Pureazhari Naat

Pureazhari Naat ขอบคุณทุกคนที่ติดตามฉัน

26/08/2026

ฉันยอมเซ็นชื่อลงในเอกสารเดินทางไปต่างประเทศเมื่อหนึ่งปีก่อน ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่านั่นคือการเปิดทางให้สามีตัวเองได้ย้ายเข้าไปนอนร่วมห้องกับพี่สะใภ้หม้าย
สมุดทะเบียนบ้านเล่มสีน้ำเงินบนโต๊ะไม้สักในห้องโถงบ้านย่านรัชดาภิเษกถูกกระแทกลงอย่างแรงจนถ้วยชาเซรามิกกระดอนขึ้น
หญิงรับใช้เก่าแก่รีบถอยหลังกรูดไปชิดผนังพร้อมกับถือถาดแก้วน้ำที่สั่นกระทบกันเสียงดังระรัว
ตลอดห้าปีของชีวิตคู่ที่ไร้ค่า ฉัน ชลธิชา กิตติวรากูล ใช้สายตาของนักบูรณะวัตถุโบราณมองเห็นรอยแตกร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้ความหรูหราของตระกูลพงศ์พิพัฒน์มาโดยตลอด
ในวัยยี่สิบเจ็ดปี ฉันก้าวข้ามธรณีประตูเรือนไม้สักโบราณหลังนี้อีกครั้งด้วยหัวใจที่ด้านชาไร้ความรู้สึก
สองแขนของฉันโอบกอดน้องตะวัน เด็กชายตัวน้อยวัยหนึ่งขวบที่กำลังหลับใหลอย่างทะนุถนอมแนบอก
มือขวาของฉันกระชับกระเป๋าใส่เอกสารมรดกประจำตระกูลไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
กลิ่นกำยานหอมโบราณในโถงบันไดยังคงฉุนกึกปะปนกับกลิ่นความชื้นของไม้เก่าที่ผุพังจากด้านใน
รอยคราบบนกรอบรูปบรรพบุรุษฟ้องชัดเจนว่าบ้านหลังนี้ไม่เคยได้รับการชำระล้างสิ่งสกปรกที่ซุกซ่อนอยู่ออกไปเลยแม้แต่น้อย
"คุณชลธิชาคะ... คุณผู้ชายสั่งไว้ชัดเจนว่าห้ามคุณก้าวขึ้นไปบนชั้นสองเด็ดขาดค่ะ"
หญิงรับใช้ประจำบ้านยืนกางแขนขวางบันไดวนด้วยสายตาเหยียดหยาม
"ฉันแค่มาเอาเอกสารส่วนตัวเพื่อย้ายชื่อออกจากบ้านหลังนี้ หลีกทางไปค่ะ"
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเด็ดขาด
หญิงรับใช้ยังคงเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดีพลางขยับตัวเข้ามาขวางทาง
"ตอนนี้คุณฐิติมาเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้ทั้งหมด ถ้าคุณอยากได้อะไรต้องรอขออนุญาตก่อนค่ะ"
ฉันไม่เสียเวลาตอบโต้คนรับใช้ที่ไร้มารยาทแม้แต่คำเดียว
ฉันก้าวเท้าเบี่ยงตัวผ่านเธอแล้วเดินขึ้นบันไดไม้สักไปยังห้องนอนใหญ่ชั้นบนทันที
บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดอ้าไว้ครึ่งหนึ่ง
กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบหวานเลี่ยนที่ไม่ใช่ของฉันลอยฟุ้งออกมาจากห้องนอนใหญ่
ชุดนอนผ้าซาตินสีหวานของฐิติมาแขวนเด่นอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าไม้สักที่เคยเป็นของฉัน
โต๊ะเครื่องแป้งที่ฉันเคยใช้วางกล้องจุลทรรศน์และอุปกรณ์บูรณะ บัดนี้เต็มไปด้วยขวดครีมราคาแพงและเครื่องประดับหรูหรา
หมอนคู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ยังมีรอยย่นยุบที่เพิ่งผ่านการใช้งานร่วมกันมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
กล่องกำมะหยี่สีแดงบนโต๊ะหัวเตียงเปิดอ้าทิ้งไว้พร้อมแหวนทองคำขาวสองวงที่สลักชื่อคู่กัน
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวขึ้นบันไดตามมาอย่างเร่งรีบจนไม้กระดานส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด
ชยพล พงศ์พิพัฒน์ ในวัยสามสิบสองปี ปรากฏตัวขึ้นที่กรอบประตูห้องนอนด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เสื้อเชิ้ตทำงานของเขาหลุดลุ่ยและปลดกระดุมคอออก เผยให้เห็นรอยข่วนสีแดงจางๆ ตรงแผงอก
"เธอกลับมาทำไม ชลธิชา กำหนดเวลาสามปีที่ฉันสั่งให้ไปอยู่ต่างประเทศยังไม่ครบเลยไม่ใช่หรือ"
"ฉันมาเอาเอกสารเพื่อย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านหลังนี้ค่ะ"
ฉันสบตากับอดีตสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ความหวั่นไหว
ชยพลก้าวเข้ามายืนขวางกลางห้องนอนด้วยท่าทีคุกคาม
"เธอยังมีหน้ากลับมาสร้างความวุ่นวายอีกงั้นหรือ รู้ไหมว่าจิตใจของพี่ฐิติมารับเรื่องกระทบกระเทือนไม่ได้"
"จิตใจที่แสนบอบบางจนต้องให้น้องสามีเข้าไปนอนร่วมเตียงทุกคืนอย่างนั้นหรือคะ"
ใบหน้าของชยพลกระตุกวูบด้วยความโกรธจัดที่ถูกแทงใจดำ
"พี่ชายฉันจากไปอย่างกะทันหัน ฉันแค่ต้องรับบทบาทเป็นตัวแทนพี่ชายเพื่อประคองสติของพี่สะใภ้ไว้!"
"การเล่นเป็นตัวแทนพี่ชายบนเตียงนอน มันทำให้คุณรู้สึกมีคุณธรรมขึ้นมาบ้างไหมคะ ชยพล"
ชยพลกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาที่ท่อนแขน
"อย่ามาทำเป็นพูดจาประชดประชัน! วันที่เกิดเรื่องลูกของเราตกลงไปในแม่น้ำ เธอก็เห็นว่าพี่ฐิติมาไม่ได้ตั้งใจ เธอคุมสติไม่อยู่!"
ความทรงจำอันโหดร้ายในคืนที่ฝนตกหนักริมแม่น้ำเจ้าพระยาผุดขึ้นมาในหัวใจของฉันอย่างชัดเจน
ในคืนนั้น วันที่ฉันเพิ่งคลอดลูกได้ไม่กี่วัน ฐิติมาแสร้งทำเป็นคลุ้มคลั่งและแย่งเด็กทารกไปจากอกฉัน
ชยพลกลับยืนมองดูเฉยๆ และปล่อยให้พี่สะใภ้ทำร้ายสายเลือดแท้ๆ ของตัวเองจนหายไปในสายน้ำเชี่ยวกราก
หลังจากนั้น เขาก็ใช้ข้ออ้างเรื่องการรักษาจิตใจ เนรเทศฉันไปอยู่ต่างประเทศอย่างเลือดเย็น
ใบสั่งยาจากคลินิกจิตเวชเอกชนวางทับอยู่บนซองจดหมายขออนุมัติโอนหุ้นบริษัทขนส่ง
"คุณปกป้องคนที่ทำร้ายลูก แล้วโยนความผิดทั้งหมดมาให้ฉัน"
ฉันขยับถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจากตัวเขา
"ฉันทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลพงศ์พิพัฒน์ต่างหาก ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป บริษัทขนส่งของเราจะพังพินาศ!"
ชยพลตวาดใส่หน้าฉันอย่างไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี
ทันใดนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นผ้าคลุมผืนหนาในอ้อมกอดของฉัน
เสียงครางเบาๆ ของน้องตะวันทำให้ชยพลชะงักฝีเท้าลงทันที
เด็กน้อยขยับตัวลืมตาขึ้น เผยให้เห็นรอยปานแดงรูปใบไม้ตรงบริเวณลำคอด้านซ้ายอย่างชัดเจน
ดวงตาของชยพลเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างสุดขีด
"เด็กคนนี้... อายุเท่าไหร่กันแน่ ชลธิชา"
มือหนาของเขายื่นออกมาหมายจะดึงผ้าคลุมออกเพื่อสัมผัสใบหน้าของเด็ก
ฉันเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว แววตาคมกริบจ้องมองเขาด้วยความรังเกียจ
"อย่าเอามือสกปรกของคุณมาแตะต้องตัวลูกของฉัน"
"ตอนที่เธอขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศเมื่อหนึ่งปีก่อน... เธอแอบมีน้องเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันติดท้องไปด้วยใช่ไหม!"
น้ำเสียงของชยพลเปลี่ยนเป็นสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง
"เธอคลอดเด็กคนนี้ที่ต่างประเทศแล้วแอบเลี้ยงไว้ใช่ไหม ชลธิชา! เด็กคนนี้คือลูกชายของฉัน!"
"เด็กคนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคุณหรือตระกูลพงศ์พิพัฒน์แม้แต่หยดเดียวค่ะ"
เสียงรองเท้าส้นสูงดังกระทบพื้นกระเบื้องหน้าห้องอย่างรวดเร็ว
ฐิติมาในชุดคลุมผ้าซาตินสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"ชยพลคะ... ผู้หญิงคนนี้พาเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนกลับมาแอบอ้างมรดกของพี่คะ!"
สายตาของฐิติมาจ้องมองที่เด็กในอกฉันด้วยความหวาดระแวงและเคียดแค้น
แฟ้มประวัติเวชระเบียนโรงพยาบาลเอกชนถูกสอดแทรกอยู่ใต้แฟ้มเอกสารที่ดินผืนใหญ่
ชยพลไม่สนใจเสียงทัดทานของฐิติมา เขากระชากกระเป๋าถือของฉันอย่างแรงเพื่อค้นหาสูติบัตร
แรงดึงทำให้ซองเอกสารกันน้ำสีใสที่ซ่อนอยู่ด้านในสุดหลุดร่วงลงบนพื้นพรมห้องนอน
กระดาษพิมพ์เขียวแผนผังแม่น้ำและภาพถ่ายความละเอียดสูงจากกล้องจับความร้อนกระจายออกต่อหน้าทุกคน
สิ่งที่ปรากฏอยู่บนเอกสารแผ่นบนสุดคือตราประทับนกอินทรีคู่สีทองแห่งตระกูลสุวรรณเลิศ
พร้อมกับภาพถ่ายจากทุ่นชูชีพกู้ภัยทางน้ำที่บันทึกพิกัดเวลาของคืนที่เด็กตกน้ำเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างแม่นยำ
สายตาของชยพลก้มมองภาพถ่ายบนพื้นพรมด้วยความตะลึงงัน ปลายนิ้วของเขาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก

26/08/2026

ฉันโยนตั๋วเครื่องบินทิ้ง โกยข้าวของหนีออกจากทริปฮันนีมูน และเลือกที่จะบินกลับกรุงเทพฯ คนเดียว แต่สามีและครอบครัวของเขากลับต้องมานั่งสำนึกเสียใจจนแทบคลุ้มคลั่งในภายหลัง
วันที่สามหลังแต่งงาน ฉันเพิ่งจะได้รู้ซึ้งว่าทริปฮันนีมูนไม่ได้หมายถึงเรื่องของคนแค่สองคนเสมอไป
ตั๋วเครื่องบินนั่นเป็นตั๋วราคาพิเศษที่ฉันเพิ่งกดจองล่วงหน้าไว้สามเดือน ปลายทางคือเชียงใหม่ เป็นตั๋วแบบสองที่นั่งคู่
คืนก่อนวันเดินทาง สามีของฉันบอกว่าคุณแม่ของเขาปวดหลัง อยากจะไปเที่ยวด้วยเพื่อแช่น้ำแร่ ส่วนน้องสาวของเขาก็เพิ่งลาออกจากงาน กำลังอยากหาที่ฮีลใจ
ฉันบอกว่าได้สิ ยังไงก็คนในครอบครัวเดียวกัน
พอไปถึงพูลวิลล่า เจ้าหน้าที่บอกว่าห้องเตียงคู่เหลือห้องสุดท้ายพอดี
ฉันคิดว่าเดี๋ยวเขาก็คงจะขอเตียงเสริม
แต่เขากลับหันไปมองแม่ที มองน้องสาวที แล้วก็หันมาพูดกับฉันว่า
"เธอเดินไปถามที่เคาน์เตอร์ซิว่ามีห้องเปิดให้เช่าอาบน้ำเป็นรายชั่วโมงไหม แล้วคืนนี้ก็ไปนอนโซฟาแก้ขัดไปก่อนสักคืนนะ"
พูดจบ เขาก็ยื่นมือไปรับกระเป๋าเดินทางจากมือคุณแม่ของตัวเองทันที
ฉันลากกระเป๋าค้างอยู่ตรงทางเดิน ขณะที่น้องสามีโผล่หัวออกมาจากห้อง
"พี่สะใภ้ ลงไปซื้อน้ำแร่ให้ฉันที่ชั้นล่างหน่อยสิ น้ำในห้องไม่เย็นเลย"
สายลมยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้า เย็นเยียบเสียจนสมองของฉันปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ฉันเดินลงมาชั้นล่าง แล้วเปลี่ยนตั๋วเครื่องบิน
ฉันซื้อแค่ใบเดียว
ตั๋วของฉันเอง
"ฟ्रอนต์บอกว่าดึกขนาดนี้ไม่มีห้องรายชั่วโมงหรอก เธอก็เข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ แล้วนอนโซฟาที่ล็อบบี้แก้ขัดไปก่อนนะ"
ฉันเพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งบนแท็กซี่ เสียงข้อความเสียงของพณิชย์ก็เด้งเข้ามา
"พรุ่งนี้เช้าพาคุณแม่ไปกินร้านโจ๊กชื่อดังในเน็ตนะ กระเพาะท่านไม่ค่อยดี อย่าลืมบอกร้านว่าไม่ต้องใส่ต้นหอมผักชีล่ะ"
"เธอตื่นไปต่อแถวแต่เนิ่นๆ ด้วย อย่าปล่อยให้คุณแม่ตื่นมาแล้วต้องหิวข้าว"
ฉันดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู
ภายในรถเงียบสงบมาก
"คุณผู้หญิง จะไปไหนครับ?" คนขับรถมองฉันผ่านกระจกมองหลัง
"สนามบินสุวรรณภูมิค่ะ" ฉันตอบสั้นๆ
"เที่ยวบินกี่โมงครับเนี่ย? เดี๋ยวผมดูอาคารผู้โดยสารให้" คนขับหมุนพวงมาลัย
"เที่ยวบินแรกสุดที่จะบินกลับกรุงเทพฯ ค่ะ ไปถึงแล้วค่อยซื้อตั๋ว"
คนขับชะงักไปนิดนึง
"ดึกดื่นป่านนี้ ทะเลาะกับแฟนมาเหรอครับ?" เขาถาม
"ไม่ได้ทะเลาะค่ะ" ฉันมองเสาไฟข้างทางที่ถอยร่นผ่านหน้าต่างไปทีละต้น "ไปสนามบินเถอะค่ะ รบกวนพี่ขับเร็วหน่อยนะคะ"
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง
คราวนี้เป็นข้อความเสียงของน้องสาวสามี—เพียงดาว
"พี่สะใภ้ ลงไปซื้อน้ำทำไมตั้งนานเนี่ย?"
"ไม่ต้องซื้อแล้วก็ได้ พี่ชายฉันเพิ่งสั่งเครื่องดื่มเย็นพรีเมียมมาให้ฉัน เดี๋ยวไรเดอร์ก็มาส่งแล้ว"
"พี่ช่วยเฝ้ากระเป๋าที่ล็อบบี้ให้ดีๆ นะ ระวังกระเป๋าแบรนด์เนมของฉันหายล่ะ"
ตามมาด้วยรูปถ่ายหนึ่งรูป
ในรูป พณิชย์กำลังนั่งยองๆ บีบนวดขาให้แม่ ส่วนเพียงดาวถือแก้วน้ำผลไม้ที่มีหยดน้ำเกาะพราว ถ่ายเซลฟี่หน้ากระจก
เบื้องหลังคือห้องสูทวิวแม่น้ำสุดหรู
ฉันพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ สองคำ
"ได้ค่ะ"
ส่งเสร็จ ฉันก็ถอดแหวนแต่งงานออกจากนิ้วนางข้างซ้าย
แหวนวงนี้พณิชย์เป็นคนเลือก เป็นเพชรเม็ดเล็กๆ ราคาประหยัด
เขาบอกว่าต้องเก็บเงินไว้สำหรับดาวน์บ้านให้ลูกของเราในอนาคต
ตอนนั้นฉันยังคิดว่าเขาเป็นคนปฏิบัติจริงจังและมองการณ์ไกล
ฉันเลื่อนกระจกimลง แล้วโยนแหวนทั้งสองวงลงถังขยะริมทาง
"คุณผู้หญิง ของพวกนั้นไม่เอาแล้วเหรอ?" คนขับได้ยินเสียงเลยหันมาถาม
"ไม่เอาแล้วค่ะ" ฉันพูด "ใส่ไม่พอดี เจ็บนิ้ว"
พอถึงสนามบิน ล็อบบี้โล่งกว้างไร้ผู้คน
ฉันเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว
"สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าเที่ยวบินแรกที่จะไปกรุงเทพฯ ออกกี่โมงคะ?" ฉันถาม
เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก้มลงเช็กคอมพิวเตอร์
"มีเที่ยวบินตอนตีสองครึ่งครับ แต่ตอนนี้เหลือแค่ที่นั่งชั้นธุรกิจ ราคาค่อนข้างสูงนะครับ"
"จองให้ฉันหนึ่งที่ค่ะ" ฉันยื่นบัตรประชาชนให้
เจ้าหน้าที่กดแป้นพิมพ์รัวๆ
"รวมเป็นเงินแปดพันห้าร้อยบาทครับ ชำระด้วยวิธีไหนดีครับ?"
ฉันหยิบเอาบัตรเครดิตใบนั้นออกมาแล้วยื่นส่งไป
นี่คือบัตรของฉันเอง
ส่วนบัตรเงินเดือนของพณิชย์น่ะเหรอ อยู่กับแม่ของเขา ท่านบอกว่าให้คนแก่เป็นคนเก็บเงินถึงจะรู้สึกปลอดภัย
แต่ก่อนฉันคิดยังไงก็ได้ เพราะยังไงฉันก็หาเงินได้มากกว่าเขาอยู่แล้ว
พอมาคิดดูตอนนี้แล้ว รู้สึกปลอดภัยจริงๆ นั่นแหละ
หลังจากรับ Boarding Pass เรียบร้อย ฉันก็เดินไปนั่งรอที่เก้าอี้พักผ่อนในห้องรับรองผู้โดยสาร
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบ พณิชย์โทรเข้ามา
ฉันกดรับสาย
"แพรพิไล เธ스타ยไปอยู่ที่ไหนห๊ะ?" เสียงของพณิชย์ดังลั่น เจือความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
"ไรเดอร์บอกว่าไม่เจอเธอที่ล็อบบี้ กระเป๋าสักใบเธอก็ยังดูแลไม่ได้เลยเหรอ?"
"คุณแม่เพิ่งจะหลับ เธอนี่ทำตัวไม่มีมารยาทเอาซะเลย เป็นอะไรนักหนาเนี่ย?"
ฉันเปิดลำโพง
"พูดสิ! เป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย?"
"บอกไว้ก่อนนะ เรื่องวันนี้เธออย่ามาทำหน้าบูดหน้าบึ้งใส่ฉันเด็ดขาด"
"แม่ฉันหลังไม่ดี ส่วนเพียงดาวก็เพิ่งลาออกจากงาน สภาพจิตใจยังไม่ค่อยดี เธอเป็นพี่สะใภ้ยอมๆ กันหน่อยจะเป็นไรไป?"
"แค่ความลำบากแค่นี้ก็ทนไม่ได้ อนาคตเธอจะเป็นแม่คนได้ยังไง?"
ฉันนั่งฟังเงียบๆ
เสียงประกาศจากลำโพงสนามบินดังขึ้น
"ผู้โดยสารเที่ยวบินไปกรุงเทพฯ โปรดทราบ เที่ยวบินของท่านกำลังจะเริ่ม Boarding แล้วค่ะ"
ปลายสายเงียบไปชั่ววินาที
"เธออยู่ที่ไหน? ขึ้นเครื่องบินอะไร?" พณิชย์ถามเสียงเข้ม
"สนามบินค่ะ" ฉันตอบ
"เธอไปทำอะไรที่สนามบิน?"
"มาหลบทางให้ค่ะ"
"เธอสติหลุดไปแล้วรึไง? ดึกดื่นป่านนี้เล่นเกมหนีออกจากบ้านเด็กๆ ไปได้!"
"พณิชย์" ฉันพูดแทรกขึ้นมา
"อะไร?"
"ประโยคที่หน้าเคาน์เตอร์พูลวิลล่าฮันนีมูนที่บอกให้ฉันไปอาบน้ำแล้วนอนโซฟาแก้ขัด นั่นคือประโยคสุดท้ายที่นายจะได้พูดกับฉันในชาตินี้"
พูดจบ ฉันก็กดตัดสาย
ใช้นิ้วจิ้มไปที่รูปโปรไฟล์ของเขา แล้วกดบล็อกทันที
ต่อด้วยเพียงดาว และแม่สามี
ส่วนกลุ่มไลน์ครอบครัว กดออกจากกลุ่มให้หมด
จัดการทุกอย่างเสร็จ ฉันก็ปรับโทรศัพท์เป็นโหมดเครื่องบินแล้วเก็บใส่กระเป๋า
ฉันลากกระเป๋า เดินมุ่งหน้าไปยังประตูขึ้นเครื่อง
พนักงานต้อนรับยืนยันตั๋วที่หน้าประตูด้วยรอยยิ้ม
"คุณแพรพิไล ยินดีต้อนรับขึ้นเครื่องค่ะ"
ฉันพยักหน้ารับ เดินไปนั่งลงบนที่นั่งกว้างขวางสบาย
แอร์โฮสเตสเดินนำผ้าอุ่นมาเสิร์ฟ
"ขอบคุณค่ะ" ฉันรับผ้ามาเช็ดมือ
ควักเอาข้อตกลงหย่าร้างที่ร่างเตรียมไว้ตั้งนานแต่ยังลังเลไม่กล้าเซ็นออกมาจากกระเป๋า
หยิบปากกาหมึกซึมออกมา แล้วบรรจงจรดปลายปากกาลงไปมุมขวาล่างอย่างหนักแน่น
ลายมือชัดเจนเด็ดขาด
ไม่มีหยดน้ำตาแม้แต่หยดเดียวหยดลงบนกระดาษแผ่นนั้น
ตอนที่เครื่องบินแลนดิ้งลงที่สนามบินดอนเมือง ฟ้าก็เริ่มสว่างรำไรแล้ว
ฉันไขกุญแจเปิดประตูบ้านเรือนหอเข้าไป
ในบ้านมีกลิ่นอับเล็กน้อยเพราะไม่ได้เปิดระบายอากาศมานาน
บริเวณชั้นวางรองเท้า รองเท้าหนังขัดเงาของพณิชย์วางเกะกะระเกะระกะ รวมถึงรองเท้าคัทชูสีแดงสดที่แม่สามีใส่ไปเต้นแอโรบิกด้วย
บนโต๊ะรับแขกมีถุงเท้าเหม็นอับที่พณิชย์ถอดทิ้งไว้ก่อนไปเที่ยววางคาอยู่
ข้างๆ มีกระดาษแผ่นหนึ่งวางทับไว้
เป็น "รายการซื้อของหลังกลับจากเที่ยว" ที่แม่สามีเขียนด้วยลายมือตัวเอง
บนนั้นเขียนระยิบระยับเต็มไปหมด:
"ปลิงทะเลร้านดัง สองกล่อง"
📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

"ฉันเชิญชู้อายุสิบเก้าของสามีมางานเปิดตัวบริษัทใหม่ของเรา เพื่อให้เธอยืนดูเขามอบหุ้นครึ่งหนึ่งให้ฉัน — แต่ฉันกลับเดินเข้...
13/08/2026

"ฉันเชิญชู้อายุสิบเก้าของสามีมางานเปิดตัวบริษัทใหม่ของเรา เพื่อให้เธอยืนดูเขามอบหุ้นครึ่งหนึ่งให้ฉัน — แต่ฉันกลับเดินเข้างานพร้อมหลักฐานว่าเขาไม่ใช่แม้แต่เจ้าของบริษัทนี้ตั้งแต่แรก..."

เสียงปรบมือในห้องบอลรูมโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เงียบกริบลงทันที

แก้วแชมเปญในมือของผู้ถือหุ้นรายใหญ่สั่นจนน้ำสีทองหกเลอะสูทสั่งตัด

สายตาของนพเบิกกว้าง เขาปล่อยไมโครโฟนหล่นกระแทกพื้นพรมดังอั้ก

ฉันอายุสามสิบ เป็นฟรีแลนซ์รับตัดต่อวิดีโอและพากย์เสียง

หลายคนในวงการโฆษณาเรียกฉันว่าพริม หญิงสาวที่ทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่ในห้องเช่าแคบๆ ย่านชานเมืองกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสียสามีเรียนจนจบปริญญาโท

ฉันไม่เคยมาร่วมงานสังคมหรูหราแบบนี้ ไม่เคยใส่ชุดเดรสราคาแพง

ฉันเอาแต่นั่งหมกตัวอยู่ในกล่องบุโฟมกันเสียงที่ฉันเรียกว่าสตูดิโอ ทำงานงกๆ ให้ความฝันของเขาเป็นจริง

แต่วันนี้ฉันสวมชุดผ้าไหมสีแดงสด เดินแหวกฝูงชนเข้าไปหาเขา

นพหน้าซีดเผือด เขาก้าวถอยหลังไปชนโต๊ะวางแชมเปญจนแก้วสั่นกราว

"พริม... นี่มันเรื่องอะไรกัน?" เขาเค้นเสียงถาม

ฉันไม่ตอบ แต่หันไปมองเด็กสาวในชุดเดรสสีขาวฟูฟ่องที่ยืนอยู่ข้างเวที

เธอคือคนที่เขาพามาซุกไว้ในคอนโดหรูที่ฉันเป็นคนจ่ายเงินดาวน์

เด็กนั่นยืนหน้าเจื่อน มือที่จับกระเป๋าแบรนด์เนมสั่นระริก

"เปิดไฟล์บนจอโปรเจคเตอร์สิคะ" ฉันหันไปสั่งพนักงานควบคุมเสียง

นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดคิด

เมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้านี้...

ฉันเพิ่งเก็บไมโครโฟนตัวโปรดลงกล่องกระดาษลังในคอนโดใจกลางเมืองของเรา

นพเปิดประตูเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงที่ฉันคุ้นเคย

เขาชะงักเมื่อเห็นสภาพห้องที่ว่างเปล่า

"พริม... คุณจะทำอะไร?" เสียงของเขาแฝงความตระหนก

ฉันไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ปาข้าวของ

ฉันแค่รูดซิปกระเป๋าเดินทางใบสุดท้าย แล้วเงยหน้ามองเขา

"อยู่กับเขา... คุณมีความสุขจริงๆ ใช่ไหม?"

นพยืนนิ่งเหมือนถูกสตัฟฟ์ ลำคอของเขาขยับคล้ายจะพูดบางอย่างแต่ก็กลืนมันลงไป

ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

ฉันยิ้มบางๆ แล้วลากกระเป๋าเดินผ่านหน้าเขาไป

"ถ้าอย่างนั้นก็รักษามันไว้ให้ดีนะ"

นพไม่ได้คว้าแขนฉันไว้ เขาปล่อยให้ฉันเดินออกประตูไปเงียบๆ

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ฉันไม่ได้จากไปตัวเปล่า

ฉันทิ้งของขวัญชิ้นใหญ่ไว้รอเขาในงานคืนนี้

กลับมาที่ห้องบอลรูม

ภาพบนจอโปรเจคเตอร์เริ่มฉาย

มันไม่ใช่พรีเซนเทชั่นเปิดตัวบริษัทอย่างที่นพเตรียมไว้

แต่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน... สัญญาที่ระบุชื่อผู้กู้คือฉัน และผู้ค้ำประกันคือบ้านของพ่อแม่ฉันในเชียงใหม่

และอีกแผ่นคือใบเสร็จรับเงินจากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

"คุณคิดจริงๆ เหรอว่าบริษัทสกายไลน์ มีเดีย เติบโตมาได้ด้วยฝีมือของคุณคนเดียว?" ฉันถามผ่านไมโครโฟนที่เก็บขึ้นมาจากพื้น

เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง

นพพยายามพุ่งเข้ามาแย่งไมโครโฟน แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมที่ฉันจ้างมาพิเศษเข้าขวางไว้

"เงินก้อนแรกที่คุณเอาไปเช่าออฟฟิศหรูๆ ซื้อรถสปอร์ตป้ายแดง... มันมาจากไหน คุณจำได้ไหม?"

หน้าของนพเปลี่ยนจากซีดเป็นแดงก่ำ

เด็กสาวชุดขาวเริ่มถอยห่างจากเขา ทีละก้าว ทีละก้าว

"เอกสารพวกนี้... มันเป็นของปลอม!" นพตะโกนเสียงหลง

ฉันยิ้ม

"ถ้าปลอม ทำไมลายเซ็นในช่องผู้รับผลประโยชน์ตอนจดทะเบียนบริษัท ถึงเป็นชื่อของฉันล่ะ?"

นี่คือความลับที่ฉันเก็บซ่อนไว้ตลอดห้าปี

ฉันรู้มาตลอดว่าเขาเป็นคนหยิบโหย่ง ฉันถึงให้ทนายจัดการเรื่องโครงสร้างบริษัทตั้งแต่แรก

เขาเป็นแค่หุ่นเชิดที่ฉันตั้งขึ้นมาเพื่อให้เขารู้สึกมีคุณค่า

และตอนนี้... ฉันกำลังจะดึงสายชักออก

"คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้! ผมเป็นคนหาลูกค้ามาทั้งหมด!" นพชี้หน้าฉัน

"ลูกค้าที่คุณพาไปเลี้ยงข้าวด้วยเงินในบัตรเครดิตชื่อฉันน่ะเหรอ?" ฉันสวนกลับ

ผู้ถือหุ้นเริ่มซุบซิบกันเสียงดังขึ้น

ภาพบนจอเปลี่ยนไปอีกครั้ง

คราวนี้ไม่ใช่เอกสาร... แต่เป็นคลิปเสียง

คลิปเสียงที่ฉันแอบบันทึกไว้เมื่อคืนก่อน

"น้องแนททนอีกนิดเดียวนะจ๊ะ รอให้ไอ้บริษัทนี้เข้าตลาดหุ้นได้ก่อน พี่จะเขี่ยอีแก่นั่นทิ้ง แล้วเราค่อยแต่งงานกัน"

เสียงของนพดังลั่นห้องบอลรูม

เด็กสาวชุดขาวแทบจะทรุดลงกับพื้น

นพยืนแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างมองหน้าฉันราวกับเห็นผี

ฉันก้าวเข้าไปใกล้เขา ช้าๆ

"จำคำถามของฉันเมื่อบ่ายนี้ได้ไหม?"

เขากลืนน้ำลายดังเอื้อก

"ที่ฉันถามว่า คุณมีความสุขจริงๆ ใช่ไหม..."

ฉันโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเขา

"ฉันแค่อยากรู้ว่า... ความสุขของคุณ มันคุ้มค่ากับสิ่งที่คุณกำลังจะสูญเสียไปทั้งหมดหรือเปล่า"

นพทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉัน

เขาพยายามจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง

แต่สายตาของฉันกลับเหลือบไปเห็นบางสิ่ง...

บางสิ่งที่โผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทของเขา

มันคือซองจดหมายสีน้ำตาลขอบยับๆ

ซองจดหมายที่มีตราประทับของโรงพยาบาล... โรงพยาบาลแผนกสูตินรีเวช

👇 ถ้าเป็นคุณ คุณจะให้อภัยไหมคะ? คอมเมนต์บอกหน่อยนะคะ

📖 อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์แรกค่ะ

11/08/2026

เลิกงานแล้วอย่าเพิ่งกลับ! เมื่อเลขาฯ ส่งภาพลับของสามีมาหยามถึงที่ ฉันเลยจัดโปรโมชั่นพริ้นต์แจกให้ดูฟรีกันทั้งบริษัท!
ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่รูปถ่ายโง่ๆ ใบเดียวจากผู้หญิงหน้าด้าน จะทำให้ชั้น 17 ของบริษัทต้องจดจำชื่อฉันไปตลอดกาล...
เลขาฯ ของสามีส่งภาพลับสุดหวิวมาท้าทายฉัน
หลังจากเห็นภาพนั้นแค่สามวินาที ฉันก็แค่ตั้งสติ แล้วสั่งปริ้นต์ออกมา 100 แผ่น เอาไปแปะประจานให้ทั่วบริษัท
ในรูป ยัยนั่นใส่บิกินี่สุดเซ็กซี่ แนบชิดอิงแอบกับสามีฉันอยู่ริมหาดที่บาหลี
ทั้งสองคนพิงกัน ส่งยิ้มหวานหยดย้อยจนแสบตา
แถมยังมีข้อความสุดท้าทายแนบมาด้วย:
“พี่สะใภ้คะ คนที่พี่ฮ่าวรักคือฉันต่างหาก”
“เขากลัวพี่จะเสียใจ ก็เลยบอกไม่ให้ฉันพูด”
“แต่พอเห็นพี่ยังต้องนั่งทำงานล่วงเวลาอยู่คนเดียวที่บริษัท ฉันล่ะสงสารพี่จับใจเลย”
ฉันจ้องมองรูปนั้นอยู่สามวินาทีถ้วน
แล้วก็หลุดขำออกมา
นิ้วมือของฉันเลื่อนบนหน้าจอมือถือเบาๆ
ฉันกดส่งต่อรูปนั้นไปที่ร้านพริ้นต์งาน 24 ชั่วโมงชั้นล่างของตึก
พร้อมกับข้อความสั้นๆ:
“ปริ้นต์สีลงกระดาษอาร์ตมันขนาด A3 จำนวน 100 แผ่นค่ะ”
“งานด่วน อีกหนึ่งชั่วโมงฉันจะลงไปเอา”
เถ้าแก่ร้านพริ้นต์ส่งสติกเกอร์โอเคกลับมาทันที
ฉันวางมือถือไว้ข้างๆ แล้วหันกลับไปดูข้อมูลโปรเจกต์บนจอคอมฯ ต่อ
หัวใจไม่ได้เต้นแรงขึ้นเลยสักนิด
มือก็ไม่สั่น
ในใจไม่มีแม้แต่ความหวั่นไหวใดๆ
ความรู้สึกมันเหมือนกับกำลังจัดการข้อผิดพลาดของระบบ ที่เราเตรียมแผนรับมือเอาไว้ล่วงหน้าแล้วแค่นั้นเอง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ฉันเซฟเอกสารทั้งหมดให้เรียบร้อย
ตอกบัตรเลิกงาน
ทั้งตึกยังคงเปิดไฟสว่างไสว
แผนกออกแบบที่ชั้นของฉัน ยังมีพนักงานนั่งทำโอทีกันอยู่อีกเกือบครึ่ง
พอเห็นฉันเดินผ่าน ทุกคนก็ยิ้มทักทาย:
“พี่ซู ยังไม่กลับอีกเหรอคะ?”
“อืม เพิ่งทำโปรเจกต์เสร็จน่ะ”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกวัน
ลงมาถึงชั้นหนึ่ง
ปึกรูปถ่ายถูกห่อด้วยกระดาษคราฟต์อย่างดี
รูปแต่ละแผ่นยังคงมีความอุ่นๆ จากเครื่องปริ้นต์
“คุณซู งานที่สั่งได้แล้วครับ”
“ขอบคุณค่ะพี่หวัง”
ฉันจ่ายเงิน แล้วหอบเอารูปปริ้นต์สี A3 ทั้งหนึ่งร้อยแผ่นเดินกลับไปที่ลิฟต์
ชั้น 17
แผนกออกแบบ
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ฉันก็เดินตรงดิ่งไปที่บอร์ดประกาศทันที
ตรงนั้นเคยมีประกาศโปรเจกต์ใหม่กับรายชื่อพนักงานดีเด่นแปะอยู่
ฉันดึงมันออกทีละแผ่น
แล้วเอารูปของ เฉินฮ่าว กับ หลินเยว่ แปะลงไปแทนที่
หนึ่งแผ่น
สองแผ่น
สามแผ่น
ไม่นานนัก ทั้งบอร์ดประกาศก็ถูกปกคลุมไปด้วยรูปถ่ายใบนั้นจนมิด
แต่ฉันยังไม่หยุดแค่นั้น
ฉันเดินต่อไปที่ห้องแพนทรี่
เครื่องชงกาแฟ แปะไปหนึ่งแผ่น
ประตูตู้เย็น แปะอีกหนึ่งแผ่น
แม้แต่ตู้กดน้ำก็ไม่เว้น
พวกเพื่อนร่วมงานที่กำลังทำโอทีเริ่มสังเกตเห็นฉัน
บางคนชะโงกหน้ามาดูด้วยสายตางุนงง
ฉันไม่อธิบาย
และก็ไม่ได้ใส่ใจด้วย
ฉันเดินต่อไปที่หน้าห้องทำงานของเฉินฮ่าว
ข้างนอกมีป้ายแขวนไว้ว่า:
“ผู้จัดการแผนก”
ฉันแปะรูปถ่ายอย่างเป็นระเบียบไว้ใต้ป้ายชื่อนั้นพอดี
เป้าหมายต่อไปคือโต๊ะทำงานของหลินเยว่
บนโต๊ะของเธอมีแก้วน้ำสีชมพูกับกระจกบานเล็กๆ วางอยู่
ฉันเอารูปแปะทับลงไปบนหน้ากระจกนั่นแหละ
รูปที่เหลือ ฉันเอามันไปแปะตามทางเดิน
แปะตั้งแต่หัวมุมฝั่งนี้ยาวไปจนสุดอีกฝั่ง
ทีละแผ่นๆ
เหมือนกับกำลังตกแต่งทั้งชั้นด้วยป้ายโฆษณาสุดพิเศษ
ทั่วทั้งชั้น 17
ทุกซอกทุกมุม
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานของพวกเขาสองคน
พอทำทุกอย่างเสร็จสิ้น
ฉันก็เดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
หยิบกระเป๋าขึ้นมา
ปิดเครื่องมือถือ
ยืนมองสถานที่ที่ตัวเองผูกพันและทุ่มเทมาตลอดเจ็ดปีเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วหันหลังเดินจากมา
โดยไม่หันกลับไปมองอีก
ฉันก้าวเข้าไปในลิฟต์
แล้วตรงดิ่งไปที่สนามบิน
เฉินฮ่าว
ของขวัญวันครบรอบแต่งงาน ฉันส่งให้คุณเรียบร้อยแล้วนะ
ส่วนคุณกับน้องหลินเยว่ของคุณ ก็ค่อยๆ ดื่มด่ำและสนุกกับมันไปแล้วกัน

11/08/2026

วันมอบตัวเข้าเรียน ฉันกลายเป็นคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟ
รถไฟความเร็วสูงที่พวกเราสามคนตั้งใจจะไปด้วยกันได้ออกจากชานชาลาไปนานแล้ว ฉันยังคงลากกระเป๋าเดินทางยืนอยู่หน้าจุดตรวจตั๋ว มองนาฬิกาสลับกับหน้าจอโทรศัพท์
ไม่มีใครส่งข้อความมา
และก็ไม่มีสายเรียกเข้าเลย
จนกระทั่งผู้คนรอบตัวฉันเปลี่ยนหน้าไปหลายกลุ่ม โทรศัพท์ถึงได้สั่นขึ้น
ชื่อคนโทรที่ปรากฏบนหน้าจอคือเจียงอี้เฉิน
เขาคือคนที่โตมาด้วยกันกับฉันตั้งแต่เด็ก นับถึงปีนี้ก็รู้จักกันมาครบสิบแปดปีพอดี
ฉันเพิ่งยกโทรศัพท์แนบหู ปลายสายก็ถามขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติมาก
"พวกเราถึงมหา'ลัยแล้วนะ เธอยูไหนเนี่ย?"
ฉันไม่ได้ตอบกลับไปในทันที
สายตาของฉันหยุดอยู่ที่ประตูตรวจตั๋วตรงหน้า สมองว่างเปล่าไปสองสามวินาที
จากนั้นฉันถึงค่อยๆ พูดขึ้น
"ฉันยังอยู่ที่สถานี"
"ฉันกำลังรอพวกเธอสองคนอยู่"
ปลายสายมีเสียงคนคุยกัน เสียงหัวเราะ และเสียงจอแจดังปะปนกัน
เจียงอี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง แต่น้ำเสียงหลังจากนั้นกลับราบเรียบอย่างประหลาด
"หว่านหนิงอยากออกเดินทางเร็วขึ้น ฉันนึกว่าเธอบอกเธอแล้วเสียอีก"
ทันใดนั้น เสียงของหลินหว่านหนิงก็แทรกเข้ามา
"อ้าว ฉันก็นึกว่าอี้เฉินบอกเธอแล้วซะอีก"
วิธีการพูดของเธอช่างดูเบาหวิว ราวกับว่าเรื่องที่ทิ้งคนๆ หนึ่งไว้ที่สถานีรถไฟไม่เห็นน่าใส่ใจเลย
แล้วเธอก็พูดต่อ:
"ถ้าเธอยังไม่ออกเดินทาง งั้นพวกเรากินข้าวก่อนนะ ไม่รอแล้วนะ"
สายถูกตัดไปทันทีหลังจากจบประโยคนั้น
ฉันยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางผู้คน
มือยังคงถือโทรศัพท์แนบหู แม้หน้าจอจะดับไปนานแล้วก็ตาม
แปลกตรงที่ ตอนนั้นฉันไม่รู้สึกโกรธเลย
ไม่อยากตั้งคำถาม
และก็ไม่อยากถามว่าทำไมด้วย
ฉันแค่รู้สึกหมดเรี่ยวแรง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันพยายามแทรกตัวเข้าไปในความสัมพันธ์ของคนสามคนนี้มานานเกินไปแล้ว
จนถึงวันนี้ จู่ๆ ฉันก็ไม่อยากพยายามอีกต่อไป
ฉันลากกระเป๋าเดินทางออกจากบริเวณจุดตรวจตั๋ว หามุมที่มีคนน้อยๆ แล้วโทรหาพ่อ
ทันทีที่เขารับสาย ฉันก็พูดตรงๆ เลย:
"พ่อคะ หนูอยากไปเรียนต่อเมืองนอก"
1
พ่อไม่ได้ถามถึงเหตุผล
เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
"ตกลง"
เพียงคำเดียว
จากนั้นเขาก็พูดเสริม:
"พ่อจะจัดการให้ มะรืนนี้ลูกบินเลย"
บทสนทนาจบลงอย่างรวดเร็วจนฉันยังไม่ทันได้เตรียมใจ
ฉันก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ในมือที่ค่อยๆ มืดลง
มะรืนนี้
หมายความว่าจากตอนนี้จนถึงเวลาที่ต้องไป ฉันเหลือเวลาแค่สองวัน
สองวันสำหรับจบความสัมพันธ์ทุกอย่างที่คาราคาซังมาตลอดสิบแปดปี
ฉันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เปิดแอปจองตั๋วขึ้นมา
เที่ยวถัดไปที่เร็วที่สุดจะออกเดินทางในอีกหนึ่งชั่วโมง
ถึงแม้จะตัดสินใจไปต่างประเทศแล้ว แต่ฉันก็ยังต้องไปที่มหาวิทยาลัย A
อย่างน้อย ก็ต้องจัดการเรื่องขั้นตอนการลาออกให้เสร็จเรียบร้อย
หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ฉันก็หาที่นั่งในเขตพักคอย
นิ้วมือเปิด WeChat ขึ้นมาตามความเคยชิน
แชทกลุ่มสามคนยังคงถูกปักหมุดไว้บนสุด
ชื่อกลุ่มคือ "สามสหายไร้พ่าย"
เป็นชื่อที่ฟังดูสนิทสนมจนน่าขัน
รูปโปรไฟล์เป็นรูปที่ถ่ายตอนพวกเรายังเด็ก
ปีนั้นทั้งสามคนอายุแค่เจ็ดแปดขวบ
เจียงอี้เฉินยืนอยู่ตรงกลาง ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผมหวีเรียบร้อย
หลินหว่านหนิงยืนอยู่ข้างๆ เขา มัดผมแกละสองข้าง ยิ้มจนตาหยี
ส่วนฉันอยู่ริมสุด
ซ้ำร้ายตัวยังโดนตัดออกจากเฟรมไปครึ่งหนึ่ง
เมื่อก่อนฉันไม่เคยเห็นเลยว่ารูปนั้นมีปัญหาตรงไหน
วันนี้พอได้กลับมาดู จู่ๆ ฉันก็หลุดหัวเราะออกมา
ที่แท้ตำแหน่งของแต่ละคนก็ชัดเจนมาตั้งนานแล้ว
แค่ฉันตั้งใจที่จะไม่มองเห็นมันเอง
ฉันกดออกจากหน้าแชทกลุ่มแล้วเปลี่ยนไปดูโมเมนต์เพื่อนๆ
โพสต์ล่าสุดของเจียงอี้เฉินเพิ่งถูกอัปโหลดเมื่อไม่นานนี้
ในรูป เขากับหลินหว่านหนิงนั่งข้างกันตรงโต๊ะตัวเล็กบนรถไฟความเร็วสูง
ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนใกล้กันมาก
ใกล้เสียจนหัวแทบจะพิงกัน
ตรงสเตตัสมีแค่ประโยคเดียว
"ในที่สุดก็ออกเดินทาง รอคอยวันเวลาในรั้วโรงเรียนใหม่"
ด้านล่าง หลินหว่านหนิงได้เข้ามาคอมเมนต์
"ฮ่าฮ่า จากนี้ไปก็มาลุยไปด้วยกันนะ!"
ฉันจ้องมองข้อความนั้นอยู่หลายวินาที
นิ้วมือชะงักไป
จากนั้นฉันก็เลื่อนลงไปดูต่อ
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลินหว่านหนิงโพสต์วิดีโอเยอะมาก
สวนสนุก
ม้าหมุน
ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์
ทุกวิดีโอล้วนมีหน้าเธอ
และแทบทุกวิดีโอก็มีเจียงอี้เฉินอยู่ด้วย
ไม่มีฉัน
พวกเขาสองคนยืนอยู่ในเฟรมเดียวกัน หัวเราะด้วยกัน คุยกัน ราวกับว่าเดิมทีก็มีแค่สองคน
ส่วนฉันก็เป็นแค่คนที่บังเอิญไปยืนอยู่ข้างนอกเท่านั้น
ฉันเคยถามพวกเขาไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
"ทำไมพวกเธอไปแล้วไม่เรียกฉันบ้างล่ะ?"
ทุกครั้งที่เป็นแบบนั้น เจียงอี้เฉินก็จะเอาแต่ก้มหน้ามองโทรศัพท์
เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา
"วันนั้นมันรีบมาก เลยลืมไปน่ะ"
จากนั้นหลินหว่านหนิงก็จะดึงมือฉัน ยิ้มร่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เสิ่นซิงเหยา เธออย่าเก็บไปคิดเล็กคิดน้อยเลยน่า"
"คราวหน้าพวกเราต้องเรียกเธอแน่นอน"
"พวกเราสามคนสนิทกันขนาดนี้นี่นา"
คราวหน้า
สองคำนั้น ฉันได้ยินมาตั้งแต่เด็กจนโต
ปีที่เรียนจบม.ต้น เจียงอี้เฉินกับหลินหว่านหนิงไปทะเลด้วยกัน
ฉันไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
ต้องรอจนสองคนนั้นกลับมา แล้วเห็นรูปที่พวกเขาโพสต์ลงเน็ต ฉันถึงเพิ่งรู้เรื่องนี้
ตอนนั้น คำอธิบายก็ฟังดูสมเหตุสมผลสุดๆ
"พวกเราคิดว่าเธอไม่ชอบแดดก็เลยลืมถามน่ะ"
พอขึ้นม.ปลาย ตอนเลือกสายการเรียน ทั้งสองคนก็ลงสมัครสายศิลป์
เดิมทีฉันมีตัวเลือกอื่นอยู่แล้ว
แต่เพราะอยากจะเรียนกับพวกเขาต่อ ฉันก็เลยเปลี่ยนความตั้งใจตาม
มาภายหลังฉันถึงรู้ว่าสองคนนั้นนัดกันไว้ล่วงหน้าเรื่องไปเรียนพิเศษด้วยกันทุกวัน
ส่วนฉันก็มักจะนั่งอ่านหนังสือทบทวนอยู่คนเดียวในห้องเรียนว่างๆ
ฉันถาม
พวกเขาก็ตอบว่า:
"พวกเราก็นึกว่าเธอชอบอ่านหนังสือเอง เลยไม่อยากรบกวน"
ฉันเชื่อทุกครั้ง
ทุกครั้งก็คอยเกลี้ยกล่อมตัวเองว่าเรื่องพวกนั้นมันไม่เห็นน่าโกรธเลย
ฉันมักจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนเสมอว่าไม่เป็นไร
ฉันพยายามเรียนรู้ที่จะไม่คิดเล็กคิดน้อย
ไม่ริษยา
ไม่หงุดหงิด
ฉันบีบบังคับตัวเองให้กลายเป็นเพื่อนที่รู้ความ
แต่ทว่าความรู้ความนั้นก็ไม่เคยแลกกลับมาซึ่งความให้ความสำคัญเลย
ตรงกันข้าม มันกลับทำให้การลืมฉันกลายเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นทุกวัน
โทรศัพท์สั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
กลุ่ม "สามสหายไร้พ่าย" มีข้อความใหม่
หลินหว่านหนิงแท็กชื่อฉัน
"ซิงเหยา รีบไปกดหัวใจที่โพสต์ของอี้เฉินสิ"
"ถ่ายรูปสวยไหม?"
ไม่ถึงกี่วินาทีต่อมา เจียงอี้เฉินก็ส่งข้อความเสียงมา
ฉันเปิดฟัง
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
"พวกเราเพิ่งซื้อโอเด้งที่สถานีมาล่ะ"
"อร่อยมาก"
เขาจงใจลากเสียงท้ายให้ยาวขึ้น
แล้วพูดเพิ่มอีกประโยค
"เสียดายจังนะ ที่เธอไม่ได้กิน"
ฉันมองข้อความเสียงบนหน้าจอ
พวกเขารู้ว่าฉันยังคงอยู่ที่สถานี
รู้ว่าฉันถูกทิ้งไว้
แล้วก็รู้ด้วยว่าป่านนี้ฉันอาจจะยังไม่ได้กินอะไรเลย
แต่พวกเขาก็ยังส่งคำพูดพวกนี้มา
ไม่ใช่มีดที่แทงลงมาอย่างรุนแรงนักหรอก
มันเป็นแค่เหมือนหนามเล็กๆ ที่ค่อยๆ ทิ่มแทงลงไปในจุดที่อ่อนโยนที่สุดในใจ
ไม่ได้ทำให้คนเราเจ็บปวดจนร้องไห้โฮออกมา
แต่มันก็ยังคงเจ็บแปลบๆ อยู่ไม่หาย
2
ฉันไม่ได้ตอบกลับ
ไม่กดหัวใจ
และไม่ได้ถามอะไรเพิ่มอีกสักคำ
ฉันปิดเสียงโทรศัพท์ แล้วเก็บมันลงในกระเป๋า
สักพักต่อมา เสียงประกาศตรวจตั๋วก็ดังขึ้นในสถานี
ฉันลุกขึ้น ลากกระเป๋าเดินทางกลมกลืนไปกับฝูงชน
หลังจากขึ้นรถไฟ ฉันก็หาที่นั่งริมหน้าต่างเจอ
ขบวนรถไฟค่อยๆ แล่นออกจากสถานี
ทิวทัศน์ข้างนอกถอยห่างออกไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว
ฉันมองดูตึกรามบ้านช่องที่ค่อยๆ หายลับไปจากสายตา จู่ๆ ก็นึกถึงบ่ายวันหนึ่งตอนเรียนอยู่ม.หก
วันนั้น พวกเราสามคนนั่งกรอกอันดับเลือกคณะมหาวิทยาลัยด้วยกัน
ตอนนั้นคะแนนของฉันดีมาก
ถ้ายังคงทำตามแผนเดิม ฉันก็มีคุณสมบัติพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะอันดับต้นๆ ของประเทศได้สบายๆ
นั่นคือมหาวิทยาลัยที่ฉันใฝ่ฝันมานานแสนนาน
ตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะก้าวเข้าสู่ชั้นปีสุดท้ายเสียอีก
แต่พอถึงตอนที่จรดปากกากรอกความจำนง เจียงอี้เฉินกลับพูดว่า:
"ซิงเหยา สมัครมหาวิทยาลัย A สิ"
"หว่านหนิงอยากเรียนที่นั่น"
"ถ้าเราสามคนเรียนมหา'ลัยเดียวกัน วันหน้าก็ยังดูแลกันได้นะ"
หลินหว่านหนิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบประนมมือสองข้างไว้แนบอกทันที
เธอมองฉันด้วยสายตาวิงวอน
"นะ ซิงเหยา"
"ถ้าต้องไปที่นั่นคนเดียว ฉันกลัวมากเลย"
"มีเธออยู่ข้างๆ ฉันถึงจะรู้สึกอุ่นใจ"
ฉันลังเล
แต่สุดท้ายก็หยิบปากกาขึ้นมา
ฉันขีดฆ่ามหาวิทยาลัยศิลปะที่ตัวเองเคยใฝ่ฝันออก
ในใบความจำนง ชื่อที่ถูกเขียนลงไปอันสุดท้ายคือมหาวิทยาลัย A
วันนั้น ฉันคิดว่ามิตรภาพสำคัญกว่าความฝันจริงๆ
ฉันเคยเชื่ออย่างใสซื่อว่า ขอแค่สามคนยังอยู่ด้วยกัน เรียนมหาวิทยาลัยไหนก็ไม่ต่างกันหรอก
ตอนนี้พอคิดย้อนกลับไป สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกก็คือความน่าขัน
สิ่งที่เรียกว่า "ดูแลซึ่งกันและกัน" นั้น ตั้งแต่ต้นจนจบก็คงมีแค่ฉันคนเดียวที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
จังหวะที่ฉันกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สว่างขึ้นอีกครั้งทันใดนั้น ซ่งจิ่งสิงก็ส่งข้อความเสียงมาอีกหนึ่งข้อความ
ฉันกดเปิด
ในน้ำเสียงของเขามีรอยยิ้มแฝงอยู่อย่างชัดเจน
"พวกเราเพิ่งซื้อโอเด้งที่สถานีมาล่ะ อร่อยมาก"
เขาจงใจลากเสียงยาวแล้วเสริมว่า:
"เสียดายนะ ที่เธอไม่ได้กิน"
ฉันจ้องเขม็งไปที่ข้อความเสียงนั้น
พวกเขาสองคนรู้ว่าฉันยังคงอยู่ที่สถานี
และก็รู้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย
ถึงอย่างนั้นก็ยังจงใจส่งคำพูดพวกนี้มา
ความรู้สึกนั้นเหมือนกับว่ามีหนามเล็กๆ ทิ่มแทงลงไปในจุดที่อ่อนโยนที่สุดในใจอย่างกะทันหัน
ไม่ได้รุนแรงมากนัก
แต่มันเจ็บแปลบๆ
2
ฉันไม่ได้ตอบใครเลย
หลังจากเปลี่ยนโทรศัพท์เป็นโหมดปิดเสียง ฉันก็ยัดมันลงในกระเป๋า
ไม่นานนัก เสียงประกาศตรวจตั๋วก็ดังขึ้นจากลำโพงกระจายเสียงในสถานี
ฉันลุกขึ้น ลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปต่อแถวที่ทอดยาวอยู่ข้างหน้า
ขึ้นไปบนรถไฟ ฉันหาที่นั่งติดหน้าต่างเจอ
เมื่อขบวนรถไฟเริ่มเคลื่อนตัว ทิวทัศน์ข้างนอกก็ค่อยๆ ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
ฉันมองผ่านกระจกหน้าต่าง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบ่ายวันหนึ่งตอนม.หก ตอนที่พวกเรานั่งกรอกอันดับเลือกคณะมหาวิทยาลัย
ผลการเรียนของฉันตอนนั้นดีมาก
ถ้ายังคงเลือกตามเดิม ฉันก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะที่ดีที่สุดของประเทศได้สบายๆ
นั่นก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ฉันอยากเข้าเรียนมาตั้งนานแล้ว
แต่สุดท้ายฉันก็ยังล้มเลิกไป
เป็นเพราะวันนั้น ซ่งจิ่งสิงได้พูดกับฉันว่า:
"หมิงจู เลือกมหาวิทยาลัย A สิ"
"รั่วถงอยากเรียนที่นั่น"
"พวกเราสามคนเรียนมหา'ลัยเดียวกัน วันหน้ายังสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้นะ"
สวี่รั่วถงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบประนมมือทั้งสองข้างทันที มองฉันด้วยสีหน้าอ้อนวอน
"ขอร้องล่ะนะ หมิงจู"
"ถ้าต้องไปที่นั่นคนเดียว ฉันกลัวจริงๆ"
"มีเธออยู่ข้างๆ ฉันถึงจะสบายใจ"
สุดท้าย ฉันก็หยิบปากกาขึ้นมา
ในใบความจำนง ชื่อที่ฉันเขียนลงไปไม่ใช่มหาวิทยาลัยศิลปะที่ตัวเองใฝ่ฝัน
แต่กลับเป็นมหาวิทยาลัย A
ตอนนั้น ฉันคิดว่าเพื่อนสำคัญกว่าความฝันจริงๆ
ฉันยังเคยคิดว่า ขอแค่สามคนยังอยู่ด้วยกันได้ จะเรียนที่ไหนก็ไม่สำคัญหรอก
ตอนนี้พอนึกกลับไป ฉันได้แต่รู้สึกว่าตัวเองในตอนนั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน
สิ่งที่เรียกว่า "ดูแลซึ่งกันและกัน" ตั้งแต่ต้นจนจบก็คงจะมีแค่ในจินตนาการของฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าก็หน้าจอสว่างขึ้นมาอีกครั้ง
โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าก็หน้าจอสว่างขึ้นมาอีกครั้ง
ฉันก้มลงมอง
เป็นซ่งจิ่งสิง
เขาโทรมาติดๆ กันสามสาย
ฉันไม่รับ
พอถึงสายที่สี่ หน้าจอเพิ่งจะดับลง ข้อความหนึ่งก็เด้งขึ้นมาทันที
"เธอขึ้นรถไฟหรือยัง?"
ทันใดนั้นก็มีอีกหนึ่งประโยคตามมา
"รั่วถงบอกว่าเธอคงกำลังโกรธอยู่แน่เลย"
"เรื่องวันนี้ก็แค่เรื่องเข้าใจผิด อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ"
ฉันมองดูประโยคสุดท้ายนั้นอยู่นานมาก
อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่
ดูเหมือนว่าตั้งแต่เล็กจนโต ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกเจ็บปวด คนที่ถูกขอให้ปรับอารมณ์ก็มักจะเป็นฉันเสมอ
สวี่รั่วถงลืมวันเกิดฉัน ฉันก็ห้ามโกรธ
ซ่งจิ่งสิงเอาของขวัญที่ฉันให้เขาไปมอบต่อให้เธอ ฉันก็ห้ามคิดเล็กคิดน้อย
พวกเขาสองคนนัดกันไปเที่ยวโดยไม่เรียกฉัน ฉันยิ่งห้ามใจแคบ
เพราะว่าพวกเราคือเพื่อนกัน
เพราะว่ารู้จักกันมาตั้งสิบแปดปีแล้ว
เพราะว่ามันก็แค่เรื่องเล็กน้อย
คำพูดพวกนี้เหมือนกับเส้นเชือกที่มองไม่เห็นแต่ละเส้น ที่มัดฉันให้อยู่นิ่งๆ ในตำแหน่งของคนที่ต้องคอยให้อภัยอยู่เสมอ
แต่ในตอนนี้ เมื่อมองดูขบวนรถไฟที่กำลังแล่นฉิวไปข้างหน้า จู่ๆ ฉันก็ตระหนักได้
ขอแค่ฉันไม่ต้องการอีกต่อไปแล้ว เชือกพวกนั้นก็ไม่มีทางมัดฉันไว้ได้
ฉันปิดหน้าจอ
จากนั้นก็เปิดกลุ่ม "สามเหลี่ยมเหล็ก"
ข้อความยังคงเด้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
สวี่รั่วถงส่งสติกเกอร์ร้องไห้มา
"หมิงจู เธอโกรธจริงๆ หรอ?"
"พวกเราไม่ได้ตั้งใจนะ"
"เธอก็รู้ว่าฉันเป็นคนขี้ลืมนี่นา"
ซ่งจิ่งสิงส่งมาอีกประโยค
"ถึงมหา'ลัยแล้วส่งข้อความมานะ พวกเราจองที่ในหอพักไว้ให้เธอแล้ว"
ฉันมองดูประโยคนั้นแล้วหลุดหัวเราะออกมา
จองที่หรอ?
แม้แต่ขบวนรถไฟตอนไปมอบตัวพวกเขายังจำฉันไม่ได้เลยแท้ๆ แต่กลับพูดเหมือนกับว่าตัวเองรอบคอบมากเสียอย่างนั้น
ฉันกดเข้าไปที่ข้อมูลกลุ่ม
ปลดพิน
ปิดแจ้งเตือน
จากนั้นก็ออกจากกลุ่ม
หน้าจอแสดงหน้าต่างยืนยัน
ฉันกด "ออก"
สามวินาทีต่อมา โทรศัพท์ก็สั่นอย่างรุนแรง
ซ่งจิ่งสิงโทรเข้ามา
ฉันกดปฏิเสธ
เขาโทรกลับมาอีก
ฉันยังคงกดปฏิเสธ
ในที่สุด ข้อความก็เด้งขึ้นมา
"ซูหมิงจู เธอหมายความว่ายังไง?"
ฉันตอบกลับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ขึ้นรถไฟมา
"ไม่ได้หมายความว่ายังไง"
"ก็แค่กลุ่มสามคนไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว"
ข้อความเพิ่งส่งไป สถานะด้านบนก็เปลี่ยนเป็น "กำลังพิมพ์" ทันที
ผ่านไปนานมาก ซ่งจิ่งสิงถึงได้ส่งประโยคหนึ่งมา
"เธออายุเท่าไหร่แล้ว ยังมางอนเป็นเด็กๆ แบบนี้อีกหรอ?"
ฉันไม่ได้ตอบ
บล็อกไปเลย
จากนั้นก็ตาของสวี่รั่วถง
บล็อก
วินาทีนั้น โลกของฉันก็เงียบสงบลงอย่างประหลาด
ไม่มีเสียงสั่นอย่างต่อเนื่องอีกต่อไป
ไม่มีคำอธิบายที่ผิวเผินพวกนั้นอีกต่อไป
ไม่มีใครมาบอกว่าฉันอย่าคิดเล็กคิดน้อยอีกต่อไป
ฉันเอนหัวพิงกระจกหน้าต่าง มองเงาของตัวเองที่สะท้อนลางๆ อยู่บนกระจก
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่มุมปากของฉันโค้งขึ้น
ที่แท้การปล่อยมือจากความสัมพันธ์หนึ่ง ก็ไม่ได้ทำให้คนเราเจ็บปวดเจียนตายสักหน่อย
ในทางกลับกัน
มันกลับโล่งใจยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก
3
ถึงมหาวิทยาลัย A ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
เนื่องจากเป็นวันมอบตัววันแรก บรรยากาศในวิทยาเขตจึงยังคงคึกคักมาก
ผู้ปกครองลากกระเป๋าเดินทางให้ลูกๆ
ชมรมต่างๆ ตั้งโต๊ะรับสมัครสมาชิก
อาสาสมัครยืนอยู่ทุกหนทุกแห่งคอยแนะนำนักศึกษาใหม่
ฉันลากกระเป๋าเดินทางเดินผ่านประตูโรงเรียนเข้าไป
ทันใดนั้น น้ำเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"หมิงจู?"
ฉันหันหน้าไป
สวี่รั่วถงกำลังยืนอยู่ใต้ร่มไม้ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เธอเปลี่ยนมาใส่ชุดเดรสสีขาว มัดผมรวบตึง ข้างๆ คือซ่งจิ่งสิงที่กำลังถือชานมสองแก้ว
พวกเขาสองคนน่าจะเพิ่งกลับมาจากนอกมหาวิทยาลัย
พอเห็นฉัน สวี่รั่วถงก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที
"เธอมาแล้วหรอ?"
เธอหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน พอกำลังจะคล้องแขนเหมือนทุกครั้ง ฉันก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
มือของเธอชะงักค้างอยู่กลางอากาศทันที
สีหน้าก็แข็งทื่อไปด้วย
"ฉันส่งข้อความหาเธอตั้งนาน ทำไมเธอไม่ตอบเลยล่ะ?"
ฉันตอบกลับอย่างใจเย็น
"ไม่เห็นน่ะ"
ซ่งจิ่งสิงเดินเข้ามา
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่โทรศัพท์ในมือของฉัน
"ไม่เห็นหรือว่าบล็อก?"
ฉันไม่ปฏิเสธ
"บล็อก"
สีหน้าของเขาขรึมลงทันที
"ซูหมิงจู"
"แค่เพราะว่าพวกเราออกรถไฟมาก่อนเที่ยวเดียว เธอถึงกับทำขนาดนี้เลยหรอ?"
ฉันมองเขา
"ไม่หรอก"
"เป็นเพราะว่าฉันไม่อยากคบกับพวกเธอสองคนแล้วต่างหาก"
รอบๆ มีนักศึกษาเดินผ่านไปมามากมาย
เสียงของฉันไม่ได้ดังนัก
แต่ประโยคนั้นก็ทำให้ทั้งซ่งจิ่งสิงและสวี่รั่วถงถึงกับยืนอึ้ง
สวี่รั่วถงเป็นฝ่ายตอบสนองก่อน
เธอยิ้มเจื่อนๆ
"หมิงจู อย่าล้อเล่นสิ"
"ตั้งแต่เด็กจนโตพวกเราสามคนทะเลาะกันตั้งกี่ครั้งแล้ว ไม่ใช่วันรุ่งขึ้นก็กลับมาดีกันปกติหรอกหรอ?"
"คืนนี้พวกเรากะจะไปกินชาบูกัน เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปด้วยกันนะ"
ฉันมองเธอ
"ไม่ล่ะ"
"วันหลังก็ไม่ไป"
รอยยิ้มบนใบหน้าของสวี่รั่วถงเลือนหายไปสนิท
ซ่งจิ่งสิงขมวดคิ้ว
"เธออยากให้พวกเราขอโทษใช่ไหม?"
"ได้"
"เรื่องเมื่อเช้าเป็นความผิดของพวกเราเอง"
"ขอโทษ"
น้ำเสียงของเขาเย็นชามาก
ไม่เหมือนการขอโทษ
เหมือนการให้ทานซะมากกว่า
ฉันเคยเฝ้ารอคำขอโทษนี้มาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง
แต่พอได้ยินจริงๆ แล้ว ฉันกลับไม่รู้สึกอะไรเลย
ฉันแค่พูดว่า:
"ไม่จำเป็น"
ซ่งจิ่งสิงเริ่มหมดความอดทน
"แล้วตกลงเธอต้องการยังไงกันแน่?"
"ฉันเพิ่งพูดไปแล้วไง"
"ฉันไม่อยากคบกับพวกเธอสองคนแล้ว"
"จากนี้ไปทางใครทางมัน"
พูดจบ ฉันก็ลากกระเป๋าเดินทางเตรียมจะจากไป
สวี่รั่วถงรีบคว้าที่ลากกระเป๋าเดินทางไว้
"เธออยู่ตึกไหน?"
"พวกเราช่วยเธอยกขึ้นไปนะ"
ฉันแกะมือเธอออก
"ฉันไม่ได้อยู่หอพัก"
ซ่งจิ่งสิงขมวดคิ้ว
"เธอเช่าบ้านหรอ?"
"เปล่า"
"แล้วเธออยู่ที่ไหน?"
ฉันมองเขาวินาทีหนึ่ง
"ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ"
พูดจบฉันก็เดินออกไปตรงๆ
ด้านหลังเงียบไปไม่กี่วินาที
จากนั้นก็เป็นเสียงของซ่งจิ่งสิง
"ซูหมิงจู!"
ฉันไม่หันกลับไปมอง
เพราะว่าตั้งแต่วินาทีที่โทรหาพ่อที่สถานีรถไฟ ฉันก็ไม่ใช่ซูหมิงจูที่มักจะหยุดยืนเพียงเพราะเขาเรียกชื่ออีกต่อไปแล้ว
4
ห้องรับสมัครนักศึกษาตั้งอยู่ที่ตึกธุรการทางฝั่งตะวันออก
ฉันไปถึงตอนที่พนักงานเกือบจะเลิกงานแล้ว
เนื่องจากเป็นเอกสารพิเศษ เลยต้องรออีกสักพักถึงจะได้พบกับอาจารย์ที่รับผิดชอบ
พอรู้ว่าฉันต้องการถอนเอกสารก่อนวันมอบตัวอย่างเป็นทางการ อาจารย์ก็แปลกใจมาก
"เธอแน่ใจนะ?"
"ผลการเรียนของเธอดีมากเลยนะ"
"สาขาที่เธอสมัครในมหาวิทยาลัยของเราก็ไม่ได้แย่เลย"
ฉันพยักหน้า
"หนูแน่ใจค่ะ"
อาจารย์ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง
จากนั้นก็ถามด้วยความเสียดายเล็กน้อย:
"เธอมีแผนการอื่นแล้วหรอ?"
"ค่ะ"
"หนูจะไปเรียนต่อเมืองนอกค่ะ"
อาจารย์ไม่ถามอะไรเพิ่ม
แค่ยื่นใบคำร้องให้ฉันสองสามแผ่น
"กรอกเสร็จแล้วก็เอาไปประทับตราที่ห้องข้างๆ นะ"
"อย่างไรก็ตาม เอกสารตัวจริงบางส่วนยังไม่สามารถคืนให้ได้ทันที เร็วที่สุดก็พรุ่งนี้เช้า"
ฉันตอบ
"ไม่เป็นไรค่ะ"
พอดีกับตอนที่ฉันกำลังก้มหน้ากรอกข้อมูล ประตูห้องก็ถูกผลักออก
นักศึกษาชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
"อาจารย์เฉินครับ เอกสารของชมรมศิลปะ..."
ขณะที่เขากำลังพูด สายตาก็บังเอิญตกไปที่ใบคำร้องตรงหน้าฉัน
แล้วก็หยุดนิ่ง
"ซูหมิงจู?"
ฉันเงยหน้าขึ้น
อีกฝ่ายตัวค่อนข้างสูง ใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน สะพายกล้องถ่ายรูปไว้กับตัว
ฉันไม่คุ้นหน้าเขาเลยสักนิด
อาจจะเพราะสังเกตเห็นความสงสัยของฉัน เขาก็รีบอธิบายทันที
"ผมโจวอี้ครับ"
"พวกเราเคยแข่งรอบชิงชนะเลิศการประกวดวาดภาพเยาวชนระดับชาติด้วยกัน"
ฉันนึกออกแล้ว
ตอนม.สี่ ฉันเคยคว้าแชมป์การแข่งขันหนึ่ง
คนที่ได้ที่สองตอนนั้นชื่อโจวอี้
เขามองดูใบคำร้อง
"เธอลาออกหรอ?"
"อืม"
"ทำไมล่ะ?"
อาจารย์ที่รับผิดชอบยิ้ม
"เขามีแผนจะไปเรียนต่อเมืองนอกน่ะ"
โจวอี้อึ้งไปเล็กน้อย
"ที่ไหนหรอ?"
ฉันยังไม่ทันได้ตอบ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้เป็นพ่อ
ฉันขอตัวออกไปรับสายข้างนอก
เสียงของพ่อดังขึ้นในทันที
"เอกสารจากทางมหาวิทยาลัยแซงต์ โลรองต์ ยืนยันแล้วนะ"
"ศาสตราจารย์มาร์ตินดูพอร์ตโฟลิโอเก่าของลูกแล้ว"
"เขาตกลงรับลูกเข้าเรียน"
ฉันยืนนิ่ง
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว ฉันก็ยังต้องใช้เวลาสองสามวินาทีเพื่อย่อยข้อมูลนี้
แซงต์ โลรองต์
สถาบันศิลปะที่ฉันเคยกล้าแค่มองดูบนเว็บไซต์
สามปีก่อน ฉันเคยบอกกับพ่อว่าอยากยื่นเอกสารสมัคร
แต่หลังจากนั้นเพราะคำชักชวนของซ่งจิ่งสิงกับสวี่รั่วถง ฉันก็เป็นคนล้มเลิกไปเอง
ฉันยังจำได้ว่าตอนนั้นพ่อเคยถาม
"ลูกแน่ใจนะ?"
ฉันพยักหน้า
"หนูอยากเรียนพร้อมเพื่อนค่ะ"
พ่อไม่ได้ห้าม
แค่พูดว่า:
"ทางที่ลูกเลือก ลูกต้องรับผิดชอบเองนะ"
ตอนนี้พอนึกย้อนไป บางทีเขาอาจจะมองออกทุกอย่างมาตั้งนานแล้ว
ฉันบีบโทรศัพท์แน่น
"จริงหรอคะ?"
"จริงสิ"
"แต่เป็นแค่การรับเข้าเรียนเพิ่มเติมนะ"
"ทางนั้นต้องการให้ลูกไปถึงก่อนวันจันทร์"
"ตั๋วเครื่องบินคือคืนพรุ่งนี้"
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"ค่ะ"
พ่อเงียบไปสักพัก
จากนั้นก็ถามว่า:
"ครั้งนี้ยังจะเปลี่ยนใจอีกไหม?"
ฉันหลุดหัวเราะ
"ไม่ค่ะ"
"หนูไม่เปลี่ยนใจแล้ว"

Address

Giridih College
825320

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Pureazhari Naat posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to Pureazhari Naat:

Shortcuts

Share