
30/08/2025
สรุปความแตกต่างของ 3 ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบระบบ backend คือ Load Balancer, Reverse Proxy, และ API Gateway 🧠⚙️
เหมาะกับ:
• Software Engineers
• DevOps / Cloud Engineers
• ผู้พัฒนา Microservices
• ผู้ที่ออกแบบระบบขนาดใหญ่ (System Design)
⸻
🔄 สรุปเปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย:
⸻
🟨 1. Load Balancer
หน้าที่: กระจายทราฟฟิกไปยังหลายเซิร์ฟเวอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
• 📌 ทำงานที่ Layer 4 (TCP) หรือ Layer 7 (HTTP/HTTPS)
• 🛠️ ใช้ในเว็บที่มีผู้ใช้จำนวนมาก, ระบบ Failover
• ✅ ข้อดี: รองรับโหลดสูง, สเกลได้ดี, ป้องกันระบบล่ม
• ❌ ข้อเสีย: ถ้าไม่มีระบบสำรอง อาจกลายเป็นจุดล่มจุดเดียว (single point of failure)
• 🧪 ตัวอย่าง: HAProxy, AWS ELB, Nginx
⸻
🔵 2. Reverse Proxy
หน้าที่: รับคำขอจาก client แล้วส่งต่อไปยัง backend server โดยซ่อนรายละเอียดเซิร์ฟเวอร์ไว้
• 📌 มักทำงานที่ Layer 7 (HTTP/HTTPS)
• 🛠️ ใช้สำหรับ SSL termination, caching, การควบคุมการเข้าถึง API
• ✅ ข้อดี: เพิ่ม performance, เสริมความปลอดภัย, กรองเนื้อหาได้
• ❌ ข้อเสีย: เพิ่ม latency เล็กน้อย
• 🧪 ตัวอย่าง: Nginx, Apache HTTP Server
⸻
🟧 3. API Gateway
หน้าที่: จุดกลางในการรับคำขอไปยังบริการต่างๆ โดยเฉพาะ microservices
• 📌 ทำงานที่ Layer 7 (HTTP/HTTPS)
• 🛠️ ใช้ในระบบ microservices, mobile API
• ✅ ข้อดี: รวมทุก API ไว้จุดเดียว, จัดการ auth, rate limit ได้
• ❌ ข้อเสีย: ซับซ้อน, เพิ่ม latency, อาจกลายเป็นคอขวดของระบบ
• 🧪 ตัวอย่าง: Kong, AWS API Gateway, Apigee, Tyk
⸻
🎯 เหมาะกับใคร?
• วิศวกรที่ดูแลระบบที่รองรับผู้ใช้จำนวนมาก
• ทีม DevOps ที่วางโครงสร้างระบบให้เสถียร
• ผู้พัฒนา API-based applications หรือ mobile backend
• นักเรียน/นักศึกษาเรียน System Design หรือ Cloud Architecture
⸻
📌 สรุปสั้นที่สุด:
“เลือกใช้ Load Balancer, Reverse Proxy หรือ API Gateway ให้ถูกจุด = เสถียร ปลอดภัย และพร้อมสเกล 🚀🛡️”
💡 แต่ละตัวมีจุดเด่นเฉพาะ ใช้ให้เหมาะ จะออกแบบระบบได้ดีขึ้นแบบมืออาชีพ!