The Zcope

The Zcope Keep and share inspire with us.

07/08/2025

แวะมาเติมแมว come with Queen กันจ้า #ตลาดเก่าหัวตะเข้

ไม่ต้องอวยอะไรมากค้า แค่เห็น “ธงชาติไทย” โบกสะบัดอยู่กลาง ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก พร้อมข้อความ   ขึ้นตระหง่านเว่อร์ รู้กันแล...
05/08/2025

ไม่ต้องอวยอะไรมากค้า แค่เห็น “ธงชาติไทย” โบกสะบัดอยู่กลาง ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก พร้อมข้อความ ขึ้นตระหง่านเว่อร์

รู้กันแล้วว่าเป็นของ Plan B Media โดย“คุณบี – ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์” เจ้าพ่อวงการโฆษณา ที่ยึดพื้นที่โฆษณาทรงพลังที่สุดในโลกไว้ได้แบบเท่ ๆ โดยไม่ต้องพึ่งดราม่าหรือไวรัลใด ๆ

เล่นใหญ่เปลี่ยนจอดิจิทัลทั่วประเทศกว่า 19,775 แห่ง ตั้งแต่ BTS, MRT, รถเมล์, ห้าง, จอริมถนน ไปจนถึงจอขนาดมหึมาใจกลางนิวยอร์ก ให้กลายเป็นภาพ “ธงไตรรงค์” เพื่อสดุดีทหารกล้า และส่งสารให้ชาวโลกเข้าใจมุมมองจากประเทศไทย ขอยืนปรบมือรัววว!

ด้วยเหตุการณ์นี้ทำเอาชาวเน็ตแห่ขุดฉ่ำว่า แพลนบีมาได้ยังไง อ่ะ วันนี้มาเล่าให้ฟัง

หลายคนอาจไม่รู้ว่า Plan B เริ่มต้นจากบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำบิลบอร์ดใน... ห้องน้ำ! ใช่ ห้องน้ำสนามกอล์ฟ ฟิตเนส โรงหนัง แล้วค่อย ๆ เติบโต จนกลายเป็นผู้นำตลาดสื่อนอกบ้านอันดับ 1 ของไทยแบบทุกจอทุกพื้นที่อยู่ในมือ โดยมีจุดเปลี่ยนใหญ่ในปีที่บริษัทคว้าสัมปทานติดโฆษณาบนรถเมล์ NGV กว่า 1,200 คัน จากนั้นจึงขยายสื่อไปทั่วประเทศ และในที่สุด ก็ยืนหนึ่งถึงนิวยอร์ก

รายได้ปี 2567 ของ Plan B พุ่งแตะ 9,138 ล้านบาท ฟาดกำไรอีก 1,050 ล้านบาท จากมูลค่าธุรกิจรวมกว่า 24,000 ล้านบาท และเพื่อแสดงความมั่นใจในอนาคตบริษัท คุณบียังลงทุนซื้อหุ้นของตัวเองเพิ่มกว่า 1,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี นี่ไม่ใช่คนทำธุรกิจธรรมดา แต่คือเจ้าของวิสัยทัศน์ที่เห็นภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลกมาตั้งแต่แรก

และไทม์สแควร์ก็ไม่ใช่แค่แลนด์มาร์กเก๋ ๆ ที่ใครก็ขึ้นได้ เพราะนี่คือ “เวทีของโลก” ที่แบรนด์ระดับโลกต้องแย่งกันขึ้น มีคนเดินผ่านมากกว่า 500,000 คนต่อวัน มีคนถ่ายรูปทุก 5 วินาที ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นจุดที่ใครได้ขึ้นคือปังโดยไม่ต้องพูดเยอะ แล้ว Plan B ก็เลือกใช้เวทีนี้ “เพื่อประเทศไทย” ไม่ใช่เพื่อโปรโมทสินค้า
นี่แหละค้า ปังทั้งคนปังทั้งแบรนด์ ต้องขอบคุณคุณบีที่ใช้พลังสื่อในมือร่วมส่งต่อความจริงให้คนทั้งโลก คนไทยเห็นแล้วใจฟูปลื้มปริ่มไปหมดเลยล่ะค้าาา

✅⌚Garmin จาก GPS บนเรือรบ สู่แชมป์นาฬิกาวิ่งและฟิตเนสที่ทำรายได้สูงสุด!แก๊งค์สายสปอร์ต สายรักสุขภาพ หรือใครที่กำลังมองหา...
13/07/2025

✅⌚Garmin จาก GPS บนเรือรบ สู่แชมป์นาฬิกาวิ่งและฟิตเนสที่ทำรายได้สูงสุด!
แก๊งค์สายสปอร์ต สายรักสุขภาพ หรือใครที่กำลังมองหานาฬิกาคู่ใจดี ๆ สักเรือน คงไม่มีใครไม่รู้จัก “Garmin” แบรนด์ที่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนไอคอนของวงการนาฬิกาวิ่งไปแล้ว
แต่รู้มั้ยว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ Garmin มีที่มาที่ไปสุดเจ๋งยังไง? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกประวัติแบรนด์ที่เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทำรายได้มหาศาลกัน!
🔴กำเนิด Garmin: เมื่อ GPS เปลี่ยนโลก
ย้อนกลับไปในปี 1989 ที่เมือง Lenexa รัฐ Kansas สหรัฐอเมริกา สองวิศวกรไฟแรง Gary Burrell และ Dr. Min Kao ได้จับมือกันก่อตั้งบริษัทที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี GPS (Global Positioning System) ซึ่งในยุคนั้นยังถือว่าเป็นของใหม่และล้ำสมัยมาก! ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของพวกเขาคืออุปกรณ์ GPS สำหรับการนำทางทางทะเลและอากาศ เน้นที่ความแม่นยำสูงสำหรับการใช้งานในกองทัพเรือสหรัฐฯ และการบิน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้ Garmin เริ่มต้นจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน GPS ที่เชื่อถือได้
🔴ขยายอาณาจักร: ไม่ใช่แค่นำทาง แต่พาคุณไปได้ทุกที่!
พอเข้าสู่ยุค 90s Garmin ก็เริ่มขยับขยายไลน์สินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทะเลและอากาศ แต่เริ่มบุกตลาดภาคพื้นดิน ทั้ง GPS สำหรับรถยนต์ การนำทางสำหรับการเดินป่า และอุปกรณ์ GPS สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ด้วยความแม่นยำและทนทาน ทำให้ Garmin เริ่มสร้างฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
✅จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Garmin ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในวงการอุปกรณ์กีฬาคือช่วงปี 2000 ต้นๆ เมื่อพวกเขาเริ่มเห็นเทรนด์การออกกำลังกายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเล็งเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยี GPS มาประยุกต์ใช้กับนาฬิกาข้อมือเพื่อติดตามกิจกรรมการวิ่ง การปั่นจักรยาน และกีฬาอื่นๆ นี่คือจุดเริ่มต้นของซีรีส์ Forerunner ที่เป็นเรือธงของ Garmin มาจนถึงปัจจุบัน

🔴Forerunner & Fenix: ไอคอนของสายสปอร์ต
ต้องยอมรับว่าซีรีส์ Forerunner และ Fenix คือสิ่งที่ทำให้ Garmin ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ในใจของนักวิ่งและนักไตรกีฬา ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการวัดระยะทาง ความเร็ว เพซ อัตราการเต้นของหัวใจ รวมไปถึงฟังก์ชันขั้นสูงอย่าง VO2 Max, Recovery Advisor, และ Running Dynamics ที่ช่วยให้นักกีฬาพัฒนาศักยภาพได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ Garmin ยังคงไม่หยุดพัฒนา ด้วยการเพิ่มฟังก์ชันด้านสุขภาพอื่นๆ เข้ามาในนาฬิกา เช่น การติดตามการนอนหลับ ระดับความเครียด Pulse Ox และ Body Battery ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจร่างกายตัวเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้ Garmin ไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาวิ่ง แต่เป็นเหมือนโค้ชส่วนตัวที่อยู่บนข้อมือเราตลอดเวลา
🔴รายได้ทะลุเป้า: Garmin ผงาดแซงคู่แข่ง?
และแน่นอนว่าความสำเร็จเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งรายได้ที่มหาศาล! จากรายงานผลประกอบการประจำปี 2024 ของ Garmin (อ้างอิงจาก Garmin Press Release - 19 ก.พ. 2025 และ 2024 Annual Report) บริษัทมีรายได้รวมที่น่าประทับใจถึง $6.30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ คือ ประมาณ 2 แสนล้านบาทโดยเฉพาะในกลุ่ม Fitness และ Outdoor ที่ทำสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อเทียบกับแบรนด์สมาร์ทวอทช์คู่แข่งหลักในตลาดทั่วไปอย่าง Apple Watch และ Samsung Galaxy Watch ที่แม้จะครองส่วนแบ่งการตลาดในภาพรวม แต่ในกลุ่มเฉพาะทางอย่างอุปกรณ์สำหรับนักกีฬาและการออกกำลังกายอย่างจริงจัง Garmin ยังคงครองความเป็นผู้นำและทำรายได้ได้อย่างแข็งแกร่งในเซกเมนต์นี้ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกีฬาโดยเฉพาะ แบตเตอรี่ที่อึดทน และความแม่นยำของข้อมูล ทำให้ Garmin ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของสาย Performance อย่างแท้จริง! เรียกได้ว่างานนี้ Garmin ยังคงวิ่งนำหน้าคู่แข่งในเส้นทางของตัวเองไปอีกนานเลยล่ะค่า!

#นาฬิกาวิ่ง #สายสปอร์ต #ฟิตเนส #สุขภาพดี #รายได้ปัง #เทคโนโลยี

ตรรกะจะพาคุณไปแค่ A-Z แต่จินตนาการจะพาคุณไปทุกที่ โดย อัลเบิร์ดไอน์สไตน์        #คำคม  #อัลเบิร์ดไอน์สไตน์
11/07/2025

ตรรกะจะพาคุณไปแค่ A-Z แต่จินตนาการจะพาคุณไปทุกที่

โดย อัลเบิร์ดไอน์สไตน์

#คำคม #อัลเบิร์ดไอน์สไตน์

เริ่มต้นดี เท่ากับ สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งโดย อริสโตเติล        #คำคม  #อริสโตเติล
10/07/2025

เริ่มต้นดี เท่ากับ สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง

โดย อริสโตเติล

#คำคม #อริสโตเติล

ความกล้าคือการลุกขึ้นยืนแล้วก็พูด แต่การนั่งลงแล้วฟังถือเป็นความกล้าเช่นกันโดย ริชาร์ด แบรนสัน        #คำคม  #ริชาร์ดแบร...
09/07/2025

ความกล้าคือการลุกขึ้นยืนแล้วก็พูด แต่การนั่งลงแล้วฟังถือเป็นความกล้าเช่นกัน

โดย ริชาร์ด แบรนสัน

#คำคม #ริชาร์ดแบรนสัน

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 36% กับไทย เริ่ม 1 ส.ค. 2025ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งหนังสือแจ้งไทยว่า จะเรียกเก็บ ภาษีนำเข้าส...
09/07/2025

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 36% กับไทย เริ่ม 1 ส.ค. 2025
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งหนังสือแจ้งไทยว่า จะเรียกเก็บ ภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอัตรา 36% เริ่มตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 (2025)
อัตรานี้คงที่จากเดิม ไม่มีการปรับลดเหมือนกับบางประเทศ เช่น เวียดนามถูกลดเหลือ 20%
ระหว่างนี้ (เลื่อนไปยัง 1 ส.ค.) รัฐบาลไทยอยู่ในระหว่างเจรจาเพื่อขอลดอัตราภาษีลง

🎯 ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของไทย
- ผู้ส่งออกสินค้าหลัก จะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ รถยนต์ และเกษตร (เช่น ข้าว) เนื่องจากต้นทุนการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลให้คำสั่งซื้อลดลง 20% และมีโอกาสเลิกจ้างสูงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
- แรงงานและ SME จะได้รับแรงกดดันโดยอ้อมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อภาคส่งออกชะลอตัว กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศจึงหดตัวตาม
- โครงการลงทุนหรืออุตสาหกรรมด้านชิป AI ขั้นสูง ก็ได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯ อาจจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีสำคัญเข้ามายังไทย

🎙️ ฝ่ายไทยตอบโต้ยังไง?
กระทรวงการคลังไทยและ TDRI เตือนว่าการเจรจาลดภาษีอาจต้อง “แลกกับการเปิดตลาดภายในประเทศ” มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ไทยยืนยันว่าอาจขอลดภาษีให้ต่ำกว่าเวียดนาม (20%) เนื่องจากไทยมีดุลการค้ามหาศาลน้อยกว่า

🧭 สิ่งที่คนไทยควรเตรียมรับมือ
1.แรงงาน-ผู้ประกอบการส่งออก :ต้องวางแผนลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือหาตลาดอื่น
2. ** SMEs และผู้ค้าปลีก** :เตรียมรับราคาสินค้าที่อาจปรับสูงขึ้นจากต้นทุนส่งออก
3. นักลงทุน-ผู้ถือหุ้น : ดูแนวโน้มบริษัทที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และเตรียมกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง
4. รัฐบาล : เร่งขยายเจรจาเพื่อการค้า ลดอุปสรรคทางภาษี และควบคุมเสถียรภาพภายใน

🔚 สรุปสั้น ๆ
- ไทยโดนเก็บภาษี 36% เหมือนจีนและบางประเทศอื่นเริ่ม 1 ส.ค. 2025
- ส่งผลลบต่อส่งออก แรงงาน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม
- รัฐบาลกำลังพยายามเจรจาเพื่อลดภาษี และต่างฝ่ายก็แลกเปลี่ยนข้อเสนออย่างเข้มข้นในหลายด้าน


#ทรัมป์ขึ้นภาษี
#ภาษี36เปอร์เซ็นต์
#ไทยส่งออกสะเทือน
#เศรษฐกิจไทย2568
#สงครามการค้าเวอร์ชั่นใหม่
#ภาษีทรัมป์กระทบไทย

The key to success is to focus our conscious mind on things we desire not things we fear.   กุญแจสู่ความสำเร็จ คือ การตั...
08/07/2025

The key to success is to focus our conscious mind on things we desire not things we fear.

กุญแจสู่ความสำเร็จ คือ
การตั้งเป้าที่ใน “สิ่งเราต้องการ”
ไม่ใช่สิ่งที่เรา “หวาดกลัว”

โดย Brian Tracy เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ (motivational speaker)

#คำคม

📱1. เริ่มใช้เมื่อไหร่?- 1 ตุลาคม 2568 ในโครงข่าย รถไฟฟ้า 13 เส้นทาง ในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล รวมระยะทาง 279.84 กม. และ 194 สถา...
08/07/2025

📱1. เริ่มใช้เมื่อไหร่?
- 1 ตุลาคม 2568 ในโครงข่าย รถไฟฟ้า 13 เส้นทาง ในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล รวมระยะทาง 279.84 กม. และ 194 สถานี

📱 2. ลงทะเบียนที่ไหน – ใครมีสิทธิ์?
- เปิดให้ ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ภายในเดือน ส.ค. 2568
- เฉพาะ ผู้มีสัญชาติไทย ยืนยันตัวตนด้วย:
- กรอกบัตรประชาชน 13 หลัก
- ผูกกับ Rabbit Card (เติมเงิน) หรือ บัตร EMV Contactless (เครดิต/เดบิต: Visa, Mastercard)
- เมื่อผ่านการยืนยันบัตร จะได้รับสิทธิ์ทันที ไม่ต้องสมัครซ้ำ

🚆 3. ใช้กับสายไหนบ้าง?
- สายสีเขียว (BTS)
- สายสีทอง
- สายสีเหลือง
- สายสีชมพู
- สายน้ำเงิน (MRT)
- สายสีม่วง
- สายสีแดง (แดงเข้ม & แดงอ่อน)
- แอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL)

💳 4. บัตรไหนใช้ได้สายไหน?
- Rabbit Card (เติมเงิน): ใช้กับสายสีเขียว, ทอง, เหลือง, ชมพู
- EMV Contactless (เครดิต/เดบิต): ใช้งานกับสายน้ำเงิน, สีม่วง, สีแดง, สีเหลือง, ชมพู, และ ARL (ยังไม่รวมทอง–เขียว)

🔄 6. แนวทางต่อไป
- ระบบอนาคตจะพัฒนาการ สแกน QR Code บนมือถือ แทนบัตร
-โครงการอาศัยการชดเชยจาก กองทุนตั๋วร่วม หรือแหล่งเงินที่เหมาะสม

#รถไฟฟ้า20บาทตลอดสาย
#นโยบายแพทองธาร
#ขึ้นรถไฟฟ้า20บาท
#แอปทางรัฐ
#ลงทะเบียนรถไฟฟ้า20บาท

ถ้าคุณเคยสั่งของจาก Amazon แล้วมันมาส่งถึงหน้าบ้านแบบไวจี๊ดจ๊าดคุณอาจไม่รู้ว่า แพลตฟอร์มระดับโลกที่ครองใจคนทั้งโลกนี้เคย...
27/06/2025

ถ้าคุณเคยสั่งของจาก Amazon แล้วมันมาส่งถึงหน้าบ้านแบบไวจี๊ดจ๊าด
คุณอาจไม่รู้ว่า แพลตฟอร์มระดับโลกที่ครองใจคนทั้งโลกนี้
เคยเริ่มจาก "โต๊ะไม้เก่าๆ ในโรงรถ" และขายแค่หนังสือเท่านั้น
และผู้ชายที่เริ่มทุกอย่างคือ
Jeff Bezos – หนุ่มเนิร์ดจาก Wall Street ที่วันหนึ่งก็ "รู้สึกว่าไม่อยากแก่ไปแบบไม่มีอะไรให้เสี่ยง"
เลยลาออกจากงานสบาย เงินเดือนสูง เพื่อมาเริ่มทำเว็บขายหนังสือออนไลน์ ในยุคที่คำว่า “เว็บไซต์” ยังดูเหมือนของเล่นใหม่ที่ไม่มีใครเชื่อถือ

🚗 จุดเริ่มต้นคือ... โรงรถ
ในปี 1994
Jeff Bezos ขับรถข้ามรัฐจากนิวยอร์กไปซีแอตเทิล พร้อมพิมพ์แผนธุรกิจเล็กๆ ระหว่างแวะปั๊มน้ำมัน
ตอนนั้นเขาเชื่ออย่างสุดใจว่า “อินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลก”
เขาก่อตั้งเว็บชื่อ Amazon.com ในปี 1995
โดยใช้โรงรถของตัวเองเป็นสำนักงานใหญ่
มีพนักงานแค่ไม่กี่คน และขายแค่ “หนังสือ” อย่างเดียว
แต่ด้วยวิธีคิดที่เน้นลูกค้าแบบสุดโต่ง เช่น
- ส่งของไว
- บริการดี
- ฟีดแบ็คคือลมหายใจ

Amazon กลายเป็นไวรัลแบบเงียบๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่าไวรัลเลยด้วยซ้ำ

📈 จากเว็บขายหนังสือ → ร้านค้าที่ขายได้ “ทุกอย่าง”
ไม่หยุดที่หนังสือ
Bezos ขยายหมวดสินค้าทุกปี:
จาก CD เพลง → กล้องดิจิทัล → เสื้อผ้า → ของเล่น → จนถึง...ทุกสิ่งที่คุณจินตนาการได้
แล้วก็ปั้นบริการใหม่ๆ ที่เปลี่ยนโลก เช่น:
Amazon Prime: ส่งไว+คอนเทนต์ในตัว

Kindle: เปลี่ยนวงการหนังสือ

AWS (Amazon Web Services): ธุรกิจ cloud ที่กลายเป็นเสาหลักของบริษัท

และ Amazon ยังเข้าซื้อกิจการใหญ่ๆ อย่าง
Whole Foods (ซูเปอร์มาร์เก็ต)

Twitch (สตรีมเกม)

MGM (สตูดิโอหนัง)

Amazon ไม่ใช่เว็บขายของอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ระบบนิเวศของชีวิตคนยุคนี้”

💡 แนวคิดที่เปลี่ยนชีวิต Bezos และเปลี่ยนทั้งโลก
สิ่งที่ทำให้ Amazon ไปไกล ไม่ใช่เพราะโชค
แต่เพราะ Bezos ยึดหลักการที่เรียกว่า “Day 1” อยู่เสมอ
💬 “วันนี้คือวันแรกเสมอ อย่าทำตัวเหมือนบริษัทที่แก่แล้ว”
– Jeff Bezos
เขาเชื่อว่า บริษัทที่คิดว่า “เราเก่งแล้ว” = เริ่มเข้าสู่จุดตาย
แต่บริษัทที่มองว่า “เรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ” = อยู่รอดได้ในระยะยาว
และทุกอย่างก็พิสูจน์แล้ว:
ปี 2018: Amazon กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

ปี 2021: Bezos กลายเป็น “คนรวยที่สุดในโลก”วันนี้: Amazon มีพนักงานกว่า 1.5 ล้านคน ให้บริการทั่วโลก

✨ สรุป: จากคนธรรมดา สู่การปฏิวัติการช้อปของโลก
Jeff Bezos ไม่ได้เริ่มจากบ้านรวย หรือไอเดียเท่
เขาเริ่มจาก “ความกล้า” และ “ความเชื่อ”
ว่าโลกออนไลน์กำลังจะเปลี่ยนทุกอย่าง
และเขาจะเป็นคนหนึ่งที่ “ลงมือ” ก่อนใคร

💬 “ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด คือการไม่ได้ลอง”
– Jeff Bezos
ใครที่กำลังลังเลจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง
เรื่องราวของ Amazon คือคำเตือนเบาๆ ว่า…
อย่ารอให้พร้อม เพราะ Jeff Bezos ก็ไม่ได้พร้อมตอนเริ่มเหมือนกัน

#จากศูนย์สู่ล้านล้าน

#แรงบันดาลใจธุรกิจ #ธุรกิจออนไลน์

ใครที่กำลัง “ยื่นสมัครงานแล้วเงียบ” หรือ “สัมภาษณ์แล้วหาย” อาจรู้สึกหมดหวัง ท้อ และเริ่มสงสัยว่า “ตกลงเราห่วย หรือโลกมัน...
26/06/2025

ใครที่กำลัง “ยื่นสมัครงานแล้วเงียบ” หรือ “สัมภาษณ์แล้วหาย” อาจรู้สึกหมดหวัง ท้อ และเริ่มสงสัยว่า
“ตกลงเราห่วย หรือโลกมันเปลี่ยนไปแล้วกันแน่?”

ในความเป็นจริง...
คุณอาจไม่ได้แย่ แต่โลกของงานมันเปลี่ยนไป “เร็วมาก” จนเราอาจยังปรับตัวไม่ทัน
วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่า ทำไมคนจำนวนมากถึงว่างงานทั้งที่ “ขยันสมัคร”
และจะมีทางไหนบ้างที่เราจะปรับตัวให้รอดในยุคนี้?

📉 ทำไมสมัครไปหลายที่ แต่ไม่มีใครเรียก?
1. ตำแหน่งมีน้อย แต่ผู้สมัครมีเยอะมาก
หลายธุรกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่หลังยุคโควิด + เศรษฐกิจฝืดเคือง
**บริษัทรับพนักงาน “เท่าที่จำเป็น” ทำให้แข่งขันกันสูงมาก

2. ทักษะที่ตลาดต้องการเปลี่ยนไปแล้ว
งานแบบเดิมบางอย่างถูกแทนด้วย AI หรือระบบอัตโนมัติ
**ทักษะ “ใหม่” เช่น data, digital marketing, content creation, automation หรือ soft skills กลับมีน้ำหนักมากขึ้น
หากโปรไฟล์เรายังไม่อัปเดตตามโลก ก็เสี่ยงหลุดจากเรดาร์ทันที

3. โปรไฟล์ดี แต่ยังไม่ตรงใจ
หลายครั้งบริษัทไม่ได้มองแค่คุณสมบัติ แต่ดูว่า “คุณเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไหม?”
**ความคิดสร้างสรรค์, ความยืดหยุ่น, ทัศนคติ บางทีกลับสำคัญกว่าปริญญา

4. CV/Resume ยังไม่สื่อคุณค่า
การใช้เรซูเม่แบบเก่าๆ เหมือนกันทุกบริษัท ทำให้มันไม่โดดเด่น
**บริษัทไม่ได้มีเวลานั่งวิเคราะห์ทีละหน้า...ถ้าไม่สะดุดตาใน 10 วินาทีแรก ก็อาจถูกมองข้าม

🔍 แล้วเราจะทำยังไงดี?
✅ อัปเดต “ทักษะใหม่” อย่างตรงจุด
ลองดูสายงานที่ต้องการ แล้วเทียบกับสิ่งที่ตลาดกำลังหา
เรียนสั้นๆ เพิ่มทักษะในสายนั้น เช่น ทำโปรเจกต์เล็กๆ, คอร์สออนไลน์, หรืออัปผลงานลง LinkedIn

✅ ปรับมุมมองจาก “หางาน” เป็น “หาปัญหาที่เราช่วยแก้ได้”
บริษัทจ้างคนที่ช่วยเขา “ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ หรือแก้ปัญหา”
ถ้าเราแสดงได้ชัดว่าเราช่วยอะไรได้ ผลลัพธ์ก็จะต่างทันที

✅ ใช้พลังของ “การเชื่อมต่อ” (Networking)
มากกว่า 70% ของโอกาสงานดีๆ มักมาจากคนรู้จัก ไม่ใช่แค่ประกาศรับสมัคร
เชื่อมต่อในวงการ พูดคุย แชร์ไอเดีย โอกาสใหม่ๆ จะมาหาเราเอง

🧠 สรุป: ว่างงานไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน”
นี่อาจไม่ใช่ยุคที่หางานได้ง่าย แต่เป็นยุคที่เราต้องเปลี่ยนจากแค่
“หางาน” → ไปเป็น “สร้างคุณค่าให้เห็นชัด”
หากคุณยังไม่ถูกเลือกในวันนี้
อย่าพึ่งถามว่า “ทำไมไม่มีใครรับเรา?”
แต่ลองถามว่า “เรากำลังเสนออะไรให้เขาอยู่?” และ
“โลกตอนนี้ต้องการคนแบบไหน?”
เมื่อคุณเปลี่ยนวิธีมอง โลกจะเปลี่ยนวิธีมองคุณเช่นกัน

#ว่างงาน #จบใหม่ #สมัครงาน

✨ช่วงนี้หลายคนน่าจะเคยเห็นคำว่า "Manifest" โผล่มาในไทม์ไลน์กันบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นในคอนเทนต์แนวพัฒนาตัวเอง, กฎแรงดึงดูด ...
25/06/2025

✨ช่วงนี้หลายคนน่าจะเคยเห็นคำว่า "Manifest" โผล่มาในไทม์ไลน์กันบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นในคอนเทนต์แนวพัฒนาตัวเอง, กฎแรงดึงดูด (Law of Attraction) หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันของคนรอบตัว
แต่ Manifest จริงๆ แล้วมันคืออะไร? และทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเริ่มโฟกัสกับเรื่องนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ?
🌱 Manifest คือการตั้งเจตนาชัดเจน แล้วดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต
พูดง่ายๆ มันคือกระบวนการ "คิด-เชื่อ-ทำ" ไปในทิศทางเดียวกัน
เรากำลังบอกจักรวาล (หรือจิตใต้สำนึกของเราเอง) ว่าเราต้องการอะไร และเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริง

✅ แล้ว Manifest มีประโยชน์ยังไง?
ช่วยโฟกัสสิ่งที่เราต้องการจริงๆ
เมื่อเรารู้ว่าเราต้องการอะไร ชีวิตเราก็เริ่มมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

1. เปลี่ยนพลังงานในตัวเรา
การคิดบวกและเชื่อว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้น ส่งผลต่ออารมณ์ ความมั่นใจ และแรงบันดาลใจของเรา

2. สร้างพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
เราเริ่มตัดสินใจในสิ่งที่สนับสนุนความฝันของเรา เช่น กล้าที่จะลงมือทำมากขึ้น

3. ลดความกลัว เพิ่มความกล้า
เพราะเมื่อเรามั่นใจว่า "มันเป็นไปได้" ความกลัวก็เริ่มเบาบางลง และเราก็กล้าก้าวไปข้างหน้า
🔥 ทำไมกระแสนี้มาแรง?
เพราะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว คนเริ่มรู้สึกว่า “เราควรเป็นผู้กำหนดชีวิตตัวเอง”
การ Manifest เลยกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรารู้สึกว่า เรามีพลังควบคุมอนาคตของเรา ไม่ใช่แค่รอให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นแบบไร้ทิศทาง

💡 เริ่มต้นง่ายๆ แบบนี้เลย:
เขียนสิ่งที่คุณต้องการให้ชัดเจน (แบบปัจจุบัน เช่น “ฉันมีรายได้เดือนละ 100,000 บาท”)

- เชื่อว่า “มันเป็นไปได้” และคุณคู่ควรกับสิ่งนั้น

- ลงมือทำในสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายในทุกๆ วัน

ใครเคยลอง Manifest แล้วเห็นผลจริง คอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันได้นะคะ 💬👇

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when The Zcope posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your business to be the top-listed Media Company?

Share