Just Mindset

Just Mindset People & Organization Development

🐔 The Super-Chicken Productivity Model เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากในด้านพฤติกรรมองค์กร (Organizational Behavior) และการบริหา...
11/06/2026

🐔 The Super-Chicken Productivity Model เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากในด้านพฤติกรรมองค์กร (Organizational Behavior) และการบริหารคน ซึ่งถูกหยิบยกมาพูดถึงจนโด่งดังไปทั่วโลกโดย Margaret Heffernan ผ่านเวที TED Talk ในปี 2015 ชื่อตอนว่า “Why it's time to forget the pecking order at work” แนวคิดนี้เป็นการเปรียบเปรยที่ทรงพลัง โดยหยิบเอาผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ มาสะท้อนข้อผิดพลาดในการบริหารงานขององค์กรยุคปัจจุบัน
💡 ที่มาของการทดลอง "ไก่ซุปเปอร์" 🐓
โมเดลนี้อ้างอิงงานวิจัยของ William Muir นักชีววิทยาประชากรจากมหาวิทยาลัย Purdue เขาต้องการศึกษาว่าจะเพิ่มผลผลิต (การออกไข่) ของไก่ได้อย่างไร จึงแบ่งไก่เป็น 2 กลุ่ม และเลี้ยงดูไปจนถึง 6 รุ่น (Generations):
🔺กลุ่มที่ 1: กลุ่มไก่ธรรมดา (The Average Flock) เลี้ยงรวมกันตามปกติ ไม่ได้คัดเลือกตัวที่เก่งเป็นพิเศษ
🔺กลุ่มที่ 2: กลุ่มไก่ซุปเปอร์ (The Super-Chicken Flock) คัดเลือกเฉพาะ "แม่ไก่ที่ออกไข่ได้มากที่สุด (Superstars)"จากแต่ละสุ่มมารวมกัน และในรุ่นต่อๆ ไปก็คัดเฉพาะตัวที่พีกที่สุดมาผสมพันธุ์ต่อ เพื่อสร้างฝูงไก่ที่คิดว่าจะให้ผลผลิตสูงที่สุด
*** ผลลัพธ์หลังจากผ่านไป 6 รุ่น:
🔺กลุ่มไก่ธรรมดา: ไก่ทุกตัวแข็งแรงดี ขนาดสมบูรณ์ และ "อัตราการออกไข่เพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลาย"
🔺กลุ่มไก่ซุปเปอร์: ไก่ตายเกือบหมด เหลือรอดชีวิตแค่ 3 ตัวจาก 9 ตัว! ส่วนตัวที่ตายคือถูกจิกตีจนตาย (Pecked to death) ส่วน 3 ตัวที่รอดก็สะบักสะบอมและขนร่วงหมดเกลี้ยง
*** ข้อค้นพบสำคัญ: ไก่ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ซุปเปอร์สตาร์" ในกลุ่มที่สอง แท้จริงแล้วไม่ได้เก่งเพราะความสามารถเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียว แต่พวกมันสร้างผลผลิตได้สูงในตอนแรกด้วยการ "ข่มขู่ จิกตี และยับยั้งการเจริญเติบโตของไก่ตัวอื่น" พอเอาคนประเภทเดียวกันมารวมกัน จึงเกิดการแข่งขันที่รุนแรงจนทำลายล้างกันเอง
📊 เมื่อนำมาเทียบกับโลกธุรกิจและการทำงาน
Margaret Heffernan ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา องค์กรส่วนใหญ่รันด้วย "Super-Chicken Model" โดยคิดว่าความสำเร็จเกิดจากการคัดเลือกคนที่มีโปรไฟล์หรูที่สุด เก่งที่สุด (Superstars) มารวมกัน แล้วอัดฉีดทรัพยากร พลังอำนาจ และตำแหน่งให้คนกลุ่มนี้ แต่ผลลัพธ์ในองค์กรกลับไม่ต่างจากเล้าไก่กลุ่มที่สอง นั่นคือเกิด ความขัดแย้ง ความอิจฉาริษยา การเลื่อยขาเก้าอี้ และการกักเก็บข้อมูล (Information Hoarding) เพราะทุกคนต้องการเด่นที่สุดเพื่อความอยู่รอด ส่งผลให้ผลงานโดยรวมขององค์กรดิ่งลง
👬❤️👭 สิ่งที่ขับเคลื่อนความสำเร็จที่แท้จริง: "Social Cohesion"
จากการศึกษาของ MIT ที่ Heffernan นำมาอ้างอิง พบว่าทีมที่มีศักยภาพสูง (High-performing teams) ไม่ใช่ทีมที่มีค่าเฉลี่ย IQ ของสมาชิกสูงที่สุด แต่เป็นทีมที่มีคุณลักษณะ 3 ประการนี้:
1️⃣ มีความไวต่อความรู้สึกของคนอื่นสูง (High Social Sensitivity): สมาชิกในทีมมี Empathy สูง สังเกตสีหน้า ท่าทาง และความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานได้ดี
2️⃣ ให้เวลาและโอกาสในการพูดคุยเท่าๆ กัน (Equal Distribution of Time): ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งผูกขาดการพูดหรือแสดงความคิดเห็น และไม่มีใครเป็นผู้โดยสาร (Passenger) ที่นั่งเงียบอย่างเดียว
3️⃣ มีความหลากหลาย (Diversity): ในงานวิจัยระบุว่าทีมที่มีสัดส่วนของผู้หญิงมากกว่ามักจะทำผลงานได้ดี ซึ่งเชื่อมโยงกับคะแนนความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ที่สูงกว่า
คุณลักษณะเหล่านี้รวมกันเรียกว่า "ทุนทางสังคม" (Social Capital) ซึ่งหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและความผูกพันระหว่างกันที่เกิดขึ้นในสเปซเล็กๆ เช่น การเดินไปชงกาแฟด้วยกัน การเอ่ยปากถามไถ่และช่วยเหลือกันในแต่ละวัน
เป็นที่น่าสนใจมากที่แนวคิดนี้มีความสอดคล้องและส่งเสริมกันอย่างสมบูรณ์แบบกับแนวคิดในบทความเรื่อง The Power of Hidden Teams ของ Marcus Buckingham โดย:
📍 Super-Chicken Model บอกให้เราเลิกโฟกัสที่การสร้าง "คนเด่นคนดัง" รายบุคคล แต่ให้หันมาสร้าง "ปูนยาแนว (Mortar) ที่ยึดโยงก้อนอิฐเข้าด้วยกัน"
📍 The Power of Hidden Teams ก็บอกเช่นกันว่า ผลงานที่ดีไม่ได้มาจากระบบไอทีหรือโครงสร้างบริษัทใหญ่โต แต่มาจาก "ประสบการณ์ในทีมย่อย" ที่สมาชิกช่วยเหลือกัน มีความเชื่อใจ และมีหัวหน้าทีมที่คอยดึงจุดเด่นของแต่ละคนออกมาใช้โดยไม่ปล่อยให้ใครโดนจิกตี
อย่างไรก็ตาม การนำทั้งสองแนวคิดนี้ไปปรับใช้จริง จำเป็นต้องอาศัยการประเมินสถานการณ์และบริบทขององค์กรในแต่ละช่วงเวลาอย่างรอบด้าน บางจังหวะอาจต้องเลือกเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือในบางสถานการณ์ก็จำเป็นต้องทำควบคู่กันไป เช่น ในช่วงเวลาแห่งการทรานส์ฟอร์มองค์กร (Transformation) การมุ่งสร้าง "คนเก่ง" ควบคู่ไปกับการถักทอ "ทีมที่แข็งแกร่ง" ทั้งในแง่ศักยภาพและความสัมพันธ์ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่แยกจากกันไม่ได้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมพิจารณาข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่มีในมือ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่บีบให้เราต้องจัดลำดับความสำคัญและเลือกปักธงสร้างความสำเร็จในจุดใดจุดหนึ่งก่อน เพื่อก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทความ “The Power of Hidden Teams” โดย Marcus Buckingham และ Ashley Goodall (ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review และเป็นส่...
10/06/2026

บทความ “The Power of Hidden Teams” โดย Marcus Buckingham และ Ashley Goodall (ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review และเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดในหนังสือ Nine Lies About Work) นำเสนอแนวคิดที่ท้าทายระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลแบบดั้งเดิม โดยเน้นย้ำว่า “ทีม” (Team) คือหน่วยที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร ไม่ใช่ตัวบริษัทหรือแผนกตามผังโครงสร้างแบบเดิม
*** สรุปเนื้อหาสำคัญและแนวคิดหลัก:
1. ความจริงเกี่ยวกับ “Hidden Teams” (ทีมที่ซ่อนอยู่)
ในหลายๆ องค์กร โครงสร้างที่เราเห็นบนกระดาษหรือในระบบ HR (เช่น แผนก, ฝ่าย, สายงาน) มักไม่ใช่จุดที่งานเกิดขึ้นจริง ในความเป็นจริง พนักงานมักจะทำงานร่วมกันในรูปแบบของ “ทีมเฉพาะกิจ” หรือทีมที่เกิดขึ้นตามโปรเจกต์ ซึ่งตัดข้ามสายงานและเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของงาน
🟣 ทีมเหล่านี้มักจะ “ซ่อนอยู่” (Hidden) จากสายตาของผู้บริหารระดับสูงและระบบไอทีของ HR ทำให้อาจไม่ได้รับการสนับสนุนหรือความเข้าใจที่มากพอ
🟣 ความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) และผลงานที่ดีเยี่ยม ไม่ได้เกิดขึ้นจาก “วัฒนธรรมองค์กรในภาพรวม” แต่เกิดจาก “ประสบการณ์ตรงที่พนักงานมีต่อทีมที่พวกเขาทำงานอยู่ด้วยในแต่ละวัน”
2. ปัจจัยสำคัญที่สุด: “ความไว้วางใจในผู้นำทีม” (Trust in the Team Leader)
จากการวิจัยของ ADP Research Institute (ADPRI) ที่ผู้เขียนนำมาอ้างอิง พบว่าความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างทีมที่มีผลงานสูง (High-performing teams) กับทีมที่มีผลงานต่ำ คือ ความไว้วางใจที่สมาชิกมีต่อหัวหน้าทีม
🟣 พนักงานที่ตอบว่าตนเอง “เชื่อใจหัวหน้าทีมอย่างเต็มที่” มีแนวโน้มที่จะมีความผูกพันกับงานและองค์กร (Fully Engaged) สูงกว่าคนที่ไม่เชื่อใจถึง 8 เท่า
3. การออกแบบทีมเพื่อ “ความใส่ใจในความเป็นมนุษย์” (Design Teams for Human Attention)
ผู้เขียนเสนอว่า หัวหน้าทีมที่ดีไม่ใช่คนที่คอยสั่งการหรือควบคุม แต่คือคนที่ให้ “ความใส่ใจ” (Attention) ต่อจุดเด่นและจุดแข็งของสมาชิกในทีม โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:
🟣 มองเห็นและดึงจุดเด่นออกมา (Spotting Strengths): หัวหน้าทีมต้องคอยสังเกตว่าสมาชิกแต่ละคนมีความถนัดหรือสร้างประโยชน์ให้ทีมในมุมไหนได้ดีที่สุด (เช่น ความสามารถในการคลี่คลายความขัดแย้ง, การคิดวิเคราะห์) แล้วช่วยตั้งชื่อหรือกำหนดบทบาทนั้นให้ชัดเจน เพื่อให้ทีมรู้ว่าเมื่อเจอปัญหาแบบไหนควรหันไปพึ่งใคร
🟣 การพูดคุยอัปเดตรายสัปดาห์ (Weekly Check-ins): การคุยสั้นๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นเป้าหมายระยะสั้น (Priorities) ของสัปดาห์นั้นๆ และวิธีที่หัวหน้าจะช่วยสนับสนุนได้ เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการสร้างความเชื่อใจและทำให้พนักงานรู้สึกว่ามีคนคอยใส่ใจ
🟣 ขนาดของทีมต้องไม่ใหญ่เกินไป: หากหัวหน้าทีมหนึ่งคนต้องดูแลคนจำนวนมากเกินไป (เช่น พยาบาล 76 คนต่อหัวหน้า 1 คน) หัวหน้าจะไม่สามารถมอบ “ความใส่ใจรายบุคคล” ได้เลย ส่งผลให้พนักงานรู้สึกโดดเดี่ยวและหมดไฟในที่สุด
*** บทสรุปสำหรับผู้นำองค์กร ***
ผู้นำระดับสูงจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมอง จากเดิมที่พยายามควบคุมและออกแบบ “วัฒนธรรมองค์กรในภาพรวม” มาเป็นการ “สนับสนุนและพัฒนาหัวหน้าทีมระดับปฏิบัติการ” ให้มีความสามารถในการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง เพราะหัวหน้าทีมเหล่านี้คือผู้ที่กำหนดประสบการณ์การทำงานที่แท้จริงของพนักงาน และเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของ “ทีมที่ซ่อนอยู่” ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กร 💪❤️

06/02/2025
ขอแสดงความเสียใจแก่ผู้สูญเสียทุกท่านค่ะ 🙏🤍และขอให้น้องๆ ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะคะ .... RIP 🕊️
01/10/2024

ขอแสดงความเสียใจแก่ผู้สูญเสียทุกท่านค่ะ 🙏🤍
และขอให้น้องๆ ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะคะ .... RIP 🕊️

01/10/2024

หวังดี...กับ...ไม่ Respect
ต่างกันนิดเดียว

(Psychology Safety)

4 กลยุทธ์ในการนำตัวเอง .... เพราะการจะเป็น "ผู้นำที่ดี" ได้ ต้องเริ่มจากการนำตัวเองให้ได้ก่อน•🔑 กลยุทธ์ที่ 1 : เรียนรู้ว...
29/09/2024

4 กลยุทธ์ในการนำตัวเอง .... เพราะการจะเป็น "ผู้นำที่ดี" ได้ ต้องเริ่มจากการนำตัวเองให้ได้ก่อน
•
🔑 กลยุทธ์ที่ 1 : เรียนรู้วิธีเป็นผู้ตาม - มีเพียงผู้นำที่ตามเป็นเท่านั้นจึงจะรู้วิธีนำคนอื่นได้ดี จะเป็นผู้นำที่ดีได้ก็ต้องเข้าใจโลกของผู้ตาม เมื่อเรียนรู้ที่จะยอมรับภาวะผู้นำของผู้อื่นและตามให้เก่ง ก็จะสามารถเป็นผู้นำที่ถ่อมตนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
•
🔑 กลยุทธ์ที่ 2 : สร้างวินัย - การทำเรื่องที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น และการยั้งใจไม่ทำเรื่องที่ผิด ล้วนต้องการวินัยและจิตใจที่เข้มแข็ง คนโง่อยากชนะโลก คนฉลาดอยากชนะตัวเอง การชนะตัวเองนั้นเริ่มต้นเมื่อเราทำเรื่องที่ต้องทำ ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม
•
🔑 กลยุทธ์ที่ 3 : หัดอดทน - ผู้นำต้องจำไว้ว่า จุดประสงค์ของการนำไม่ใช่การไปถึงเส้นชัยก่อนใคร แต่เป็นการนำผู้คนไปให้ถึงเส้นชัยพร้อมกับคุณ ดังนั้น ผู้นำต้องจงใจก้าวให้ช้าลง อยู่ใกล้ชิดลูกน้อง ยอมให้ผู้อื่นช่วยทำวิสัยทัศน์ให้เป็นจริง และกระตุ้นให้ทีมไปต่อ
•
🔑 กลยุทธ์ที่ 4 : รู้จักรับผิดชอบ - การรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่ม “ก่อน” ที่เราจะลงมือทำงาน คือเริ่มที่รับฟังคำแนะนำจากผู้อื่น ความเต็มใจที่จะแสวงหาและยอมรับคำแนะนำเป็นมาตรวัดชั้นเยี่ยมสำหรับวัดความรับผิดชอบ รวมทั้งความเติบโต และพัฒนาการของผู้นำ
•
นี่คือ 4 กลยุทธ์ในการนำตัวเอง จากประสบการณ์ของ John C. Maxwell นักคิดและโค้ชผู้นำอันดับต้นๆ ของโลก การที่เราสามารถนำตัวเองได้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างความไว้วางใจและความเคารพนับถือ ซึ่งจริงๆ แล้วกลยุทธ์เหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตของทุกคนได้แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในบทบาทหรือตำแหน่งของผู้นำที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา แต่ทุกคนสามารถที่จะเป็นผู้นำให้กับตัวเองได้
📕สรุปจากหนังสือ The Self-Aware Leader โดย John C. Maxwell
•
สนใจสั่งซื้อหนังสือกดที่ลิงค์ด้านล่างนะคะ 👇
https://s.shopee.co.th/40O87igWSl
•
เขียนและเรียบเรียงโดย
วิชุตา กิจธนากำจร 🦉
•
(ปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความเป็นผู้นำ ทักใน inbox ได้เลยค่ะ 😊)

“Strengths Finder 2.0” คือหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่ควรค่าแก่การลงทุนให้กับตัวเอง เพราะจะช่วยให้เราค้นหา “พรสวรรค์” ที่อยู่ใ...
21/09/2024

“Strengths Finder 2.0” คือหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่ควรค่าแก่การลงทุนให้กับตัวเอง เพราะจะช่วยให้เราค้นหา “พรสวรรค์” ที่อยู่ในตัวเราผ่านการประเมินด้วยแบบทดสอบร้อยกว่าข้อ (ใช้เวลาทำประมาณ 30 นาที และเลือกภาษาได้) โดยเราจะได้รับรหัสเพื่อเข้าทำแบบทดสอบผ่านเว็บไซต์ www.gallup.com
•
ใช้หนังสือเล่มนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์? ถ้าแค่ทำแบบประเมินเพื่อให้ได้ผลมา แต่ไม่ได้เอาไปทำอะไรต่อก็ไม่เกิดประสิทธิผลอะไร ดังนั้นหากรู้แล้วว่าเรามีพรสวรรค์อะไรในด้านไหนบ้าง ก็จะต้องนำเอาแนวทางที่ในหนังสือเล่มนี้อธิบายไว้ไปปฏิบัติจริงต่อ ซึ่งการนำไปปฏิบัติจริงและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นการพัฒนาศักยภาพที่เรามีอยู่ไปสู่ “จุดแข็ง” ได้
•
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร? ผู้เขียนมองว่าสามารถใช้ได้ตั้งแต่วัยนักเรียนจนถึงวัยเกษียณ ทำไมถึงคิดเช่นนั้นน่ะเหรอ?
•
✅ วัยนักเรียนนักศึกษา (ที่โตพอจะเข้าใจคำถามในแบบทดสอบ) เพราะยิ่งรู้ตัวเร็วก็อาจเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ จะได้ทำความเข้าใจกับตัวเองว่าเหมาะกับอาชีพอะไรได้บ้าง มันอาจจะไม่ได้บอกผลถึงขั้นว่าควรจะไปประกอบอาชีพอะไร แต่พอจะเอาไปประกอบการตัดสินใจได้ว่า ถ้าไปประกอบอาชีพนั้นๆ จะมีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์ที่เราค้นพบหรือไม่ เพราะโอกาสคือสนามที่เราจะได้ปฏิบัติจริง ได้ฝึกฝนจนเก่งขึ้น กลายเป็นจุดแข็งในตัว ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถประสบความสำเร็จในอาชีพที่ตัวเองจะเลือกในอนาคตได้
•
✅ วัยทำงาน การรู้ว่าเรามีพรสวรรค์หรือสิ่งที่เราทำได้ดีในเรื่องอะไร จะช่วยให้เราพยายามดึงศักยภาพของตัวเองมาปรับใช้ในการทำงานในส่วนที่รับผิดชอบอยู่ เป็นการใช้จุดแข็งของตัวเองในการขับเคลื่อนให้งานของเราสำเร็จได้ บางโอกาสเราอาจจะยกมือขึ้นบอกว่าเราถนัดเรื่องอะไร ขอเป็นผู้รับผิดชอบหรือดูแลส่วนงานนั้นๆ ด้วยความเต็มใจ พอทำอะไรด้วยความเต็มใจหรือมีความกระหายอยากจะทำสิ่งๆ นั้น ความมุ่งมั่นจะบังเกิดขึ้นได้เองแบบอัตโนมัติ แบบไม่มีทางย่อท้อ อาจจะเหนื่อยแต่มันก็จะไม่เป็นอะไร ไม่ล้มเลิกง่ายๆ
•
✅ วัยเกษียณ (ก่อนหรือหลังเกษียณ) มีเยอะมากที่ยังไม่แน่ใจ หรือไม่รู้ว่าเกษียณไปแล้วจะไปทำอะไรดี หากได้ลองทำประเมินแล้วอาจจะเป็นตัวช่วยให้เรามีแนวทางในการเลือกภารกิจที่อยากจะทำหลังจากนั้นก็เป็นไปได้ ไม่สายเกินไปที่จะเรียนรู้ตัวของเราเอง
•
จริงๆ แล้วการทำแบบประเมินเพื่อหาจุดแข็งด้วยเครื่องมือนี้ ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการทำเพื่อให้เราตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-Awareness) เข้าใจตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง ทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้น จนทำเรามีระดับ Self-Esteem ในระดับที่สมดุล (Healthy) หรือในบางครั้งแบบประเมินนี้ก็ยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำ Coaching & Menntoring ซึ่งผู้เขียนจะมาแชร์ในบทความถัดๆไปนะคะ
•
เขียนและเรียบเรียงโดย
วิชุตา กิจธนากำจร 🦉
•
สนใจสั่งซื้อหนังสือ กดได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะคะ👇
https://s.shopee.co.th/5AZsrh9yp5

18/09/2024

ถ้าคนเราให้น้ำหนักเรื่อง Passion มากๆ เราจะพยายามผลักดันให้มันสำเร็จ เรียนรู้ที่จะปรับตัว ทำความเข้าใจกับเงื่อนไขต่างๆ
•
เว้นเสียแต่ว่าเราให้เรื่องอื่นมามีน้ำหนักมากกว่า Passion ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ยากที่จะสำเร็จ
•
เพราะการมี Passion อย่างเดียว มันเหมือนแค่คิด แต่ไม่ได้ลงมือทำ และควรทำอย่าง คิด วิเคราะห์ แยกแยะด้วย
•
ส่วนเรื่องของความคิดเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ตามมา เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน พูดไม่เหมือนกัน ทำไม่เหมือนกัน สำเร็จไม่เท่ากัน ก็้เพราะทุกคนมี "Mindset" ไม่เหมือนกันนั่นเอง

  หรือ  #ภาวะความเป็นพิษแน่นอนว่าความเป็นพิษ คืออะไรที่มันทำให้เรารู้สึกถึงความไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการส่ง...
12/09/2024

หรือ #ภาวะความเป็นพิษ
แน่นอนว่าความเป็นพิษ คืออะไรที่มันทำให้เรารู้สึกถึงความไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการส่งผลต่อร่างกายหรือจิตใจ สภาวะความกดดันของสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เราแสดงพฤติกรรมเชิงลบออกมา ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
เวลาที่เราเจอคนที่ Toxic ใส่เรา คนส่วนใหญ่ก็มักจะพูดหรือกล่าวถึงบุคคลนั้นว่าเป็นคน Toxic แบบนั้นแบบนี้ แล้วก็พยายามหาวิธีรับมือในรูปแบบต่างๆ เพื่อที่จะยังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน ที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือที่ไหนก็ตามที่เรายังคงจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับคนๆ นั้นอยู่
แต่น้อยคนที่จะพยายามทำความเข้าใจ หรือตั้งคำถามว่า อะไรกันที่ทำให้คนๆ นั้น แสดงพฤติกรรมในเชิงลบออกมา บางคนก็อาจจะเป็นที่นิสัยจริงๆ ที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ที่เขาได้พบเจอ จากครอบครัว หรือจากสถานที่ที่เขาอยู่ หรือบางคนก็อาจจะแสดงพฤติกรรมในเชิงลบหากอยู่ในภาวะกดดันหรือเครียด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
หากเราสามารถเบรกอารมณ์ตัวเอง ไม่ให้มีอารมณ์ร่วมหรือคล้อยตามไปกับคนที่ Toxic ใส่เราในขณะนั้น แล้วฉุดคิดคำถามขึ้นมาหนึ่งคำถามว่า “อะไรทำให้เขาเป็นแบบนี้นะ?” มันจะเป็นตัวที่ฝึกให้เราเริ่มทำความเข้าใจผู้อื่น (Empathy) แทนที่เราจะรู้สึกโกรธ รู้สึกอึดอัดใจ ก็อาจจะช่วยให้ตัวเราเองนั้นผ่อนคลายความเครียดลง อึดอัดน้อยลง พื้นที่ความปลอดภัยในจิตใจของเรายังคงมีอยู่เท่าเดิม ไม่ได้ถูกบีบให้เล็กลง เพราะคำถามดังกล่าวจะเป็นเหมือนเกราะป้องกันตัวเรา ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภาวะความเป็นพิษที่ผู้อื่นส่งมอบให้ ในขณะเดียวกันมันยังช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองอีกด้วยว่า แล้วตัวเราล่ะ เคยทำพฤติกรรมเชิงลบ หรือ Toxic ใส่ผู้อื่นด้วยหรือไม่ เพราะบางทีตัวเราเองนี่ล่ะที่เป็นต้นเหตุทำให้ผู้อื่นแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นออกมา
บทความนี้ ไม่ได้จะมาบอกวิธีการรับมือกับคนที่ Toxic ใส่เรา แต่อยากจะเน้นเรื่องการรับมือกับตัวเองถ้าหากเจอสถานการณ์แบบนั้นมากกว่า เป็นเรื่องของการเรียนรู้ทำความเข้าใจในพฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ของตัวเอง ง่ายที่สุดคือการลองสำรวจตัวเองดูว่าเรามีพฤติกรรมอะไรที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราอาจจะกำลังเป็นคน Toxic

#ด้านอารมณ์และพฤติกรรม:

🔺 ชอบวิจารณ์: มักจะวิจารณ์ผู้อื่นในแง่ลบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ทัศนคติ หรือการกระทำ
🔺 ควบคุม: ต้องการควบคุมทุกอย่างรอบตัว รวมถึงพฤติกรรมของผู้อื่น
🔺 เห็นแก่ตัว: คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น
🔺 ขาดความรับผิดชอบ: ไม่ยอมรับผิดชอบในความผิดพลาดของตัวเอง และมักจะโทษผู้อื่นเสมอ
🔺 อิจฉาริษยา: รู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ
🔺 ขาดความเห็นอกเห็นใจ: ไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้
🔺 ชอบพูดจาเสียดสี: ใช้คำพูดที่เจ็บปวดหรือดูถูกผู้อื่น
🔺 สร้างความขัดแย้ง: ชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาทและสร้างความขัดแย้ง
🔺 ข่มขู่: ใช้คำพูดหรือการกระทำเพื่อข่มขู่ผู้อื่น

#ด้านความสัมพันธ์:

🔺 ความสัมพันธ์ไม่ยั่งยืน: มีปัญหาในการรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก
🔺 ผู้อื่นรู้สึกไม่สบายใจเมื่ออยู่ใกล้: คนรอบข้างมักจะรู้สึกอึดอัดหรือไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้คุณ
🔺 ไม่มีใครอยากเข้าใกล้: คุณรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่มีเพื่อนสนิท
🔺 ความสัมพันธ์มักจะจบลงด้วยความขัดแย้ง: ความสัมพันธ์ของคุณมักจะจบลงด้วยการทะเลาะวิวาทหรือความไม่เข้าใจ
นี่เป็นเพียงแค่พฤติกรรมตัวอย่างในเชิงลบ ซึ่งวิธีแก้ไขก็คือจัดการ ควบคุม พฤติกรรมเหล่านี้ของตัวเอง การเป็นคนดีและมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ การตระหนักถึงพฤติกรรมที่เป็นพิษและพยายามปรับปรุงตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมีความสุข
ถ้าไม่อยากเจอคน Toxic … เราเองก็ต้องไม่เป็นคน Toxic เช่นกันนะคะ เพราะเราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งแวดล้อมซึ่งกันและกันค่ะ
เขียนและเรียบเรียง โดย
วิชุตา กิจธนากำจร 🦉

Storytelling หรือการเล่าเรื่อง ทักษะที่สำคัญ ที่ใครๆ ก็อยากเก่งขึ้น เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารที่ทรงพลังมากใน...
11/09/2024

Storytelling หรือการเล่าเรื่อง ทักษะที่สำคัญ ที่ใครๆ ก็อยากเก่งขึ้น เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารที่ทรงพลังมากในยุคปัจจุบัน เพราะถ้าหากใครเล่าเรื่องเก่ง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานหรือการใช้ชีวิตก็มีความเป็นไปได้สูงมาก
เราจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้มีคอร์สต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่อง ผุดขึ้นมามากมายให้คุณได้เลือกเรียน ตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์ ไปจนถึงราคาที่สูงมากๆ ขึ้นอยู่กับเนื้อหา ความซับซ้อน และที่สำคัญคือตัวผู้สอนเป็นใคร มีชื่อเสียงในระดับไหน ก็เป็นทางเลือกให้กับเหล่าคนที่ชอบพัฒนาตัวเองได้เลือกในแบบที่ “เหมาะกับตัวเอง”
เนื่องด้วยผู้เขียนทำงานในสายพัฒนาคนในองค์กร จึงมีโอกาสได้เห็นหลักสูตรของสถาบันต่างๆ มากมาย และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่สมัยนี้มีคนเก่งๆ เยอะ ที่ตั้งใจออกแบบและพัฒนาหลักสูตรหรือ workshop ให้ดูทันสมัยและเข้มข้น ตั้งใจจะให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เรียนไปแล้วจะเก่งขึ้น ถ้าหากไม่เอาไปลงมือทำ ไปทดลอง หรือแม้กระทั่ง เอาไปแชร์ ไปเล่า ไปสอนต่อ สิ่งที่ได้จากการเข้าไปเรียนคือคุณจะได้แค่ “ความรู้ติดตัว”
ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยากเก่งเรื่องอะไร ก่อนที่จะตัดสินใจไปลงเรียนคอร์สแพงๆ ควรทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่าคุณจะเก่งเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร หรือตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าทำไมต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านั้น มันจะมีประโยชน์ต่อตัวคุณอย่างไร ซึ่งคำตอบควรจะเชื่อมโยงไปถึงเป้าหมายของคุณ เว้นเสียแต่ว่าคุณยังไม่ได้ตั้งเป้าหมาย
กลับมาที่เรื่องของการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่อง จริงๆ แล้วอยากให้ลองย้อนนึกไปถึงช่วงที่เราเป็นเด็ก “นิทาน” คือตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าใจว่าการเล่าเรื่องที่ดีเป็นอย่างไร นิทานจริงๆ แล้วเป็นเพียงแค่เนื้อหาของเรื่องนั้นๆ นิทานส่วนใหญ่ก็จะลงท้ายด้วยว่า “เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…..” ซึ่งคือบทสรุป, ข้อคิด, หรือแก่นของสิ่งที่จะสื่อออกมาจากนิทานเรื่องนั้น เป็นสิ่งที่ผู้แต่งนิทานอยากจะให้ผู้อ่านรับรู้ถึงความสำคัญของอะไรบางอย่าง เช่น นิทานสอนเด็ก ก็มีเป้าหมายที่อยากจะสอนให้เด็กๆ รู้ว่าอะไรควรทำ หรืออะไรไม่ควรทำ แต่ถ้านิทานเรื่องนั้นถูกแต่งขึ้นมาโดยเพิ่มความสนุก น่าสนใจ น่าติดตาม มันจะช่วยส่งผลให้นิทานเรื่องนั้นกลายเป็นนิทานที่มีคนต้องการ เกิดผลที่มากกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมคน ไปเป็นส่งผลในเชิงธุรกิจ เกิดกำลังซื้อที่มากขึ้น ยกตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น เจ.เค.โรว์ลิ่ง: นักเขียนนวนิยายชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่สร้างโลกเวทมนตร์ที่น่าหลงใหลและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ทั่วโลก เพราะแค่เราอ่านหนังสือเอง เรายังรู้สึกสนุกเลย ยิ่งพอเอาไปทำเป็นภาพยนต์ยิ่งยกระดับความสนุกของเรื่องเข้าไปอีก
หรือถ้าหากเราอยู่ในโหมดของการทำงานลองนึกถึงภาพของการเข้าร่วมประชุมอะไรบางอย่างแล้วคุณเคยเจอคนที่นำเสนองานเก่งๆ พูดแล้วทำให้คนเข้าใจ บางคนถึงขั้นสามารถโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จริงๆ แล้วเป็นเพราะเขาพูดเก่ง มีเทคนิคดี หรือว่าจริงๆ แล้วเป็นเพราะเขาเก่งในเรื่องที่เขาพูดกันแน่?
หรือไม่คุณลองนึกถึงตัวเองเวลาที่ได้คุยกับเพื่อน เวลาที่คุณเล่าอะไรให้เพื่อนฟังแล้วมันลื่นไหล เล่าแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย ไม่ได้มีการซ้อมมาก่อนว่าจะเอาไปเล่าให้เพื่อนฟัง คุณสามารถทำได้นั่นเป็นเพราะคุณ “เข้าใจหรือรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี”
สิ่งที่กำลังจะบอกก็คือต่อให้คุณไปเรียนเทคนิคการเล่าเรื่องแบบขั้นเทพแค่ไหน มันจะไปไม่สุดถ้าคุณไม่ได้รู้จริงในเรื่องนั้นๆ นั่นหมายถึงพื้นฐานของการเล่าเรื่องที่ดีคือคุณควรเข้าใจเรื่องที่คุณจะเล่าหรือไปนำเสนอก่อน หาข้อมูลเพื่อทำให้คุณเกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่จะเล่าไปนั้นคือเรื่องจริงที่เชื่อถือได้ มีที่มาที่ไป มีเหตุและมีผลของมัน ร้อยเรียงกันอย่างเป็นลำดับ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และเพื่อการวางแผนพัฒนาตัวเองให้เหมาะสม ขอแยกคำออกเป็นสองคำดังนี้
Storytelling = Story + Telling
1. Story คือเนื้อหาหรือข้อมูลที่จะนำไปเล่าหรือไปนำเสนอ ถามตัวเองว่าเรื่องนั้นเราเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ถ้ายังรู้ไม่มาก ยังไม่เข้าใจ ก็ควรหาความรู้ในเรื่องนั้นๆ เพิ่มเติม ทำความเข้าใจกับข้อมูลก่อนซึ่งอาจจะต้องใช้ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและการจับประเด็นเข้ามาร่วมด้วย
2. Telling คือวิธีการเล่า เล่าอย่างไรให้เกิดผลอย่างที่เราต้องการ (Impact) ส่วนนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางด้านเทคนิคที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่ม เช่น การทำความเข้าใจกับผู้ฟัง (Audience) คนที่คุณจะไปเล่าหรือไปนำเสนอ เขาเป็นใคร เพราะการเตรียมเรื่องไปเล่าอาจไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันได้ ยกตัวอย่างเช่น การไปนำเสนองานให้กับหัวหน้าหรือผู้บริหาร สิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจคือคนเหล่านี้เขามีเวลาไม่มาก ดังนั้นการนำเสนองานจำเป็นต้องกระชับ ใช้เวลาสั้น แต่สามารถสื่อข้อความสำคัญให้กับคนกลุ่มนี้ได้ (Touch to the point) ยิ่งถ้าหากเราต้องการถึงขั้นได้รับการอนุมัติงานชิ้นนั้นๆ เรื่องราวหรือข้อมูลซึ่งก็หมายถึง Story ของเราที่เตรียมไปก็ควรจะต้องมีคุณภาพมากๆ ด้วย
เราจึงควรประเมินตัวเองก่อนว่า จริงๆ แล้วส่วนไหนกันแน่ที่เราต้องพัฒนาให้เก่งขึ้น ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือว่าทั้งสองส่วนเลย ถ้ามั่นใจแล้วว่า Story ของเราดี เจ๋งแล้ว แต่ขาดเรื่องการทำให้น่าสนใจ ก็ไปพัฒนาเรื่องเทคนิคการเล่าเรื่อง แต่ถ้าพบว่ายังขาดตั้งแต่ส่วนแรก ก็ไปทำความเข้าใจกับเรื่องที่จะเล่าก่อน เพราะคุณเองอาจมีความเก่งหรือมีเทคนิคเฉพาะตัวอยู่แล้วในการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ซึ่งคุณอาจสังเกตตัวเองได้ว่าบางครั้งคุณก็ทำมันได้ดี ส่วนบางครั้งที่มันไม่ดี มันอาจเป็นเพราะคุณไม่รู้จริงในเรื่องนั้นก็เป็นไปได้
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการที่เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจเรื่องที่จะเล่า จึงมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของการฝึกทักษะนี้ ให้ลองสังเกตคนที่คุณรู้จัก ใครก็ตามบนโลกใบนี้ คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ นอกจากเขาจะสื่อสารและเล่าเรื่องต่างๆ ให้เราฟังได้อย่างเข้าใจและน่าสนใจ น่าประทับใจ สร้างแรงจูงใจได้ ส่วนใหญ่คือคนที่รู้จริงและเก่งในอาชีพนั้นๆ …. เล่าเก่ง หรือเก่งในเรื่องที่เล่า ลองสังเกตกันดูนะคะ
เขียนและเรียบเรียง โดย
วิชุตา กิจธนากำจร 🦉

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Just Mindset posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

  • Want your business to be the top-listed media company?

Share