Fun with Reels

  • Home
  • Fun with Reels

Fun with Reels สถานที่รวมคลิปเรื่องราวน่าสนใจจากทั่วโลก .. กดติดตามเอาไว้เลย :)

แค่โค้งผิดองศาก็สื่อสารผิดใจได้เลย!ทุกคนเคยไหมครับ เวลาที่เราทำผิด แล้วอยากจะเอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’ ออกไป แต่บางทีแค่คำพูดก็ย...
08/10/2025

แค่โค้งผิดองศา
ก็สื่อสารผิดใจได้เลย!
ทุกคนเคยไหมครับ เวลาที่เราทำผิด แล้วอยากจะเอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’ ออกไป แต่บางทีแค่คำพูดก็ยังไม่พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่การแสดงออกทางกายมีน้ำหนักไม่แพ้คำพูดเลย การขอโทษด้วยการ ‘โค้งคำนับ’ จึงเป็นมากกว่าแค่การทักทายหรือแสดงความเคารพ แต่คือศิลปะการสื่อสารที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

การโค้งคำนับเพื่อขอโทษในญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่แค่การก้มหัวธรรมดาครับ มันมีหลายระดับ เหมือนกับการที่เราเลือกใช้โทนเสียงในการขอโทษกับเพื่อน กับเจ้านาย หรือกับคนที่เราทำผิดร้ายแรง การโค้งเพียงเล็กน้อยอาจสื่อถึงการขอโทษเรื่องเล็กน้อย ในขณะที่การโค้งที่ลึกและนานกว่า จะแสดงถึงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงกว่ามาก แต่ละองศา สื่อความหมายต่างกัน

องศาของการโค้งจึงสำคัญอย่างยิ่งครับ หากเราทำผิดเล็กน้อย เช่น เดินชนไหล่ การโค้งศีรษะเบาๆ อาจจะเพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นความผิดที่ร้ายแรงกว่านั้น เช่น ทำให้ใครเดือดร้อนในที่ทำงาน การโค้งตัวลงไปเกือบ 45-70 องศา พร้อมค้างไว้สักครู่ จะแสดงถึงความจริงใจและสำนึกผิด สถานการณ์กำหนดความลึก

ไม่ใช่แค่ความลึกนะครับ ระยะเวลาในการโค้งและจังหวะก็สำคัญไม่แพ้กัน การโค้งที่เร่งรีบเกินไปอาจดูไม่จริงใจ หรือการโค้งแล้วรีบเงยหน้าขึ้นมาสบตาในทันที อาจถูกมองว่าไม่ให้เกียรติ เพราะโดยทั่วไปแล้ว การขอโทษที่แสดงความเคารพอย่างแท้จริง มักจะหลีกเลี่ยงการสบตาโดยตรงในระหว่างการโค้ง ระยะเวลาและการสบตา ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในญี่ปุ่น การขอโทษด้วยการโค้งคำนับ เป็นการแสดงออกที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนมาก หากไม่เข้าใจธรรมเนียมนี้ อาจทำให้เจตนาดีของเราถูกตีความผิดไปได้ง่ายๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม เพราะภาษากายนั้นสำคัญไม่แพ้คำพูด พลาดนิดเดียว อาจสร้างปัญหาใหญ่

#วัฒนธรรมญี่ปุ่น #การขอโทษ

เคล็ดลับทำงานน้อยได้มากหลายคนอาจคิดว่า ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งได้ผลลัพธ์ดีแต่ประเทศเหล่านี้กลับทำตรงกันข้าม แล้วความลับเบื้อง...
08/10/2025

เคล็ดลับทำงานน้อยได้มาก
หลายคนอาจคิดว่า ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งได้ผลลัพธ์ดี
แต่ประเทศเหล่านี้กลับทำตรงกันข้าม แล้วความลับเบื้องหลังคืออะไร?
ทุกคนคงฝันถึงการหยุดยาว แต่ยังมีรายได้ใช่ไหมครับ? โมเดลทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ทั้งในไอซ์แลนด์และอังกฤษ ที่พิสูจน์แล้วว่า "ทำงานน้อยลง แต่ประสิทธิภาพกลับเพิ่มขึ้น" นี่ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่กำลังเป็นจริง!
ย้อนไปไอซ์แลนด์ ปี 2015-2019 รัฐบาลทดลองให้พนักงานภาครัฐกว่า 2,500 คน ทำงาน 35-36 ชั่วโมง/สัปดาห์ (จาก 40 ชั่วโมง) โดยไม่ลดค่าจ้าง ผลลัพธ์น่าทึ่ง! ผลิตภาพไม่ลด สุขภาพกายใจพนักงานดีขึ้น ความเครียดลด มีเวลาครอบครัวมากขึ้น จนลดชั่วโมงทำงานได้ถาวร
ไม่นานมานี้ สหราชอาณาจักรก็มีการทดลองคล้ายกัน บริษัทกว่า 61 แห่ง พนักงานกว่า 3,000 คนเข้าร่วม เป็นการทดลอง 4 วันต่อสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลลัพธ์ดีเยี่ยม บริษัทส่วนใหญ่ยืนยันไร้ผลกระทบต่อรายได้ บางแห่งกลับเพิ่มขึ้น พนักงานมีความสุข อัตราการลาออกลดลง
อะไรคือหัวใจของความสำเร็จ? นักวิเคราะห์ชี้ว่า พนักงานได้พักผ่อนเต็มที่ มีพลังงานและความคิดสร้างสรรค์สูง เมื่อทำงาน พวกเขามีสมาธิจดจ่อและมีประสิทธิภาพ เหมือนพักผ่อนเต็มอิ่ม ตื่นมาสมองปลอดโปร่ง พร้อมลุยงานครับ ไม่ใช่แค่ทำงานน้อยลง แต่เป็นการทำงานอย่างฉลาดขึ้น
โมเดลทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์จึงไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นการปรับมุมมองเรื่อง "ผลผลิต" ที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ สะท้อนว่ามนุษย์เราไม่ใช่เครื่องจักร แต่ต้องการสมดุลระหว่างงานและชีวิต นี่อาจเป็นอนาคตของการทำงาน ที่ทำให้ทุกคนมีความสุข และโลกธุรกิจเติบโตพร้อมกันได้
การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นโมเดลที่หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มทั้งผลผลิตและความสุข หากปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของเราได้ ก็อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกเช่นกัน
แล้วคิดว่าถ้าเป็นที่ประเทศไทย จะสามารถทำแบบนี้ได้ไหม ผลจะดีหรือแย่กว่าเดิม ลองคอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันได้
#ทำงาน4วัน

สมองเราเชื่อมั่นในสิ่งใด…สิ่งนั้นก็อาจเกิดขึ้นได้จริงหรือ?เคยไหมครับ เวลาที่กูรูหรือผู้เชี่ยวชาญที่เรานับถือพูดอะไรสักอย...
07/10/2025

สมองเราเชื่อมั่นในสิ่งใด…สิ่งนั้นก็อาจเกิดขึ้นได้จริงหรือ?
เคยไหมครับ เวลาที่กูรูหรือผู้เชี่ยวชาญที่เรานับถือพูดอะไรสักอย่าง เรามักจะคล้อยตามและเชื่อในทันที ไม่ว่าเรื่องนั้นจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม? สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่สมองของเรากำลังประมวลผลบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นครับ
ลองมาดูกันว่าสมองเรามีวิธีจัดการกับ "ความเชื่อ" อย่างไร 🤔

ในทางจิตวิทยา มีปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “Placebo Effect” หรือ "ผลจากการเชื่อว่าได้ผล" คือเมื่อเราเชื่อว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะส่งผลดี ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของจริงหรือไม่ เช่น ยาหลอกที่ไม่มีตัวยา แต่ถ้าเราเชื่อว่ามันจะรักษาโรคได้ ร่างกายของเราก็อาจแสดงการตอบสนองที่ดีขึ้นมาได้จริง
นี่คือปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์ยังทึ่ง!

สมองของเรามีกลไกที่น่าทึ่งครับ มันไม่ได้แยกแยะแค่ "ความจริง" กับ "ความไม่จริง" แต่ยังให้คุณค่ากับ "ความศรัทธา" อย่างมาก เมื่อเราเชื่อมั่นในบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแรงกล้า สมองจะตีค่าความเชื่อนั้นให้มีอิทธิพลสูง เปรียบเหมือนเวลาเราปวดหัว แล้วเพื่อนบอกว่า "ลองกินน้ำอุ่นเยอะๆ สิ หายนะ" แล้วเราก็รู้สึกดีขึ้นจริงๆ
ความเชื่อใจนั้นทรงพลังกว่าที่เราคิดมากเลยทีเดียว ✨

นี่คือเหตุผลที่เมื่อกูรูพูดอะไร สมองของเราจะรับรู้ถึงความน่าเชื่อถือและ "ศรัทธา" ในตัวบุคคลนั้นอย่างเต็มที่ ความเชื่อนี้ไม่ใช่แค่ความคิดลอยๆ แต่เป็นการกระตุ้นสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่ออารมณ์และร่างกายของเราจริงๆ เหมือนกับการตั้งโปรแกรมให้สมองเตรียมพร้อมรับผลลัพธ์ที่ดีจากสิ่งที่เชื่อ
ศรัทธา... ตัวแปรสำคัญที่สมองให้ค่า

ดังนั้น การที่เราเชื่อในสิ่งที่กูรูบอกนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการรับข้อมูล แต่เป็นการเปิดทางให้ "พลังแห่งความเชื่อ" ทำงาน ซึ่งสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง ทั้งการมีกำลังใจที่ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งร่างกายที่ตอบสนองในเชิงบวก เช่น อาการดีขึ้น บรรเทาลงได้
ความศรัทธาจึงเป็นพลังที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างไม่น่าเชื่อ.

#พลังแห่งความเชื่อ #จิตวิทยา

ของฟรีแพงกว่าที่คิด?ทำไมเราถึงหลงเสน่ห์ 'ของฟรี' ทั้งที่รู้ว่าอาจไม่คุ้ม? 🤔 เรื่องนี้มีที่มาจากหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (...
07/10/2025

ของฟรีแพงกว่าที่คิด?

ทำไมเราถึงหลงเสน่ห์ 'ของฟรี' ทั้งที่รู้ว่าอาจไม่คุ้ม? 🤔 เรื่องนี้มีที่มาจากหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ซึ่งอธิบายพฤติกรรมแปลกๆ ที่เรามองข้ามไปค่ะ"
ทุกคนเคยอาจเคยคิดว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ของฟรีที่เราได้มานั้น อาจมีราคาที่เราต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดไว้มากๆ เลยนะคะ
คุณเคยสงสัยไหมคะว่าทำไมเราถึงชอบของฟรีเป็นพิเศษ? ไม่ว่าจะเป็นการได้แถมฟรีเมื่อซื้อสินค้าชิ้นอื่น หรือการรับของแจกฟรีตามงานอีเวนต์ต่างๆ ความจริงก็คือ 'ของฟรี' มีพลังดึงดูดใจที่น่าทึ่งมากๆ ค่ะ จนบางครั้งเรามองข้ามไปว่ามันอาจไม่ได้มีมูลค่าที่แท้จริงอย่างที่เราคิดเลย
หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกสิ่งนี้ว่า "Zero Price Effect" ค่ะ คือเมื่อราคาลดลงเหลือศูนย์ ความต้องการของเรากลับไม่ได้ลดลงตาม แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สมองของเราจะมองว่าของฟรีคือ 'ไร้ความเสี่ยง' อย่างสิ้นเชิง ทำให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น แม้จะต้องเสียเวลาหรือต้องเดินทางไปรับของก็ตาม
ลองนึกภาพตามนะคะ บางครั้งเรายอมต่อคิวยาวเป็นชั่วโมง หรือยอมจ่ายค่าส่งแพงๆ เพื่อให้ได้ของที่ราคาแค่ไม่กี่บาท ซึ่งแท้จริงแล้วต้นทุนที่เราเสียไป ทั้งเวลาและเงิน อาจจะสูงกว่ามูลค่าของที่ได้ฟรีนั้นเสียอีกค่ะ แต่ในความเป็นจริง ของฟรีมักมาพร้อมกับต้นทุนที่เรามองไม่เห็น
ดังนั้น ก่อนที่เราจะคว้าของฟรี ลองคิดดีๆ ก่อนนะคะว่า “ของฟรี” ชิ้นนี้มันคุ้มค่ากับเวลา ความพยายาม และสิ่งที่เราต้องแลกไปจริงๆ หรือเปล่า เพราะบางครั้ง การจ่ายเงินเพื่อได้ของที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราจริงๆ อาจจะคุ้มค่าและประหยัดกว่าในระยะยาวค่ะ
แท็กเพื่อนที่มีฟีลนี้เป๊ะเลย
#ของฟรีมีอยู่จริง #เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

อยากเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง?เคยไหมที่อยากทำอะไรดี ๆ แต่ก็เริ่มต้นไม่ได้เสียที? วันนี้   จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ ‘กฎ 2 ...
07/10/2025

อยากเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง?
เคยไหมที่อยากทำอะไรดี ๆ แต่ก็เริ่มต้นไม่ได้เสียที? วันนี้ จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ ‘กฎ 2 นาที’ จาก David Allen นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบชีวิต ที่จะมาช่วยไขกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนนิสัยให้สำเร็จได้จริง
พวกเราทุกคนล้วนมีความตั้งใจดีอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือแม้แต่จัดห้องให้เป็นระเบียบ แต่บ่อยครั้งที่ความตั้งใจเหล่านั้นต้องพับเก็บไป เพราะเรามักจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้พลังงานเยอะมากในการเริ่มต้นจริงไหมครับ

ปัญหาที่หลายคนเจอคือ ‘การเริ่มต้น’ นี่แหละครับ

แต่ David Allen ผู้คิดค้นเทคนิค Getting Things Done (GTD) ได้นำเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นก็คือ 'กฎ 2 นาที' ซึ่งมีหลักการพื้นฐานที่ว่า "ถ้างานไหนใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ให้ทำมันเดี๋ยวนี้เลย"

แล้วจะเริ่มต้นได้ยังไงน่ะเหรอครับ?

ลองนึกภาพงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การล้างจานแค่ใบเดียวหลังจากกินเสร็จ การตอบอีเมลสั้น ๆ ที่ใช้เวลาไม่กี่วินาที หรือการเก็บเสื้อผ้าที่วางอยู่ผิดที่ให้เข้าที่เข้าทาง ถ้าหากเราผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ งานเล็ก ๆ เหล่านี้ก็จะพอกพูนกลายเป็นภาระใหญ่ในที่สุด แต่กฎ 2 นาทีบอกให้เราจัดการมันทันทีเพื่อป้องกันปัญหาสะสมครับ

แค่นี้ก็เปลี่ยนได้แล้วเหรอ? 😮

กฎนี้ไม่ได้ใช้แค่กับการจัดการงานเล็ก ๆ เท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการสร้างนิสัยใหม่ ๆ อีกด้วย สมมติว่าทุกคนอยากออกกำลังกาย แต่รู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะเริ่ม ลองเปลี่ยนมาเป็น “ออกกำลังกายแค่ 2 นาที” ดูสิครับ หรืออยากอ่านหนังสือทุกวัน ก็เริ่มแค่ “อ่านหนังสือ 2 นาที” พอ การทำให้จุดเริ่มต้นมันง่ายเสียจนยากที่จะปฏิเสธ จะช่วยลดแรงต้านทานทางจิตใจ ทำให้เราลงมือทำได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

หัวใจสำคัญคือ ‘การสร้างโมเมนตัม’ ครับ

เมื่อเราได้เริ่มทำอะไรบางอย่างไปแล้ว แม้จะเป็นเวลาแค่ 2 นาที พลังงานและความรู้สึกอยากทำต่อมักจะตามมาเองครับ จาก 2 นาทีอาจจะกลายเป็น 5 นาที 10 นาที หรือมากกว่านั้นได้ไม่ยาก เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณของงานที่ทำ แต่คือการที่เราได้ “เริ่มต้น” และสร้างความต่อเนื่องให้เกิดขึ้นได้ในแต่ละวัน

ก้าวเล็กๆ นี่แหละครับที่สร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้จริง ✨
กดแชร์เก็บเอาไว้แล้วลองไปทำตามนะ
#เทคนิคเปลี่ยนนิสัย #กฎ2นาที #พัฒนาตัวเอง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงมี 'แรงดึงดูด' โดยที่ไม่ได้พูดอะไรมากมาย? ในทางจิตวิทยาพฤติกรรม เสน่ห์ไม่ได้อยู่แค่ที่คำพูดเสม...
07/10/2025

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงมี 'แรงดึงดูด' โดยที่ไม่ได้พูดอะไรมากมาย? ในทางจิตวิทยาพฤติกรรม
เสน่ห์ไม่ได้อยู่แค่ที่คำพูดเสมอไปค่ะทุกคน แต่หลายครั้งมันซ่อนอยู่ใน 'ภาษากาย' หรือพฤติกรรมที่เราแสดงออกโดยไม่รู้ตัว นี่คือสิ่งที่เราอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกันในวันนี้ เพราะร่างกายของเราพูดได้มากกว่าที่เราคิดจริงๆ ค่ะ แล้วร่างกายเรากำลังส่งสัญญาณอะไรไปบ้างนะ? 🧐
เริ่มต้นด้วย 'การสบตา' ค่ะ การมองตาคู่สนทนาอย่างพอดี ไม่นานเกินไปจนรู้สึกอึดอัด และไม่น้อยเกินไปจนดูไม่สนใจ เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจ ความจริงใจ และความเคารพ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกันได้เป็นอย่างดี เหมือนภาษิตที่ว่า "มองตาแล้วรู้ใจ" เลยค่ะ แค่การสบตา ก็บอกอะไรได้มากมายจริงๆ ✨
ถัดมาคือ 'การเป็นผู้ฟังที่ดี' ค่ะ ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่เป็นการฟังอย่างตั้งใจผ่านภาษากาย เช่น การพยักหน้ารับเบาๆ การเอียงตัวเล็กน้อยเพื่อแสดงว่าเรากำลังสนใจ หรือการแสดงสีหน้าตอบสนองตามเรื่องที่ฟัง พฤติกรรมเหล่านี้สื่อสารว่าคุณใส่ใจและเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าค่ะ การเป็นผู้ฟังที่ดี ทำให้คุณน่าสนใจขึ้นเยอะเลยนะคะ 👍
และสุดท้ายคือ 'การสะท้อนพฤติกรรม' หรือ Mirroring ค่ะ นี่คือการเลียนแบบท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ของคู่สนทนาอย่างเป็นธรรมชาติและไม่จงใจ เช่น ถ้าอีกฝ่ายเท้าคางเบาๆ คุณก็อาจจะทำท่าทางคล้ายๆ กัน หรือถ้าเขามีการใช้มือประกอบการพูด คุณก็อาจจะลองทำบ้าง การทำเช่นนี้ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน (rapport) และความผูกพันโดยไม่รู้ตัวค่ะ การเลียนแบบเล็กๆ น้อยๆ ช่วยสร้างความผูกพันที่น่าทึ่ง 🤗
พฤติกรรมทั้งสามนี้คือตัวอย่างของ "nonverbal cues" ที่ทรงพลัง ซึ่งในทางจิตวิทยาพฤติกรรมบ่งชี้ว่ามันช่วยสร้างเสน่ห์ดึงดูดใจได้ดีเยี่ยม ลองสังเกตและฝึกฝนในชีวิตประจำวันดูนะคะ เพราะเสน่ห์ไม่ใช่เรื่องของการพูดเยอะ แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารอย่างชาญฉลาดค่ะ แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง! 💫

#จิตวิทยาพฤติกรรม #ภาษากาย #สร้างเสน่ห์

02/10/2025

🔮 ดวงชาวราศีพิจิก เดือนตุลาคม 2568 🦂✨
เตรียมตัวรับพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่! เดือนนี้สัญชาตญาณของคุณจะเฉียบคมเป็นพิเศษ คิดอะไรไว้...ลุยเลย!
• การงาน 💼: ปังมาก! ผลงานโดดเด่น มีโอกาสเลื่อนขั้นหรือได้โปรเจกต์ใหญ่ แต่ระวังดราม่าในออฟฟิศเล็กน้อย
• การเงิน 💰: มีเกณฑ์รับทรัพย์ก้อนโต! 💸 แต่ก็มีเรื่องให้ต้องจ่ายหนักเช่นกัน วางแผนดีๆ แล้วจะผ่านฉลุย
• ความรัก ❤️:
• คนโสด: เสน่ห์แรงเกินต้าน! เจอรักใหม่สุดร้อนแรง แต่ค่อยๆ ดูใจกันไปก่อนนะ
• คนมีคู่: ความสัมพันธ์หวานชื่นและลึกซึ้งกว่าเดิม เปิดใจคุยกันให้มากขึ้น
• สุขภาพ 🧘‍♀️: ระวังความเครียดสะสม! หาเวลาพักผ่อนด่วนๆ ร่างกายต้องการการชาร์จแบต
• เคล็ดลับเสริมดวง: ปล่อยปลา บริจาคเลือด เสริมดวงให้เฮงๆ ปังๆ ยิ่งขึ้นไปอีก!
#ดวงตุลาคม2568 #ราศีพิจิก #ดูดวง #คำทำนาย #ดวงการงาน #ดวงการเงิน #ดวงความรัก

ศาสตร์โน้มน้าวใจขั้นเทพ! พูดอย่างไรให้ได้สิ่งที่ต้องการ?เคยไหม? ที่อยากให้คนคล้อยตาม แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง... วันนี้ผมมี...
27/09/2025

ศาสตร์โน้มน้าวใจขั้นเทพ! พูดอย่างไรให้ได้สิ่งที่ต้องการ?
เคยไหม? ที่อยากให้คนคล้อยตาม แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง... วันนี้ผมมีแนวคิดจากศาสตร์โบราณแขนงหนึ่งมาฝากกันครับ หัวใจของมันไม่ใช่เรื่องคุณธรรม แต่เน้นที่ "ผลลัพธ์" เป็นหลัก!
ศาสตร์นี้สอนให้เราใช้การเจรจา กลยุทธ์ และจิตวิทยาเพื่อบรรลุเป้าหมาย มาดูกันเลยว่าแก่นของมันมีอะไรบ้าง
🎯 1. เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ คือกุญแจสำคัญ
กุญแจสู่การคุมเกมคือการมองให้ออกถึง ความต้องการ, ความกลัว, และความทะเยอทะยาน ของอีกฝ่าย เมื่อเรารู้แล้ว ก็จะสามารถใช้คำพูดเพื่อ:
• จูงใจ โดยเสนอในสิ่งที่เขาอยากได้
• กดดัน โดยชี้ให้เห็นสิ่งที่เขากลัวจะเสีย
• สร้างพันธมิตร โดยชี้ให้เห็นผลประโยชน์ร่วมกัน
🗣️🤫 2. รู้จักจังหวะ "เปิด" และ "ปิด"
หัวใจของการสนทนาคือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรพูด (เปิด) เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายเผยข้อมูล และ เมื่อไหร่ควรเงียบ (ปิด) เพื่อเป็นฝ่ายรับฟังและเก็บข้อมูล การสลับจังหวะนี้เป็นจะทำให้เราคุมทิศทางของบทสนทนาได้
🪨🌊 3. "โยนหินถามทาง" เพื่ออ่านใจคน
นี่คือเทคนิคการ "ทดสอบ" ปฏิกิริยา ลองพูดหรือทำอะไรบางอย่างเพื่อดูว่าอีกฝ่ายตอบสนองกลับมาอย่างไร เหมือนการฟังเสียงสะท้อน เพื่อประเมินความคิด จุดยืน และจุดอ่อนของเขา ทำให้เราวางแผนก้าวต่อไปได้อย่างแม่นยำ
✨ 4. สร้างความน่าเชื่อถือจากภายใน
ก่อนจะไปโน้มน้าวใคร ต้องสร้างฐานที่มั่นคงและได้รับความไว้วางใจเสียก่อน เมื่อคำพูดของเรามีน้ำหนักแล้ว ก็จะสามารถค่อยๆ "ขัดเกลา" หรือแทรกซึมความคิดของเราเข้าไปในใจของเป้าหมายได้อย่างแนบเนียน จนเขายอมรับในที่สุด
ลองนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาธุรกิจ, การทำงาน หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน พลังของการสื่อสารอยู่ในมือคุณ!
#จิตวิทยา #การสื่อสาร #การเจรจาต่อรอง #พัฒนาตัวเอง #กลยุทธ์

จากหลักจิตวิทยา...คู่รักที่หัวเราะด้วยกันบ่อยๆมักจะอยู่ด้วยกันได้นานกว่าคู่อื่นๆ จะมาไขข้อข้องใจว่าทำไมเสียงหัวเราะถึงเป...
25/09/2025

จากหลักจิตวิทยา...คู่รักที่หัวเราะด้วยกันบ่อยๆมักจะอยู่ด้วยกันได้นานกว่าคู่อื่นๆ
จะมาไขข้อข้องใจว่าทำไมเสียงหัวเราะถึงเป็นยาวิเศษให้ความรักยืนยาวได้ เสียงหัวเราะไม่ใช่แค่ความสุข แต่เป็นกลไกสำคัญที่สร้างความผูกพันลึกซึ้งระหว่างคู่รัก “กุญแจสำคัญของความสัมพันธ์”
เบื้องหลังเสียงหัวเราะ มีฮอร์โมน “ออกซิโทซิน” (Oxytocin) ทำงานอยู่ เปรียบง่ายๆ คือ “กาวใจ” ที่ร่างกายหลั่งเมื่อเรารู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข และเชื่อมโยงกับใครบางคน การหัวเราะพร้อมกันคือวิธีที่ดีที่สุดในการกระตุ้นฮอร์โมนนี้ “ฮอร์โมนแห่งความรักที่ผูกพันใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน”
เมื่อออกซิโทซินหลั่งออกมา จะช่วยเพิ่มความรู้สึกไว้วางใจ ความใกล้ชิด และความปลอดภัยในความสัมพันธ์ ลองนึกถึงตอนที่คุณกับคนรักหัวเราะในเรื่องเดียวกัน ช่วงเวลานั้นหัวใจของคุณเชื่อมโยงกันแน่นแฟ้น สร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้ความรัก “หัวใจที่เชื่อมโยงด้วยเสียงหัวเราะ สร้างความมั่นคงให้ชีวิตคู่”
ดังนั้น การสร้างช่วงเวลาแห่งเสียงหัวเราะร่วมกันจึงสำคัญมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังตลก เล่าเรื่องขำๆ หรือเล่นมุกง่ายๆ การใช้เวลาผ่อนคลายและสนุกสนานด้วยกันจะช่วยหล่อเลี้ยง “กาวใจ” นี้ให้คงอยู่ตลอดไป
สรุปแล้ว เสียงหัวเราะคือเครื่องมือทรงพลังเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นและยืนยาว ไม่เพียงทำให้มีความสุขในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของความรัก ลองปรับใช้ดู แล้วคุณจะพบว่าความสัมพันธ์จะดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์!
วันนี้ ลองหาเรื่องตลกเล็กๆ น้อยๆ มาแบ่งปันกับคนรักของคุณดูสิครับ/คะ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์!
#หัวเราะยืนยาว #ความรักสร้างได้ #จิตวิทยาความรัก

คนที่สำเร็จโดยไม่ตามกรอบนั้น เขามีวิธีคิดอย่างไรกัน?เจาะลึกจากหนังสือ Bundanjai ที่รวบรวมกรณีศึกษาจริงมาให้คุณหลายคนคงเค...
25/09/2025

คนที่สำเร็จโดยไม่ตามกรอบนั้น เขามีวิธีคิดอย่างไรกัน?
เจาะลึกจากหนังสือ Bundanjai ที่รวบรวมกรณีศึกษาจริงมาให้คุณ
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "คิดนอกกรอบ" กันมาบ่อยๆ ใช่ไหมครับ? แต่เคยสงสัยไหมว่า แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ และคนเหล่านั้นเขามีกระบวนการคิดหรือปรับตัวอย่างไร? หนังสือ Bundanjai ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะทำให้คุณรวยเร็ว แต่เป็นเหมือนสารคดีที่พาเราไปสำรวจกรอบความคิดและกระบวนการทดลองของคนที่ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง
หัวใจสำคัญของการคิดนอกกรอบ เริ่มต้นที่จิตวิทยาแห่งการเปลี่ยนมุมมอง หรือที่เรียกว่า Cognitive Reframing ครับ
แทนที่จะมองปัญหาเป็นกำแพง คนเหล่านี้จะมองว่าเป็นโจทย์ให้ต้องแก้ พวกเขามี "Growth Mindset" ที่ไม่กลัวความล้มเหลว แต่กลับมองว่าเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เหมือนเวลาเราทำอาหารแล้วรสชาติไม่ถูกใจ ก็แค่ลองปรับสูตรใหม่ให้ดีขึ้น
กุญแจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นโอกาส
แล้วกระบวนการที่ว่านี้มันทำงานอย่างไรกัน?
มันเริ่มจากการตั้งคำถามอย่างตั้งใจว่า "ทำไมเราต้องทำแบบนี้?" จากนั้นจึงนำไปสู่การทดลองย่อยๆ ขนาดเล็ก เหมือนทดลองปลูกต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ก่อนจะลงแปลงใหญ่ และที่น่าสนใจคือ การใช้ข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลาหรืองบประมาณ กลับกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ผลักดันให้คนคิดหาทางออกที่ไม่คาดฝันได้เสมอ
ข้อจำกัดไม่ใช่กำแพง แต่เป็นตัวจุดประกายความคิดใหม่ๆ

กรณีศึกษาที่น่าสนใจของคนที่ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ โดยเขาตั้งข้อจำกัดให้ตัวเองว่า "จะทดลองทำสิ่งใหม่เป็นเวลา 30 วัน" ข้อจำกัดนี้เองที่ทำให้เขามีวินัยและโฟกัส จนเห็นไอเดียจริงและจับตลาดเฉพาะกลุ่มได้ก่อนใคร สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า จุดเปลี่ยนของความสำเร็จไม่ได้มาจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบการทดลองอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และปรับปรุงแบบไม่หยุดนิ่ง
ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือระบบการทดลองที่ต่อเนื่องต่างหาก

จากหนังสือเล่มนี้ เราสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที ลองเริ่มจาก
1) ตั้งคำถามว่า "ทำไมเราต้องทำแบบนี้?" กับสิ่งที่คุณทำอยู่
2) กำหนดข้อจำกัด (เช่น มีเวลา 1 ชั่วโมงในการแก้ปัญหา หรือมีงบแค่ 500 บาท) เพื่อบังคับให้สมองคิดสร้างสรรค์ และ
3) ทดลองทำสิ่งเล็กๆ แล้วเก็บข้อมูลเพื่อนำมาตัดสินใจต่อยอดในครั้งหน้า
ลองนำ 3 ข้อนี้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันดูนะครับ
แท้จริงแล้ว "การคิดนอกกรอบ" ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นกระบวนการคิดและทดลองที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ เริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการตั้งคำถาม และการทดลองเล็กๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวันของคุณ
#คิดนอกกรอบ #จิตวิทยาความสำเร็จ
สำหรับใครที่อยากเจาะลึกเรื่องราวเบื้องหลังแห่งการคิดนอกกรอบแบบเต็มๆ สามารถหาซื้อหนังสือ Bundanjai ได้ตามร้านหนังสือชั้นนำนะครับ
พิกัด : https://s.shopee.co.th/3LHUnei10v

เลือกกาแฟ บอกตัวตน: เผยบุคลิกที่ซ่อนอยู่? วันนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง 'ชนิดของกาแฟ' กับ 'บุค...
25/09/2025

เลือกกาแฟ บอกตัวตน: เผยบุคลิกที่ซ่อนอยู่?

วันนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง 'ชนิดของกาแฟ' กับ 'บุคลิกภาพ' จากงานวิจัยด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสองเมนูยอดฮิตอย่าง Espresso และ Latte ซึ่งเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามที่ดึงดูดใจคอกาแฟไม่น้อยเลยทีเดียวงานวิจัยชี้ว่าลักษณะนิสัยบางอย่างมักจะไปในทางเดียวกับการเลือกดื่มกาแฟแต่ละแบบ วันนี้เราจะมาเจาะลึกไปพร้อมกันว่าคนรัก Espresso และ Latte มีมุมมองต่อชีวิตที่ต่างกันอย่างไร 🤔

เริ่มต้นที่คนรัก Espresso กันก่อนครับ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบสั่ง Espresso ช็อตเข้ม ๆ เพื่อปลุกความกระปรี้กระเปร่า งานวิจัยพบว่าคุณมักจะเป็นคนที่มีบุคลิกตรงไปตรงมา ชัดเจน ไม่ชอบอ้อมค้อม เหมือนรสชาติของ Espresso ที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง คุณมักจะเป็นคนมุ่งมั่น เด็ดขาด มีความทะเยอทะยาน และต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ ไม่ต่างจากการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดในเวลาอันสั้น หากคุณคือคนกลุ่มนี้ แสดงว่าคุณเป็นคนเด็ดเดี่ยว ไม่ชอบอ้อมค้อม!

ส่วนคนรัก Latte ล่ะครับ? สำหรับผู้ที่หลงใหลในความนุ่มนวลของนมที่ผสมผสานกับกาแฟอย่างลงตัว คุณมักจะเป็นคนที่มีบุคลิกใจเย็น อบอุ่น และใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น การดื่มลาเต้สะท้อนถึงความปรารถนาใน 'สมดุล' และ 'ความกลมกล่อม' ในชีวิต คุณอาจจะเป็นคนที่ชอบสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ชอบช่วยเหลือคนอื่น และเป็นนักประนีประนอม เหมือนลาเต้ที่รวมเอาความเข้มของกาแฟและความนุ่มของนมมาสร้างสรรค์เป็นรสชาติที่ลงตัว นี่แหละคือเสน่ห์ของคนชอบลาเต้!

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรัก Espresso ผู้ตรงไปตรงมา หรือเป็นคนรัก Latte ผู้ซึ่งแสวงหาความสมดุลในชีวิต นี่เป็นเพียงหนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจจากงานวิจัยที่เชื่อมโยง 'กาแฟ' กับ 'บุคลิกภาพ' ซึ่งอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนความเป็นคุณครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือความสุขที่คุณได้รับจากกาแฟแก้วโปรดของคุณนั่นเอง ไม่ว่าคุณจะชอบแบบไหน กาแฟก็ยังคงเป็นเพื่อนซี้ที่เข้าใจคุณเสมอ 💖
แล้วคุณล่ะครับ กาแฟแก้วโปรดของคุณคือเมนูไหน? ลองบอกเราหน่อยว่าผลวิจัยนี้ตรงกับบุคลิกของคุณหรือไม่?
#กาแฟบอกตัวตน #บุคลิกภาพ
หากคุณกำลังมองหาเมล็ดกาแฟคุณภาพดีสำหรับสร้างสรรค์เครื่องดื่มแก้วโปรดของคุณ ลองเข้าไปดูผลิตภัณฑ์จากร้านค้าพันธมิตรของเราได้เลย!
พิกัด : https://s.shopee.co.th/6fXwlmVKFc

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเรายิ่งกินเผ็ดก็ยิ่งอยากกินอีก ทั้งที่มันทรมานลิ้นแทบขาด?ทุกคนคงเคยประสบกับความรู้สึกร้อนฉ่า แสบลิ้น แ...
24/09/2025

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเรายิ่งกินเผ็ดก็ยิ่งอยากกินอีก ทั้งที่มันทรมานลิ้นแทบขาด?
ทุกคนคงเคยประสบกับความรู้สึกร้อนฉ่า แสบลิ้น แสบร้อนไปทั่วปากเวลาที่เรากินอาหารเผ็ดๆ ใช่ไหมครับ 🔥 บางคนถึงกับเหงื่อแตก น้ำหูน้ำตาไหล แต่ทำไมหลังจากนั้น เรากลับรู้สึกฟิน และยิ่งอยากกินเผ็ดขึ้นไปอีก?
ความรู้สึกเผ็ดไม่ใช่รสชาติ แต่คือสัญญาณเตือนจากร่างกาย!
แท้จริงแล้ว สารแคปไซซิน (Capsaicin) ที่อยู่ในพริกนี่แหละครับ คือตัวการที่ไปกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึกร้อนและเจ็บปวดในร่างกายของเรา ทำให้สมองตีความว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตราย เหมือนร่างกายกำลังโดนไฟลวกหรือได้รับบาดเจ็บ
ร่างกายเข้าใจว่ากำลังโดนโจมตี!
เมื่อสมองได้รับสัญญาณอันตรายนี้ ร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการหลั่งสารที่ชื่อว่า "เอนดอร์ฟิน" (Endorphins) ออกมา ซึ่งสารเอนดอร์ฟินนี้มีคุณสมบัติคล้ายกับมอร์ฟีนหรือยาแก้ปวดตามธรรมชาติ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและสร้างความรู้สึกพึงพอใจ 😊
เอนดอร์ฟินจึงหลั่งออกมาช่วยเรา!
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากการเผ็ดร้อนที่แสนทรมาน เราถึงได้รู้สึกโล่งใจ สบายตัว และบางครั้งถึงขั้นรู้สึกมีความสุขหรือ "ฟิน" ขึ้นมา มันเป็นกลไกของร่างกายที่พยายามปลอบประโลมตัวเอง เหมือนกับที่เราชอบดูหนังผีให้ตกใจเล่นๆ หรือออกกำลังกายจนเหนื่อยสุดๆ แล้วรู้สึกดีในตอนท้าย
ดังนั้น อาหารเผ็ดจึงไม่ได้ให้แค่รสชาติจัดจ้านเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นการเล่นกับขีดจำกัดของร่างกายที่นำไปสู่ความสุขอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเองครับ นี่คือเหตุผลที่หลายคนยอมแลกกับความทรมานชั่วขณะเพื่อความฟินที่ตามมานั่นเอง

#กินเผ็ด #เอนดอร์ฟิน #สาระน่ารู้ #วิทยาศาสตร์รอบตัว
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบความเผ็ดร้อน เราขอแนะนำพริกแกงสูตรเด็ดที่จะทำให้คุณฟินยิ่งขึ้น!

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Fun with Reels posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your business to be the top-listed Media Company?

Share