They News อยากรู้เรื่องเขา อ่านได้ที่เรา

📣 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 🦭🌊🌊🌊     📮ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์แห่งท้องทะเลไทย กับงานวันอนุรักษ์พะยูนแห...
15/08/2026

📣 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 🦭🌊🌊🌊

📮ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์แห่งท้องทะเลไทย กับงานวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ ประจำปี 2569

🗓️ ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 ณ ลานวัฒนธรรมตรัง ข้างตลาดเซ็นเตอร์พอยท์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

🎯 พบกับกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย อาทิ
✨ นิทรรศการเรียนรู้เรื่องพะยูนและระบบนิเวศทะเล
✨ ช้อปสินค้าชุมชน ของดีเมืองตรัง
✨ สนุกกับการแข่งขันวงดนตรีเยาวชน
✨ ร่วมชมผลงานการประกวดคลิปวิดีโอสร้างสรรค์
✨ เสวนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “ร่วมสร้างบ้านที่ปลอดภัยให้พะยูนอยู่คู่ทะเลไทย”

“มาร่วมเรียนรู้ ร่วมสนุก และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์พะยูนให้อยู่คู่ท้องทะเลไทยตลอดไป” แล้วพบกันนะ 👋🏻✌🏻

ขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่ผู้แทนไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิสตรี ในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยกา...
26/07/2026

ขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่ผู้แทนไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิสตรี ในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ASEAN Commission on the Promotion and Protection of the Rights of Women and Children: ACWC)

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของไทย ในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกให้ทำหน้าที่ผู้แทนไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิสตรี ในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ASEAN Commission on the Promotion and Protection of the Rights of Women and Children: ACWC) เป็นระยะเวลา 3 ปี เนื่องจากผู้แทนไทยด้านสิทธิสตรีใน ACWC คนปัจจุบันจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2569 นี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงได้ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนไทยดังกล่าว โดยเปิดรับสมัครในระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม - 7 สิงหาคม 2569

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จึงขอประชาสัมพันธ์และเชิญชวนผู้สนใจที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 3) มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี 4) มีการดำเนินงานและความรับผิดชอบด้านสิทธิสตรีทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ 5) มีประสบการณ์และความสามารถในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกซน องค์กรภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง 6) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาเขียน กลไกและกระบวนการทำงานของอาเซียน และ 7) มีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนไทยดังกล่าว

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารที่เกี่ยวข้องและแบบฟอร์มการสมัครได้ที่ ลิ้งก์เว็บไซต์ด้านล่าง ซึ่งเอกสารดังกล่าวสามารถจัดส่งด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ในรูปแบบเอกสาร (ตามที่อยู่ของสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) หรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ทางอีเมล [email protected] และ [email protected] ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยมีกำหนดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ รูปแบบการสอบสัมภาษณ์ พร้อมแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบสัมภาษณ์ ภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทางเว็บไซต์ https://www.msdhs.go.th ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
กองการต่างประเทศ โทร. 0 2202 9098 สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

https://drive.google.com/drive/folders/1DA_mzHqXfE33zq0GwPtC2AkR0y1h8G8g

ไทย–มาเลเซีย เปิดถนนด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันการค้า-ลงทุน เศรษฐกิจชายแดนใต้นายกฯ ไทย–มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่...
10/07/2026

ไทย–มาเลเซีย เปิดถนนด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันการค้า-ลงทุน เศรษฐกิจชายแดนใต้

นายกฯ ไทย–มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่–บูกิตกายูฮิตัม เปิดประตูเศรษฐกิจชายแดน เชื่อมการค้า-ลงทุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–มาเลเซียในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ถนนเชื่อมต่อสายนี้จะเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการใช้สัญจรและขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป หลังทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดันโครงการต่อเนื่องหลายปี จนสามารถเชื่อมด่านศุลกากรของทั้งสองฝ่ายเข้าหากันได้อย่างสมบูรณ์

ในพิธีเปิด นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เดินผ่านประตูด่านศุลกากรทั้งสองฝั่ง พร้อมเดินมาจับมือกัน ณ จุดกึ่งกลางของด่าน เพื่อแสดงถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและมาเลเซีย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังฝั่งมาเลเซียเพื่อร่วมเปิดแผ่นจารึกและรับประทานอาหารกลางวันในฐานะเจ้าภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย-ภาคเหนือของมาเลเซีย เป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ

บทความ/ภาพ : ประชาชาติ

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วันนี...
08/07/2026

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
วันนี้ (8 ก.ค. 69) เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ นางรุคซานา อัฟซอล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเห็นว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือ โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน
ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยปากีสถานแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของปากีสถาน
นอกจากนี้ ยังหารือถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยปากีสถานเสนอความร่วมมือด้านแรงงานทักษะขั้นสูง เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้านการค้าและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล
ในช่วงท้าย นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ สร้างการเติบโตและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

กมธ.การพัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ จังหวัดลำพูน และหารือหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนกา...
27/06/2026

กมธ.การพัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ จังหวัดลำพูน และหารือหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา นำโดย นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน รองโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ประชุมติดตามการดำเนินงานด้านการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมทั้งฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ หารือแนวทางการกำหนดเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูน ผู้แทนชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ และเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะกับคณะกรรมาธิการ

คณะกรรมาธิการได้ประชุมแลกเปลี่ยนบทเรียนความร่วมมือระหว่างชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋กับหน่วยงานภาครัฐในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน การคุ้มครองพื้นที่ทำกิน การสนับสนุนระบบเกษตรกรรมไร่หมุนเวียน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรอย่างเหมาะสมตามวิถีชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ เกี่ยวกับแนวทางบูรณาการกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและการทำกินตามวิถีดั้งเดิม การกำหนดแนวเขตพื้นที่ทำกิน พื้นที่พักฟื้นดิน และพื้นที่จิตวิญญาณของชุมชน ตลอดจนการยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและไฟป่าโดยชุมชนผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ โดยผู้แทนชุมชนได้เสนอให้เร่งผลักดันการประกาศเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และมีประเด็นสำคัญจากการหารือร่วมกัน อาทิ

1. การบังคับใช้กฎหมายด้านป่าไม้และนโยบาย คทช. ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ระหว่างการยืนยันสิทธิในพื้นที่ตามวิถีดั้งเดิม โดยที่ประชุมเห็นควรบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ชะลอการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดข้อขัดแย้ง และเปิดเวทีหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไข

2. นโยบายห้ามเผาส่งผลกระทบต่อการทำไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ ซึ่งเป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 โดยที่ประชุมเห็นควรให้จังหวัดลำพูนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

3. สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ โดยที่ประชุมเห็นควรให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดการแก้ไข

4. อาคารเรียนของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดป่าแป๋ ไม่สามารถปรับปรุงได้ เนื่องจากมีระบบโซล่าเซลล์ที่ กอ.รมน. ติดตั้งบนหลังคาอาคารโรงเรียนชำรุดและไม่ได้รับการซ่อมบำรุง โดยที่ประชุมเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสาน กอ.รมน. เร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้สามารถปรับปรุงอาคารโรงเรียนได้โดยเร็ว

ในโอกาสนี้ ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดลำพูน ได้แก่ (1) เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำพูน (2) ชุมชนบ้านห้วยฮ่อมใน หมู่ 5 ตำบลทาแม่ลอบ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน (3) ชุมชนบ้านพรสวรรค์หมู่ 14 ตำบลขวงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ (4) ชุมชนทุ่งหัวช้าง หมู่ 4 อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน และ (5) ชุมชนดอยช้างป่าแป๋ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาแนวทางการแก้ไขด้านการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

จากนั้น เวลา 14.00 นาฬิกา ณ วัดดอยป่าแป๋ พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ บ้านดอยช้างป่าแป๋ ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่ติดตามและรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และสภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ โดยเฉพาะประเด็นด้านพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการทำไร่หมุนเวียน รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน โดยมีนายบัญชา มุแฮ ผู้นำชุมชนดอยช้างป่าแป๋ พร้อมผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋ ให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมาธิการ

คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่บ้านดอยช้างป่าแป๋ (ต่าหลู่เก่อชอ) ซึ่งเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษที่มีการดำเนินงานด้านการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนการบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชนมาอย่างยาวนาน ภายใต้แนวคิด “ใช้ประโยชน์ส่วนน้อย รักษาส่วนใหญ่ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม” ผ่านภูมิปัญญาไร่หมุนเวียน การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การจัดการไฟป่า ทั้งแนวกันไฟควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการมีส่วนร่วมของเยาวชน จนเกิดเป็นรูปธรรมของการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนที่เข้มแข็ง และถือเป็นพื้นที่ต้นแบบในการขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่โดยชุมชน นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิถีชีวิตและการจัดการทรัพยากรของชุมชน อาทิ จุดแนวกันไฟ ซึ่งสะท้อนการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับไปประกอบการพิจารณาศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ๒๕๖๘ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งติดตามการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการต่อไป

มิติใหม่ สำนักงานศาลยุติธรรมจับมือสำนักจุฬาราชมนตรีขับเคลื่อน “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิธีอิสลาม” พร้อมให้ประโยชน์สูงสุดแ...
25/06/2026

มิติใหม่ สำนักงานศาลยุติธรรมจับมือสำนักจุฬาราชมนตรีขับเคลื่อน
“ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิธีอิสลาม” พร้อมให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม” ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับสำนักจุฬาราชมนตรี โดยนางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ผู้แทนเอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งก่อนพิธีลงนาม ประธานศาลฎีกา สักขีพยาน คณะผู้พิพากษา ผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักจุฬาราชมนตรีที่เข้าร่วมงานได้แสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการยืนสงบนิ่ง 1 นาที จากนั้นนายสุรินทร์ หวังเจริญ กรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้อ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเพื่อความเป็นสิริมงคลของพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงด้วย
ทั้งนี้ เมื่อถึงพิธีลงนาม นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม”
ซึ่งบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายในการผลักดันกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือกเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างคู่พิพาทที่เป็นอิสลามศาสนิกอันสอดคล้องกับภารกิจของสำนักจุฬาราชมนตรีที่มีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 และเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากอิสลามศาสนิกในการชี้ขาดและให้คำปรึกษาตามหลักชารีอะฮ์ เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่อิสลามศาสนิกเป็นไปตามหลักศาสนา อีกทั้ง ยกระดับมาตรฐานและศักยภาพของผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่ยอมรับทั้งในทางศาสนาและทางกฎหมาย
โอกาสนี้ นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวขอบคุณจุฬาราชมนตรี และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ และกล่าวถึงความสำคัญการทำบันทึกข้อตกลงว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนัdจุฬาราชมนตรีต่างเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการนำวิธีการระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยมาใช้เป็นเครื่องมือในการยุติ
ข้อพิพาท ซึ่งศาลยุติธรรมมีนโยบายส่งเสริมการระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทควบคู่ไปกับการพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบความยุติธรรม ด้วยการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไป ด้วยต่างฝ่ายยอมผ่อนผันให้แก่กัน และสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามสามารถเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม และมีผลบังคับในทางกฎหมาย รวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทขอทั้งสองหน่วยงาน เพื่อพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ย
ข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย - EFTA และไทย-ภูฏาน...
25/06/2026

“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย - EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา ชี้ ส่งออกไทยแพ้เวียดนามเพราะเวียดนามมี FTA มากกว่า แนะ ไทยขยายการเติบโตด้านเทคโนโลยี ทั้ง Data Center, AI, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ และ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวในงาน INTERNATIONAL CONFERENCE OF JURISTS & WRITERS FOR WORLD PEACE ที่จัดที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท ว่า ตนเองก็เคยเป็นนักเขียนของหนังสือพิมพ์ จนถูกเรียกปรับทัศนคติมากที่สุดถึง 12 หน เพราะวิจารณ์เศรษฐกิจของรัฐบาลขณะนั้น ซึ่งสาเหตุที่ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำมาตลอดหลายปีจนได้ชื่อว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” เพราะประเทศไทยขาดการเจรจาการค้าต่างประเทศมานาน เพราะปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ ทำให้การค้าการลงทุนของไทยหดหาย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยเหลือเพียงปีละ 1.9% และ การส่งออกขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละเพียง 2% ทำให้การส่งออกของประเทศเวียดนามแซงการส่งออกของไทยไปไกลเพราะเวียดนามปัจจุบันมี FTA กว่า 60 ประเทศ ในขณะที่ไทยในขณะนั้นมีเพียง 18 ประเทศและ เพิ่งจะมาเพิ่มเป็น 24 ประเทศในปัจจุบัน ดังนั้นสมัยที่ตนเป็น รมว. พาณิชย์ จึงเร่งให้มีการเจรจาการค้าเป็นเรื่องหลักและให้ความสำคัญสูงสุด เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเล็กและเป็นเศรษฐกิจเปิด เศรษฐกิจไทยจึงต้องพึ่งต่างประเทศมาก ทั้งการค้า การลงทุน และ การท่องเที่ยว

โดยล่าสุดตนต้องขอขอบคุณรัฐสภา ที่ร่วมลงมติเห็นชอบความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่าง ไทย- EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์) ที่เจรจาเสร็จตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 และ ลงนามกันในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่กรุงดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม World Economic Forum
(WEF) โดยมี อดีต นายกฯ แพทองธาร ร่วมเป็นสักขีพยาน ด้วยคะแนนเสียง 583 เสียง อีกทั้ง รัฐสภายังได้เห็นชอบ FTA ระหว่าง ไทย และ ภูฏาน ที่ลงนามกันตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ระหว่างการประชุม BIMSTEC ในกรุงเทพมหานครด้วย

ทั้งนี้ หลังการเซ็นสัญญา FTA ระหว่าง ไทย - EFTA แล้ว การส่งออกของไทยไปประเทศในกลุ่ม EFTA ปี 68 ขยายตัวสูงมากถึง 78.66% ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล โดย รองนายกฯ และ รมว. พาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้เร่งการเจรจา FTA ระหว่างไทย กับ สหภาพยุโรป ให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งเชื่อว่า หาก FTA ระหว่าง ไทย - สหภาพยุโรป (EU) ที่ควรจะต้องเสร็จตั้งแต่ปลายปี 68 แล้ว เพราะตนได้ตกลงกำหนดวันกับ นาย Maroš Šefčovič, EU commissioner on Trade ผู้เป็นหัวหน้าการเจรจาของ EU ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เหมือนที่ตนได้กำหนดวันกับ EFTA ว่าจะเซ็นกันที่การประชุม WEF แต่ปัจจุบันยังไม่เสร็จ

ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จ รองนายกฯ และ รมว. ศุภจี จะได้มีผลงาน FTA เป็นของตัวเองบ้าง และจะทำให้การส่งออกของไทยไปอียู จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งจะทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นด้วย เพราะหลังจากเซ็นสัญญา FTA ไทย-EFTA แล้ว การขอการส่งเสริมการลงทุนไทยพุ่งขึ้นถึง 1.87 ล้านล้านบาทในปี 68 สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และการส่งออกไทยขยายถึง 12.9% ในปี 68 ซึ่งตนได้บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้นปีว่าส่งออกปี 68 จะขยายตัวเกิน 2 หลัก แต่ไม่มีคนเชื่อ

ทั้งฝ่ายค้าน รวมถึง นักวิชาการ และ ผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ โดยเฉพาะ อาจารย์ วีระ ธีรภัทร และ คุณสุทธิชัย หยุ่น ยังหาว่าตนพูดเกินจริง ที่การส่งออกพุ่งสูงในครึ่งปีแรก เพราะมีการเร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงภาษีทรัมป์ แต่หลังจากภาษีทรัมป์ที่ตนไปพบ USTR Jamieson Greer ถึง 2 ครั้ง จนทำให้ไทยได้ภาษีทรัมป์ที่ 19% การส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวมากจนขยายได้ถึง 12.9% ในปี 68 และต่อมาการส่งออกยังคงแรงไม่หยุดโดย 4 เดือนแรกของปี 69 นี้ การส่งออกก็ยังคงขยายตัวพุ่งได้เกือบ 20% ดังนั้นจึงอยากให้อาจารย์วีระ ธีรภัทร และ คุณสุทธิชัย หยุ่น ได้เข้าใจและช่วยให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และยอมรับความเข้าใจผิดด้วย ที่ตนไม่เถียงขณะนั้น เพราะอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

หากเจรจา FTA ไทย-EU สำเร็จ จะทำให้ไทยมี FTA เพิ่มอีก 27 ประเทศรวมของเดิม 24 ประเทศ เป็น 51 ประเทศ ไล่ตามเวียดนามที่มี FTA ถึงกว่า 60 ประเทศ โดยหวังว่าไทยจะสามารถตามเวียดนามได้โดยไม่ถูกทิ้งห่างไปมาก

นอกจากนี้ยังดีใจที่ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) โดยใน 68 ไทยเป็นเจ้าภาพ และตนถูกถามในเวที WEF โดยประกาศบนเวที WEF ในต้นปี 68 ว่าจะเสร็จภายใน ปลายปี 68 แต่ก็เพิ่งจะเสร็จเช่นกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับไทยมาก นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เข้ามาลงทุนในไทยทางด้าน Data Center, AI, และ อุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ เพราะไทยมีไฟฟ้ามากและไฟฟ้ามีความเสถียรสูง อีกทั้งยังเชิญชวนให้ Digital nomads ได้เข้ามาทำงานในไทยมากๆ เพื่อเพิ่มรายได้อีกทั้งช่วยพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยด้วย ทำให้ปัจจุบันการลงทุน Data Center, AI, ที่มูลค่ากว่าล้านล้านบาทแล้ว และ อุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ต่างเข้ามาลงทุนกันอย่างมาก

โดยในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ในปี 67 ตนได้ไปเชิญชวนให้นักลงทุนหลายประเทศเข้ามาลงทุนผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) จนมีการลงทุนเข้ามาผลิต PCB เป็นจำนวนมาก จนไทยกลายเป็นผู้ผลิต PCB รายใหญ่ของโลก ซึ่งจะมีการต่อยอดธุรกิจการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆเข้ามาอีกมาก

ทั้งนี้หากไทยยังรักษาระดับ การค้า การลงทุนและ การส่งออกแบบนี้ได้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นแน่ และ จะหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วยของเอเชียได้

“พชร” ชี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ บูมแต่ต้องสร้างระบบนิเวศด้วยไม่ใช่แค่ดึงเม็ดเงิน แนะ ต้องถามว่าประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรเพิ่มบ้า...
18/06/2026

“พชร” ชี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ บูมแต่ต้องสร้างระบบนิเวศด้วยไม่ใช่แค่ดึงเม็ดเงิน แนะ ต้องถามว่าประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง เสนอ 4 แนวทางนโยบาย

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ให้ความเห็นต่อกระแสการลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่กำลังไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าตัวเลขการลงทุนที่ดูน่าตื่นเต้นในขณะนี้ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแสนี้ หากไม่เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีต

นายพชร กล่าวว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ ดาต้าเซ็นเตอร์ ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคทองของพลังงานสะอาดระหว่างปี 2555–2560 อย่างน่าตกใจ ครั้งนั้นไทยมีโอกาสสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ทั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อ Smart Grid และแบตเตอรี่ แต่สุดท้ายโอกาสนั้นถูกบริษัทขนาดใหญ่ดูดสภาพคล่องไปจนหมด ระบบนิเวศที่ควรจะเกิดไม่ได้เกิดขึ้นจริง

และปัจจุบันถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอีกครั้ง โดบจากข้อมูลของ บีโอไอ พบว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่าภายในปีเดียว จาก 98.539 พันล้านบาทในปี 2567 เป็น 728 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 36 โครงการ และโมเมนตัมยังไม่ชะลอลง ไตรมาส 1 ปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว ภาคดิจิทัลดึงการลงทุนสูงสุดในประเทศที่ 873,741 ล้านบาท หรือ 27.3 พันล้านดอลลาร์ จาก 48 โครงการ โดย ดาต้าเซ็นเตอร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 86% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งหมดในไตรมาสนี้ ขณะที่ภาคอิเลคทรอนิกส์และเครื่องใช้อิเลกทรอนิกส์ ดึงการลงทุนเพียง 40,456 ล้านบาท จาก 80 โครงการในช่วงเวลาเดียวกัน

"ตัวเลขเหล่านี้แม้จะดูน่าตื่นเต้นมาก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เม็ดเงินเหล่านี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการไทยจริงหรือไม่ หรือจะเป็นแค่การนำเข้าเซิร์ฟเวอร์มาตั้งในประเทศแล้วส่งกำไรกลับออกไป สัดส่วนที่ ดาต้าเซ็นเตอร์โตกว่า อิเลกทรอนิกส์ถึง 21 เท่า บอกเราว่าโมเมนตัมตอนนี้คือการนำเข้าอุปกรณ์ ไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีในประเทศ" นายพชรกล่าว

นายพชร กล่าวถึงความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของรัฐบาลภายหลังตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ว่า เป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลจะได้ยกระดับเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง จากที่ได้เริ่มต้นในสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร

การทำงานต่อเนื่องของคณะกรรมการภายใต้รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่นโยบายไม่ได้ขาดตอนตามการเปลี่ยนรัฐบาล โดยทราบว่าได้มีการพิจารณาร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติมีการระบุถึงเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานออกแบบและผลิตชิปของภูมิภาคภายใต้วิสัยทัศน์ Made-in-Thailand Chips ภายในปี 2050 ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่โจทย์ที่จะต้องมองต่อคือ คณะกรรมการชุดนี้จะทำอย่างไรให้ Made-in-Thailand Chips ไม่ใช่เพียงแค่สโลแกน แต่ต้องทำโดยยกระดับให้อุตสาหกรรมนี้เป็น Made-in-Thailand Value ได้ที่แท้จริง

ความแตกต่างระหว่างสองคำนี้คือหัวใจของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายนี้ Made-in-Thailand บอกแค่ว่าสินค้าประกอบหรือผลิตที่ไหน แต่ Made-in-Thailand Value บอกว่ามูลค่าเพิ่มตกอยู่กับใคร ถ้าไทยมีโรงงานเต็มประเทศแต่การออกแบบ ทรัพย์สินทางปัญญา และกำไรส่วนใหญ่ยังเป็นของต่างชาติ เราก็แค่เปลี่ยนจากผู้รับจ้างประกอบจากอุตสาหกรรมเดิมในอดีต มาเป็นผู้รับจ้างประกอบชิปในปัจจุบัน โครงสร้างปัญหาเดิมไม่ได้เปลี่ยนไป นายพชรกล่าว

ทั้งนี้ ขอเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 4 ด้านที่ต้องดำเนินการพร้อมกัน เพื่อให้ Made-in-Thailand Chips กลายเป็น Made-in-Thailand Value ได้จริง

ด้านที่หนึ่ง ออกแบบระบบพลังงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายให้ขายไฟตรงได้ แต่ต้องวางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าและโครงข่ายสายส่งที่รองรับความต้องการสูงสุดของดาต้าเซ็นเตอร์ไปพร้อมกัน และต้องเป็นพลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ Carbon Neutrality ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการรายงาน

ด้านที่สอง สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)ไม่ใช่แค่ดึงโครงการเดี่ยว ๆ บทเรียนจากยุคพลังงานสะอาดชี้ว่าการมีบริษัทใหญ่เข้ามาไม่ได้แปลว่าระบบนิเวศอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ ต้องออกแบบนโยบายที่ดึงดูด Supplier ขนาดกลาง ผู้ให้บริการเฉพาะทาง และ Startup เทคโนโลยีเข้ามาพร้อมกับการลงทุนหลัก รวมถึงผลักดันอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่าง IC Design และ Wafer Fabrication ให้เกิดขึ้นจริง

ด้านที่สาม ป้องกันความขาดแคลน (Scarcity) ทรัพยากรอย่างน้ำสะอาด พลังงาน และที่ดินในเขต EEC ที่จะเกิดขึ้นระหว่างอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ รัฐต้องวางแผนการจัดสรรที่ชัดเจนและเป็นธรรมไม่เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาคอขวดเกิดขึ้นใหม่ตามมาอีก

ด้านที่สี่ สร้าง Made-in-Thailand Value ไม่ใช่แค่ Made-in-Thailand แต้ต้องวางนโยบายที่จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ Local Content ที่มีนัยสำคัญ

“มาถึงตอนนี้อุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศเราจะตั้งเป้าผลักดันเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มาถึงแล้ว อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะคว้าและส่งเสริมให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติได้หรือไม่ และโจทย์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ รัฐบาลต้องสร้างระบบนิเวศการลงทุนให้เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยอย่างแท้จริง” พชร กล่าวปิดท้าย

🎉 เปิดรับสมัครแล้ว! วันนี้! 🎉ขอเชิญชวน“คุณครู”ทั่วประเทศ! 📣✨สมัครอบรม หลักสูตร “พัฒนาครูโครงงานคุณธรรม” รุ่นที่ 10 🚀💙โอก...
16/06/2026

🎉 เปิดรับสมัครแล้ว! วันนี้! 🎉

ขอเชิญชวน“คุณครู”ทั่วประเทศ! 📣✨

สมัครอบรม หลักสูตร “พัฒนาครูโครงงานคุณธรรม” รุ่นที่ 10 🚀💙

โอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพครู สร้างการเรียนรู้ผ่านโครงงานคุณธรรม และร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนเยาวชนไทยสู่การเป็นคนดีของสังคม 🌱✨

🏆 สำหรับครูที่ปรึกษาโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ "เยาวชนไทยทำดี ถวายในหลวง" (ระดับประเทศ) ปี 2563–2568
📝 สมัครได้ที่
🔗 https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfPOwcCxlM2kve8I_0vipiKkocEC-4l7sksYdhzdy_yk_C1nA/viewform?usp=preview

📚 สำหรับครูทั่วไปในสังกัด สพฐ. สช. และ กทม.
📝 สมัครได้ที่
🔗 https://form.jotform.com/261451672630050

⚠️ เปิดระบบรับสมัครตั้งแต่วันนี้ วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 08:30 น. เป็นต้นไป - วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 16:30 น.
🚩 หากเต็มจำนวนระบบจะปิดรับสมัครทันที ‼️

💫 อย่าพลาดโอกาสในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นจริงในห้องเรียนและชุมชน

🔥 รีบสมัครเลย! แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายครูโครงงานคุณธรรม รุ่นที่ 10 ไปด้วยกัน

#ครูโครงงานคุณธรรมรุ่น10 #โครงงานคุณธรรม
#ศูนย์คุณธรรม #ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว #คนดีมีพื้นที่ยืน #ความดีมีพื้นที่ในสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
🌐 Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
🎥 YouTube : Moral Channel

Please click the link to complete this form.

นายกฯ หารือรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน ย้ำไทย–จีน พี่น้องที่ร่วมมือกันทุกมิติวันนี้ (11 มิ.ย.69) เวลา 09...
11/06/2026

นายกฯ หารือรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน ย้ำไทย–จีน พี่น้องที่ร่วมมือกันทุกมิติ
วันนี้ (11 มิ.ย.69) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับนางสาวเสียน ฮุย รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสเยือนประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสำคัญที่จีนให้ต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการสานต่อความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
รองประธานสภาฯ ชื่นชมบทบาทของนายกฯ ในการผลักดันความสัมพันธ์ไทย–จีนให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่ามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความพิเศษเสมือน “คนในครอบครัวเดียวกัน” การพบหารือครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกใกล้ชิดและคุ้นเคย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนมีความพิเศษและใกล้ชิดในทุกระดับ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ“ความไว้เนื้อเชื่อใจ” และมิตรภาพอันยาวนาน
โอกาสนี้ นายกฯ ได้ขอบคุณรัฐบาลจีนที่สนับสนุนและประสานความร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการสนับสนุนการจัดหาปุ๋ยยูเรียให้แก่ประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพและความห่วงใยที่จีนมีต่อไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญและพี่น้องที่พร้อมเดินหน้าร่วมกันในทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะสานต่อความร่วมมือเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวต่อไป

ที่อยู่

328 หมู่1 ตำบลกำแพง
Amphoe Langu
91110

เบอร์โทรศัพท์

+66832502403

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ They Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง They News:

ทางลัด

แชร์