22/01/2026
ทำข่าวกันสักหน่อย ปล่อยเพจร้างมานานล่ะ 5555
จัดไปรอบนี้ยาวจัดๆ
ใครจะเอาข้อมูลไปใช้ก็ขอเครดิตหน่อยล่ะกันน่ะ
เหนื่อยนะกว่าจะรวบรวมข้อมูลมาได้ T T
(โดนเคลมข้อมูลบ่อยจนท้อ)
จากที่เห็นในปีนี้เริ่มต้นมา ราคาหนังสือมังงะบ้านเราปรับเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
เพราะอะไร เหตุใด ปรับกันทีโหดๆทั้งนั้น
ล่าสุด สนพ. บงกช ผู้ซึ่งเรียกได้ว่าตรึงราคารูปเล่มได้นานที่สุด
ตอนนี้ก็ได้มีการแจ้งประกาศปรับเปลี่ยน เพิ่มราคาแล้วเรียบร้อย T T
เพราะอะไรถึงต้องเปลี่ยนราคา ??
กระดาษ GR (Green read) มาจากไหน ??
ราคากระดาษขึ้นจริงหรอ ??
วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยส่วนนี้กัน
ขอเริ่มก่อนเลยว่า กระดาษในบ้านเราที่ใช้กันส่วนใหญ่ มีแหล่งที่มา 2 ส่วน
ส่วนแรก อันนีเขอให้เป็นส่วนหลักเลยล่ะกันนั้นก็คือกระดาษ GR
ที่หลายคน และ หลายๆ สนพ. เลือกใช้งานกัน
เนื่องจาก ผลิตในประเทศไทย ทำให้ปัญหาเรื่องสต็อคกระดาษหมดไป
โดย บริษัทผู้ผลิต GR ก็คือ SCG ใช่แล้ว อ่านไม่ผิด เข้าใจกันถูกแล้ว
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด บ้างเรานี้แหละ GR เป็น 1 ใน เคลือของ SCG
เนื่องจากผลิตในประเทศ ก็ทำให้ตัวเนื้อกระดาษไม่เปลี่ยนแปลง และสั่งได้เรื่อยๆ
สนพ. ในบ้านเราเลยนิยมใช้งาน และลูกค้าเองก็ชอบกระดาษแบบนี้ด้วย
โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ราคากระดาษตอนนี้ปรับขึ้นมาโดนประมาณคือ 100 %
เปรียบเทียบย้อนหลัง 6 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจากราคากระดาษ A4 (GR) 80 แกรม
ปี 2563 - 2564 ช่วงราคาโดยประมาณ 70 - 80 บาท
ปี 2565 - 2566 ช่วงราคาโดยประมาณ 80 - 100 บาท
ปี 2567 - 2568 ช่วงราคาโดยประมาณ 95 - 130 บาท
ส่วนปัจจุบันนี้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 140-155 บาท
เรียกได้ว่าแพงขึ้นมา 100 % เต็ม
ส่วนกระดาษที่ สนพ. ใช้กันจะเป็นขนาด A0 ซึ่งราคาก็ปรับไม่ต่างกันเท่าไหร
ตรงนี้แหละ จะสังเกตุได้ว่า สนพ. ไหนใช้กระดาษ GR ก็จะปรับขึ้นกันหมด
ตามที่ราคากระดาษของ SCG กำหนดออกมา
ส่วนสาเหตุก็เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ บ้านเรานี้แหละ
ส่วนที่ 2 คือกระดาษนำเข้าจาก ตปท. ที่บาง สนพ. เลือกใช้กัน
สาเหตุเพราะ ราคาต้นทุนที่ถูกกว่า GR พอสมควร
แต่ก็มีข้อเสียที่ กระดาษนำเข้าจะมาเป็นล็อตๆ ซึ่งหากตุนไว้น้อยเกินไป
ก็จะทำให้กระดาษมีไม่พอผลิต จนคุณภาพเล่มไม่เท่ากันได้
แถมยังไม่สามารถคุมคุณภาพแต่ล่ะล็อตได้ด้วย
ยี้ห้อเดิม เนื้อผิวของกระดาษก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ล่ะล็อต
หรือซวยสุดคือ หมดสต็อคสั่งไม่ได้ และอาจจะรอนานเป็นปี
แถมด้วยความว่าคุมไม่ได้เลยต้องตุนเยอะ ค่าดูแลการรักษา
ค่าความเสียหาย และเสี่ยงของขาดตลาดก็ยังมี
ข้อดีสำหรับกระดาษนำเข้าคือถูกกว่า หากกักตุนถูกช่วงเวลา
อาจจะประหยัดลงได้หลายสิบเปอร์เซนกันเลยทีเดียว
จึงเป็นสาเหตุว่า สนพ. บางแห่งยังสามารถพยุงราคากระดาษต่อไปได้อยู่
แต่เมื่อพยุงไม่ไหวต้องปรับขึ้น ราคาก็กระโดดพวดเลยหลายสิบบาท -*-
โดยในไทยเองก็มีหลายยี้ห้อที่นำเข้ามาขาย เช่น
Paperline Eyecare
Double A "ถนอมสายตา (อันนี้ก็ของไทย)
Gamma (แกมม่า)
Maxwork (แม็กซ์เวิร์ค)
HiLite (ไฮไลท์)
KM (เคเอ็ม)
แต่เราจะขอรวมข้อมูลเป็นโดยประมาณไปเลยล่ะกัน
โดยที่ หากย้อนหลังไป 6 ปี เฉพาะ A4 ถนอมสายตา
เหมือกันกับ SCG จะเห็นความต่างชัดเจนเรื่องราคา
ข้อมูลจากราคากระดาษ A4 (นำเข้าจาก ตปท.) 80 แกรม
ปี 2563 - 2564 ช่วงราคาโดยประมาณ 65 - 75 บาท
ปี 2565 - 2566 ช่วงราคาโดยประมาณ 80 - 100 บาท
ปี 2567 - 2568 ช่วงราคาโดยประมาณ 90 - 115 บาท
ส่วนปัจจุบันนี้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 100-120 บาท
จะเห็นว่า กระดาษนำเข้าเองก็ปรับราคาขึ้นมาเกือบ 80 %
แต่ราคาก็ยังถูกกว่า GR ประมาณ 20% แลกกับความเสี่ยง
และการลงทุนเงินก้อนใหญ่เพื่อตุนกระดาษ
โดยที่หากย้อนหลังไป 6 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิด (ปี2020)
ที่ราคากระดาษเคยปรับขึ้นมาถึง 80 %
จากราคาก่อนหน้านั้นย้อนหลังไป 3 ปี (ประมาณปี 2017)
ทำให้ราคามังงะพุ่งทะลุ จากเล่มล่ะ 55 บาท ปรับขึ้นมาเรื่อยๆจนเป็น 75 บาท
และหลังจากนั้นเพียงไม่นานก็ค่อยๆปรับขึ้นมาเป็น 85/95/115/125/135
จนปัจจุบันนี้ ฐานอยู่ที่ประมาณ 145 บาท / เล่ม บวกลบไม่เกิน 20 บาท
ซึ่งสอดคล้องกับราคากระดาษที่ปรับตัวตอนนี้มาก
สนพ. ที่มีโรงพิมพ์เป้นของตัวเอง
โดนปกติจะทำการตุนกระดาษเอาไว้เป็นจำนวนมาก
เพื่อเอาไว้เตรียมตัวผลิตให้รูปเล่มมีความเหมือนกันให้มากที่สุด
สังเกตุได้จากมังงะเรื่องเก่าๆที่ออกมานานๆ
เนื้อกระดาษภายในจะแตกต่างกันไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ออก
และหากมีการพิมพ์ใหม่ (รีปริ้น) บางทีรูปเล่มอาจจะเปลี่ยนไปเลย
(ความหนาบาง เนื้อกระดาษ คุณภาพงานพิมพ์ เพราะเปลี่ยนกระดาษ)
ขอยกตัวอย่าง ดาบพิฆาตอสูร / spyxfamily
ที่เวลารีปริ้นออกมาแล้วปรับขนาดความหนาใหม่ทั้งหมดทุกเล่ม
สาเหตุก็เพราะต้องเปลี่ยนกระดาษนี้แหละ
และหากสังเกตุดีๆ กระดาษ SmoothBright มันเงียบไปเลยนะ -*-
แม้แต่ SIC ก็ยังเปลี่ยนมาใช้งาน GR เป็นหลักแทนไปแล้ว
เรื่องสุดท้าย ราคากระดาษขึ้นจริงหรอ ??
อันนี้เป็นเรื่องที่โคตรแปลก ต้องบอกว่า กระดาษที่เราใช้กัน
ราคามันควรกำหนดจากราคาเยื่อกระดาษ ในตอนนั้น
แต่จากที่ค้นหาข้อมูลมา จากราคานำเข้าเยื่อกระดาษจากจีนสู่สหรัฐฯ
ปรากฏว่า ราคานำเข้ามันถูกลงน่ะ ลดลงมา 25 % จากราคาเดิมด้วยซ่ำ
แล้วทำไมราคากระดาษถึงแพงขึ้น ?? อันนี้คือโคตรย้อนแย้ง
สงสัยจนถึงขั้นต้องเจาะลึกลงไป ว่าเพราะอะไร จนสรุปออกมาได้ประมาณนี้
1. ราคาเยื่อถูกลง เพราะ จีนเองต้องการระบายสินค้าที่มีอยู่เยอะเกินไป
เนื่องจากการปรับเปลี่ยนใช้งาน ดิจิตอล มากขึ้น ความต้องการกระดาษลดลง
ปริมาณการผลิตก็เลยต้องปรับลดลง ซึ่งกลับกัน ด้วยความต้องการที่ลดลง
การเปลี่ยนถ่ายไปดิจิตอลมากขึ้น ก็เลยทำให้การขายยากขึ้น และยอดขายลดลง
แต่ภาระฟิครายจ่ายยังเท่าเดิม หรืออาจจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศษฐกิจช่วงนั้น
สุดท้ายทางออกก็ตกมาสู่ผู็บริโภคแทน T T
2. ภาษีนำเข้าและส่งออกที่ สหรัฐฯกำหนด (อีทรัมเพราะมึงเลย)
หลายคนอาจะเคยได้ยินเรื่องการขู่ขึ้นภาษีและทำจริง ที่จีนโดน
ไอ้ส่วนนี้มันก็เลยไปบวกกับปลายทาง หรือก็คือผู้ซื้อ
(อย่างที่รู้กัน สุดท้ายภาษีจะถูกเรียกเก็บที่ผู้ซื้อปลายทางเสมอ)
เท่ากับว่า ภาษีเยื่อกระดาษที่ปรับขึ้นมา ผู้สั่งซื้อก็ต้องเป็นผู้จ่าย
ทำให้ผู้ผลิตกระดาษต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และสุดท้ายมันก็มาตกสู่เรานี้แหละ
(ไทยเรา หนังสือไม่มีภาษี แต่กระดาษที่ซื้อยังไม่ได้เป็นหนังสือ มันเลยมีภาษี
ส่วนนี้ สนพ. เลยเป็นคนจ่าย และก็ต้องมาปรับราคาต้นทุนเพิ่มให้เราซื้อ
ท้ายสุด เราก็เป็นคนรับภาระส่วนนี้อยู่ดี -*-)
3. ยังไม่หมดแค่เรื่อง ความต้องการที่ลดลง และ ภาษี
มันก็ยังมีเรื่องของการขนส่ง เรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องที่ผู้ผลิตบางเจ้าปิดตัว
หรือลดการผลิตลง อย่าลืมเรื่อง อุปสงค์ อุปทาน เศรษฐศาสตร์พื้นฐาน
เมื่อ อุปสงค์ลดลง (ความต้องการ) อุปทาน (ปริมาณสินค้า) ก็ต้องลดจำนวนลงตาม
แต่ค่า Fixed Cost (ค่าใช้จ่ายตายตัว) มันลดไม่ได้ ทางสุดท้ายก็ต้องปรับราคาเพิ่มเพื่อชดเชยกับปริมาณ
กลับกัน เมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้น อุปทานก็ต้องเพิ่มตาม ถ้าปริมาณไม่เพิ่มตาม
ของจะขาดตลาด ก็จะกลายเป็นเกิด รีเซล (Resale) ทำให้ราคาแพงระยำหมาเกิดได้
สุดท้าย ถ้าความต้องการกับ ปริมาณเพียงพอกัน ตัวอุปทานเองก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น
เพื่อเพิ่มตัวอุปสงค์ให้มาขึ้น หากต้องการเพิ่มความต้องการ
ส่วนใหญ่ก็จะลดราคาลงเพื่อเพิ่มความชักจุงให้มากขึ้น
เห้ออออเหนื่อยเหมือนกันน่ะ 5555 แต่อยากรู้และอยากแชร์ให้อ่านกัน
ใครที่อ่านทั้งหมดจนมาถึงตรงนี้ได้ขอตรบมือให้เลย คุณคือแฟนตัวยงจริงๆ 5555
สุดท้ายก็ขอบคุณทุกคนที่อ่านกันมาถึงตรงนี้น่ะ