเฉลี่ยในอเมริกา จะอยู่ที่ประมาณ $1,500 – $4,000+ (ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของทรัพย์สินและรัฐที่อยู่ค่ะ)

2. ถ้าเคสนี้ มี IRA + หุ้น + เงินฝาก ควรเริ่มตรงไหน?

มดแนะนำให้ทำตามลำดับนี้ค่ะ

STEP 1 — ตรวจ Beneficiary ทุกบัญชี

โดยเฉพาะ

* IRA
* 401(k) ถ้ามี
* Life Insurance
* Brokerage Account ที่มี TOD
* Bank Account ที่มี POD

ดูว่าใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ Primary Beneficiary และใครเป็น Contingent Beneficiary

เพราะการเขียนชื่อคนไว้ใน Will ไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยน Beneficiary ของ IRA โดยอัตโนมัติ

เจ้าของมรดกควรแจ้ง Bank/ Broker ให้ตั้งค่า :
TOD (Transfer on Death) หรือ
POD (Payable on Death)
โดยระบุชื่อ-นามสกุล ญาติที่ไทยเป็น Beneficiary ไว้อย่างชัดเจนค่ะ

STEP 2 — ทำ Will

ถึงแม้จะไม่มีบ้าน ก็ควรพิจารณาทำ Will

เพราะยังมีเรื่องอื่น ๆ เช่น

* ทรัพย์สินที่ไม่มี Beneficiary
* ใครจะเป็น Executor
* ใครจะจัดการเรื่อง Estate
* ความต้องการอื่น ๆ หลังเสียชีวิต

STEP 3 — ทำ Power of Attorney

เรื่องนี้สำคัญและคนมักลืม

ถ้าวันหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่สามารถจัดการเรื่องการเงินเองได้ จะให้ใครเป็นคนจัดการแทน?

ดังนั้นควรพิจารณา Durable Financial/Property Power of Attorney ด้วยนะคะ

STEP 4 — แล้วค่อยถามว่า “จำเป็นต้องมี Trust หรือไม่?”

ถ้าทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็น IRA, หุ้น และเงินฝาก และมี Beneficiary/TOD/POD ครบอยู่แล้ว

อาจไม่จำเป็นต้องมี Living Trust

แต่ถ้าต้องการ

* ลดความยุ่งยากเรื่อง Probate
* ควบคุมวิธีการส่งต่อทรัพย์สิน
* ให้ผู้รับได้รับเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด
* มีทรัพย์สินหลายประเภท
* มีทรัพย์สินหลายรัฐหรือหลายประเทศ

ก็อาจมีเหตุผล ที่จะคุยกับ Estate Planning Attorney เรื่อง Trust

3. แล้วถ้าหลานอยู่ไทย จะเสียภาษีไหม?

ตรงนี้ต้องแยก “มรดก” กับ “รายได้จากมรดก” ออกจากกันค่ะ

เรื่องภาษีมรดก U.S. Estate Tax

ถ้าเจ้าของทรัพย์สินเป็น U.S. Citizen สหรัฐฯ พิจารณาภาษีมรดกโดยรวมตามกฎ Estate Tax

สำหรับผู้เสียชีวิตในปี 2026 Federal basic exclusion: มรดกบุคคลธรรมดา ที่ไม่เกิน $15,000,000 จะได้รับการยกเว้นภาษีมรดกฝั่งอเมริกา

ดังนั้น ถ้าผู้รับมรดกเป็นลูกหลานที่ไทย และ Estate มีมูลค่าไม่ถึงระดับดังกล่าว อาจจะไม่ต้องเสีย Federal Estate Tax

แต่ถ้าอยู่รัฐที่มี State Estate Tax ต้องตรวจเพิ่มเติมเป็นรายรัฐด้วยค่ะ

4. จุดที่ต้องระวังที่สุดคือ “Inherited IRA”

ถ้าหลานอยู่ประเทศไทย และได้รับ IRA เรื่องนี้ อย่าคิดว่าเป็นแค่การรับเงินมรดกแล้วโอนเข้าธนาคารไทย

เพราะการถอนเงินจาก IRA มีเรื่อง Income Tax และกฎของ Beneficiary เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ

และถ้าผู้รับเป็น Foreign Person ต้องตรวจเรื่อง U.S. withholding และ Tax Treaty ด้วย

IRS ระบุว่าผู้มีสิทธิใช้ Tax Treaty เพื่อขอลดหรือยกเว้น withholding โดยทั่วไปต้องแจ้งสถานะ และใช้ Form W-8BEN ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ดังนั้น

อย่าเพิ่งสรุปว่า “หลานไทยโดนหัก 30% แน่นอน”

และก็อย่าสรุปว่า

“หลานไทยไม่ต้องเสียภาษีอเมริกาแน่นอน”

ต้องดูรายละเอียดของ IRA และสถานะทางภาษีของหลานก่อนค่ะ

อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น..

🇺🇸 ภาษีรายได้ฝั่งอเมริกา (Income Tax):

* เงินฝาก/หุ้น/Roth IRA = รับเต็ม ไม่เสียภาษี

* Traditional IRA/Pension = คนรับฝั่งไทยต้องเสียภาษีรายได้ (Income Tax Withholding) ให้ IRS ตอนถอนเงิน ~ 30% เพราะเป็นเงินที่ไม่เคยเสียภาษีมาก่อน

5. แล้วภาษีประเทศไทยล่ะ?

ประเทศไทยมี ภาษีการรับมรดก เช่นกัน

แต่ไม่ได้หมายความว่า ได้รับมรดกแล้วต้องเสียภาษีทันทีค่ะ

กรมสรรพากรระบุว่า หากมรดกจากเจ้ามรดกรายหนึ่ง หักภาระหนี้สินแล้วเกิน 100 ล้านบาท จึงพิจารณาภาษีในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

อัตราหลักคือ

* 5% สำหรับบุพการีหรือผู้สืบสันดาน
* 10% สำหรับผู้รับประเภทอื่น

ดังนั้น ถ้าหลานได้รับมรดกไม่ถึงระดับที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียภาษีมรดก เพียงเพราะเงินมาจากอเมริกาค่ะ

แต่กรณีทรัพย์สินอยู่ต่างประเทศ ต้องดูเงื่อนไขของกฎหมายไทยและสถานะของผู้รับเป็นรายกรณีด้วยค่ะ

🧐 แล้วเคสที่ถามมานี้ ควรตัดสินใจอย่างไร?

ถ้าเป็นกรณี

U.S. Citizen + โสด + ไม่มีอสังหาริมทรัพย์ + มี IRA/หุ้น/เงินฝาก + ผู้รับอยู่ไทย

มดจะเริ่มแบบนี้ค่ะ:

ควรทำก่อน

1. ตรวจ Beneficiary ของ IRA
2. ตั้งค่า TOD/POD ของบัญชีต่างๆ
3. Will
4. Durable Power of Attorney
5. ตรวจเรื่องภาษีของ U.S. + Thailand

แล้วค่อยพิจารณา Trust ทีหลัง

ไม่จำเป็นต้องทำ Trust เพียงเพราะผู้รับเป็นคนไทย

และ อย่ารีบซื้อ Trust package เพียงเพราะ มีคนบอกว่า “Trust ช่วยประหยัดภาษี”

เพราะ Trust กับ Tax Planning เป็นคนละเรื่องกันค่ะ

⏰ จำเป็นต้องทำ Trust ตอนไหน?

1. คนมี บ้าน/อสังหาริมทรัพย์ ในอเมริกา (อันนี้จำเป็นมาก เพราะบ้านโอนผ่าน TOD/POD ลอยๆ ไม่ได้ในหลายรัฐ)

2. มีทรัพย์สินหลายประเภท ต้องการตั้งเงื่อนไขการแจกจ่ายเงิน (เช่น ให้ลูกตอนอายุครบ 25 ปี)

3. กังวลเรื่อง "ภาวะทุพพลภาพ/ป่วยติดเตียง" เพราะ Trust จะแต่งตั้ง Trustee มาดูแล และใช้เงินจัดการค่ารักษาพยาบาลให้เราได้ทันที โดยไม่ต้องรอเราจากไป

📌 สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากฝาก

การวางแผนมรดกไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น

ถ้าเรามีเงินเก็บ มี 401K, Traditional IRA, Roth IRA มีหุ้น หรือมีทรัพย์สินในอเมริกา และลูกหลานอยู่ไทย

สิ่งที่ควรถามตัวเองวันนี้คือ

“ถ้าพรุ่งนี้เราไม่อยู่แล้ว เงินก้อนนี้จะไปถึงคนที่เราตั้งใจให้หรือยัง?”

จำประโยคเหล่านี้ไว้ค่ะ

Will บอกว่า “ใครควรได้”
Trust ช่วยจัดการว่า “จะส่งต่ออย่างไร”
Beneficiary บอกสถาบันการเงินว่า “เงินควรไปหาใคร”
Tax Planning บอกว่า “ต้องเสียภาษีที่ไหนและเท่าไร”

ทั้ง 4 เรื่องนี้ ต้องวางแผนไปด้วยกันค่ะ

เริ่มจาก จัด Beneficiary ให้ถูก → ทำ Will → ทำ Power of Attorney → แล้วค่อยดูว่า Trust จำเป็นหรือไม่

แค่นี้ ก็ทำให้การวางแผนชัดขึ้นมากแล้วค่ะ

สำหรับคนที่เป็น Tax Resident ของประเทศไทย ต้องดูหลักเกณฑ์เงินได้จากต่างประเทศ และการนำเงินเข้าประเทศ ตามกฎหมายภาษีไทยในปีที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ

ดังนั้น เวลาจะโอนเงินก้อนใหญ่จากอเมริกากลับไทย

ควรเก็บเอกสารที่มาของเงินไว้ให้ครบ

เช่น

* Death Certificate
* Will / Trust
* Probate หรือเอกสารจาก Estate
* Letter จาก Executor
* IRA distribution statement
* Brokerage statement
* Bank statement
* หลักฐานการรับมรดก
* หลักฐานภาษีที่ชำระ หรือถูกหักในสหรัฐฯ
* หลักฐานการโอนเงิน

เอกสารเหล่านี้ มีค่ามากกว่า การพยายามอธิบายกับธนาคารด้วยคำพูดอย่างเดียวค่ะ

‼️ สิ่งที่ห้ามลืมเดดขาด คือ

เจ้าของทรัพย์สิน ควรทำเอกสารสรุปไว้ 1 แผ่น บอกว่า มีบัญชีอะไร อยู่ที่ไหนบ้าง ต้องติดต่อใคร และมอบให้ญาติที่ไทยเก็บไว้ พร้อมบอกขั้นตอนการแปลใบมรณบัตร ไทย-อังกฤษ เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นค่ะ

ที่มาข้อมูล: แชร์ไว้ในคอมเม้นท์แรกค่ะ

⚠️ หมายเหตุ: โพสต์นี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะ Inherited IRA + ผู้รับอยู่ประเทศไทย ควรให้ Estate Attorney และผู้เชี่ยวชาญภาษี U.S. & Thailand Tax ตรวจข้อเท็จจริงและเอกสารก่อนดำเนินการจริงค่ะ

ด้วยความปรารถนาดี 🩵

MOD MOM WOW
2~Sep~2026

Address

Chicago, IL

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when MOD MOM WOW posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share