11/06/2025
“เมลาโทนิน” เพิ่มเสี่ยงหัวใจล้มเหลว
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : เผยยาช่วยนอนหลับยอดนิยม “เมลาโทนิน” อาจส่งผลให้เกิด “หัวใจล้มเหลว” สูงขึ้นถึง 90 เปอร์เซ็นต์
งานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (American Heart Association – AHA) นำเสนอต่อที่ประชุม Scientific Sessions 2025 ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 เผยถึงผลข้างเคียงของ “เมลาโทนิน” อาหารเสริม (supplements) ที่มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเชื่อกันว่าเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดชนิดหนึ่ง
ผลวิจัยที่มาจากการตรวจสอบประวัติสุขภาพของผู้ใหญ่กว่า 130,000 คนที่พบแพทย์ด้วยอาการนอนไม่หลับ พบว่ากลุ่มที่ใช้เมลาโทนินต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงกว่า ทั้งจากอาการหัวใจล้มเหลว และการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ภายในช่วงเวลาห้าปี
การวิจัยที่มีการวิเคราะห์ข้อมูลนานถึง 5 ปีพบว่าผู้ใช้เมลาโทนิน มีความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวสูงกว่าผู้ไม่ใช้ ประมาณ 90%, มีโอกาสตายจากทุกสาเหตุมากกว่าเกือบสองเท่า และมีโอกาสเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่า 3.5 เท่า
เมลาโทนิน จัดเป็นอาหารเสริมเพื่อทดแทนฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมวัฏจักรการนอนหลับ และการถูกจัดเป็นอาหารเสริม เมลาโทนินจึงไม่ถูกควบคุมโดยสำนักงานอาหารและยา (FDA) แต่ละยี่ห้อมีความเข้มข้นและความบริสุทธิ์แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้พิสูจน์ชัดเจนว่าเมลาโทนินเป็นต้นเหตุโดยตรงของปัญหาโรคหัวใจ เนื่องจากการวิเคราะห์ที่อาศัยข้อมูลจากใบสั่งยา ดังนั้น คนจำนวนมากที่ซื้อเมลาโทนินเอง อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม่เคยใช้
กระนั้นก็ตาม สมาคมโรคหัวใจ ได้เตือนว่าไม่ควรใช้เมลาโทนินแบบต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการแนะนำจากแพทย์ ทั้งนี้เพราะอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง สามารถเชื่อมโยงกับโรคความดันโลหิตสูงและความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของหัวใจอยู่แล้ว
ปัจจุบัน มีชาวอเมริกันเกือบเจ็ดล้านคน ที่ป่วยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว หรือสภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ผลวิจัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงของอาหารเสริมเมลาโทนินนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ ที่สร้างความวิตกกังวลให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่กินเมลาโทนินเป็นประจำเพราะเชื่อว่าเมลาโทนินเป็น “ของธรรมชาติ” จึงมีความปลอดภัย
“สาระสำคัญของผลวิจัยฉบับนี้ ไม่ได้บอกว่าเมลาโทนินเป็นสิ่งที่แย่ หรือทุกคนควรหยุดกินทันที แต่มันควรทำให้ทุกคนเลิกคิดว่าอะไรที่เป็นธรรมชาติ หรือหาซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ คือของที่ปลอดภัยเสมอไป” ผลวิจัยระบุ.