Mirror Thailand Reflect • Embrace • Empower

14/04/2026

‘Gawdland’ เติบโตมาพร้อมกับความอึดอัดในครอบครัวที่ไม่สนับสนุน จนต้องแอบซ่อนเสื้อผ้าหน้าผมไว้ในตู้เสื้อผ้าเพื่อรอเวลาที่จะเป็นตัวเอง แต่เพราะความ ‘เชื่อ’ ในศักยภาพและไม่เคยยอมแพ้ต่อคำว่าเป็นไปไม่ได้ เธอจึงพยายามผลักดันตัวเองให้เก่งขึ้นในทุกวัน จนสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์จากรายการระดับโลกอย่าง RuPaul’s Drag Race UK vs. the World ได้สำเร็จ
รับชม FIVE ME EP.31 GAWDLAND ฉบับเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand

ในช่วงเวลาวันหยุดยาวที่หลายคนต้องเดินทางกลับบ้าน ต้องพบปะญาติพี่น้อง สมาชิกในครอบครัวอีกครั้ง แม้คำว่า ‘ครอบครัว’ โดยทั่...
14/04/2026

ในช่วงเวลาวันหยุดยาวที่หลายคนต้องเดินทางกลับบ้าน ต้องพบปะญาติพี่น้อง สมาชิกในครอบครัวอีกครั้ง แม้คำว่า ‘ครอบครัว’ โดยทั่วไปจะฟังดูอบอุ่น เป็นโซนปลอดภัย แต่สำหรับบางคน คำๆ นี้อาจไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น เมื่อการต้องเจอสมาชิกในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันหลายๆ คน หลายๆ วัน อาจกลายเป็นเหมือน ‘ฝันร้ายวันรวมญาติ’ ที่สร้างความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจให้มากกว่า จนอยากหนีไปไกลๆ และอยากให้มันจบลงเร็วๆ เลยทีเดียว
“คนเราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกครอบครัวก็ไม่ได้เช่นกัน” คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลย Nedra Glover Tawwab นักจิตบำบัดด้านความสัมพันธ์ ผู้เขียนหนังสือ ‘Set Boundaries, Find Peace : A Guide to Reclaiming Yourself’ ที่ว่าด้วยวิธีการรับมือกับพลวัตรที่ไม่เฮลธ์ตี้ของครอบครัวมองว่า การจัดวางและรักษาสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และเป็นงานหนักที่ต้องใช้ความอดทนไม่น้อย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อคำว่าครอบครัวนี้รวมถึงสมาชิกบางคนที่อาจจะ ‘ไม่น่ารัก’ ซึ่งมักสร้างความรู้สึกไม่โอเคให้เราอยู่เสมอยิ่งเป็นเรื่องยาก
“ตอนที่เราเป็นเด็ก ความสัมพันธ์กับครอบครัวมันอยู่กับเรามาตั้งแต่ต้น โดยที่เราเลือกอะไรไม่ได้นัก แต่พอโตขึ้น เราเลือกได้นี่นาว่าจะเก็บความสัมพันธ์แบบไหน กับใครเอาไว้ และจะทรีตมันอย่างไร”
Tawwab ยืนยันว่าเราไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์อันเพอร์เฟ็กต์ราบรื่นกับทุกคนในครอบครัวไปซะหมดได้หรอก แต่สิ่งนี้เองก็มีข้อดีตรงที่มันอาจเป็น Self-care ที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จัก ‘ขอบเขต’ (Boundary) และระยะห่าง (Distance) ที่พอดีระหว่างตัวเราเองกับคนในครอบครัวได้เช่นกัน เพื่อการรักษาความสัมพันธ์ให้ราบรื่นต่อไป
การรับมือกับครอบครัวในช่วงวันรวมญาติให้ผ่านไปแบบใจไม่หงุดหงิดและราบรื่นจะมีวิธีไหนบ้าง ชวนไปอ่านกัน
ยอมรับสิ่งที่ควบคุมได้และไม่ได้
ในหนังสือของ Tawwab เธอเน้นย้ำเลยว่า เป็นเรื่องยากมากที่เราจะไปเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อที่ทำกันมาจนกลายเป็นพลวัตรหรือคัลเจอร์ของครอบครัวได้หรอก ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่เฮลธ์ตี้กับใครเลยก็ตาม เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ก็คือตัวและใจของเราเอง ลองจดลิสต์ดูก็ได้ว่า อะไรคือปัญหาระหว่างเรากับสมาชิกในครอบครัวที่มักจะทำให้รู้สึกไม่โอเค และหากเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจริงๆ มีอะไรที่เราพอทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้บ้าง มีอะไรที่เราทำได้ และอะไรที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา ถ้าหากลองเวตน้ำหนักกันดูแล้ว ปัญหานั้นมันมาจากตัวคนอื่นจริงๆ เราก็น่าจะต้องยอมรับว่า นั่นเป็น ‘ปัญหาของเขา’ แล้วเราเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมือ ปล่อยให้เขาจัดการตัวเอง เช่นเดียวกับตัวเราที่ต้องจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเช่นกัน เพราะบางครั้งหน้าที่ของเราอาจทำได้แค่การเอาใจออกห่างมาเท่านั้น
เพิ่มกำแพงหนาๆ เมื่อเจอบทสนทนายากๆ
การอยู่พร้อมหน้ากันกับสมาชิกในครอบครัวหลายๆ คน อาจนำมาสู่บทสนทนาแบบแรนดอมจากคนโน้นคนนี้ที่ไม่ได้ฟังแล้วสบายหูสบายใจเสมอไป เพราะบ่อยครังที่คำพูดจากคนอื่นก็สามารถทำใจเราจึก! ได้แบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และเป็นไปได้ที่หลายครั้งบทสนทนายากๆ ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ก็มักจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เหมือนนำ้ผึ้งหยดเดียวอย่างการใช้แค่คำพูดไม่ถูก ทั้งไม่ถูกต้องและถูกที่ถูกเวลา
สิ่งที่เราพอเตรียมตัวรับมือได้คือการเพิ่ม ‘กำแพง’ หนาๆ ให้ตัวเองอีกนิด เวลาเจอกับบทสนทนายากๆ หรือสุ่มเสี่ยงจะทำให้เรารู้สึกไม่โอเคแน่ๆ เทคนิคคือการปล่อยให้ข้อความเหล่านั้นลอยค้างเติ่งอยู่ในอากาศไว้ก่อน เหมือนกับใครสักคนส่งอีเมล์หรือไลน์ทิ้งไว้ โดยที่เราอาจจะแค่เหลือบไปเห็น แต่ยังไม่จำเป็นต้องรีเเอ็กอะไรกลับทันทีในเวลาที่เรายังไม่พร้อม แค่ให้รู้ตัวไว้เท่านั้นว่าคำพูดเหล่านี้อาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิด หรือโกรธได้มากๆ ถึงมากที่สุด จนกระทั่งเมื่อไรที่รู้สึกพร้อมมากพอ เราค่อยกลับมาเปิดบนสนทนานั้นอีกครั้ง ทีนี้เราก็เลือกได้ (ด้วยใจเป็นกลาง) แล้วว่าจะปล่อยคำพูดของเขาให้ผ่านเลยไปเหมือนอากาศ หรือจะชวนกันกลับมาเคลียร์ใจให้ชัดๆ ถึงขอบเขตของตัวเราเองก็ย่อมได้
เตรียมตั้งรับท่าทีที่ไม่โอเค
แน่นอนว่าในบางครอบครัว การพยายามเปลี่ยนแปลง หรือการประกาศขอบเขตของเราออกไป อาจเป็นเหมือนศัตรูตัวฉกาจของพลวัตรหรือคัลเจอร์ที่ไม่เฮลธ์ตี้ที่ฝังรากลึกมานาน พูดง่ายๆ ก็คืออยู่ๆ วันหนึ่งเราลุกขึ้นมาชี้ให้ครอบครัวเห็นตรงๆ ว่า ‘เฮ้ เธอทำแบบนั้นกับฉันไม่ได้แล้วนะ’ ก็อาจสร้างความรู้สึกไม่พอใจให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ง่ายๆ นี่แหละ
นักจิตบำบัดด้านความสัมพันธ์บอกว่า การจะเปลี่ยนพลวัตรที่ไม่เฮลธ์ตี้ของครอบครัวเป็นสิ่งที่นอกจากต้องใช้ความอดทนแล้ว ยังต้องอาศัยความกล้าพอสมควร แถมต้องทำใจยอมรับด้วยว่าอาจได้รับรีเเอ็กกลับมาแบบที่ไม่น่าพอใจได้ เช่น ครอบครัวยิ่งทำให้รู้สึกว่าเรานั่นแหละที่เป็นคนผิด ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งที่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดปกติ ไม่ก็เป็นแค่ตัวเราหรือเปล่าที่มีปัญหา คนอื่นเขาไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย ฯลฯ
แต่ถึงการพยายามเปลี่ยนอะไรมันจะยาก ก็เป็นสกิลเราควรมีอยู่ดี นักจิตบำบัดบอกว่า เพราะจริงๆ แล้วคนเราชอบหลอกตัวเองให้เชื่อว่าคนอื่นจะต้องได้รับความสบายใจจากการกระทำเราอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ในเวลาที่เราจำเป็นต้องพูดเรื่องยากๆ เกี่ยวกับตัวเขาออกไป เราก็ยังคาดหวังว่าเขาจะไม่จึก ไม่โกรธ ไม่เสียใจ ไม่มีอารมณ์ด้านลบใดๆ รีเเอ็กกลับมาเลย หรือแม้แต่เราเองต้องพยายามสรรหาคำอธิบายอะไรมากมายมาประกอบเพื่อให้เขาไม่ขุ่นเคือง ทั้งที่ในความเป็นจริงเราควบคุมความคิดของคนอื่นไม่ได้ และไม่มีการสื่อสารแบบไหนจะดีไปกว่าการสื่อสารที่เคลียร์ ตรงไปตรงมา ‘อย่างจริงใจ’ อีกแล้ว
หาระยะปลอดภัย เซฟใจตัวเอง
แม้จะอยู่ในช่วงวันรวมญาติที่หลายคนจำเป็นต้องอยู่พร้อมหน้ากันเป็นเวลานานๆ เราอาจจำเป็นต้องหาพื้นที่ ‘ส่วนตัว’ เอาไว้บ้าง พอที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้ปลีกออกมาจากครอบครัวบ้างในบางเวลา ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาทีก็สำคัญมาก โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือต้องขอโทษใคร เพราะการเว้นระยะห่าง ไม่เหมือนกับการเพิกเฉย หรือปล่อยเบลอ แต่คือการเว้นระยะเพื่อให้ ‘เวลา’ และ ‘พื้นที่’ ระหว่างกัน
การเว้นระยะห่างยังไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเราที่แยกออกมามีเวลาให้ตัวเองได้พัก แต่ยังหมายถึงการแยก ‘อารมณ์’ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงที่จะเกิดความรู้สึกอึดอัด หงุดหงิด ขุ่นมัว เวลาที่ต้องอยู่ใกล้ชิดร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ มากเกินไป และยังทั้งช่วยป้องกันการปะทะเสียดสีกัน ในเวลาที่ต้องเจอกับอะไรที่เราไม่สบอารมณ์ด้วย ทั้งหมดนี้คือทางเลือกของการ ‘เซฟใจ’ ในวันรวมญาติที่เราต่างเลือกได้อยู่แล้ว
อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2023/03/08/well/family/boundaries-family-nedra-glover-tawwab.html?searchResultPosition=5

14/04/2026

คำพูดนี้ยังใช้ได้มั้ย? “ครอบครัวที่สมบูรณ์คือครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูกพร้อมหน้ากัน”
พบกับ รุ้ง วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ และ ฟาโรห์ The Common Thread ในรายการ Gender Friendly พอดแคสต์ที่ชวนเพื่อนต่างเพศมาพูดคุยในประเด็นที่สังคมเห็นต่างภายใต้บรรยากาศเปิดกว้าง เป็นมิตร และจริงใจ

รับชมเนื้อหาเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand
#แม่เลี้ยงเดี่ยว #อย่ากระแทกซิงเกิ้ลมัม

สิ่งที่มาพร้อมกับเทศกาล ‘สงกรานต์’ ไม่ใช่เพียงการสาดน้ำประแป้ง การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ความสนุกสนานเบิกบานใจเท่าน...
13/04/2026

สิ่งที่มาพร้อมกับเทศกาล ‘สงกรานต์’ ไม่ใช่เพียงการสาดน้ำประแป้ง การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ความสนุกสนานเบิกบานใจเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์ ‘คุกคามทางเพศ’ และ ‘ลวนลาม’ คนอื่นเกิดขึ้นบ่อยครั้งในทุกๆ ปี แม้ว่าสังคมไทยจะรณรงค์และผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ปัญหานี้ก็ไม่เคยหายไป ทั้งในชีวิตจริงและหน้าไทม์ไลน์โซเชียลมีเดีย ซึ่งแม้สำหรับบางคนจะมองว่า ‘ขำๆ’ ‘ ไม่เห็นเป็นไร’ หรือ ‘เต็มใจ’ แต่สำหรับบางคน มันก็คือการคุกคามอยู่ดี
โดยเว็บไซต์ Hfocus ระบุว่า ในช่วงสงกรานต์ปี 2568 ‘มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล’ ได้สำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 2,552 คน พบว่า การถูกคุกคามทางเพศ ตั้งแต่การถูกประแป้งที่ใบหน้าและร่างกาย คิดเป็น 51.5% การถูกแซวหรือใช้สายตาจ้องทำให้อึดอัด คิดเป็น 34.5% การถูกลวนลามแต๊ะอัง 29.8% และการถูกก่อกวนจากคนเมา 51.3%
ปี 2569 แล้ว จึงอยากชวนทุกคนมาย้อนดูข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ‘การคุกคามทางเพศในเทศกาลสงกรานต์’ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อย้ำเตือนเรื่องการให้เกียรติและการเคารพสิทธิของเพื่อนร่วมโลกให้มากขึ้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร เพศอะไร อายุเท่าไร หรือสัญชาติใด ก็ไม่ควรพบเจอกับการคุกคามทางเพศทั้งสิ้น เพราะการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องปกติ หรือเรื่องตลกที่จะหยิบมาหยอกล้อเล่นกันขำๆ แต่คือการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย ซึ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย
2567 : อ้างอิงข้อมูลจาก Ch7HD News รูปภาพของเพจ Spacebar VIBE กลายเป็นข่าวดังที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในปี 2567 ว่ากรณีผู้หญิงจับหน้าอกผู้ชายถือเป็นการลวนลามหรือไม่ พร้อมกับการตั้งคำถามถึง ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ ในสังคม
เพราะเมื่อเหยื่อเป็นเพศชาย ผู้คนมักจะมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้มีใคร ‘เสียหาย’ หรือเจ้าตัวยินยอมเต็มใจให้ทำ ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ควรได้รับความเคารพสิทธิในร่างกาย ความเป็นธรรม และความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน
2568 : สถานการณ์คุกคามทางเพศในช่วงสงกรานต์มักเริ่มต้นจากการ ‘ประแป้ง’ เพราะสามารถนำไปสู่การถูกเนื้อต้องตัวอีกฝ่ายบริเวณต่างๆ ได้ง่าย ดังข่าวที่เกิดขึ้นในวันที่ 18 เมษายน 2568 โดยรายการ ‘ข่าวใหญ่ช่อง 8’ รายงานว่า ชายผู้กระทำผิดได้มาประแป้งหญิงสาวผู้เสียหายถึง 4 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้าย เขาไม่เพียงแค่ประแป้งบริเวณแก้ม แต่ยังเลื่อนมือลงมาจับหน้าอกของอีกฝ่าย
หลังจากเหตุการณ์นั้น ผู้เสียหายได้โพสต์คลิปกล้องวงจรปิดผ่านทางโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.เมืองขอนแก่น อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีนี้จะมีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่ภายใต้โพสต์ข่าวก็ยังมีคอมเมนต์ที่เหยียดหยามเหยื่อว่า “แต่งตัวแบบนี้ไม่แก้ผ้าโชว์ไปเลยล่ะ”
เมื่อเหตุการณ์คุกคามทางเพศเกิดขึ้น บุคคลภายนอกมักเลือกที่จะ ‘กล่าวโทษเหยื่อ’ (Victim-Blaming) มากกว่าตัวผู้กระทำผิด เช่น คำพูดในทำนองว่า “แต่งตัวโป๊แบบนี้เลยโดน”, “ทำไมไม่ระวังตัว”, “ทำไมไม่สะบัดออก” หรือ “ยินยอมให้จับด้วยทรงนี้”
ปฏิกิริยาเหล่านี้ของผู้คนในสังคมล้วนแล้วแต่เป็นการผลิตซ้ำ ‘ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ’ ทำให้ต้นตอของปัญหาการคุกคามทางเพศถูกมองข้ามไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผู้คนพยายามหาสาเหตุและสันนิษฐานว่า “เหยื่อทำอะไรถึงโดนลวนลาม” มากกว่าตั้งคำถามหรือตำหนิพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มิหนำซ้ำ ในโลกโซเชียลมีเดียยังเต็มไปด้วยคอมเมนต์คุกคามทางเพศจำนวนมาก
อ้างอิง
https://www.thaihealth.or.th/
https://www.hfocus.org/content/2026/04/37691
https://news.ch7.com/detail/720027
https://www.facebook.com/share/1J8CZLWJ7v/
https://www.facebook.com/watch/?v=4021867234737092
https://youtu.be/GtNXp1Y7-xg?si=FUXKwm86yWfwKnzk
#สงกรานต์ #สงกรานต์2569 #คุกคามทางเพศ #ลวนลาม

13/04/2026

ถ้ารู้ว่าคนนี้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคุณจะเลือกไปต่อหรือพอแค่นี้?
พบกับ รุ้ง วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ และ ฟาโรห์ The Common Thread ในรายการ Gender Friendly พอดแคสต์ที่ชวนเพื่อนต่างเพศมาพูดคุยในประเด็นที่สังคมเห็นต่างภายใต้บรรยากาศเปิดกว้าง เป็นมิตร และปลอดภัย

รับชมเนื้อหาเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand
#แม่เลี้ยงเดี่ยว #อย่ากระแทกซิงเกิ้ลมัม

หลายคนอาจจดจำ ‘จัสติน บีเบอร์’ ได้จากเพลงฮิตของเขาเมื่อ 16 ปีก่อนอย่าง Baby และยังคงรักเขาเสมอ ขณะเดียวกัน หลายคนอาจจดจำ...
13/04/2026

หลายคนอาจจดจำ ‘จัสติน บีเบอร์’ ได้จากเพลงฮิตของเขาเมื่อ 16 ปีก่อนอย่าง Baby และยังคงรักเขาเสมอ ขณะเดียวกัน หลายคนอาจจดจำเขาในฐานะซูเปอร์สตาร์เด็กที่ทำตัวมีปัญหา เต็มไปด้วยเรื่องราวอื้อฉาว และกระทั่งกลายเป็นมีมของคนทั่วโลก
การกลายเป็นคนดังระดับโลกตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ได้เปลี่ยนชีวิตของจัสตินไปอย่างสิ้นเชิง ชื่อเสียงกลายเป็นดาบสองคม เขามีปัญหาสุขภาพจิตถึงขั้นที่เขาเคยบอกว่า “มีแค่บริตนีย์ สเปียร์เท่านั้น ที่เข้าใจผม” ไม่เพียงเท่านั้น ในปีที่ผ่านมายังมีคนตั้งข้อสังเกตว่าจัสตินเคยตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศโดยดิดดี้ คอมบ์ส์ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขาเพิ่งเข้าวงการ (ตัวแทนของจัสตินได้ออกมาปฏิเสธและขอให้สื่อหันไปโฟกัสการมอบความยุติธรรมให้กับเหยื่ออีกหลายคนที่ถูกทำร้ายจริงๆ)
เรียกได้ว่าตลอดชีวิตการเป็นคนดังของจัสติน บีเบอร์ เขาถูกเรื่องราวมากมายถาโถมเข้าใส่ แม้จะทำเพลงออกมาบ้าง แต่ห่างหายจากการขึ้นโชว์ไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเขาขึ้นโชว์ใหญ่ๆ ครั้งล่าสุดตั้งแต่เมื่อปี 2022 ที่เทศกาลดนตรีในบราซิล จากนั้นเขาต้องยกเลิกทัวร์ทั้งหมดเนื่องจากใบหน้าเป็นอัมพาตชั่วคราว และหลังจากนั้นในปี 2023 เขายังได้ยุติการทำงานร่วมกับอดีตผู้จัดการอย่าง Scooter Braun
นั่นจึงทำให้การคัมแบ็กของเขาบนเวที Coachella 2026 กลายเป็นที่เฝ้ารอของแฟนๆ และบนเวทีเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เขาก็ได้ทำให้ทุกคนทั้งด้านล่างเวทีและทั่วโลกที่รับชมผ่านอินเทอร์เน็ตได้เห็นว่า เขาสามารถเผชิญหน้ากับช่วงเวลาในอดีตที่ทำให้หลายคนอาจไม่ชอบเขาและกระทั่งเขาก็อาจไม่ชอบตัวเอง ทั้งยังถ่ายทอดความรักในดนตรีของเขาออกมาได้อย่างทรงพลัง
ตลอดทั้งโชว์กว่า 90 นาที จัสตินได้เลือกเพลงจากอัลบั้มใหม่อย่าง SWAG และ SWAG II มาเล่นเป็นหลัก แต่โมเมนต์สุดพิเศษที่ทำให้โชว์ของเขาเข้าไปในใจคนดูได้ลึกซึ้งกว่าเดิมก็คือช่วงเวลาที่เขาเปิดยูทูบบนเวทีและเล่นเพลงฮิตในอดีตเพลงละสั้นๆ ราวหนึ่งนาที พร้อมร้องตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าฝูงชนต่างก็ร้องตามกันได้ ไม่ว่าจะเป็น Baby, Beauty and the Beat, All That Matters, Sorry ฯลฯ จนถึงเพลงที่เขาเคยคัฟเวอร์จนเป็นไวรัลตั้งแต่ 18-19 ปีก่อนอย่าง So Sick ของ Ne-Yo หรือ With You ของ Chris Brown
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเลือกจะเปิดคลิปวิดิโอในช่วงเวลาที่ทำให้เขาถูกล้อเลียนหรือเกลียดชังเช่นตอนที่เขาเมาจนตกเวที หรือชนกับกระจกโรงแรม รวมถึงตอนที่เขามีปัญหากับปาปารัซซี่ที่ไม่เคยปล่อยให้เขาได้มีชีวิตส่วนตัว
การหยิบเอาทั้งบทเพลงที่ทำให้เขาถูกรัก และบาดแผลความพลาดพลั้งที่อาจทำให้เขาถูกเกลียดมาเปิดเผยต่อหน้าผู้คนจำนวนมหาศาลบนเวที Coachella ไม่ใช่เพียงการพาผู้ชมย้อนอดีต แต่ยังเป็นการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงและอิสรภาพของตัวเขาในวันนี้ ที่มีอายุ 32 ปี มีลูกและแต่งงานกับผู้หญิงที่ช่วยเขาประคับประคองชีวิตมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2018
เขาอาจไม่ได้นำเสนอภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดหรือแข็งแกร่งขึ้นแล้ว 100% แต่ได้ทำให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเขายังคงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่แม้จะผ่านเรื่องราวมากมายแต่เวลานี้เขาพร้อมแล้วที่จะก้าวต่อไปในอีกบทตอนของชีวิต

12/04/2026

’อะไรนะ พวกเธอไม่ได้ใช้ชาร์มใส่ยาดมของ Loewe กันเหรอ?‘

พามาชมชาร์ม ‘ดอกคูน’ Exclusive item ที่วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกสีเหลืองทองของต้นราชพฤกษ์ ถูกดีไซน์มาเพื่อใส่ของใช้จำเป็นชิ้นเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอย่าง ’ยาดม‘ จนไปถึงหูฟัง พร้อมดู Collection ใหม่อย่าง Paula’s Ibiza 2026 ด้วย จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปรับชมกัน

📍 วางจำหน่ายแล้วทุกสาขาและช่องทางออนไลน์ของ LOEWE

Video by

12/04/2026

‘Gawdland’ แชมป์ RuPaul’s Drag Race: UK vs. the World ซีซัน 3 กับชัยชนะที่ต้องควักเงินเก็บและกู้เงินตัวเองนับล้านบาทเพื่อไปคว้าฝัน พร้อม ส่งเสียงถึงภาครัฐ ต่อวงการ Drag ของไทยที่มีศักยภาพระดับโลกแต่ยังขาดการสนับสนุนที่ถูกจุด เพราะทุกความเป๊ะที่เห็นคือ ‘ต้นทุน’ ที่ศิลปินต้องแบกรับเองทั้งหมด
รับชม FIVE ME EP.31 GAWDLAND ฉบับเต็มได้ทาง YouTube : Mirror Thailand

สังคมเรียกร้องให้เราต้องมี ‘ส่วนร่วม’ กับมันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวินาที สมองเราเต็มไปด้วยเรื่องของที่ทำงาน ที่บ้าน ครอบครัว...
12/04/2026

สังคมเรียกร้องให้เราต้องมี ‘ส่วนร่วม’ กับมันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวินาที สมองเราเต็มไปด้วยเรื่องของที่ทำงาน ที่บ้าน ครอบครัว เพื่อนฝูง ฯลฯ จนความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบข้างอาจทำให้รู้สึกเหมือนว่ามีภาระผูกพันบางอย่างที่ไม่สามารถละทิ้งหนีหายไปไหนเฉยๆ ได้ ไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องเวลาส่วนตัวในบางครั้งของเราที่ก็อาจนำมาสู่ความรู้สึกผิด เรากลายเป็นคน ‘Being too available’ สำหรับทุกอย่าง ทุกคน ตลอดเวลา จนสุดท้ายอาจพบว่าแบตเตอร์รี่ในตัวเรามันเหลือน้อยเต็มที
ช่วงวันหยุดยาว ถือเป็นโอกาสดีที่เราอยากชวนทุกคนลองใช้เวลานี้ อยู่กับ ‘Solitude’ หรือการอยู่อย่างสันโดษ ที่ไม่ใช่ในความหมายของความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา หากแต่เป็นการใช้เวลาโมเมนต์เล็กๆ ในแต่ละวัน ‘อยู่กับตัวเอง’ อย่างแท้จริง
จริงๆ แล้วความหมายของ Solitude คือการกลับมาจัดสมดุลระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ที่เรามีกับโลกภายนอก กับตัวเรา ‘ภายใน’ ซึ่งเคยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันและมาหักล้างว่า การใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างสันโดษนี้ว่า มันไม่ได้เป็นปัจจัยที่นำพาเราไปสู่ความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว หรือแปลกแยกจากสังคมเสมอไป เพราะมันไม่ใช่การแยกตัวโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการที่เรายังทั้งคอนเน็กต์กับคนอื่น ขณะเดียวกันก็คอนเน็กต์กับตัวเองด้วย
Jeffrey A. Hall ศาสตราจารย์มหาวิทยาแคนซัส ผู้ทำการศึกษาด้านการสื่อสารมาอย่างยาวนาน มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสังคมภายนอกว่ามันเป็นเหมือน ‘ระบบนิเวศน์’ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะฉะนั้นทางเดียวที่เราจะทำได้คือรักษาระบบนิเวศน์ของทั้งสองอย่างนี้ให้มันทำงานสอดคล้องกัน และไม่เป็นพิษต่อกัน
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Social Biome’ หมายถึงระบบนิเวศน์ทางสังคมของเราแต่ละคน ที่มีตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงคนแปลกหน้าที่เราเจอหรือต้องปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งระบบนิเวศน์เหล่านี้ถูกหล่อเลี้ยงด้วย 2 สิ่ง คือการที่เราเชื่อมโยงกันกับคนอื่น กับช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง
แล้วการใช้เวลาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ต้องใช้พลังมหาศาลในตัวเราทั้งนั้น นั่นทำให้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องการช่วงเวลารีเซ็ต รีชาร์จแบตเตอรี่ตัวเองใหม่ อนุญาตตัวเราได้ ‘ตั้งหลัก’ และตระหนักรู้ถึง ‘การมีอยู่’ ของตัวเราเอง ทั้งหมดที่ว่ามา คือความสามารถในการเรียกคืน Solitude ช่วงเวลาแห่งความสันโดษ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นมาเองเฉยๆ แต่เป็นทักษะที่เราต้องฝึก
หา ‘เฉด’ ของการอยู่อย่างสันโดษที่เหมาะกับตัวเอง
ทุกวันนี้เส้นแบ่งของ Solitude ยากขึ้น เมื่อมีโซเชียลฯ มีสิ่งที่เรารู้สึกว่าต้องรับรู้ตลอดเวลา ไม่สามารถปิดสวิชต์จากสังคมไปเลยได้ขนาดนั้น Solitude ก็เลยจำเป็นต้องปรับให้ยืดหยุดกับชีวิตตามไปด้วยโดยการแบ่งออกเป็นเฉดต่างๆ เช่น บางคนอาจเลือกใช้เวลาปลีกวิเวกลำพังคนเดียวไปเลย 100% บางคนอาจเลือกอยู่ลำพังท่ามกลางคนอื่นๆ เช่น นั่งคนเดียวในร้านกาแฟ ในสวนสาธารณะ ฯลน ซึ่งเฉดเหล่านี้เรียกว่า Semi-social
“มันคือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่คุณสร้าง Solitude ขึ้นมา ด้วยประสบการณ์ของคุณเอง ถ้าคุณเจอสิ่งที่เอ็นจอย และพื้นที่ที่ให้คุณได้ทำสิ่งนั้น นั่นถือเป็นเรื่องดี” ผู้เชี่ยวชาญจาก Solitude Lab ที่ทำการศึกษาด้านอารมณ์ ความคิด และประสบการณ์ของมนุษย์ มหาวิทยาลัยเดอแรมในอังกฤษ กล่าว
พื้นที่สีเทาของการอยู่กับตัวเอง
ในการหาเฉดของการอยู่อย่างสันโดษที่เหมาะกับเรา สิ่งที่ต้องระวังอาจเป็น ‘พื้นที่สีเทา’ ของช่วงเวลาสันโดษ แต่ไม่ได้โฟกัสกลับเข้ามาที่ข้างในตัวเองจริงๆ เพราะยังคอนเน็กต์กับโลกภายนอกอยู่ เช่นบ่อยครั้งที่เราก็ยังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย เช็คข้อความ อ่านโน่นอ่านนี่ แปลว่าถึงเราจะใช้เวลาเงียบๆ อยู่ลำพัง ก็ยังมีส่วนร่วมกับคนอื่น หรือ ‘ความคิดของคนอื่น’ ในนั้น ที่พร้อมลีดเราไปทางไหนก็ได้ และเป็นตัวเร้าที่กระตุ้นให้เราต้องตอบสนองมันในเชิงอารมณ์ความรู้สึกและความคิดอ แม้จะไม่ใช่การมีปฏิสัมพันธ์กันในเชิง Physical ก็ตาม แล้วมันก็ทำให้เราไม่ได้รีชาร์จอย่างแท้จริงอยู่ดี
สิ่งที่พอทำได้ดีที่สุดภายใต้การบีบบังคับเหล่านั้น จึงอาจเป็นการสำรวจว่าตอนนี้เราอยู่ในสภาวะที่สงบและผ่อนคลายแล้วหรือยัง หลังจากเจอตัวกระตุ้นต่างๆ จากการเข้าสังคมทั้งทางกายภาพและโลกออนไลน์ฯ ไม่ว่าการเข้าสังคมนั้นจะทำให้สนุก ตื่นเต้น หรือกระตุ้นอารมณ์อะไรก็ตาม เพราะทั้งหมดสามารถนำพาความอ่อนล้าทางอารมณ์มาให้ได้ทั้งนั้น
เคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำทิ้งท้ายก็คือให้คิดว่า “งานจ๋า เธอไม่สามารถกวนฉันได้ตอนนี้ ความเครียดทั้งหมดเอากองทิ้งไว้สักที่ก่อน หรือให้ลองจินตนาการว่าคุณก็เป็นแค่เด็กเล็กๆ ที่ต้องการเวลาเงียบๆ และสงบโดยไม่ต้องรู้สึกผิด”
ทั้งหมดนี้คือการทำความเข้าใจความหมายของการอยู่อย่างสันโดษใหม่ว่า มันไม่ใช่การปลีกตัว หลบเลี่ยงไม่พบเจอผู้คน เดินหนีจากคนรอบข้าง หรือปฏิเสธสังคม แต่มันคือการให้เวลาตัวเองได้รีชาร์จ เพื่อที่จะกลับมาอยู่กับสังคมอย่างมีเอเนอร์จี้ที่ดีอีกครั้งหนึ่ง
อ้างอิง

https://www.vox.com/the-highlight/482863/alone-time-solitude-social-biome-recharge-batteries

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0092656623000880?via%3Dihub

เหตุการณ์ที่ผู้เขียนยังฝังใจไม่เคยลืม คือการใส่ผ้าอนามัยเล่นน้ำตอนเข้าค่ายยุวกาชาด แล้วต้องเจอกับฝันร้ายของการใส่ผ้าอนาม...
12/04/2026

เหตุการณ์ที่ผู้เขียนยังฝังใจไม่เคยลืม คือการใส่ผ้าอนามัยเล่นน้ำตอนเข้าค่ายยุวกาชาด แล้วต้องเจอกับฝันร้ายของการใส่ผ้าอนามัยที่ดูดน้ำจนเต็มแผ่น จนเกาะกางเกงในไม่อยู่แล้วหล่นพรวดลงมา
สำหรับสงกรานต์นี้ใครรู้ตัวว่าเป็นมนุษย์เมนส์และจะออกไปสาดน้ำพร้อมศึกแดงเดือดไม่รอดแน่ๆ เราขอให้เปิดใจลอง ‘ถ้วยอนามัย’ หรือ ‘Menstrual Cup’ ถ้วยซิลิโคนทางการแพทย์ที่ใช้ง่ายเหมือนผ้าอนามัยแบบสอด ไม่ซึมเปื้อนระหว่างวัน และใส่ทำกิจกรรมทางน้ำได้
เมื่อเราแนะนำถ้วยอนามัยให้ใครไป รีแอกชั่นแรกมักจะเป็นความเกรงกลัวกับการสอดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด มันจะยากไหม จะเจ็บไหม แล้วมันปลอดภัยหรือเปล่า นี่จึงเป็น 5 ข้อดีที่เราอยากเปิดใจให้มนุษย์เมนส์ได้ให้โอกาสถ้วยอนามัยสักครั้ง
1. ใช้ได้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
หากใส่ได้อย่างถูกต้อง ความรู้สึกคือแทบจะ “ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่” ของถ้วยเลย ทำให้วันนั้นของเดือนยังคงสดใสและเป็นปกติได้ไม่ต่างจากวันอื่นๆ
2. ประหยัดเงินในระยะยาว
ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากหลักร้อยต่อเดือนให้เหลือเพียงหลักสิบ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว ทั้งในแง่ของการประหยัดเงินและการใช้งานที่ยั่งยืนมากขึ้น
3. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในสถานการณ์ที่ต้องเจอกับน้ำสกปรก เช่น การเล่นน้ำกลางแจ้ง ผ้าอนามัยยังมีแนวโน้มอุ้มน้ำ ทำให้ประสิทธิภาพในการซับเลือดลดลง เสี่ยงต่อการซึม เลอะ และเพิ่มความอับชื้น ซึ่งอาจนำไปสู่การระคายเคืองหรือการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
4. ไม่อับชื้น ลดกลิ่น
นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ผ้าอนามัย เพราะช่วยลดโอกาสการสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. เหมาะกับกิจกรรมลุยๆ
ทำได้ทุกกิจกรรมจริงๆ แต่มีอยู่หนึ่งกิจกรรมที่ขอพักก่อนนะ… สายหวาน สายเลิฟ สายมีโมเมนต์กับคู่รัก อันนี้ต้องขอ “งดก่อนชั่วคราว” เพราะน้องไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนั้น เอาเป็นว่า…ลุยได้ทุกกิจกรรม ยกเว้นกิจกรรมที่ต้อง “ซิงค์จังหวะหัวใจ” กับใครบางคน
ถ้วยอนามัยก็เหมือนการปั่นจักรยานแหละ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคล่องตั้งแต่ครั้งแรก แน่นอนว่าต้องมีช่วงลองผิดลองถูก ฝึกใส่ ฝึกจับจังหวะของตัวเองกันนิดนึง แต่ข่าวดีคือเดี๋ยวนี้มีเทคนิคช่วยเพียบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีพับหลากหลายแบบที่ทำให้ใส่ง่ายขึ้นแบบคนละเรื่อง
แต่ไม่ว่าจะชิลแค่ไหน…ก็อย่าลืมเอาออกตามเวลา ไม่งั้นจากไอเท็มลูกรักจะกลายเป็นฝันร้ายเข้าโรงพยาบาลได้เด้อ
อ่าน 5 ข้อดีของถ้วยอนามัยเต็มๆ ต่อได้ใน
https://mirrorthailand.com/self/health/103049
#ถ้วยอนามัย

11/04/2026

สมมติถ้าเราได้เกิดเป็นหมาแมวจริงๆ อยากมีเจ้าของ หรือ ‘บ้าน’ แบบไหน?
ในตัวอย่างภาพยนตร์ ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ มีการพูดถึง ‘บ้านในฝัน’ ของหมาจร 3 ช่วงวัย นับตั้งแต่ตอนเด็ก ตอนหนุ่ม จนถึงตอนแก่ แล้วถ้าวันนี้ ‘ตู - ต้นตะวัน ตันติเวชกุล’ ต้องกลายเป็น ‘โกฮัง’ เธอจะเลือกบ้านที่อบอุ่น บ้านที่ปลอดภัย หรือบ้านที่อยู่ได้ตลอดไป
พบกับ ‘What If deep talk’ รายการที่จะพาคุณไปสำรวจความจริงในใจ ผ่านบทสนทนาที่ตั้งต้นจากคำว่า ‘สมมติ’ เพราะบางครั้ง ‘เรื่องสมมติ’ ก็อาจเผยให้เห็นทัศนคติและตัวตนในมุมที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน
#ตูต้นตะวัน #โกฮังหัวใจโกโฮม

11/04/2026

ความเครียดของอารมณ์ สะสมส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ หรือถ้าใครรู้สึกเหนื่อยๆ อึนๆ หมดพลังแบบบอกไม่ถูก นี่อาจเป็นสัญญาณว่า ‘พลังปราณ’ ไหลเวียนไม่สะดวก MIRROR ถึงขอแนะนำการดูแลสุขภาพแบบทางเลือกอย่าง Micro Chakra Therapy คือการเคลียร์พลังอย่างละเอียดโดยคุณ Rajul จะใช้ศาสตร์อายุรเวทอินเดียโบราณอย่างมาร์มาผสานกับศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างเรกิ ในการดึงพลังงานลบออกจากร่างกาย ช่วยเรื่องการนอนหลับ และปรับสมดุลอารมณ์

📍Siam Kempinski Hotel
เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00-21:00 น.

โดยคุณ Rajul จะให้บริการ ถึงวันที่ 20 เมษายน 2569

📱02 162 9000
kempinsiam.book.app

ที่อยู่

86 Rama 4 Rd, Silom, Bang Rak
Bang Rak
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 10:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mirror Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Mirror Thailand:

แชร์