Mirror Thailand Reflect • Embrace • Empower

บทเพลง Die on This Hill ส่งให้ชื่อของ Sienna Spiro ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลงหลายๆ ประเทศ กับดนตรีบัลลาดและเนื้อหา...
07/09/2026

บทเพลง Die on This Hill ส่งให้ชื่อของ Sienna Spiro ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลงหลายๆ ประเทศ กับดนตรีบัลลาดและเนื้อหาแสนเศร้า หากแต่มันก็เป็นความเศร้าที่หยิ่งทะนง เรื่องราวของคนซึ่งยอมรับความเจ็บปวดของการไม่ได้ถูกรักอย่างลึกซึ้ง เป็นคนพ่ายแพ้ในความสัมพันธ์ที่ยืนหยัดเผชิญหน้ารับความรู้สึกนั้นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพลง Die on This Hill แตะถึงหัวจิตหัวใจคนหลายคน
เธอเขียนเพลงนี้หลังจากเรียนเล่นเปียโนจากเพลง Bohemian Rhapsody ของวง Queen เธอเล่าว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น จังหวะของเพลงเร็วกว่านี้ ใช้เครื่องดนตรีเล่าเรื่องหลายชิ้นกว่านี้ ก่อนที่จะค่อยๆ ดัดเปลี่ยน ปรุงให้ดนตรีเรียบง่ายขึ้นจนกลายเป็นบัลลาดเศร้า เพื่อรับกับเนื้อเพลงซึ่งเธอบอกว่า "ฉันไม่ได้เขียนเพลงนี้ขึ้นมาจากเรื่องราวไหนเป็นพิเศษ แต่เจ้าความดื้อดึง ยืนหยัดจะอยู่ในชีวิตของคนซึ่งไม่เห็นความสำคัญของฉันแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่อยู่กับฉันมาตลอดเลย"
Sienna เป็นนักดนตรีชาวอังกฤษ เธอสนใจดนตรีมาตั้งแต่สิบขวบและหลงใหลบทเพลงเก่าๆ ของ Etta James นักร้องเพลงบลูส์และโซลชาวอเมริกัน และ Frank Sinatra นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ซึ่งส่งอิทธิพลต่อรูปแบบการขับร้องและการทำเพลงของเธอมหาศาล
"วิธีที่ฉันขับร้องคือวิธีที่ฉันใช้แสดงความเคารพต่อนักร้องรุ่นก่อนหน้าที่ส่งอิทธิพลต่อฉัน เพราะฉันเรียนวิธีร้องเพลงมาจากพวกเขาทั้งนั้น" เธอบอก "จำได้ว่า แฟรงค์ ซินาตราเคยพูดไว้ว่า 'สำหรับผม นักร้องคือคนที่ถ่ายทอดเรื่องราว' และฉันเก็บสิ่งนี้ไว้ในใจเสมอทุกครั้งที่ร้องเพลง"
ในช่วงแรก Sienna ร้องเพลงของศิลปินคนอื่นๆ ลง TikTok และโซเชียลมีเดียส่วนตัว รวมทั้งปล่อยเพลงที่เขียนเองกลางปี 2024 ตามด้วย Sink Now, Swim Later (2025) อัลบั้ม EP ซึ่งธีมหลักของอัลบั้มนั้น ว่าด้วยความรู้สึกของการเป็นคนนอกที่เธอเล่าว่า เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกเรื่อยมา "ฉันว่าทุกเพลงมันมาจากความรู้สึกของการเป็นคนนอกแหละ" เธอบอก "ทั้งการอยากได้รับการยอมรับ อยากเป็นที่ปรารถนา ความรู้สึกกดดันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้อยู่ในกลุ่ม หรือแม้แต่การหลบหนีโลกความจริงไปอยู่ในความเพ้อฝันแฟนตาซีก็ตาม"
ที่ทำให้ Sienna เป็นที่รู้จักในวงกว้างคืออัลบั้มแรกของเธออย่าง Visitor (2025) และซิงเกิล Die on This Hill ที่ได้รับเสียงวิจารณ์แง่บวกถล่มทลาย ขณะที่อีกหลายคนก็มองว่า มันเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ถ่ายทอดความเศร้าที่ไม่อ้อนวอน และในทางกลับกัน ก็เป็นความเศร้าที่แสนจะเข้มแข็งและมีหัวใจ
"ฉันเป็นคนรั้นและหัวแข็งมากเลยล่ะ" เธอให้สัมภาษณ์ "ถ้าฉันอยากลงมือทำอะไรสักอย่าง ฉันจะพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้อย่างสุดความสามารถ"
"ฉันคิดว่าเพลงนี้มันเล่าเรื่องของความดื้อดึง ความเอาใจใส่ต่อกัน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าคนไม่ค่อยพูดถึงกันเท่าไหร่แล้ว" เธอบอก "ตอนนี้มันเหมือนทุกคนไม่อยากแยแสอะไร อยากแสดงออกว่าไม่รู้สึกรู้สาและเมินเฉยต่อทุกสิ่ง ไม่แยแสอะไรเพื่อจะได้ดูเจ๋ง และฉันคิดว่าหลายๆ คนก็ไม่ได้ชอบสิ่งนี้เท่าไหร่นะ" และเธอเล่าว่า นั่นเป็นที่มาของท่อนสำคัญในเพลงอย่าง "I wish something mattered to you" (หรือ ฉันหวังว่าจะมีสิ่งที่สลักสำคัญต่อคุณจริงๆ นะ")
Die on This Hill และอัลบั้ม Visitor ส่งให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และนอกเหนือจากบทเพลงกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Sienna ถูกพูดถึงไม่แพ้กันคือ สไตล์การแต่งตัวจากยุค 60s อันโดดเด่น ที่ทั้งเข้ากับเพลงที่เธอเขียน และเข้ากับตัวตนของเธอด้วย "ฉันโตมากับความไม่มั่นใจสุดๆ สมัยยังเด็กก็หนักกว่าเพื่อนที่อายุเท่ากันและหนักกว่าคนในครอบครัวด้วยซ้ำ" เธอบอก "เพราะงั้นเลยไม่เคยมั่นใจเวลาแต่งตัวสักที
"แต่ว่าพ่อมักเปิดเพลงและหนังที่มีผู้หญิงเจ๋งๆ อย่าง บาร์บรา สไตรแซนด์ (Barbra Streisand) กับ เอวา การ์ดเนอร์ (Ava Gardner) ตอนปล่อยเพลง ฉันก็ไม่อยากให้ใครเห็นรูปร่าง เลยใส่เสื้อตัวโคร่งๆ ตลอดเวลาเพื่อคนจะได้ไม่ต้องมาแสดงความเห็นกับเนื้อตัวฉัน และนั่นแหละ มันก็ค่อยๆ กลายเป็นสไตล์การแต่งตัวไปเอง"
การทำอัลบั้มแรกและการออกทัวร์ ทำให้ Sienna เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีเต็มตัว และนี่เองที่ทำให้เธอได้เห็นว่า วงการเพลงก็ยังมีเหลี่ยมมุมดำมืดอยู่ไม่น้อย "เท่าที่ฉันเจอมากับตัว วงการนี้ดูปฏิบัติต่อศิลปินหญิงดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยล่ะ แต่ที่น่าตกใจคือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้หญิงที่ทำงานเบื้องหลังหรือไม่ได้อยู่หน้ากล้องนี่สิ"เธอบอก "ผู้จัดการฉันเป็นผู้หญิง และฉันต้องการให้เธอได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับฉันซึ่งขึ้นเวทีไปร้องเพลงทุกประการ เธอสมควรได้รับเสียงชื่นชมเพราะงานที่เธอทำอย่างเท่ากันกับงานอื่นๆ นะ"
เธอยังมองว่า ความสำเร็จไม่ได้ทำให้เธอเปลี่ยนไปจากเด็กสาวที่ร้องเพลงลง TikTok ในอดีต "ฉันก็แค่คนอายุ 20 บางวันก็ตื่นมาพร้อมอาการปวดประจำเดือนแต่ก็ยังต้องลุกไปขึ้นเวทีร้องเพลง บางวันผมเผ้าก็ไม่เข้าที่เข้าทางเอาเสียเลย" เธอว่า
"การอายุ 20 มันก็ทั้งดีทั้งเสียแหละ ยิ่งในอุตสาหกรรมนี้ ไม่รู้ทำไมนะ แต่เหมือนว่ายิ่งคุณอายุน้อยมันก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่มันกลายเป็นว่า คุณต้องเจอสถานการณ์ยากๆ มากมายที่บีบให้คุณต้องโต ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ กับคนที่อายุมากกว่าคุณสองเท่า มันประหลาดมากเลย เพราะทางหนึ่งคุณก็จะรู้สึกว่า 'ฉันยังเด็กจริงๆ นะเนี่ย' แต่ดันถูกเรียกร้องให้เป็นผู้ใหญ่และตัดสินใจอะไรได้เฉียบคม โดยที่ก็ต้องดูสดใสเยาว์วัย แต่ดันต้องมีประสบการณ์ชีวิตมากมายเพื่อจะได้เขียนเพลง และเติบโตต่อไปได้ด้วยนะ และพร้อมกันนี้ ก็ต้องมั่นใจว่าไอ้ที่ตัดสินใจไปทั้งหมดเนี่ย จะไม่ผิดพลาดจนส่งผลร้ายต่ออนาคตตัวเอง”
"มันต้องหาสมดุลให้ได้สุดๆ ซึ่งก็แหงล่ะว่าฉันยังหาสมดุลที่ว่าไม่เจอหรอก" เธอบอกติดตลก
เนื้อหาโดย Man on film
อ้างอิง
https://www.elle.com/culture/music/a70907959/sienna-spiro-women-in-music-interview-2026/
https://www.musicweek.com/talent/read/women-are-absolutely-not-treated-equally-behind-the-scenes-sienna-spiro-on-the-music-industry/094379
https://variety.com/2026/music/news/sienna-spiro-visitor-interview-1236826145/
https://www.interviewmagazine.com/music/introducing-sienna-spiro-the-sad-girl-singer-bringing-the-sixties-back

07/09/2026

“คนดี กับ คนที่รัก อาจไม่ใช่คนเดียวกัน” “อย่าเห็นคุณค่าของตัวเอง เพียงเพราะเขาเลือกหรือเขาไม่เลือก” หรือ “ย้ายเขาจากใจ ไปอยู่ในสมองและความทรงจำ”
เราชวนทุกคนมาฟังคำแนะนำจากเครื่องจักรผลิตคำคม อย่าง ‘ดีเจพี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล’ มานั่งตอบคำถามเรื่องความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน ‘Learn to Love เมื่อความรักต้องเรียนรู้’ ตั้งแต่มุมมองเรื่องการวิ่งหนีความสัมพันธ์ดีๆ คำศัพท์ความสัมพันธ์อย่าง Ghosting ที่อาจเป็นเพียงข้ออ้างของการไม่พร้อมรับผิดชอบ เส้นแบ่งระหว่างการ ‘รักตัวเอง’ กับการ ‘เอาแต่ใจ’ ไปจนถึงคำแนะนำและประโยคกอบกู้หัวใจในวันจากลา เพื่อให้ทุกคนได้ลองหันกลับมารักและเห็นคุณค่าของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
พร้อมไปฟังเสียงหัวใจตัวเองกันใน ‘ทอล์กโชว์ DJ P’Aoy One Stand Up Empathy’ ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ SiamPic Hall ชั้น 7 Siam Square One ซึ่งตอนนี้บัตร Sold Out เป็นที่เรียบร้อยแล้ว! ใครที่มี�

ทำไมแค่เห็นร่างกายเปลือยเปล่า เราถึงรีบตีความมันว่าเป็นเรื่องทางเพศ?สำหรับ เลทิเชีย คี  ศิลปินและนักเคลื่อนไหวจากไอวอรีโ...
06/09/2026

ทำไมแค่เห็นร่างกายเปลือยเปล่า เราถึงรีบตีความมันว่าเป็นเรื่องทางเพศ?
สำหรับ เลทิเชีย คี ศิลปินและนักเคลื่อนไหวจากไอวอรีโคสต์ ร่างกายของผู้หญิงไม่เคยมีความหมายเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับเส้นผมของเธอที่หยิบมาดัด ถัก และจัดวางให้กลายเป็นผลงานศิลปะที่พูดถึงทั้งเรื่องการเมือง วัฒนธรรม ความรุนแรงทางเพศ สิทธิของผู้หญิง ไปจนถึงเรื่องธรรมดาอย่างการมีขนตามร่างกาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เลทิเชียใช้ร่างกายเป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องของตัวเองและสังคม ตั้งแต่งานประติมากรรมจากเส้นผมรูปกุญแจมือขาด ที่หยิบประเด็นวีซ่าของผู้เข้าประกวด Miss Universe จากประเทศของเธอมาพูดถึง ไปจนถึงภาพวาดเรือนร่างผู้หญิงที่เต็มไปด้วยช่องคลอด ซึ่งสะท้อนเรื่องราวความรุนแรงและการถูกข่มขืนของผู้หญิงในคองโก รวมถึงผลงานที่หยิบเอาทรงผมของชนเผ่าแอฟริกันโบราณกลับมาเล่าใหม่ เพื่อชวนให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมที่อาจกำลังเลือนหาย
แต่ความน่าสนใจของงาน เลทิเชียกลับไม่ได้พูดถึงประเด็นเหล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังเพียงอย่างเดียว เพราะในอีกด้าน ผลงานของเธอเต็มไปด้วยความขี้เล่นและอารมณ์ขัน เธอสามารถเปลี่ยนเส้นผมให้กลายเป็นรูปร่างแปลกประหลาด ทำให้การมีขนรักแร้กลายเป็นเรื่องธรรมดา หรือแม้แต่ถักโครเชต์เป็นบิกินี่ที่มีหัวนมและขนน้องสาว เพื่อสวมใส่ในวันพักผ่อนริมชายหาด
จุดเด่นในการนำเสนอความเปลือยเปล่าผ่านภาพเพ้นติ้งของเธอก็มีแง่มุมที่หลากหลายและน่ารัก ไม่ว่าจะเป็นภาพผู้หญิงที่คลอดลูกออกมาเป็นรูปผู้หญิง คล้ายกับอุปมาว่างานศิลปะที่เธอคลอดออกมานั้น ได้ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของร่างกายผู้หญิงจากการคลอดลูก หรือภาพการกอดกันของคู่รักที่มีจู๋ทะลุตัวผู้หญิงออกมา สื่อถึงผู้ชาย red flag โดยทุกชิ้นงานเธอนำเสนอ เธอมักจะเขียนแคปชั่นอธิบายถึงแรงบันดาลใจ หรือประเด็นที่ต้องการหยิบมาเล่าแบบยาวสะใจด้วยตัวเธอเองด้วย
ผลงานทั้งหมดของเลทิเชีย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน มีจุดร่วมเดียวกันคือการชวนให้สังคมกลับมามอง ‘ร่างกายผู้หญิง’ อย่างเป็นสิ่งธรรมดา ทว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถสื่อสารทั้งด้านศิลปะ การเมือง วัฒนธรรม อารมณ์ขัน ความเปราะบาง ความมั่นใจ ที่ไม่ใช่เพียงการทำให้เราเห็น ‘ร่างกายผู้หญิง’ ในมุมใหม่ แต่คือการคืนสิทธิ์ให้ผู้หญิงได้มอง เห็น และเป็นเจ้าของร่างกายของตัวเองอีกครั้ง
ชวนอ่านประเด็นอื่นๆ ต่อได้ใน
https://mirrorthailand.com/culture/art/103322

06/09/2026

“ไม่ว่าเราจะเป็นคนยังไง... สุดท้ายครอบครัวก็ยังรักและอยู่ข้างเราเสมอ”
‘เมเบิ้ล-แป้งจี่’ มาชวนเพื่อนคนนี้แชร์มุมมองในคำถามสุดลึกซึ้งว่า “ถ้าพรุ่งนี้โลกจะแตก เมนูสุดท้ายที่อยากกินคืออะไร?” ซึ่งทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า คำตอบต่างย้อนกลับไปสู่รสชาติแห่งความทรงจำวัยเด็กและซิกเนเจอร์ประจำบ้าน ไม่ว่าจะเป็นต้มจับฉ่ายฝีมือแม่ ข้าวไข่เจียวเหยาะน้ำปลา หรือสุกี้ในมื้อพิเศษกับครอบครัว เพราะในวันสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่ทุกคนต้องการที่สุดอาจไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็น “ความรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ” จากพื้นที่อบอุ่นอย่างครอบครัวนั่นเอง
รับชม FIVE ME EP.41 ‘เมเบิ้ล-แป้งจี่’ แบบเต็ม ๆ ทาง YouTube : Mirror Thailand
MIRRORThailand

“ไกลหัวใจ๋” เป็นวลีที่คิดค้นโดยใครไม่อาจรู้ แต่เป็นปรัชญาประจำตัวที่คุณยายผู้เป็นที่รักของศิลปิน ‘juli baker and summer’...
06/09/2026

“ไกลหัวใจ๋” เป็นวลีที่คิดค้นโดยใครไม่อาจรู้ แต่เป็นปรัชญาประจำตัวที่คุณยายผู้เป็นที่รักของศิลปิน ‘juli baker and summer’ (ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา) ยึดถือไว้และจะบอกในสำเนียงแบบคนเหนือกับบรรดาลูกหลานของเธอเสมอ เวลาใครมีเรื่องราวให้ต้องเจ็บช้ำทั้งตั๋ว ทั้งหัวใจ๋ เหมือนเป็นวิธีปลอบของยายว่า เจ็บแค่ไหนก็ยังไกลหัวใจ และคงไม่ตายง่ายๆ หรอก (มั้งนะ… ฮืออ)
แล้ววันหนึ่งเมื่อความร่วงโรยมาถึง ยายผู้เคยเป็นหญิงแข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของบ้าน ก็เดินทางเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตเหมือนเช่นทุกๆ คน ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้สลับบทบาทหน้าที่ของลูกหลานซึ่งยายเคยดูแลปลอบหัวใจ ให้กลายมาเป็นคนดูแลยายแทน ซึ่งตลอด 8 ปีของกระบวนการที่คนคนหนึ่งค่อยๆ เดินสู่วาระนั้น ช่วยให้ ‘ป่าน - juli baker’ ได้เรียนรู้อีกหนึ่งรสชาติของชีวิตแบบหาที่ไหนไม่ได้ มันประกอบสร้างชีวิตเธอ และยังคงทำให้ครุ่นคิดถึงมาจนถึงทุกวันนี้
จากการหวนคิดถึงยาย จึงกลายเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ร่วมของผู้ที่ต้องดูแลใครสักคนช่วงเวลาเปราะบางของชีวิต ในฐานะ ‘ผู้ดูแล’ (Caregiver) งานที่มักจะครอบไว้ด้วยมายาคติของคำว่า ‘หน้าที่’ หรือ ‘ความกตัญญู’ จนทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังงานอันหนักหนานั้นอาจไม่ได้ถูกมองเห็นเท่าที่ควร
ผลงานล่าสุดที่ชื่อว่า ‘Flying is not Scary - บ่น่ากั๋วเต้าใด’ ของป่านชุดนี้ คือเรื่องเล่าถึงช่วงเวลาระหว่างเธอกับยายที่ทั้งหนักหนาและน่าจดจำเหล่านั้น จนถึงวันที่คนสองคนต้องออกบิน คนหนึ่งบินสู่ความสดใสของวัยหนุ่มสาว ขณะที่อีกคนหนึ่งบินสู่ความตาย
แม้จะฟังดูน่าหวาดหวั่นไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ไม่ว่าอย่างไร ทั้งสองเส้นทางอาจไม่ได้น่ากลัวเท่าไร และอาจจะยังไกลหัวใจแบบที่ยายว่าไว้ก็ได้…
การค้นพบของ 'ป่าน juli baker' ก่อนจะเกิดเป็นผลงานชุดนี้ มีอะไรอีกบ้าง อ่านต่อทั้งหมดที่เว็บไซต์ https://mirrorthailand.com/culture/art/103325
นิทรรศการ Flying is not Scary – บ่ น่ากั๋วเต้าใด
โดยศิลปิน Juli Baker and Summer
จัดแสดงที่ River City Bangkok ชั้น 3 (RCB Galleria 5)
ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม ถึง 20 กันยายน 2569 เวลา 10.00–20.00 น.
เข้าชมฟรี

#นิทรรศการ #ศิลปะ

05/09/2026

สมมติถ้าให้เลือก 1 เหตุการณ์ที่เปรียบเสมือน ‘TORNADO’ ในชีวิต จะเลือกอะไร?
‘เจนัส VVV’ เลือกเหตุการณ์ที่ไม่ได้ไปต่อกับโปรเจกต์บอยกรุ๊ปโปรเจกต์หนึ่ง เพราะเขาต้องไปเรียนต่อด้านธุรกิจที่อังกฤษ แต่หลังจากกลับมาที่ไทยอีกครั้ง เขาก็พูดคุยกับคุณพ่ออย่างจริงจังว่า การเป็นศิลปินคือความฝันของเขา และตอนนี้เขาเดินทางตามฝันของตัวเองก่อนได้ไหม?
นอกจากนี้ในประเด็นที่ผู้ชายสามารถร้องไห้หรือแสดงมุมอ่อนแอได้หรือไม่ ‘เจนัส’ กล่าวว่า “บางคนยึดติดกับ Toxic Masculinity เกินไป โดยมองว่าผู้ชายจะต้องเป็นคนที่เข้มแข็ง แต่ผมกลับรู้สึกว่าผู้ชายก็มี Vulnerability สูงได้เหมือนกัน ทุกคนก็มีความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง”
“การที่คุณร้องไห้ในวันนั้น อาจจะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นในวันนี้ หรือการที่ล้มเหลวแล้วทำความเข้าใจกับมันผ่าน Emotion อาจทำให้คุณปลดล็อกอะไรหลายๆ อย่างได้”
‘What If deep talk’ รายการที่จะพาคุณไปสำรวจความจริงในใจ ผ่านบทสนทนาที่ตั้งต้นจากคำว่า ‘สมมติ’ เพราะบางครั้ง ‘เรื่องสมมติ’ ก็อาจเผยให้เห็นทัศนคติและตัวตนในมุมที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน

การจัดฉายหนังของสหกรณ์โรงหนัง Atlas Cinema ประเทศอังกฤษ ซึ่งเปลี่ยนใต้สะพานร้างให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองทางศิลปะและวัฒนธรร...
05/09/2026

การจัดฉายหนังของสหกรณ์โรงหนัง Atlas Cinema ประเทศอังกฤษ ซึ่งเปลี่ยนใต้สะพานร้างให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองทางศิลปะและวัฒนธรรมอย่างอิสระ มีตั้งแต่การฉายหนังนอกกระแส ไปจนถึงชวนคนมานั่งร้องคาราโอเกะ และดูบอล เกิดเป็นบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ทำสิ่งที่สนใจด้วยกันในช่วงฤดูร้อนที่อากาศยังไม่หนาวจนเกินไป และการเปิดกว้างให้ใครก็สามารถมาเป็นสมัคร ช่วยกันดูแลพื้นที่ร่วมกันได้ โดยใช้ระบบ ‘Pay as you can’ ช่วยมากช่วยน้อยไม่ว่ากัน ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาของแต่ละคน
ภาพความเป็นไปได้จากนโยบายของรัฐบาลอังกฤษที่ผลักดันการปรับเปลี่ยนพื้นที่ร้างในเมืองให้เกิดประโยชน์นี้ กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ ‘เร่หนัง’ พื้นที่ฉายหนังอิสระซึ่งริเริ่มโดย ป๋อม - ศิรดา บุญเสริมวิชา, ซีซี เพิง (Cici Peng), อาบิบา คูลิบาลี (Abiba Coulibaly) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Atlas Cinema ลอนดอน, จัน - เพ็ญจันทร์ ลาซูส และขับเคลื่อนโดยเหล่าอาสาสมัครนักฉายหนังและคิวเรเตอร์รุ่นใหม่ เพื่อให้ใครก็ได้ มีโอกาสใช้พื้นที่ที่เป็นเหมือน ‘สนามเด็กเล่น’ เเห่งนี้ด้วยกัน
‘เร่หนัง’ ได้เลือกโรงเรียนสตรีจุลนาค โรงเรียนเก่าแก่สำคัญที่ก่อตั้งเมื่อกว่าร้อยปีแล้วและปิดตัวไป เป็นฐานที่มั่นของพวกเขา เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจเชื่อมโยง ‘พื้นที่สาธารณะ’ ‘ศิลปะ’ เข้ากับ ‘ผู้คน’
อ่านต่อทั้งหมดที่เว็บไซต์ https://mirrorthailand.com/style/lifestyle/103323

#เร่หนัง #หนังนอกกระแส #หนังทดลอง

Gloria Steinem คือหนึ่งในนักเคลื่อนไหวคนสำคัญของเฟมินิสม์คลื่นลูกที่ 2 ในช่วงปี 60s-70s ซึ่งแรงขับเคลื่อนและอิทธิพลทางคว...
04/09/2026

Gloria Steinem คือหนึ่งในนักเคลื่อนไหวคนสำคัญของเฟมินิสม์คลื่นลูกที่ 2 ในช่วงปี 60s-70s ซึ่งแรงขับเคลื่อนและอิทธิพลทางความคิดของเธอยังคงทรงพลังมาจนถึงปัจจุบัน และในวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เธอก็ได้จากไปอย่างสงบในวัย 92 ปี หากแต่โลกจะยังคงจดจำเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่อุทิศเกือบทั้งชีวิตให้กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม
Gloria เกิดในรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ เมื่อปี 1934 เธอใช้ชีวิตวัยเด็กในรถบ้านที่ระหกระเหเร่ร่อนไปเรื่อย จนกระทั่งพ่อแม่หย่าร้างกัน เธอที่เริ่มโตเป็นวัยรุ่นก็ต้องรับหน้าที่ดูแลผู้เป็นแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง จากนั้นเธอย้ายไปอยู่กับพี่สาวที่วอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดียซึ่งเธอได้เข้าร่วมการประท้วงแบบอหิงสาและยิ่งหล่อหลอมมุมมองด้านความยุติธรรมทางสังคมของเธอให้เข้มข้นขึ้น
ประสบการณ์ในชีวิต ทำให้เธอเข้าใจถึงความเปราะบางของผู้หญิงที่ไร้ทางเลือกในสังคมอย่างลึกซึ้ง ว่าต้องกระเสือกกระสนอย่างไรบ้างเพื่อจะได้เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ และส่งผลให้เธอลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้เพื่อเรียกร้อง ‘ทางเลือก’ ในชีวิตให้กับผู้หญิงคนอื่นๆ ทั่วโลก โดยเริ่มจากการทำอาชีพนักข่าวในปี 1960
วิธีการของ Gloria นั้นเต็มไปด้วยความกล้าหาญ โดยเฉพาะเมื่อมองกลับไปในบริบทของยุคสมัยนั้น เธอทั้งพาตัวเองเข้าไปในพื้นที่เพื่อค้นหาความจริง ก่อตั้งนิตยสารเพื่อพูดสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงในยุคนั้น เธอเปิดเผยเรื่องการทำแท้งของตัวเอง เพื่อเรียกร้องสิทธิในร่างกายผู้หญิง เธอยังให้ความสำคัญกับผู้หญิงผิวสีในขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้เฟมินิสม์จำกัดอยู่แต่เพียงหมู่คนขาว
และนี่คือ 7 เรื่องราวที่เราอยากบอกเล่า เกี่ยวกับเธอ
1. รับบทนักสืบสาว Pl***oy Bunny: ในปี 1963 Gloria สร้างชื่อเสียงในระดับประเทศ จากบทความ ‘I Was a Pl***oy Bunny’ ที่เล่าประสบการณ์การปลอมตัวเป็นพนักงานเสิร์ฟชุดวาบหวิวที่ Pl***oy Club ของ Hugh Hefner เพื่อเปิดโปงสภาพการทำงานที่เอาเปรียบพนักงานหญิง โดยในประกาศรับสมัครงานระบุเงินเดือนไว้ที่ 200 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ แต่เธอพบว่ามี Bunny เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้เงินเท่านั้นจริงๆ
2. พูดเรียกร้องสิทธิในการทำแท้ง ต่อหน้าสาธารณชนในนิวยอร์ก: ในปี 1969 บทความ ‘After Black Power, Women's Liberation’ ของเธอกลายเป็นอีกชิ้นงานเขย่าสังคม ที่ส่งให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางความคิดของขบวนการเฟมินิสม์ ในปีเดียวกันนั้นเอง เธอได้บอกเล่าเรื่องราวการทำแท้งของตัวเองเมื่ออายุ 22 ปี ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ในงานเรียกร้องให้การทำแท้งถูกกฎหมาย
3. ร่วมก่อตั้ง Ms. Magazine: ในปี 1971 Gloria จับมือกับเพื่อนพ้องอย่าง Patricia Carbine และ Letty Cottin Pogrebin ก่อตั้งนิตยสารเพื่อผู้หญิงฉบับแรกที่ดำเนินการโดยทีมงานหญิงล้วน พร้อมบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยถูกบอกเล่าผ่านหน้าสื่อมาก่อน ตั้งแต่เรื่องของประจำเดือน ความรุนแรงในครอบครัว จนถึงเรื่องลามกหรืออารมณ์ทางเพศของผู้หญิง ในปีเดียวกันนั้น เธอยังร่วมก่อตั้ง National Women's Political Caucus ร่วมกับ Betty Friedan, Bella Abzug และ Shirley Chisholm เพื่อผลักดันให้ผู้หญิงมีบทบาทในแวดวงการเมืองมากขึ้นด้วย
4. นักสู้ผู้ทำให้เฟมินิสม์ไม่จำกัดอยู่แต่ในวงผู้หญิงผิวขาวชนชั้นกลาง: อีกสิ่งที่ทำให้ Gloria เป็นที่จดจำคือการทำงานเคียงข้างนักเคลื่อนไหวผิวสี โดยในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เธอร่วมทัวร์ขึ้นเวทีทั่วประเทศกับ Dorothy Pitman Hughes นักเคลื่อนไหวเชื้อสายแอฟริกันที่ทำงานด้านสวัสดิการเด็กและชุมชน ภาพถ่ายทั้งคู่ชูกำปั้นแบบ Black Power Salute เมื่อปี 1971 กลายเป็นหนึ่งในภาพสัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของเฟมินิสม์คลื่นลูกที่สอง อีกทั้ง Ms. Magazine ของเธอเองก็เปิดพื้นที่ให้กับนักเขียนหญิงผิวสีอย่างกว้างขวาง
5. “ผู้หญิงต้องการผู้ชายพอๆ กับที่ปลาต้องการจักรยานนั่นแหละค่ะ” Gloria ไม่ได้พูด… โดยวลีดังนี้มักถูกเข้าใจว่าเป็นวาทะของ Gloria หากแต่อันที่จริงเป็นคำพูดของ Irina Dunn นักเคลื่อนไหวชาวออสเตรเลียต่างหาก และเมื่อนิตยสาร Time นำวลีนี้ไปเขียนว่าเป็นถ้อยคำของเธอในปี 2000 เธอก็รีบเขียนจดหมายไปแก้ไขและให้เครดิตกับ Irina Dunn ในทันที
6. แต่งงานครั้งแรกตอนอายุ 66 ปี: หลังปฏิเสธการแต่งงานมาตลอดชีวิต เธอก็ได้ตัดสินใจแต่งงานตอนอายุ 66 ปี กับ David Bale นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ชาวอังกฤษ ผู้เป็นพ่อของ Christian Bale โดยที่ผ่านมาเธอเคยถอนหมั้นกับคนรัก และวิจารณ์การแต่งงานอย่างรุนแรงมาตลอด โดยเคยกล่าวว่ากฎหมายการแต่งงานคือต้นแบบของกฎหมายทาสในสหรัฐฯ แต่เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ เธอตอบว่าตัวเธอเองไม่ได้เปลี่ยน แต่การแต่งงานต่างหากที่เปลี่ยนไป เธอไม่ต้องกลายเป็นทาสของสามีผ่านการแต่งงานแล้ว และการมีคนอยู่เคียงข้างในวัยนี้ เป็นสิ่งที่เปิดโลกของเธอให้กว้างขึ้น
7. ร่วมก่อตั้ง Women's Media Center: ในปี 2005 เธอทำงานร่วมกับเจน ฟอนดา และโรบิน มอร์แกน เพื่อก่อตั้ง Women's Media Center องค์กรที่สนับสนุนผู้หญิงในวงการสื่อผ่าน การฝึกอบรมและส่งเสริมความเป็นผู้นำ ไม่เพียงเท่านั้น แม้จะอายุมากแล้ว เธอก็ยังเปิดบ้านตัวเองให้เป็นพื้นที่ของกิจกรรม ‘Talking Circles’ ให้ผู้คนหลากหลายรุ่นได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องความยุติธรรมทางสังคม บ้านของเธอจึงกลายเป็นศูนย์กลางเล็กๆ ที่บ่มเพาะนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

เพราะผู้หญิงไม่ได้มีเพียงด้านเดียว เช่นเดียวกับ ‘แสงอาทิตย์’ ที่เปลี่ยนเฉดและอารมณ์ไปตามแต่ละช่วงเวลา Labella แบรนด์กระเ...
04/09/2026

เพราะผู้หญิงไม่ได้มีเพียงด้านเดียว เช่นเดียวกับ ‘แสงอาทิตย์’ ที่เปลี่ยนเฉดและอารมณ์ไปตามแต่ละช่วงเวลา Labella แบรนด์กระเป๋าไทยที่เชื่อในความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งาน จึงหยิบแรงบันดาลใจจากการเดินทางของแสงมาตีความใหม่ใน ‘SOLEIL Collection’ พร้อมเปิดตัว ‘ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์’ ในฐานะพรีเซนเตอร์คอลเลกชันคนแรกของแบรนด์

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Labella ที่ไม่ได้เพียงเปิดตัวกระเป๋าคอลเลกชันใหม่ แต่ยังเป็นการเปิดบทใหม่ของแบรนด์ที่กำลังขยับจากการเป็นแบรนด์ที่เติบโตผ่านโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2016 สู่การสร้างตัวตนในโลกแฟชั่นที่ชัดเจนขึ้น

SOLEIL หรือ ‘ดวงอาทิตย์’ คือหัวใจของคอลเลกชันนี้ โดย Labella นำการเปลี่ยนผ่านของแสงอาทิตย์ในแต่ละช่วงเวลามาเล่าผ่านดีไซน์ ฟังก์ชัน และสีสัน ตั้งแต่แสงแรกของรุ่งอรุณ ไปจนถึงความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน คอลเลกชันประกอบด้วย 6 เฉดสี ได้แก่ Amber, Crème, Pale Blue, Mocha, Pale Rose และ Noir ตั้งแต่สีอ่อนที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและละมุน ไปจนถึงสีเข้มที่เติมความเท่และคลาสสิกให้ที่แมตช์ง่ายกับหลายลุค

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Labella ไม่ได้มอง ‘แสง’ เพียงในฐานะเรื่องของสี แต่เป็นภาพแทนของผู้หญิงที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของชีวิตได้เช่นกัน บางวันเราอาจอ่อนโยน บางวันมั่นใจ บางวันเรียบง่าย หรือบางวันก็อยากโดดเด่นอย่างเต็มที่

ภาพของณิชาจึงเข้ามาเชื่อมต่อกับแนวคิดนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งความเรียบง่าย ความสง่างาม และคาแรกเตอร์ที่ไม่ได้พยายามมากเกินไป แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

SOLEIL Collection วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ของ Labella และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Instagram

ที่อยู่

86 Rama 4 Rd, Silom, Bang Rak
Bang Rak
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 10:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mirror Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์