Media Alert MEDIA ALERT สะท้อนสื่อ สะท้อนสังคม

Media Alert เป็นโครงการภายใต้แผนการทำงานของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่มีภารกิจในการนำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์สภาพการณ์สื่อและพฤติกรรมการเปิดรับและการใช้สื่อของสังคม โดยมุ่งหวังสร้างเสริมวัฒนธรรมการคิดวิเคราะห์ในการสื่อสาร การเปิดรับ และการใช้สื่อ เพื่อส่งเสริมนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

🔎 7 ข้อค้นพบสำคัญ จากผลการศึกษา “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน”🔔 จากผลการศ...
29/05/2026

🔎 7 ข้อค้นพบสำคัญ จากผลการศึกษา “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน”

🔔 จากผลการศึกษาเรื่อง “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน” โดยทีมนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในงานเสวนาวิชาการ Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในวันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมโฟร์วิงส์ กรุงเทพฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตคุณภาพเนื้อหาที่ลดลง และพื้นที่ของรายการเด็กที่หายไปจากการถูกบีบคั้นทางเศรษฐกิจ

ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปสู่การรับชมผ่าน สตรีมมิ่ง มากขึ้น แต่ยังคงคาดหวังให้ทีวีเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น รายงานยังนำเสนอ 4 ฉากทัศน์ในอนาคต ที่มีตั้งแต่การอยู่รอดของผู้ที่ปรับตัวได้ไปจนถึงการล่มสลายอย่างช้า ๆ ของสถานีที่ไม่สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้งานวิจัยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของ นโยบายจากภาครัฐที่มีความชัดเจน และ การปรับรูปแบบธุรกิจสู่การเป็นผู้ผลิตเนื้อหาอย่างเต็มตัว เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมสื่อและสังคมไทย โดยสามารถสรุปข้อค้นพบสำคัญ 7 ข้อ ดังนี้
1. ทีวีไม่ตาย แต่ย้ายบ้าน: จากหน้าจอหลักสู่ Streaming และ "My Time"
แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป แต่ทีวีดิจิทัลยังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน โดยผลการสำรวจพบว่าผู้ชมส่วนใหญ่ใช้เวลากับหน้าจอถึงวันละ 4-5 ชั่วโมง ทว่าช่องทางหลักได้เปลี่ยนจากหน้าจอโทรทัศน์ปกติไปสู่ แอปพลิเคชัน Streaming และสื่อโซเชียลมีเดีย มากขึ้น ส่งผลให้แนวคิดเรื่อง "Prime Time" หรือช่วงเวลาครอบครัวหายไป และถูกแทนที่ด้วย "My Time" ที่ผู้ชมเลือกรับชมตามความสนใจและจังหวะชีวิตของตนเองผ่านหน้าจอในระบบอื่น ๆ แทน
2. ช่องว่างแห่งความคาดหวัง: ดูบันเทิงแต่โหยหาอัตลักษณ์และสาระ
ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็น "Gap" ที่น่าสนใจระหว่างพฤติกรรมการรับชมจริงกับความคาดหวัง ในขณะที่รายการบันเทิง ละคร และซีรีส์ เป็นประเภทรายการที่คนรับชมมากที่สุด แต่ผู้ชมกลับมีความคาดหวังสูงที่สุดว่าทีวีดิจิทัลควรนำเสนอเนื้อหาที่ ส่งเสริมอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ผลิตในการผสานความต้องการเชิงคุณค่าเข้ากับความนิยมในเชิงพาณิชย์
3. รายการเด็กและท้องถิ่น: "พื้นที่ที่หายไป" ในผังรายการทีวีปัจจุบัน
จากการวิเคราะห์ผังรายการพบสัญญาณที่น่ากังวล คือรายการสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงรายการท้องถิ่นเกือบจะหายไปจากผังรายการทั้งหมด โดยเฉพาะรายการสำหรับเด็กปฐมวัย (ป3+) ที่ไม่พบเลยในผังทีวีดิจิทัล 21 ช่องในช่วงที่ทำการศึกษา ส่วนรายการท้องถิ่นก็มีสัดส่วนเบาบางมากเหลือเพียงประมาณร้อยละ 1.2 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจทำให้พื้นที่สำหรับเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ถูกลดทอนลงอย่างน่าตกใจ
4. ข่าว คือรายการ Flagship ที่ถูกท้าทายด้วย "การเล่าข่าว" และ "การขายสินค้า"
รายการข่าวยังคงเป็นเนื้อหาหลัก (Flagship) ของทุกกลุ่มสถานี แต่ในปัจจุบันรายการประเภท "เล่าข่าว" มีสัดส่วนเวลาใกล้เคียงกับรายการข่าวเหตุการณ์ปกติอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบการแทรก รายการขายสินค้า หรือโฆษณาแฝงลงไปในรายการข่าว ซึ่งบางครั้งกินเวลาเกือบ 5 นาทีกลางรายการ ซึ่งนอกจากจะรบกวนการรับชมแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และจริยธรรมวิชาชีพในมุมมองของผู้ชมอีกด้วย
5. วงจรวิกฤตคุณภาพ: เมื่อรายได้ลด ต้นทุนต่ำ นำไปสู่การเสียฐานผู้ชม
อุตสาหกรรมทีวีกำลังเผชิญกับ "วงจรวิกฤตรายได้" ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เมื่อรายได้โฆษณาลดลงเนื่องจากแบรนด์ย้ายไปสื่อออนไลน์ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้คุณภาพเนื้อหาต่ำลง หรือหันไปผลิตเนื้อหาที่เน้นดราม่าเพื่อเรียกเรตติ้งราคาถูก เมื่อเนื้อหาไม่มีคุณภาพ ผู้ชมก็ย้ายไปรับชมผ่านแพลตฟอร์ม OTT มากขึ้น ทำให้รายได้ลดลงไปอีก เกิดเป็นวงจรที่ยากจะเปลี่ยนผ่านหากไม่มีกลไกสนับสนุนที่เพียงพอ
6. หมุดหมายแห่งความเชื่อถือ: ทีวียังเป็น "Anchor of Trust" ในยามวิกฤต
ท่ามกลางกระแส Fake News ในโลกออนไลน์ ทีวีดิจิทัลยังมีจุดแข็งสำคัญคือการเป็น แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีความรับผิดชอบเชิงสถาบัน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าบทบาทที่แพลตฟอร์มดิจิทัลทดแทนไม่ได้คือการเป็นสื่อกลางในยามเกิดวิกฤตการณ์ระดับชาติ (Crisis Communications) หรือเหตุการณ์สำคัญที่คนต้องการความจริงร่วมกัน ทีวีจึงยังถูกมองเป็น "โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสาร" ที่สำคัญของสังคม
7. เปิด 4 ฉากทัศน์อนาคตทีวีไทย: สัญญาณเตือนภัยจาก "Slow Collapse"
จากการวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ภาพอนาคตหลังปี 2572 ออกเป็น 4 ฉากทัศน์ ดังนี้:

• Survival of the Fittest (ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอด): รัฐไม่ช่วย แต่ช่องที่ปรับตัวได้จะอยู่รอดด้วยกลยุทธ์ขาย IP และการใช้หน้าจอทีวีเป็น "โชว์รูม" สร้างแบรนด์

• Phoenix Rising (ฟีนิกซ์เริงระบำ): ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดที่นโยบายรัฐเอื้ออำนวย และผู้ประกอบการปรับตัวจาก Broadcaster เพียงอย่างเดียว สู่การเป็น IP Content Provider ได้ สร้างโมเดลหารายได้หลายช่องทาง เกิดแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับชาติ มุ่งสร้าง Public Value

• State-Dependent Limbo (ภาวะชะงักงัน): รัฐมี Road Map ดีแต่วางแผนช้าเกินไปจนผู้ประกอบการหมดสายป่าน และปรับตัวไม่ทันตามเทคโนโลยี

• Slow Collapse (การล่มสลายอย่างช้า ๆ): นี่คือฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 75% ซึ่งน่ากลัวที่สุดเพราะมันเป็นไปอย่าง "เงียบเชียบ" ทีวีจะค่อย ๆ หายไปจากระบบ ตลาดหดตัวอย่างไม่มีแผนการรองรับ คุณภาพเนื้อหาจะต่ำลงเรื่อย ๆ จนเหลือแต่รายการโฆษณาขายสินค้า และรายการเก่าที่นำกลับมาฉายซ้ำ ผลกระทบที่ตามมาคือสังคมจะสูญเสียพื้นที่ร่วมในการรับข้อมูล (Echo Chamber) เนื้อหาสำหรับเด็กและวัฒนธรรมจะหายไปอย่างถาวร และระบบสื่อสารในยามวิกฤตจะเปราะบางลงเนื่องจากขาดบุคลากรวิชาชีพที่มีประสบการณ์
รับชมงานเสวนาวิชาการ MEDIA ALERT: "ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" https://www.facebook.com/share/v/18iPYe62iV/
#สะท้อนสื่อสะท้อนสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#ทีวีดิจิทัล #เสวนาวิชาการ

📍สรุป 5 ประเด็นสำคัญ จากปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ในหัวข้อ “...
29/05/2026

📍สรุป 5 ประเด็นสำคัญ จากปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ในหัวข้อ “ทีวีไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน: ความหวังของผู้ผลิต สิทธิของผู้บริโภค” จากงานเสวนาวิชาการ Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หัวข้อ “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" ในวันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ
1. นิยามใหม่ของทีวี: จาก 'เพื่อนแก้เหงา' สู่ 'หน้าจอเชื่อมต่อโลก'
นิยามของทีวีในวันนี้เปลี่ยนไปตามเจเนอเรชัน สำหรับคนรุ่นใหม่ ทีวีไม่ใช่แค่ตู้ไม้หรือจอที่ตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่เป็นเพียง Display หรือ Connector ที่เชื่อมต่อพวกเขากับสิ่งที่อยากดูผ่านโลกออนไลน์ ในขณะที่สำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าไม่ถึงสตรีมมิ่ง "ฟรีทีวี" ยังคงทำหน้าที่เป็น "เพื่อน" ที่ใกล้ชิดที่สุดเสมอ การทำความเข้าใจนิยามที่แตกต่างนี้จึงเป็นก้าวแรกของการปรับตัวของผู้ผลิตสื่อไทย
2. สงคราม Visibility: ทำอย่างไรให้ทีวีไทย 'ถูกมองเห็น' บนจออัจฉริยะ
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการผลิตเนื้อหา คือการทำให้เนื้อหานั้น "ถูกมองเห็น" (Visibility) ในยุคที่ Smart TV ถูกครอบงำด้วยระบบปฏิบัติการ (OS) ระดับโลกอย่าง Google หรือ Android TV หากไม่มีกลยุทธ์ที่ดี ช่องทีวีไทยอาจหายไปจากหน้าจอแรก และถูกแทนที่ด้วยแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งต่างชาติ กสทช. จึงต้องมองไปไกลกว่าแค่กฎ "Must Carry" แต่ต้องสร้างกลไกที่ทำให้เกิด "Must Find" เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่ยืนบนแพลตฟอร์มระดับโลกเหล่านี้
3. คุณภาพเนื้อหา: ระหว่าง 'แชมป์ระดับโลก' กับ 'การขยี้ข่าวเร้าอารมณ์ และความสูญเสีย'
ในฝั่งผู้ผลิต เราเห็นความหวังจากกลุ่ม National Champion ที่สามารถผลิตเนื้อหาไทยส่งออกไปแข่งขันในระดับสากลได้ แต่ในทางกลับกัน ก็ยังมีกลุ่มที่เน้นการผลิตเนื้อหาที่ "ขยี้ข่าวเร้าอารมณ์ และความสูญเสีย" หรือดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อสร้างเรตติ้ง สิ่งนี้สะท้อนถึงการส่งเสริมจากภาครัฐที่ยังกระจัดกระจาย และขาดนโยบายที่ชัดเจนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของไทยอย่างจริงจัง
4. ฟรีทีวี คือ Safety Net: สิทธิพื้นฐานที่ผู้บริโภคไม่ควรต้องจ่ายแพง
แม้สตรีมมิ่งจะแพร่หลาย แต่ค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกหลายแพลตฟอร์มถือเป็นภาระหนักสำหรับผู้บริโภค "ฟรีทีวี" จึงต้องทำหน้าที่เป็น Safety Net หรือตาข่ายรองรับทางสังคม เพื่อให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสหรือคนต่างจังหวัด สามารถเข้าถึงเนื้อหาคุณภาพได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากทีวีไทยล่มสลาย สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
5. ทางรอดในอนาคต: ต้องปรับด้วยนโยบายอุตสาหกรรม และระบบไฮบริด
เพื่อให้ทีวีไทยอยู่รอดได้ในระยะยาว ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เสนอว่าต้องมี Industrial Policy ที่ชัดเจนจากภาครัฐ ไม่ใช่แค่บทบาทของ กสทช. เพียงอย่างเดียว รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น HbbTV (Hybrid Broadcast Broadband TV) มาใช้เพื่อเชื่อมโยงโลกของบรอดแคสต์ และออนไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือ (Trusted Ecosystem) และยั่งยืนสำหรับทุกคน
รับชมงานเสวนาวิชาการ MEDIA ALERT: "ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" https://www.facebook.com/share/v/18iPYe62iV/
#สะท้อนสื่อสะท้อนสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#ทีวี #เสวนาวิชาการ

“ฉากทัศน์ที่ 3 หรือ Slow Collapse ที่เกิดจากความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐ  และการปรับตัวไม่ได้ของทีวี คือฉากทัศน์ที่น่ากลัวท...
28/05/2026

“ฉากทัศน์ที่ 3 หรือ Slow Collapse ที่เกิดจากความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐ และการปรับตัวไม่ได้ของทีวี คือฉากทัศน์ที่น่ากลัวที่สุด และมีโอกาสเกิดขึ้นสูงสุดมากถึง 75% และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่วงการทีวีหดตัว รายได้ลด คุณภาพรายการต่ำลง ส่งผลให้สังคมค่อย ๆ สูญเสีย 'พื้นที่ร่วม' ในขณะที่คุณค่าสาธารณะของทีวีจะค่อย ๆ กร่อนหายไปทีละน้อย”
ดร.ภัทธิรา ธีรสวัสดิ์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยจากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยผลการวิเคราะห์ฉากทัศน์ทีวีไทยที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเสวนาวิชาการ Media Alert “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน"
วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569
ณ โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ

28/05/2026

งานเสวนาวิชาการ MEDIA ALERT:
"ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" 📺✨
ในยุคที่เทคโนโลยีถาโถมและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป...
อุตสาหกรรมทีวีไทยจะก้าวต่อไปอย่างไรให้
"มีคุณภาพ" และ "อยู่รอด" ได้อย่างยั่งยืน? 🤝
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ขอเชิญทุกท่านร่วมรับฟัง
▪️ปาฐกถาพิเศษจาก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต (กสทช.)
▪️พร้อมรับฟังผลการศึกษาเจาะลึกทิศทางทีวีไทยจากทีมนักวิจัย มศว
▪️และปิดท้ายด้วยวงเสวนาจากตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารสื่อชั้นนำ
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 🕗 เวลา 08.30 - 12.00 น.
มาร่วมหาคำตอบและสร้างสมดุลใหม่ให้กับวงการสื่อไทยไปด้วยกัน 🚀
#สะท้อนสื่อสะท้อนสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
#สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
#ทีวี #เสวนาวิชาการ

📢 พรุ่งนี้ (28 พ.ค. 2569) ขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการ MEDIA ALERT: "ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหา...
27/05/2026

📢 พรุ่งนี้ (28 พ.ค. 2569) ขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการ MEDIA ALERT:
"ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" 📺✨
ในยุคที่เทคโนโลยีถาโถมและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป...
อุตสาหกรรมทีวีไทยจะก้าวต่อไปอย่างไรให้
"มีคุณภาพ" และ "อยู่รอด" ได้อย่างยั่งยืน? 🤝
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ขอเชิญทุกท่านร่วมรับฟัง
▪️ปาฐกถาพิเศษจาก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต (กสทช.)
▪️พร้อมรับฟังผลการศึกษาเจาะลึกทิศทางทีวีไทยจากทีมนักวิจัย มศว
▪️และปิดท้ายด้วยวงเสวนาจากตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารสื่อชั้นนำ
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 🕗 เวลา 08.30 - 12.00 น.
📍 ผ่านระบบ Zoom Meeting
✅ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่: สแกน QR Code ในภาพ Poster
หรือ https://forms.gle/P2eTNqCWJuSqE2rCA
มาร่วมหาคำตอบและสร้างสมดุลใหม่ให้กับวงการสื่อไทยไปด้วยกัน 🚀
#สะท้อนสื่อสะท้อนสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ #สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม #ทีวี #เสวนาวิชาการ

📢 ขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการ MEDIA ALERT:
"ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" 📺✨
ในยุคที่เทคโนโลยีถาโถมและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป...
อุตสาหกรรมทีวีไทยจะก้าวต่อไปอย่างไรให้
"มีคุณภาพ" และ "อยู่รอด" ได้อย่างยั่งยืน? 🤝
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ขอเชิญทุกท่านร่วมรับฟัง
▪️ปาฐกถาพิเศษจาก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต (กสทช.)
▪️พร้อมรับฟังผลการศึกษาเจาะลึกทิศทางทีวีไทยจากทีมนักวิจัย มศว
▪️และปิดท้ายด้วยวงเสวนาจากตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารสื่อชั้นนำ
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 🕗 เวลา 08.30 - 12.00 น.
📍 ผ่านระบบ Zoom Meeting
✅ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่: สแกน QR Code ในภาพ Poster
หรือ https://forms.gle/P2eTNqCWJuSqE2rCA
มาร่วมหาคำตอบและสร้างสมดุลใหม่ให้กับวงการสื่อไทยไปด้วยกัน 🚀
#สะท้อนสื่อสะท้อนสังคม
#กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ #สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม #ทีวี #เสวนาวิชาการ

ถ้าจะบอกว่าคนไทยนับหนึ่งก้าว อาจจะจริง เพราะผลสำรวจล่าสุดบอกว่า วงการโฆษณาไทยใช้ AI มากสุดในอาเซียนแล้วรายงานจาก ‘Yandex...
27/05/2026

ถ้าจะบอกว่าคนไทยนับหนึ่งก้าว อาจจะจริง เพราะผลสำรวจล่าสุดบอกว่า วงการโฆษณาไทยใช้ AI มากสุดในอาเซียนแล้ว
รายงานจาก ‘Yandex Ads’ ที่จัดทำร่วมกับ ‘YouGov’ พบว่า ประเทศไทยกลายเป็นตลาดที่มีการใช้ AI ในอุตสาหกรรมโฆษณาสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย 84% ของนักการตลาดไทยระบุว่า กำลังทดลองใช้หรือใช้งาน AI จริงแล้ว แซงหน้า ‘เวียดนาม’ และ ‘อินโดนีเซีย’
ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดโฆษณาไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเริ่มใช้ AI ก่อนอีกต่อไป แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า 77% ของนักการตลาดในอาเซียนกำลังอยู่ระหว่างทดลองใช้หรือใช้งาน AI แล้ว ขณะที่ 66% มองว่า AI สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้ในระดับสูงหรือสูงมาก แต่ในอีกด้าน 79% ยังยอมรับว่าการขยายการใช้งาน AI ให้กว้างขึ้นยังติดข้อจำกัดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน การขาดเครื่องมือที่เหมาะสม หรือการขาดความเชี่ยวชาญภายในองค์กร
แรงกดดันเรื่องการพิสูจน์ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI กลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของนักการตลาดในยุคนี้ เพราะแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่สุดท้ายงบประมาณจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ก็ยังขึ้นอยู่กับการแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
ในไทย พฤติกรรมการใช้งบโฆษณายังสะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด นักการตลาดยังคงกระจายงบไปยังหลายช่องทาง โดยโฆษณาบนโซเชียลมีเดียยังได้รับความนิยมสูงสุดที่ 63% ตามด้วยวิดีโอ 55% อินฟลูเอนเซอร์ 48% ดิสเพลย์ 34% และ Native Ads 32% แทนที่จะเทงบไปที่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งเทรนด์ที่ยังชัดคือแนวคิด Mobile-first โดย 71% ของนักการตลาดในภูมิภาคมองว่า โซเชียลมีเดียบนมือถือคือช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค แต่แม้ผู้บริโภคจะใช้มือถือมากขึ้น การทำการตลาดให้แม่นยำกลับไม่ได้ง่ายขึ้นตาม โดยเฉพาะคอนเทนต์วิดีโอสั้น ที่ 28% ของนักการตลาดระบุว่ายังติดปัญหาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย

ถ้าจะบอกว่าคนไทยนับหนึ่งก้าว อาจจะจริง เพราะผลสำรวจล่าสุดบอกว่า วงการโฆษณาไทยใช้ AI มากสุดในอาเซียนแล้ว
รายงานจาก ‘Yandex Ads’ ที่จัดทำร่วมกับ ‘YouGov’ พบว่า ประเทศไทยกลายเป็นตลาดที่มีการใช้ AI ในอุตสาหกรรมโฆษณาสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย 84% ของนักการตลาดไทยระบุว่า กำลังทดลองใช้หรือใช้งาน AI จริงแล้ว แซงหน้า ‘เวียดนาม’ และ ‘อินโดนีเซีย’
ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดโฆษณาไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเริ่มใช้ AI ก่อนอีกต่อไป แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า 77% ของนักการตลาดในอาเซียนกำลังอยู่ระหว่างทดลองใช้หรือใช้งาน AI แล้ว ขณะที่ 66% มองว่า AI สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้ในระดับสูงหรือสูงมาก แต่ในอีกด้าน 79% ยังยอมรับว่าการขยายการใช้งาน AI ให้กว้างขึ้นยังติดข้อจำกัดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน การขาดเครื่องมือที่เหมาะสม หรือการขาดความเชี่ยวชาญภายในองค์กร
แรงกดดันเรื่องการพิสูจน์ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI กลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของนักการตลาดในยุคนี้ เพราะแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่สุดท้ายงบประมาณจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ก็ยังขึ้นอยู่กับการแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
ในไทย พฤติกรรมการใช้งบโฆษณายังสะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด นักการตลาดยังคงกระจายงบไปยังหลายช่องทาง โดยโฆษณาบนโซเชียลมีเดียยังได้รับความนิยมสูงสุดที่ 63% ตามด้วยวิดีโอ 55% อินฟลูเอนเซอร์ 48% ดิสเพลย์ 34% และ Native Ads 32% แทนที่จะเทงบไปที่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งเทรนด์ที่ยังชัดคือแนวคิด Mobile-first โดย 71% ของนักการตลาดในภูมิภาคมองว่า โซเชียลมีเดียบนมือถือคือช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค แต่แม้ผู้บริโภคจะใช้มือถือมากขึ้น การทำการตลาดให้แม่นยำกลับไม่ได้ง่ายขึ้นตาม โดยเฉพาะคอนเทนต์วิดีโอสั้น ที่ 28% ของนักการตลาดระบุว่ายังติดปัญหาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ไทยจะเป็นผู้นำด้านการใช้ AI แต่ยังมี 23% ของนักการตลาดไทยที่มองว่าการวัด ROI ยังเป็นเรื่องท้าทาย เทียบกับเวียดนามที่ 41% และอินโดนีเซีย 14% ซึ่งสะท้อนว่า การนำ AI มาใช้มาก ไม่ได้แปลว่าจะวัดผลได้ง่ายขึ้นเสมอไป
นอกจากการทำตลาดในประเทศ นักโฆษณาในภูมิภาคยังมองการขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดย 66% ยังให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียแปซิฟิก แต่ก็เริ่มสนใจ ‘ยุโรป’ และ ‘ตะวันออกกลาง’ มากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นต้นทุน ข้อมูลเชิงลึก และความซับซ้อนในการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับแต่ละตลาด
#ธุรกิจคิดใหม่
#โฆษณา #วงการโฆษณา #เอเจนซี่ #ไทย #เวียดนาม #อินโดนีเซีย #เวียดนาม

‘สื่อสังคมออนไลน์’ หลายชาติเริ่มจำกัดอายุผู้เยาว์ใช้ ไทยควรทำอย่างไร?“เด็กกับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” เป็นประเด็...
27/05/2026

‘สื่อสังคมออนไลน์’ หลายชาติเริ่มจำกัดอายุผู้เยาว์ใช้ ไทยควรทำอย่างไร?

“เด็กกับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ข่าวคือ 1. Meta ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มFacebook และ Instagram ถูกชี้ว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยจนแพลตฟอร์มส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์ คดีนี้เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยคณะลูกขุนในศาลมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าผู้ดูแลแพลตฟอร์มแม้จะรู้ความเสี่ยงแต่ไม่มีการเตือนจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้น

‘สื่อสังคมออนไลน์’ หลายชาติเริ่มจำกัดอายุผู้เยาว์ใช้ ไทยควรทำอย่างไร?

“เด็กกับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ข่าวคือ 1. Meta ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มFacebook และ Instagram ถูกชี้ว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยจนแพลตฟอร์มส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์ คดีนี้เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยคณะลูกขุนในศาลมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าผู้ดูแลแพลตฟอร์มแม้จะรู้ความเสี่ยงแต่ไม่มีการเตือนจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้น

สำนักข่าวในสหรัฐฯ อย่าง CNN บรรยายว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวชาวแคลิฟอร์เนียวัย 20 ปีชื่อไคลีย์และแม่ของเธอได้ฟ้องร้อง Meta, YouTube ของ Google, Snap และ TikTok โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้จงใจล่อลวงเธอตั้งแต่ยังเด็กและทำให้เธอเกิดความวิตกกังวล ความผิดปกติทางร่างกาย และความคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม Snap และ TikTok ได้ตกลงยุติคดีก่อนถึงกระบวนการพิจารณาคดี ขณะที่ Meta กับ YouTube ที่เดินหน้าสู้คดีต่อ จนมาถึงวันที่คณะลูกขุนชี้ว่ามีความผิด และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 200 ล้านบาท)

ขณะที่สำนักข่าว NPR อธิบายว่า คดีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยทนายความได้มุ่งเป้าไปที่การออกแบบระบบแทนที่จะเป็นเนื้อหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม จนคณะลูกขุนเห็นว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาให้เสพติด และบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรู้เรื่องนี้แต่ล้มเหลวในการปกป้องผู้ใช้ที่อายุน้อยที่สุด พร้อมกับยกตัวอย่างการฟ้องคดีที่คล้ายกันในทศวรรษ 1990s ที่ทำให้บริษัทยาสูบในสหรัฐฯ ต้องเลิกโฆษณาในลักษณะเจาะกลุ่มผู้เยาว์

กับอีกข่าวคือ 2. อินโดนีเซียเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ออกกฎหมายห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เรื่องนี้ปรากเฎเป็นข่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานว่า อินโดนีเซียออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งที่มาของมาตรการนี้ได้อ้างถึงผลการศึกษาเมื่อปี 2566 ที่พบว่า เด็กและเยาวชนชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพลามกอนาจารรวมถึงเคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์

อ่านต่อในคอมเมนต์

ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาทางสถาบันวิจัยเศรษฐกิจดนตรีระดับโลกอย่าง Omdia ได้สรุปสถานการณ์ในภาคเศรษฐกิจของ Global Liv...
26/05/2026

ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาทางสถาบันวิจัยเศรษฐกิจดนตรีระดับโลกอย่าง Omdia ได้สรุปสถานการณ์ในภาคเศรษฐกิจของ Global Live Music Market หรือตลาดการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินทั่วโลกว่ากวาดรายรับไปเป็นจำนวนมหาศาลถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯหรือมากกว่า 1.306 ล้านล้านบาท เรียกได้ว่าความต้องการและการยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อดูคอนเสิร์ตของแฟนเพลงทั่วโลกชนะสภาวะเศรษฐกิจและสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกไปแล้ว

ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาทางสถาบันวิจัยเศรษฐกิจดนตรีระดับโลกอย่าง Omdia ได้สรุปสถานการณ์ในภาคเศรษฐกิจของ Global Live Music Market หรือตลาดการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินทั่วโลกว่ากวาดรายรับไปเป็นจำนวนมหาศาลถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯหรือมากกว่า 1.306 ล้านล้านบาท เรียกได้ว่าความต้องการและการยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อดูคอนเสิร์ตของแฟนเพลงทั่วโลกชนะสภาวะเศรษฐกิจและสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกไปแล้ว
เงินที่สะพัดในระบบเศรษฐกิจคอนเสิร์ตเคยซบเซาอย่างยิ่งในปี 2021 ซึ่งเป็นปีที่สถานการณ์โควิด19 ยังคงมีอยู่ในบางประเทศเท่านั้นมีมูลค่าเพียง 8.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น โดยรายได้เกือบทั้งหมดเป็นเงินที่แฟนเพลงหมดไปกับการจ่ายเงินซื้อประสบการณ์ในการชมคอนเสิร์ตที่จับต้องไม่ได้หรือ Experiential Economy ผ่านการเล่นโชว์ผ่านทางเครือข่าวดิจิทัล ในช่วงนี้นี่เองที่ทางเหล่าครีเอทีพของทางค่ายเพลงต่างก็งัดกลยุทธ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมดนตรีโลกมาพยุงตลาดดนตรีที่กำลังดิ่งลงเหวให้ยังคงมีลมหายใจอยู่และในบางกรณีก็ยังสร้างปรากฎการณ์ใหม่ออกมาด้วย
BTS บอยแบนด์เบอร์หนึ่งของโลกได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการเปลี่ยนโฉมการแสดงคอนเสิร์ตแบบออฟไลน์ให้เป็นออนไลน์อย่างแท้จริง ด้วยการสร้างแพลตฟอร์ให้แฟนคลับรู้สึกเหมือนอยู่ในสเตเดียมจริง โดยทัวร์คอนเสิร์ต Map of the Soul ON:E ในปี 2020 ใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ XR (Extended Reality) ที่ผสานโลกเสมือนเข้ากับพื้นที่จริงเพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริงให้กับแฟนเพลง โดยโชว์ของวงนับแค่ 2 วันก็ทำเงินไปมากกว่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐฯแล้ว
ยังมีศิลปินอีกหลายคนที่ใช้รูปแบบการจัดคอนเสิร์ตเสมือนจริงนี้ในช่วงสถานการณ์โควิดอย่างวง BLACKPINK กับคอนเสิร์ต The Show ที่ร่วมกันทำกับทาง YouTube แร็ปเปอร์ ทราวิส สก็อตต์ กับโชว์อวาตาร์ Astronomical ที่มีผู้เข้าชมสดๆพร้อมกันถึง 12.3 ล้านคน รวมถึง ดัว ลิปา ที่โชว์ Studio 54 ที่จัดผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง LIVEnow ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดวิวทะลุ 5 ล้าน เพราะได้ เอลตัน จอห์น, ไคลีย์ มิโนก, ไมลีย์ ไซรัส และอีกมากมาเป็นศิลปินรับเชิญ
การจัดคอนเสิร์ตแบบออนไลน์ถือว่าเป็นโมเดลสำคัญที่ทำให้ทั้งโปรโมเตอร์และนายทุนมองเห็นว่ามาตรฐานในการจัดคอนเสิร์ตที่มีงานวิชวลและโปรดักชั่นที่สมัยก่อนให้ความสำคัญกับความยิ่งใหญ่อลังการและสะกดสายตาเท่านั้น แต่สำหรับงานโปรดักชั่นคอนเสิร์ตยุคหลังโควิดไปแล้วสิ่งที่ทำให้โชว์ประสบความสำเร็จมากกว่าก็คือการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับโชว์มากขึ้นและมีการแบ่งเซ็กชั่นหรือช่วงเวลาในการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อนำไปเผยแพร่ในแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียไปจนถึงการฉายบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตในโรงภาพยนตร์ด้วย
ทาง Omdia ได้คาดการณ์ไว้ว่าในระยะยาวอนาคตรายรับของคอนเสิร์ตของศิลปินทั่วโลกภายในช่วงปี 2030-2035 จะมีจำนวนมหาศาลถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยรายได้ทั้งหมดจะมาจากยอดขายบัตร, รายได้จากสปอนเซอร์และรายได้จากสินค้าที่ระลึกหน้างาน โดยแฟนเพลงจะใช้เงินซื้อสินค้าที่ระลึกอยู่ที่ราวๆ 32 เหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 1 พันกว่าบาท (ไม่รวมเสื้อทัวร์) ส่วนราคาบัตรคอนเสิร์ตในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะพุ่งแตะระดับ 144 เหรียญสหรัฐฯหรือหรือเกือบ 5 พันบาทโดยเฉลี่ย โดยทัวร์คอนเสิร์ตที่สร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมดนตรีมากที่สุดก็คือ The Era Tour ของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่ทำเงินทั่วไปมากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินอย่าง Coldplay, เอ็ด ชีแรน รวมถึงศิลปินละตินและศิลปินไอดอลกลุ่มระดับแถวหน้าของวงการเพลงเคป็อปหลายๆวงด้วย
▪️In a indie music galaxy far, far away…
เม็ดเงินที่อุตสาหกรรมดนตรีโลกได้รับคล้ายๆกับระบอบประชาธิปไตยอำนาจรวมศูนย์ กล่าวคือรายได้มวลรวมที่คิดมาทั้งหมดนั้นกระจุกตัวอยู่ในรายรับของศิลปินระดับแถวหน้าของโลกเป็นหลักเท่านั้น ตัวอย่างเช่นทัวร์ Music of the Spheres ของวง Coldplay ที่ทำเงินไปได้ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนรายรับต่อโชว์อยู่ที่ 5 - 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 170 - 480 ล้านบาท) ที่ถึงแม้ว่าจะสูงมากเพราะเป็น Gross Revenue แต่เงินจำนวนนี้ก็ต้องนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้กับนักดนตรี, ทีมงานประจำทัวร์, ค่าขนส่งไปจนถึงทีมงานท้องถิ่นอีก แต่เม็ดเงินจำนวนนี้ก็ยังถือว่าสูงมากแบบเทียบกันไม่ได้เลย ถ้าหากเทียบกับรายได้ของศิลปินอิสระในการทัวร์คอนเสิร์ต
ในช่วงปลายปีที่แล้ว อีแวน ไซน์เฟลด์ นักร้องนำและมือเบสของ Biohazard วงฮาร์ดคอร์พังก์และกรูฟเมทัลระดับตำนานได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านทางนิตยสาร Metal Hammer ว่า “เงินที่ผมได้รับจากการอยู่ในอุตสาหกรรมหนังสำหรับผู้ใหญ่ 3 ปีแรกนั้นมากกว่าเงินที่ผมได้รับจากการทำงานอยู่ในธุรกิจวงการดนตรีมาตลอด 20 ปีเสียอีก ในตอนที่ผมเข้าวงการใหม่ๆยังไม่มี Pornhub ด้วยซ้ำไป”
อีแวน ไซน์เฟลด์ เผยตามตรงว่าเขาเป็นผู้ชายที่ชอบโชว์ความเป็นชายและเขาก็ได้พบกับ เทรา แพทริก ภรรยาคนที่ 2 ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ของอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ และถึงแม้ว่าจะเลิกเล่นหนังแล้วก็ตาม อีแวน ก็ยังคงจริงจังกับธุรกิจนี้ เขาตั้งแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า IsMyGirl ขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สร้างผลงานของตัวเองและขายตรงให้กับแฟนๆ ได้เลย แพลตฟอร์มนี้มาก่อน OnlyFans เสียอีก
ไม่มีการเปิดเผยว่า อีแวน ไซน์เฟลด์ มีรายได้จากการทำงานในวงการหนังสำหรับผู้ใหญ่เป็นจำนวนเท่าไหร่จากการอยู่ในวงการ 3 ปี แต่การที่เขาเผยว่ามันเป็นรายรับที่มามากกว่าการทำงานเพลงเป็นเวลา 2 ทศวรรษให้กับวง Biohazard ที่ถือเป็นวงแร็ป/ฮาร์ดคอร์ที่ส่งอิทธิพลต่อวงการดนตรีฮาร์ดคอร์ในนิวยอร์กมาตั้งแต่ต้นยุค 90 โดยวงเมทัลอย่าง Pantera, Machine Head หรือแม้กระทั่ง Korn ก็ยังได้แรงบันดาลใจมาจาก Biohazard ก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่าศิลปินที่ทำเพลงนอกกระแสจะต้องดิ้นรนมากแค่ไหนเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ ถึงแม้ว่าชื่อชั้นของวงจะเป็นระดับตำนานแล้วก็ตาม
ในส่วนของศิลปินอินดี้ที่มีอยู่ภายใต้การดูแลของค่ายเพลงเล็กอิสระหรือแม้แต่ไม่มีค่ายเพลงต้นสังกัดเลยทั่วโลก ทาง Omdia ก็ได้ทำการสำรวจแบบคร่าวๆและพบว่ากลยุทธ์ในการหารายได้เชิงพานิชย์มีความแตกต่างออกไปจากศิลปินเมนสตรีมอย่างสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ศิลปินที่มีชื่อเสียงมีฐานแฟนเพลงรองรับสถานะทางการเงินทั้งในแง่ของการ ยอดขายบัตรคอนเสิร์ต, สินค้าที่ระลึก, ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์และอื่นๆอยู่แล้ว ศิลปินอินดี้ยังคงดิ้นรนสร้างฐานแฟนเพลงและมีอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่น่าสนใจใหม่ๆขึ้นมานอกเหนือไปจากการทำงานเพลงที่น่าสนใจเพื่อให้ผลงานของตัวเองขายได้
จากสถิติที่รายงานโดย Omdia และ Econ Market Research ซึ่งเป็นสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการตลาดสากลเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่าในปัจจุบันศิลปินอิสระที่เพิ่งจะเริ่มต้นเผยแพร่ผลงานมีรายรับราวๆ 100-500 เหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 3,500-10,000 บาทต่อโชว์และน้อยกว่านั้นมากถ้าเป็นศิลปินที่สร้างผลงานในประเทศที่มีต้นทุนในการเสพดนตรีที่เน้นความเป็นศิลปะน้อยกว่าดนตรีที่ค่ายเพลงสร้างขึ้นในเชิงพานิชย์มากๆ ส่วนศิลปินอินดี้ที่มีฐานแฟนคลับรายได้ต่อโชว์อาจจะขยับมาอยู่ที่ 2,000-10,000 เหรียญสหรัฐฯหรือราวๆ 70,000-350,000 บาท แต่มีศิลปินอินดี้ในแต่ละประเทศน้อยมากที่จะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้
สำหรับโปรโมเตอร์แล้วในปัจจุบันจำนวนบัตรคอนเสิร์ตที่ขายได้ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการหารายได้อีกต่อไปแล้ว เพราะนายทุนรู้ดีว่าไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับยอดขายบัตรได้ นายทุนจึงใช้วิธีการนำสินค้าต่างๆไปโปรโมทหรือขายในคอนเสิร์ตแทน และนี่คือรายได้หลักที่โปรโมเตอร์จะได้และนายทุนต้องมีกรอบว่าถ้าหักลบกลบหนี้แล้วได้ทุนคืนมาเท่านี้ก็จะอยู่ในจุดที่พอใจ คืออาจจะได้กำไรมาเล็กน้อยหรือขาดทุนเล็กน้อยก็ได้แต่นายทุนก็จะยังคงจับมือกับโปรโมเตอร์ต่อไปเพื่อรักษาคอนเนกชั่น เพราะจะมีบางวงที่ถึงแม้ว่าจะเป็นศิลปินอินดี้ แต่ถ้ากระแสของวงเหล่านั้นกำลังมา เงินที่ได้รับจากยอดขายบัตรที่การันตีได้ว่า Sold Out แน่ๆหรือขายเกือบหมดก็จะมาใช้ทดแทนโชว์ที่ขาดทุนครั้งก่อนๆไปได้
การจัดคอนเสิร์ตอินดี้ทั้งในไทยและต่างประเทศอาศัยใจรักและแพสชั่นที่ต้องการให้ซีนดนตรีที่ตัวเองรักยังหายใจได้ต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องยอมเจ็บตัวก็ตาม ส่วนตัวศิลปินเองก็ต้องดิ้นรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทัวร์ภายในประเทศหรือต่างประเทศที่ต้องเสียเงินค่าเดินทาง, ค่าที่พัก, ค่าอาหารและค่าอื่นๆสูงมาก ราคาที่ต้องจ่ายนี้กลืนกินรายได้จากค่าแสดงคอนเสิร์ตแทบจะตลอดทั้งทัวร์ ส่งผลให้ศิลปินอินดี้จำนวนมากหันมาพึ่งการขายเสื้อยืดที่ออกแบบมาหลายลายรวมถึงการขายแผ่นเสียง. ซีดีไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวกับวงอีกหลายประเภทจนแทบจะเป็นรายได้หลักให้กับวงเพื่อให้ทัวร์คอนเสิร์ตจบลงโดยที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง เพราะรายได้จากการขายเสื้อยืดได้ 1 ตัวอาจจะมีมูลค่าเท่ากับยอดสตรีมเพลงถึงเกือบ 9 พันครั้ง
▪️ กรณีศึกษาจริงจากวง Los Campesinos!
โดยปรกติแล้วบัญชีรายรับรายจ่ายของศิลปินที่ได้มาและเสียไป (Balance Sheets) ในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตถือเป็นความลับ แต่เมื่อไม่นานมานี้ Los Campesinos! วงอินดี้ร็อกจากเวลส์ได้ออกมาเผย Balance Sheets อย่างเปิดเผย โดยทางวงบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “สำหรับพวกเราแล้วอุตสาหกรรมการแสดงสดได้พังแบบราบราพณาสูรไปแล้วถึง 99% เพราะต้องยอมรับว่าแฟนเพลงมีรายรับเท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น รวมถึงค่าบัตรคอนเสิร์ตกลับแพงจนเกินไป
มีการบ่นถึงเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว แต่ที่ผ่านมามันก็เป็นเพียงการระบายความรู้สึกโดยปราศจากรายละเอียดและหลักฐาน ในตอนนี้วงดนตรีอินดี้และวงที่มีชื่อเสียงในระดับกลางๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบจากผู้จัดการและค่ายเพลงที่มักจะได้รับเงินจากหลายๆ โปรเจกต์มากกว่าศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมาเสียอีก ต้องเข้าใจก่อนว่าภาพลักษณ์ของศิลปินนั้นสำคัญมากและผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างค่ายเพลงและผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับเงินจากศิลปินมักจะให้ความสำคัญไปกับการทำพีอาร์และประสานงานในการโปรโมทผลงานที่ทำเงินให้กับพวกเขาได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วศิลปินได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่ เพราะค่ายกลัวว่าจะได้รับผลกระทบที่คาดไม่ถึงหากแฟนๆรู้ว่าศิลปินได้รับเงินน้อยแค่ไหนจากการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง
Los Campesinos! ยืนยันว่ารายละเอียดทางด้านการเงินที่พวกเขากำลังจะเปิดเผยนี้เป็นสิ่งที่วงอินดี้ทั่วโลกกำลังเผชิญแต่ไม่กล้าบอกใคร มันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทางวงถึงทัวร์บ่อยกว่านี้ไม่ได้และอยากให้วงอื่นๆออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้กันให้มากกว่านี้เพื่อเป็นการหาทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
สิ่งที่ควรรู้เป็นอย่างแรกเลยก็คือ Los Campesinos! เป็นวงที่มีสมาชิก 7 คนและไม่มีนักดนตรีเล่นแบ็คอัพ ในการทัวร์คอนเสิร์ตสมาชิกหลายคนต้องพาลูกๆเดินทางไปด้วยเพราะไม่มีใครดูแล ทางวงต้องจัดการทุกอย่างในระหว่างทัวร์ทั้งหมดและดูแลค่ายเพลงด้วยตัวเอง ทุกคนต่างก็มีงานประจำและใช้โควตาลาพักร้อนเพื่อมาออกทัวร์ ถึงแม้ว่าการทัวร์คอนเสิร์ตไม่ใช่รายได้หลักแต่ที่วงทัวร์อยู่ก็เพราะว่ามันสนุก นอกจากนี้ทุกคนก็ยังรักในการเล่นดนตรีและอยากพบปะกับแฟนเพลงด้วย
ทัวร์อเมริกาเหนือของวงในปี 2024 เพื่อสนับสนุนอัลบั้ม All Hell บัตรขายหมดแทบทุกโชว์ยกเว้นที่บอสตันเท่านั้น ผู้ชมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 850-900 คน สาเหตุที่บัตรขายหมดไม่ใช่เพราะว่าวงมีชื่อเสียงเป็นหลักแต่เป็นเพราะว่าค่าบัตรถูกมากอย่างเหลือเชื่อ (ค่าบัตรปรกติราคาประมาณ 960 บาทและมีบัตรสำหรับคนมีรายได้น้อยขายด้วยซึ่งอยู่ที่ 350 บาทเท่านั้น (เพื่อความสะดวกขอใช้สกุลเงินเป็นเงินสกุลบาทที่ผ่านการคำนวณคร่าวๆมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว) ทางวงได้รายรับรวมค่าจ้างอยู่ที่ 5 ล้านสองแสนบาท หักค่าคิวเอเยนซี 10% อยู่ที่ 5 แสนสองหมื่นบาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและอุปกรณ์ดนตรีที่ต้องหาเพิ่มหน้างานอยู่ที่ 2 แสนสองหมื่นบาท รวมแล้วรายรับสุทธิที่วงได้รับอยู่ที่ 4 ล้านสี่แสนแปดหมื่นบาท
รายจ่ายระหว่างทัวร์ทางวงต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะนอกจากสมาชิก 7 คนแล้วก็ยังมีทีมงานและลูกๆบวกกับคนดูแลเด็กด้วยรวม 14 ชีวิต โดยค่าวีซ่า ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าตั๋วเครื่องไปกลับ ค่าขนส่งเครื่องดนตรี ค่าประกันการเดินทางอยู่ที่ 6 แสนห้าหมื่นสองพันบาท ค่าเดินทางเฉพาะในอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่หมดไปกับรสบัสทัวร์รวมค่าน้ำมันและค่าจ้างคนขับอยู่ที่ 2 ล้านหกหมื่นบาท ทั้งหมดนี้คิดเป็นเงินที่สูงถึง 46% จากรายรับทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีค่าเดินทางฉุกเฉินจากชิคาโกไปซีแอตเติลที่ต้องขึ้นเครื่องบินไกลเกินกว่าจะเดินทางด้วยรถบัส ค่าโรงแรม ค่าขนส่งและเช่าอุปกรณ์ดนตรี ค่าจ้างทีมงานจากทีมงานท้องถิ่น ค่าภาษี IRS ของอเมริกา เมื่อนำมาหักกับเงินที่เหลืออยู่แล้วทางวงขาดทุนไปเกือบ 1 แสนบาท
แต่ทางวงรอดตายมาได้ก็เพราะยอดขายเสื้อทัวร์, เสื้อวง, โปสเตอร์และซีดีแผ่นเสียงที่แฟนคลับซื้อเพื่อเป็นการซัพพอร์ต โดยรายรับในส่วนนี้สูงถึงเกือบ 4 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เกือบเท่ากับค่าจ้างเล่นดนตรีตลอดทั้งทัวร์ แต่ก็ยังต้องหักต้นทุนการผลิต หักค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต, ค่าระบบเครื่องรูดบัตร, ค่าขนส่งและอื่นๆไปอีก สรุปแล้วกำไรสุทธิจากการขายของที่ระลึกอยู่ที่ 1 ล้านแปดแสนกว่าบาท เมื่อมาหักลบกลบหนี้แล้วทางวงไม่ถึงกับขาดทุนแต่ได้กำไรไปแค่ 1 ล้านเจ็ดแสนสองหมื่นบาทและต้องมาหาร 7 อีกด้วย ส่งผลให้สมาชิกได้รับเงินคนละ 2 แสนห้าหมื่นบาทจากการทัวร์คอนเสิร์ตเดือนเดียว แต่เงินก้อนนี้ก็ต้องเก็บไว้เป็นกองกลางเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำโปรเจกต์และใช้สำหรับการทัวร์ครั้งต่อไปอยู่ดี
▪️ ชะตากรรมที่ไม่ต่างกันของวง English Teacher
English Teacher วงอินดี้ร็อกและโพสต์พังก์จากเมืองลีดส์ประเทศอังกฤษได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงระดับเมเจอร์อย่าง Island Records เดบิวต์อัลบั้มของวงที่ชื่อ This Could Be Texas (2024) ได้รับ Mercury Music Prize รางวัลที่เป็นที่ใฝ่ฝันของวงดนตรีอิสระทั้งมวลในสหราชอาณาจักร ดูเหมือนว่าทางวงจะมีเส้นทางในอาชีพศิลปินที่ไร้ซึ่งอุปสรรคและมีอนาคตที่ไม่น่าจะยากลำบากอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับตรงกันข้าม
ลิลี่ ฟอนเทน ฟรอนท์วูแมนของวงเผยความจริงที่ไม่ว่าเชื่อผ่านการให้สัมภาษณ์กับทาง The Guardian ว่าถ้าความสำเร็จที่คนภายนอกมองเข้ามาคือ การได้รับรางวัล, มีชื่อเสียงและงานเพลงของวงได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ ทางวงก็น้อมรับความสำเร็จนั้น แต่มันตรงข้ามกับสถานะทางการเงินที่วงต้องเผชิญก่อนที่จะ English Teacher จะปล่อยอัลบั้มชุดแรก เพราะเธอยังคงต้องพึ่งพาเงินสวัสดิการคนว่างงานจากรัฐ ต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งไปนอนค้างตามโซฟาบ้านเพื่อน เนื่องจากไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าเช่าบ้าน
หลายคนอาจมองว่าศิลปินที่ยังไม่มีผลงานก็ต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้ทุกวง แต่ ลิลี่ ฟอนเทนมองว่ารัฐควรจะให้ความสำคัญกับศิลปินที่มีแววว่าจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆออกมาให้ดีกว่านี้ผ่านการระดมทุนหรือการสร้างโปรเจกต์ที่ช่วยผลักดันให้ศิลปินรีดศักยภาพที่มีออกมาได้อย่างหมดจดที่สุด แต่ในอังกฤษกลับมีโครงการรัฐน้อยมากที่จะให้การสนับสนุน
English Teacher เป็นวงที่ดังพอสมควรในหมู่นักฟังเพลงแนวอินดี้ร็อก เพราะงานเพลงของพวกเขามีคุณภาพสูงและมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ตลอดระยะเวลาที่ทัวร์คอนเสิร์ตมาทางวงไม่เคยได้เงินค่าตัวจากการแสดงโดยตรงเลย โดย English Teacher ประสบปัญหาเดียวกับวง Los Campesinos! เพราะว่าถึงแม้ว่าการเล่นตามเทศกาลดนตรีระดับโลกจะได้รับค่าจ้างที่สูง แต่เงินส่วนต่างที่หักลบโน่นนี่นั่นแล้วก็ยังต้องเก็บไปใช้สำหรับงานต่อไปอยู่ดี ส่วนการได้เล่นเป็นศิลปินเฮดไลน์ที่หลายคนมองว่าประสบความสำเร็จ แท้ที่จริงแล้วมันแลกมากับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดก็ลงเอยด้วยการขาดทุนอยู่ดี
ลูอิส ไวท์ติง มือกีตาร์ เผยว่าสมาชิกแต่ละคนพยายามใช้เงินให้ได้ไม่เกิน 500 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 22,000 บาท) จากเงินกองกลาง ส่วนเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากค่ายเพลงก็มักจะหมดไปกับค่าอุปกรณ์ดนตรีที่ต้องซื้อเพิ่มจากที่ค่ายมีให้ ถึงแม้ว่าเงิน 500 ปอนด์จะดูน้อย แต่วง English Teacher ต้องกังวลอยู่ทุกเดือนว่าจะหาเงินมาจากไหน เพราะค่าจ้างที่ได้มาไม่ครอบคลุมด้วยซ้ำ สิ่งที่น่าตกใจก็คือการทัวร์ 16 รอบใน UK ทำกำไรได้แค่ 800 ปอนด์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมันแทบไม่เหลือกำไรเลย เพราะงบมักจะบานปลายอยู่เสมอ
ตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือจำนวนคนดูลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากสถานการณ์โควิด แฟนเพลงหน้าเก่ามาดูโชว์ลดลง แฟนเพลงหน้าใหม่แทบไม่มีเลย ซึ่งส่งผลต่อรายรับจากค่าบัตรโดยตรง แต่ค่าใช้จ่ายในการทัวร์ UK กลับพุ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิดหลายเท่า นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมสินค้าที่ระลึกถึงมีราคาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะต้องนำเงินส่วนต่างเหล่านั้นมาโปะส่วนที่ขาดทุน อุปสรรคเหล่านี้ทำให้วงจาก UK โดยรวมไปทัวร์คอนเสิร์ตใตยุโรปลดลงถึง 74%
ส่วนการแสดงแต่ในประเทศบ้านเกิดก็ทำให้ตลาดถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อวงดนตรีอินดี้วงไหนเลย ทาง The Guardian ได้ตรวจสอบ Balance Sheets ของศิลปินอังกฤษจำนวน 12 วงที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อและมีเพียงศิลปินเดี่ยวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้กำไรกลับบ้านไปเกือบ 6,500 ปอนด์ (ประมาณ 288,000 บาท) ฟังดูไม่แย่จากการทำงานเดือนเดียว แต่นี่คือเงินที่มีไว้สำหรับใช้จ่ายในอีก 6 เดือนข้างหน้าที่ไม่มีการทัวร์เลย เงินจำนวนนี้ยิ่งกว่ากัดก้อนเกลือกินด้วยซ้ำไปถ้าจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีค่าครองชีพสูงมากอย่างกรุงลอนดอนเป็นเวลาครึ่งปี
งานวิจัยชื่อ "The Myth of the Creative Economy" โดยสถาบันวิจัยทางวัฒนธรรมในยุโรปชี้ให้เห็นว่าระบบสตรีมมิ่ง (อย่างเช่น Spotify, Apple Music) ทำให้อุตสาหกรรมเพลงกลายเป็นระบบ “ผู้ชนะกินรวบ” กล่าวคือรายได้ 90% ของแพลตฟอร์มไหลไปหาศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมีอยู่ในตลาดเพียง 1% เท่านั้น ส่วนศิลปินอีก 99% ที่เหลือไม่สามารถเลี้ยงชีพด้วยค่าสตรีมมิ่งได้ ศิลปินจึงถูกบังคับให้ออกทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อหาเงิน แต่เมื่อระบบการทัวร์คอนเสิร์ตต้องมาเจอกับวิกฤตต้นทุนพุ่งสูง ศิลปินกลุ่มนี้จึงเหมือนถูกตัดขาดจากช่องทางรายได้ในแทบจะทุกช่องทาง
ศิลปินที่กินรวบรายได้จำนวนมหาศาลจากการทัวร์คอนเสิร์ตหลักๆมีอยู่ไม่กี่คนอย่างเช่น เทย์เลอร์ สวิฟต์, บียอนเซ่, เอ็ด ชีแรน, เคนดริก ลามาร์, The Weend, Coldplay และล่าสุดรียูเนียนทัวร์ของวง Oasis ส่วนศิลปินที่ทั่วโลกมองว่าอยู่ในระดับท็อปของวงการอย่าง Post Malone, เซย์น มาลิก, เมแกน เทรนเนอร์ และอีกหลายคนยังต้องเลื่อนหรือยกเลิกคอนเสิร์ตในอเมริกาไปแล้วหลายรอบ
หลังสถานการณ์โควิดยุติลงใหม่ๆค่ายเพลงและโปรโมเตอร์เห็นว่าแฟนเพลงพร้อมทุ่มเงินจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อออกไปดูคอนเสิร์ตหลังจากที่ถูกล็อกดาวน์มานาน ส่งผลให้ทางผู้จัดดันค่าบัตรคอนเสิร์ตให้สูงขึ้นมากกว่าก่อนเกินสถานการณ์โควิดไม่ต่ำกว่า 38% แถมยังมีระบบเอาเปรียบผู้บริโภคอีกหลายอย่าง เช่นการเพิ่มค่าบัตรให้สูงขึ้นถ้าหากคนกดซื้อบัตรเยอะมาก (Dynamic Pricing)
สภาวะน้ำขึ้นให้รีบตักนี้ส่งผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีในยุคนี้ที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อด้านค่าครองชีพ ส่งผลให้แฟนเพลงเริ่มสู้ราคาไม่ไหว การจัดคอนเสิร์ตในสเตเดียมที่ผู้จัดวางเอาไว้ล่วงหน้าแล้วทำให้เกิดการขาดทุนอย่างหนักเพราะบัตรเหลือเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “จุดฟ้าเต็มผัง” (Blue Dot Fever คือที่นั่งที่แสดงเป็นสีฟ้าในแพล็ตฟอร์มขายบัตรคอนเสิร์ตที่ขายไม่ออก) ท้ายที่สุดแล้วผู้จัดก็จำเป็นต้องยกเลิกโชว์ไปในที่สุด
▪️ NANO กับแถลงการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงการใช้เงินตัวเองของศิลปินญี่ปุ่นที่ต้องไปทัวร์ตปท.
ศิลปินญี่ปุ่นชื่อดังของวงการเพลงญี่ปุ่น NANO ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกทัวร์ต่างประเทศทั้งหมดเพราะประสบกับปัญหาด้านการเงินและการขนส่งในโลกหลังยุคโควิดที่รุนแรงเกินกว่าจะรับไหว เพราะทั้งต้นทุนในการเดินทาง, ค่าวีซ่า, ค่าขนส่งอุปกรณ์ดนตรี, ค่าเช้าระบบ ไปจนถึงค่าจ้างทีมงานพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของทุกคนในตอนนี้ นี่คือความเสี่ยงที่รุนแรงจนอาจจะถึงขั้นทำลายอนาคตนักดนตรีและของทีมงานได้
NANO รู้ดีว่าแฟนเพลงได้จองตั๋วเครื่องบิน, โรงแรมและค่าใช้จ่ายอื่นๆเอาไว้แล้วเพื่อมาเจอเธอ ความจริงในข้อนี้ทำให้เธอเสียใจและเจ็บปวดอย่างมากที่ไม่สามารถขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีได้ตามสัญญา แต่การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยอมแพ้ เพราะเป็นการยอมถอยกลับมาเพื่อรักษาชีวิตและอนาคตของทุกๆคนเอาไว้ โดยเธอจะยังคงทำงานเพลงต่อไปและจะหาโอกาสที่เหมาะสมเพื่อกลับไปหาแฟนเพลงในต่างประเทศอีกครั้ง
มีศิลปินญี่ปุ่นจำนวนมากที่เผชิญกับปัญหาเดียวกันนี้ แต่บางคนก็ยอมขาดทุนหรือได้กำไรน้อยมากๆเพื่อมาแสดงคอนเสิร์ตในต่างประเทศ ถึงแม้จะรู้ดีว่าแฟนเพลงที่มาชมจะน้อยมากแค่ไหนก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพราะค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมากจากพิษเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก และที่สำคัญที่สุดก็คือค่าวีซ่าที่พุ่งสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินต่างประเทศในอเมริกาที่มีการปรับค่าธรรมเนียมสูงขึ้นในระดับหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกำแพงขนาดมหึมาที่ทำให้ศิลปินต่างชาติไม่สามารถจัดทัวร์ระดับกลางได้เลย
▪️ ทางออกที่จะไม่ทำให้ศิลปินต้องทำร้ายตัวเอง
สิ่งที่น่าคิดก็คือสถานการณ์ในขณะนี้ที่ศิลปินต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้แฟนเพลงได้ชมคอนเสิร์ตหรือแม้กระทั่งยอมใช้เงินตัวเองเพื่อที่จะได้ทำงานเพลงต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องถ่ายเลือดเป็นระยะๆเพื่อให้ยังมีลมหายใจในการทำงานดนตรีต่อไปได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทั่วโลก เหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในประเทศที่รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับศิลปินที่ทำงานสร้างสรรค์แต่ไม่สามารถทำเงินเข้าประเทศได้
▪️ แต่ไม่ใช่สำหรับในยุโรป
หลายประเทศในยุโรปให้การสนับสนุนศิลปินต่างชาติที่เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตในประเทศด้วยเงินสนับสนุนของรัฐ (ถ้าหากผ่านการคัดเลือกและตรวจสอบ) สหภาพยุโรปมีกองทุนส่วนกลางและโครงการอย่าง Culture Moves Europe และ Music Moves Europe ที่พร้อมมอบเงินให้กับศิลปินที่ขาดเงินทุนในการแสดงงานศิลปะและคอนเสิร์ต ฝรั่งเศสมีศูนย์ดนตรีแห่งชาติ (CNM - Centre National de la Musique) ที่มีเงินทุนมอบให้กับวงต่างชาติที่เซ็นสัญญากับค่ายในฝรั่งเศสเพื่อเป็นค่าเดินทางและค่าที่พักในการออกทัวร์ทั้งในและต่างประเทศได้
ประเทศเยอรมนีมีหน่วยงานรัฐบาลกลางที่มีชื่อว่า Initiative Musik เพื่อจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรีอิสระ กลุ่มประเทศนอร์ดิก มีหน่วยงานเหล่าที่ทำหน้าที่ในการส่งออกดนตรีของประเทศ อย่างเช่นหากมีวงดนตรีร็อกหรือเมทัลจากนอร์เวย์ต้องการไปทัวร์อเมริกาหรือยุโรป พวกเขาสามารถยื่นขอทุนเพื่อชดเชยค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า และค่าขนส่งเครื่องดนตรีได้แทบจะทันที โดยที่ไม่ต้องทำเอกสารยื่นเรื่องอะไรเลย ขอมีแต่จดหมายรับรองในการไปแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้น
แต่สำหรับประเทศที่รัฐไม่อุ้มศิลปินอิสระที่ทำงานศิลปะสร้างสรรค์อย่างเป็นทางการ ทางนายทุน, โปรโมเตอร์และศิลปินก็จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันเอาเอง ซึ่งบ่อยครั้งก็ใช่ว่าจะสามารถหาทางออกได้อย่างลงตัว เพราะเมื่อนำเงินมาหักลบกลบหนี้แล้วเห็นได้ชัดว่ามันไม่คุ้มที่จะจัด ส่งผลให้ศิลปินที่ต้องการเผยแพร่ผลงานของตัวเองผ่านการแสดงบนเวทีจำเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินกันเองมากบ้างน้อยบ้างและต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังที่สุด และถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีโครงการของภาครัฐและเอกชนที่ส่งเสริมศิลปินที่จะเผยแพร่ผลงานในต่างแดนอยู่พอสมควร แต่มันก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นและก็ใช้ว่าหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนศิลปินที่ทำงานสร้างสรรค์จะมีเงินมอบให้กับศิลปินทุกคนที่ต้องการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมไทยผ่านการแสดงดนตรีในต่างประเทศ
ส่วนคำถามใหญ่ที่สุดเลยในตอนนี้ก็คือโครงการเหล่านี้กำลังแก้ปัญหาอย่างถูกจุด, ยั่งยืนและเป็นโครงการระยะยาวจริงๆหรือเปล่า
#ไทยรัฐพลัส
#บัตรแพง #ทัวร์คอนเสิร์ต

ที่อยู่

Bangkok
10400

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Media Alertผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Media Alert:

แชร์

ประเภท