11/11/2022
"ผมไม่ได้ซื้อทวิตเตอร์เพราะอยากได้เงินเพิ่ม ผมทำเพราะผมพยายามจะช่วยมนุษยชาติที่ผมรัก" นี่เป็นส่วนหนึ่งจากคำชี้แจงของ 'อีลอน มัสก์' (Elon Musk) มหาเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของคนใหม่ของ 'ทวิตเตอร์' (Twitter) โซเชียลมีเดียนกฟ้าที่ไม่รู้ว่าจะโบยบินไปทางใด
ตั้งแต่มัสก์ปิดดีลซื้อทวิตเตอร์ไปไม่ถึงครึ่งเดือน ก็ยังไม่มีวันไหนที่ชื่อของเขาหลุดจากหน้าสื่อ เพราะมีการรายงานข่าวความเปลี่ยนแปลงในองค์กรทวิตเตอร์อยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่การแบกอ่างล้างจานเข้าบริษัทที่เป็นการเล่นมุกคำพ้องเสียง (Let that sink in ความหมายตรงตัวคือให้อ่างล้างจานเข้ามาข้างใน แต่ความหมายอีกอย่างคือเข้าใจหรือตกตะกอนในแนวคิด/ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น) ซึ่งก็คงเรียกเสียงหัวเราะแหะๆ ได้บ้าง ไปจนถึงการเลย์ออฟฟ้าผ่าพนักงานนับพันที่ไม่มีใครขำออก สั่งให้วิศวกรปรินต์โค้ดทั้งหมดลงกระดาษให้มัสก์ตรวจ มอบหมายงานโดยคาดหวังให้พนักงานทำงานไม่หยุดเสาร์อาทิตย์วันละ 12 ชั่วโมง และอื่นๆ ผู้คนที่เฝ้าตามข่าวก็ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยว่า "อะไรของมัสก์เนี่ย"
บางคนอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องสนใจทวิตเตอร์ด้วยล่ะ มีอีกหลายโซเชียลมีเดียที่มีปัญหาในแบบของตัวเองนะ ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่สิ่งที่เราอยากชวนให้ทุกคนจับตามองก็คือ เหตุผลของอีลอน มัสก์ที่อ้างว่าเขาต้องการให้ทวิตเตอร์เป็นเหมือน "จัตุรัสกลางเมืองดิจิตอล" ที่ความเชื่ออันหลากหลายสามารถนำมาถกเถียงกันได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า แล้วเราควรให้พื้นที่ทางการแสดงออกกับทุกความเชื่อ แม้กระทั่งความเชื่อที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น จริงๆ หรือ?
[ ชาวทวิตอย่ากลัวไป เจ้าชายฟรีสปีชมาช่วยแล้ว ]
โดยปกติแล้ว ทวิตเตอร์มักถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มีแต่คนเถียงกันเรื่องความเห็นที่ไม่ลงรอย หลายครั้งที่ดราม่าเกิดขึ้นและดับไปในทวิตเตอร์ ถึงอย่างนั้น ผู้คนก็ยังนิยมใช้ทวิตเตอร์ แพลตฟอร์มที่เน้นสื่อสารผ่านตัวอักษร และแพร่กระจายเนื้อหาไปได้ทั่วโลกผ่านการ "รีทวิต" เราสามารถอ่านเนื้อหาจากเพื่อนของเรา รุ่นพี่ที่คณะ แฟนคลับวงที่เราชอบ หรือคนดังจากหลากหลายวงการ ซึ่งพวกเขาจะมี "เครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า" อยู่ท้ายยูสเซอร์เนมเพื่อยืนยันว่าบัญชีนี้เป็นบุคคลหรือแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในสังคม เนื้อหาที่ทวิตเป็นสิ่งที่ถูกรับรอง และเกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์
อีลอน มัสก์ออกตัวว่าเขาเป็น “ผู้ที่เชื่อในเสรีภาพในการพูดอย่างสมบูรณ์” (Free speech absolutist) ในทางทฤษฎีหมายถึง เชื่อว่าบุคคลมีสิทธิในการแสดงออกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ และรัฐไม่ควรจำกัดเสรีภาพนี้ ผู้ที่เชื่อในเสรีภาพการพูดอย่างสมบูรณ์ถึงกับปฏิเสธที่จะขีดเส้นแบ่งระหว่าง "ฟรีสปีช" และ "เฮตสปีช" ด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริง ประเทศตะวันตกในยุโรปทุกประเทศมีข้อกำหนดที่ต่อต้านเฮตสปีชอย่างจริงจัง ภายหลังมัสก์ก็ออกมาชี้แจงว่าฟรีสปีชในความหมายของเขาคือสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมาย เขาจะไม่ยอมรับการเซนเซอร์นอกเหนือกฎหมาย ถ้าผู้คนต้องการให้เสรีภาพในการพูดจำกัดวงแคบลง พวกเขาก็จะเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อควบคุมการพูดเอง ดังนั้นการเซนเซอร์ที่นอกเหนือกฎหมายจึงเป็นการขัดต่อเจตจำนงประชาชน
ทวิตเตอร์ซึ่งเป็นองค์กรโซเชียลมีเดียจากสหรัฐฯ ก็มีกฎชุมชนเพื่อควบคุมเนื้อหาไม่ให้มีการโจมตีหรือข่มขู่บุคคลจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ สัญชาติ วรรณะ เพศวิถี เพศ อัตลักษณ์ทางเพศ ศาสนา อายุ ความพิการ และโรค เพื่อปกป้องผู้ใช้ของแพลตฟอร์ม แต่ทันทีที่ข่าวมัสก์เทคโอเวอร์ทวิตเตอร์แพร่ออกไป 'โยเอล รอธ' (Yoel Roth) หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยและความถูกต้อง (ปัจจุบันโยเอล รอธเพิ่งลาออกจากทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน) ก็รายงานว่า ผู้ใช้แพลตฟอร์มทวิตถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังพุ่งสูงขึ้นใน 12 ชั่วโมงแรกหลังออกข่าว เช่น มีการใช้คำที่เรียกคนดำในเชิงดูถูกเพิ่มขึ้น 500% คำเหยียดเชื้อชาติคนยิว คำเหยียดเพศ คำเหยียดคนข้ามเพศ เป็นต้น จนทวิตเตอร์ต้องลบบัญชีผู้ใช้ออกถึง 1,500 บัญชี เพื่อลดการมองเห็นของคำเหล่านี้ให้เหลือน้อยที่สุด เหตุผลของนักเลงคีย์บอร์ดเหล่านี้ก็คือต้องการทดสอบว่าพวกเขาจะล้ำเส้นได้แค่ไหนภายใต้ "ฟรีสปีช" ของมัสก์
[ "จะเป็นกลางทางการเมืองได้ต้องทำให้พวกซ้ายจัดและขวาไม่พอใจเท่าๆ กัน" จริงหรือ? ]
ปรากฏการณ์ที่กล่าวมาก็ไม่ใช่สิ่งที่มัสก์ปรารถนาเช่นกัน เขาระบุว่าไม่อยากให้ทวิตเตอร์กลายเป็นสมรภูมิน้ำลายที่ใครจะพ่นอะไรออกมาก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ทวิตเตอร์ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นของแต่ละประเทศ มัสก์เสนอแนวทางแก้ไขว่าในอนาคตจะมีสภาตรวจสอบเนื้อหาที่รวบรวมคนจากหลากหลายจุดยืนทางความคิด ฟังแล้วก็ดูยุติธรรมและมีเหตุผล แต่โชคไม่ดีที่ผู้สนับสนุนหลักของมัสก์คือกลุ่มอนุรักษ์นิยมและฝ่ายขวา ส.ส. และส.ว. ของพรรครีพับลิกันบางส่วนออกมาทวิตแสดงความดีใจกับอนาคตของเสรีภาพทางการพูดในทวิตเตอร์ จำนวนผู้ติดตามบัญชีผู้ใช้ที่มีจุดยืนขวาจัดเพิ่มสูงขึ้น ตัวมัสก์เองก็มักจะมีปากเสียงกับส.ส. ฝ่ายซ้ายอยู่เสมอ เมื่อเร็วๆ นี้เขายังกล่าวหากลุ่มนักกิจกรรมว่าทวิตเตอร์เสียรายได้เพราะพวกเขาไปกดดันผู้ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม "นักกิจกรรมพวกนี้กำลังบ่อนทำลายเสรีภาพในการพูดของอเมริกา" เลยเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนเคลือบแคลงว่าทวิตเตอร์ในการบริหารของมัสก์จะยุติธรรมและสนับสนุนจุดยืนทุกเฉดได้จริงหรือเปล่า
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือไอเดียการหารายได้ใหม่ของมัสก์ ที่เพียง 8 ดอลลาร์สหรัฐ คุณก็สามารถได้รับ "ติ๊กฟ้า" หรือเครื่องหมายยืนยันตัวตนเหมือนกับเหล่าคนดังได้แล้ว ซึ่งมันจะเปลี่ยนแปลงความหมายของติ๊กฟ้าไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ติ๊กฟ้าเป็นสัญลักษณ์ในการยืนยันความน่าเชื่อถือของบัญชีผู้ใช้นั้นๆ กลายเป็นว่าใครๆ ก็สามารถซื้อความน่าเชื่อถือบนโซเชียลมีเดียได้ และอัลกอริทึมจะแสดงเนื้อหาของบัญชีผู้ใช้ที่มีเครื่องหมายติ๊กฟ้าให้มากกว่าบัญชีธรรมดา กลายเป็นว่าใครที่มีทุนหนากว่าก็สามารถช่วงชิงพื้นที่ออนไลน์ได้มากกว่า ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่เพื่อโปรโมตสินค้าหรือบริการ หรือการจงใจเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อชักจูงความคิดเห็นของประชาชน
[ ภัยร้ายจากการบิดเบือนข้อมูล ]
สิ่งที่มัสก์กำลังทำสุดท้ายแล้วก็จะย้อนมากัดกร่อนฟรีสปีชที่ตัวเขาอ้างว่าต้องการปกป้องเสียเอง เสรีภาพในการพูดเป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย และมัสก์ก็เคยกล่าวยืนยันเช่นนี้ มันครอบคลุมถึงสิทธิในการฟังและการถูกรับฟัง การพูดเพื่อโน้มนำ เพื่อถกเถียง เพื่อตั้งคำถามและหาความจริง คุณค่าของเสรีภาพในการพูดเป็นเหมือนการปลดปล่อยความคิดของประชาชน เราพูดเพื่อระบุปัญหาในสังคมและร่วมกันหาคำตอบให้กับปรากฏการณ์ต่างๆ และปัจจุบันโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่สำหรับการแสดงออกในลักษณะดังกล่าวของทุกๆ คน
แต่เมื่อการรับรองความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มถูกทำให้ซื้อได้ด้วยเงิน ทีมที่ดูแลการตรวจสอบข่าวปลอมถูกไล่ออก ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกละเลย การจงใจบิดเบือนข่าวสาร (Disinformation) จึงเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งสิ่งนี้แตกต่างจากการให้ข้อมูลที่ผิด (Misinformation)ที่เรามักพบเป็นประจำ เช่น ญาติผู้ใหญ่ที่ส่งต่อวิธีการรักษาโควิดด้วยสมุนไพรมาทางไลน์ ในกรณีนี้เกิดจากความไม่ตั้งใจเพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง ส่งต่อข่าวเพราะหวังดีไม่ได้หวังผลประโยชน์ส่วนตน แต่การจงใจบิดเบือนข่าวสารเป็นการตั้งใจสร้างและส่งต่อข้อมูลที่ผิดเพี้ยนเพื่อชี้นำความคิดคน และทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือการเมือง
ลองคิดภาพปฏิบัติการไอโอที่ยกระดับด้วยการลงทุนซื้อติ๊กฟ้าเพื่อจงใจเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ทวิตเตอร์ไทยคงจะปั่นป่วนและน่าสับสนเป็นอย่างมาก ในที่สุดสิ่งนี้จะส่งผลกระทบถึงสภาพสังคมในชีวิตจริง เหมือนกรณีที่รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาผ่านการโฆษณาเฟซบุ๊กในปี 2016
'วลาดีมีร์ เลนิน' (Vladimir Lenin) นักปฏิวัติมาร์กซิสต์เคยกล่าวไว้ว่า "เสรีภาพในสังคมทุนนิยมก็เหมือนเสรีภาพในรัฐกรีกโบราณ: เป็นเสรีภาพของเหล่าเจ้านายทาสเท่านั้น" คนจนและคนชายขอบถูกปิดปากเงียบเพราะต้องกัดฟันทำงานหามรุ่งหามค่ำ เสียงของพวกเขาถูกลบเลือน พื้นที่ในการแสดงออกมีอยู่จำกัดจำเขี่ย ปัญหาของพวกเขาเล็กกะจ้อยร่อยและแทบไม่มีใครรับรู้ โซเชียลมีเดียควรเป็นแพลตฟอร์มแห่งการพูดคุย เรียนรู้ เรียกร้อง แสดงออกสำหรับทุกคน โซเชียลมีเดียต้องรับผิดชอบในการควบคุมตรวจสอบเนื้อหาไม่ให้ใครถูกกลั่นแกล้งหรือโจมตี โซเชียลมีเดียควรพัฒนาการเข้าถึงและการใช้งานให้เอื้อกับคนทุกกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าถึงโอกาส เรื่องราว ความบันเทิง และข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม
หวังว่าแผนการพัฒนาที่ อีลอน มัสก์ อยากให้ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่แห่งการอยู่ร่วมกันของความเห็นอันหลากหลายจะเป็นไปได้จริงตามที่เขาอ้าง เพราะดูจากวิธีการที่เขารับมือกับผู้ใช้ที่ทวิตล้อเลียนตัวเขาเองด้วยการระงับบัญชี แล้วสร้างกฎว่า "ต่อไปนี้ ถ้ามีการทวิตแสดงบทบาทเป็นคนอื่นโดยไม่ระบุว่า "เพื่อการล้อเลียน" จะถูกระงับบัญชีถาวร" ดูเหมือนมัสก์จะไม่ได้ใจกว้างและมีอารมณ์ขันมากเท่าที่เขาออกตัวเท่าไหร่นัก สีสันและเสน่ห์ของทวิตเตอร์ก็คงจะจืดชืดลงทันตา
เหมือนมุกตลกของมัสก์นั่นแหละ 🙂
Writer: Karaked S.
Graphic Designer: Chutimol k.
อ้างอิง
Civil Liberties Union for Europe: https://bit.ly/3hhSGB3
The Hindu: https://bit.ly/3WBFDuu
The Indian Express: https://bit.ly/3NMLWr0
Insider: https://bit.ly/3TnSQEq, https://bit.ly/3DQL8wK
Los Angeles Time: https://lat.ms/3FY5bfm