Media Alert MEDIA ALERT สะท้อนสื่อ สะท้อนสังคม

Media Alert เป็นโครงการภายใต้แผนการทำงานของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่มีภารกิจในการนำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์สภาพการณ์สื่อและพฤติกรรมการเปิดรับและการใช้สื่อของสังคม โดยมุ่งหวังสร้างเสริมวัฒนธรรมการคิดวิเคราะห์ในการสื่อสาร การเปิดรับ และการใช้สื่อ เพื่อส่งเสริมนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

ถ้าเม็ดเงินโฆษณาไหลออกจากทีวีไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว โจทย์ที่ควรตามมาคือแบรนด์ต่างๆ น่าจะแข็งแรงข...
01/09/2026

ถ้าเม็ดเงินโฆษณาไหลออกจากทีวีไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว โจทย์ที่ควรตามมาคือแบรนด์ต่างๆ น่าจะแข็งแรงขึ้นจากการลงทุนที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ ภวัต สังเกตเห็นชัดเจนในช่วง 2-3 ปีหลังโควิด กลับสวนทางกับสมมติฐานนั้นโดยสิ้นเชิง
ย้อนกลับไปปี 2014 เม็ดเงินโฆษณาทีวีในไทยอยู่ที่ 73,595 ล้านบาท และลดลงต่อเนื่องแทบทุกปีจนคาดการณ์ว่าปี 2026 จะเหลือเพียง 28,927 ล้านบาท หรือหายไปกว่าครึ่งหนึ่งในรอบ 12 ปี สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครในวงการปฏิเสธ
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือเม็ดเงินโฆษณารวมทั้งอุตสาหกรรมกลับไม่ได้หดตัวตามไปด้วย หลังแตะจุดต่ำสุดช่วงปี 2020-2021 เม็ดเงินรวมก็ฟื้นตัวต่อเนื่อง จาก 84,817 ล้านบาทในปี 2023 ขึ้นมาแตะ 107,532 ล้านบาทในปี 2025 นั่นแปลว่าเค้กก้อนรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาโตขึ้น เพียงแต่ส่วนแบ่งของทีวีเป็นฝ่ายที่หดตัวลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เม็ดเงินการตลาดโดยรวมที่หายไปจากระบบ
ในฐานะที่ปรึกษาด้านแบรนด์และสื่อที่ทำงานใกล้ชิดกับนักการตลาดและเจ้าของแบรนด์ ภวัต เริ่มเห็นสัญญาณของความไม่สมดุลจากการโหมงบประมาณไปตามกระแสแพลตฟอร์มดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แบรนด์จำนวนมากมุ่งเน้นยิงโฆษณากลุ่ม Low Funnel เพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้นให้รอดพ้นไปเป็นรายปี

ถ้าเม็ดเงินโฆษณาไหลออกจากทีวีไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว โจทย์ที่ควรตามมาคือแบรนด์ต่างๆ น่าจะแข็งแรงขึ้นจากการลงทุนที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ ภวัต สังเกตเห็นชัดเจนในช่วง 2-3 ปีหลังโควิด กลับสวนทางกับสมมติฐานนั้นโดยสิ้นเชิง
ย้อนกลับไปปี 2014 เม็ดเงินโฆษณาทีวีในไทยอยู่ที่ 73,595 ล้านบาท และลดลงต่อเนื่องแทบทุกปีจนคาดการณ์ว่าปี 2026 จะเหลือเพียง 28,927 ล้านบาท หรือหายไปกว่าครึ่งหนึ่งในรอบ 12 ปี สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครในวงการปฏิเสธ
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือเม็ดเงินโฆษณารวมทั้งอุตสาหกรรมกลับไม่ได้หดตัวตามไปด้วย หลังแตะจุดต่ำสุดช่วงปี 2020-2021 เม็ดเงินรวมก็ฟื้นตัวต่อเนื่อง จาก 84,817 ล้านบาทในปี 2023 ขึ้นมาแตะ 107,532 ล้านบาทในปี 2025 นั่นแปลว่าเค้กก้อนรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาโตขึ้น เพียงแต่ส่วนแบ่งของทีวีเป็นฝ่ายที่หดตัวลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เม็ดเงินการตลาดโดยรวมที่หายไปจากระบบ
ในฐานะที่ปรึกษาด้านแบรนด์และสื่อที่ทำงานใกล้ชิดกับนักการตลาดและเจ้าของแบรนด์ ภวัต เริ่มเห็นสัญญาณของความไม่สมดุลจากการโหมงบประมาณไปตามกระแสแพลตฟอร์มดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แบรนด์จำนวนมากมุ่งเน้นยิงโฆษณากลุ่ม Low Funnel เพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้นให้รอดพ้นไปเป็นรายปี
แต่ผลลัพธ์ที่ย้อนกลับมาคือความอ่อนแอของแบรนด์ในระยะยาว ยอดขายจะพุ่งขึ้นเฉพาะช่วงที่อัดงบโฆษณาหรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์ และพร้อมจะดิ่งลงทันทีเมื่อหยุดจ่าย ที่หนักกว่านั้นคือหลายแบรนด์ต้องเผชิญกับภาวะขายดีแต่ไม่มีกำไร เพราะต้นทุนค่าแอดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กัดกินมาร์จิ้นไปจนหมด
ภวัต เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าปัญหาของ Data Silos คือข้อมูลจากแต่ละแพลตฟอร์มนั้นถูกต้องในตัวมันเอง แต่ไม่ได้สะท้อนภาพใหญ่ที่แท้จริงของธุรกิจ หลายแบรนด์ใช้เงินบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยอดขายกลับไม่ได้มาตามที่คาดหวัง แม้จะไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมหรือทุกแบรนด์ แต่ก็มีหลักฐานปรากฏในหลายกรณีมากพอที่เอเจนซี่อย่างเขาจะต้องกลับมาตั้งคำถามกับแนวทางที่ใช้กันมาตลอดหลายปี
ภวัต เชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการและนักการตลาดต้อง Rebalance หรือสร้างความสมดุลของการใช้สื่อขึ้นมาใหม่ คือสมดุลระหว่างยอดขายวันนี้ กับความแข็งแรงของแบรนด์ในวันหน้า และย้ำว่าการสื่อสารที่ดีต้องไม่โฟกัสอยู่แค่ Lower Funnel หรือ Conversion เพียงอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุม Customer Journey ทั้งระบบ ตั้งแต่ Awareness, Interest, Consideration, Research, Decision ไปจนถึง Repeat Purchase
นั่นหมายความว่าการวางแผนสื่อในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของการกำหนดเปอร์เซ็นต์ตายตัวว่างบ 100 บาทต้องใช้ทีวีกี่เปอร์เซ็นต์ตามพฤติกรรมผู้บริโภคอีกต่อไป ต้องเริ่มต้นจากปัญหาและเป้าหมายของแบรนด์แต่ละรายว่ากำลังเจอโจทย์อะไร ต้องการยอดขาย ต้องการให้คนรู้จักแบรนด์ หรือต้องการอย่างอื่น แล้วจึงบูรณาการสื่อทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ครอบคลุมทุก Customer Journey ไม่ใช่ทุ่มน้ำหนักไปที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียว
แม้ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาทีวีจะลดลงต่อเนื่อง ในฐานะ CEO ของเอเจนซี่ที่ธุรกิจไม่ได้ผูกติดกับสื่อใดสื่อหนึ่ง และยังเติบโตได้จากสื่ออื่นๆ เช่นกัน ภวัต ยืนยันว่าทีวียังเป็นสื่อที่มีพลังในยุค Digital Society โดยสรุปเป็น 3 คุณสมบัติหลักที่สื่ออื่นทดแทนได้ยาก
มิติแรกคือ Scale เพราะ 80% ของครัวเรือนไทยยังมีทีวีติดตั้งอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นจอ 30, 40 หรือ 50 กว่านิ้ว และทีวีตามบ้านยังทำหน้าที่เป็นจอที่แชร์ร่วมกันในครอบครัว แม้เนื้อหาที่ฉายอาจไม่ใช่สิ่งที่แต่ละคนเลือกเอง แต่ก็ยังเป็นการดูร่วมกัน
มิติที่สอง Attention ทีวีเป็นสื่อที่ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงได้ยากกว่าสื่อดิจิทัล ไม่สามารถใช้นิ้วเลื่อนปัดข้ามโฆษณาไปได้ง่ายเหมือนบนจอมือถือ และยังมีข้อดีเพิ่มเติมคือเปิดทิ้งไว้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านดาต้าเหมือนการเปิดแอปพลิเคชันต่างๆ ทิ้งไว้บนมือถือ
มิติที่สาม Impact ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าและระบบเสียงที่ดีกว่า ทำให้ทีวีสร้างความประทับใจหรือ Impression ที่แรงกว่าสื่อบนหน้าจอเล็กอย่างมือถือ
[ TV is Trust Infrastructure จาก Brand Builder สู่ Demand Multiplier ]
ภวัต อธิบายว่าเมื่อ Scale, Attention และ Impact ทำงานร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือทีวีกลายเป็น Trust Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานของความน่าเชื่อถือ เพราะคอนเทนต์และโฆษณาที่จะเผยแพร่ผ่านทีวีต้องผ่านกระบวนการคัดกรอง ตรวจสอบ และมีมาตรฐานที่เข้มงวดกว่าสื่อโซเชียลมีเดียทั่วไปที่ใครก็สร้างและเผยแพร่ได้ การปรากฏตัวบนทีวีจึงช่วยส่งเสริมแบรนด์ในสามเรื่องพร้อมกัน คือ Fame ความมีชื่อเสียง Trust ความน่าเชื่อถือ และ Top-of-Mind การถูกนึกถึงเป็นอันดับแรก
นี่คือเหตุผลที่ ภวัต มองว่าบทบาทของทีวีในโลกการตลาดกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นสื่อสำหรับสร้างแบรนด์เป็นหลัก หรือ Brand Builder กำลังขยับมาเป็นสื่อที่ช่วยเร่งและขยาย Demand Multiplier ซึ่งนำไปสู่ Business Growth ในท้ายที่สุด หลายแบรนด์เลือกใช้ทีวีเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับผู้บริโภคก่อน แล้วจึงส่งต่อไปยังช่องทางออนไลน์อื่นๆ เพื่อสร้างบทสนทนาและปิดยอดขายในท้ายที่สุด

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่คอมเมนต์

เดือนกรกฎาคม 2569 คนไทยบนโซเชียลพูดถึงอะไรมากที่สุด
31/08/2026

เดือนกรกฎาคม 2569 คนไทยบนโซเชียลพูดถึงอะไรมากที่สุด

➡ เดือนกรกฎาคม 2569 คนไทยบนโซเชียลพูดถึงอะไรมากที่สุด ดาต้าเซ็ตวิเคราะห์โพสต์ 609,915 โพสต์ บน Facebook, Instagram, TikTok, X และ YouTube ช่วงวันที่ 1-31 ก.ค. 69 พบ Engagement รวมกว่า 8.35 พันล้านครั้ง สะท้อน 3 อารมณ์หลักของคนไทย คือ ร่วมเศร้า เปิดรับความหวัง และเรียกร้องความปลอดภัย จากทั้งหมด 12 กระแสที่วิเคราะห์ไว้ ขอหยิบ 5 กระแสที่มี Engagement สูงสุดมาเล่าก่อน
🔥 เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว (12 ก.ค. 69) สร้าง Engagement สูงสุด 343.1 ล้านครั้ง จาก 8,737 โพสต์ จุดกระแสเรียกร้อง "มาตรฐานความปลอดภัยในสถานบันเทิง" และนำไปสู่การขับเคลื่อน Safety Culture ในหลายธุรกิจ
🖤 การตามหา "ฮลุน โซโล่" ยูทูบเบอร์ที่ขาดการติดต่อระหว่างเดินทางในจอร์เจีย สร้าง Engagement 212.6 ล้านครั้ง จาก 4,312 โพสต์ ก่อนบทสนทนาจะเปลี่ยนเป็นการไว้อาลัยเมื่อครอบครัวยืนยันข่าวร้าย
🥺 เหตุเด็กชายวัย 11 ปีขับรถชนคณะพระธุดงค์ จ.มุกดาหาร เป็นเหตุให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป สร้าง Engagement 165.3 ล้านครั้ง จาก 1,550 โพสต์ นำไปสู่บทสนทนาเรื่องการกำกับดูแลเยาวชนและกรอบความรับผิดชอบของผู้ปกครอง
⚽ ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศสเปน-อาร์เจนตินา สร้าง Engagement 99.3 ล้านครั้ง จาก 12,205 โพสต์ แม้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์
🎸 "เนเน่ รอยัล" นักร้องวัย 16 ปีจากภูเก็ต เป็นหนึ่งในกระแสที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม 2569 หลังโชว์บนเวที America's Got Talent สร้าง Engagement 49.4 ล้านครั้ง จาก 1,416 โพสต์ ล่าสุดเมื่อวานนี้ (26 ส.ค. 69) เธอคว้า Golden Buzzer 🤘 จากกรรมการ Mel B ในรอบ Quarterfinals หลังโชว์เพลง "Black Hole Sun" ของ Soundgarden ส่งเธอเข้าสู่รอบ Final Show ทันที ต่อยอดกระแสให้ยังร้อนแรงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกระแสที่คนไทยพูดถึงตลอดเดือน ตั้งแต่ดราม่าเจลาโต้กับกลยุทธ์กระตุ้นอารมณ์ ... เหตุการ์ดปะทะแฟนคลับ ... #วัยรุ่นอิตาลี บนรถไฟฟ้า ... ไปจนถึงเหตุน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้าจนถนนทรุดกลางกรุง
อ่านรายละเอียดครบทั้ง 12 กระแสของเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ที่ Link 👇

#ดาต้าเซ็ต

ทีวีตายกี่รอบแล้ว?เมื่อโซเชียลมีเดียแยกให้แต่ละคนอยู่คนละจอแต่ทีวีคือสื่อเดียวที่ทำให้คนในบ้านกลับมาดูและคุยเรื่องเดียวก...
31/08/2026

ทีวีตายกี่รอบแล้ว?
เมื่อโซเชียลมีเดียแยกให้แต่ละคนอยู่คนละจอ
แต่ทีวีคือสื่อเดียวที่ทำให้คนในบ้านกลับมาดูและคุยเรื่องเดียวกัน

ทีวีตายกี่รอบแล้ว?
เมื่อโซเชียลมีเดียแยกให้แต่ละคนอยู่คนละจอ
แต่ทีวีคือสื่อเดียวที่ทำให้คนในบ้านกลับมาดูและคุยเรื่องเดียวกัน
บนเวที TV DEMAND GENERATOR LEADERSHIP FORUM 2026 ผศ.ดร.เอกก์ ภทรนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ชวนตั้งคำถามที่น่าสนใจกว่า “ทีวียังไม่ตายจริงหรือ?” นั่นคือเรากำลังใช้คำว่า “ตาย” เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของสื่อ มากกว่าจะมองบทบาทที่สื่อนั้นยังทำได้อยู่หรือเปล่า
แท้จริงแล้วคำทำนายว่า “ทีวีจะตาย” ถูกพูดซ้ำมาหลายรอบมากกว่าที่หลายคนจำได้ ย้อนกลับไปปี 2012 ช่วงที่โฆษณาดิจิทัลเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว กระแส TV is dead ก็เริ่มดังขึ้นเป็นครั้งแรก ตามมาด้วยปี 2014 ที่ผู้บริหารระดับสูงของ Netflix ในยุคนั้นออกมาทำนายว่าภายในราวปี 2025-2030 ทีวีจะไม่เหลืออยู่อีกต่อไป จากนั้นปี 2018 ก็ถึงคราวของ YouTube ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชมจนเกิดพาดหัวข่าวทำนองเดียวกันอีกครั้ง และล่าสุดในช่วงปี 2020 เป็นต้นมา เมื่อ TikTok กลายเป็นพื้นที่ความสนใจใหม่ สื่อต่างประเทศก็ยังพาดหัวว่า TV is dead ซ้ำเป็นรอบที่นับไม่ถ้วนแล้ว…
ผศ.ดร.เอกก์ ตั้งข้อสังเกตติดตลกบนเวทีว่า ทีวีถูกประกาศว่าตายมาแล้วหลายครั้ง แต่พอนับดูจริงๆ กลับไม่เคยตายสักครั้ง และนั่นน่าจะแปลว่ามันคงไม่ตายง่ายๆ อีกต่อไป
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เมื่อไปดูตัวเลขจริงกลับพบสิ่งที่ขัดกับกระแสที่พูดกัน แบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาผ่านทีวีมากที่สุดในระดับโลกยังคงเป็นแบรนด์ใหญ่อย่าง P&G ตามมาด้วย Pepsi และ Toyota ขณะที่รายได้โฆษณาทีวีในสหรัฐฯ เมื่อนับรวมทั้งอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ลดลงตามที่หลายคนคาดไว้ แต่กลับเพิ่มขึ้น คำถามที่ ผศ.ดร.เอกก์ ชวนคิดต่อคือ แบรนด์ระดับโลกเหล่านี้จะยังทุ่มเงินมหาศาลกับสื่อที่ตายไปแล้วจริงๆ หรือ และคำตอบที่ได้จากตัวเลขก็ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ‘ไม่น่าจะใช่’
แล้วทำไมภาพที่คนส่วนใหญ่รับรู้ถึงสวนทางกับตัวเลขจริงขนาดนี้ ผศ.ดร.เอกก์ ให้มุมมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คำว่า “ทีวีจะตาย” เป็นวลีที่พูดแล้วสนุกปาก ฟังดูทันสมัย จนบางครั้งกลายเป็นเหตุผลให้ผู้บริหารในห้องประชุมตัดสินใจลดงบโฆษณาทีวีไปเพิ่มงบดิจิทัล เพียงเพราะรู้สึกว่าเป็นทางเลือกที่ดูทันยุคกว่า โดยไม่ได้ย้อนกลับไปดูตัวเลขจริงในระดับอุตสาหกรรมเลยว่าเทรนด์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร
สิ่งที่ต้องถามต่อคือในโลกที่ผู้คนถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยมากขึ้นทุกวัน แบรนด์ยังต้องการสื่อที่ทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเดียวกันอยู่ไหม?
คำตอบของผศ.ดร.เอกก์ คือ ‘ยังต้องการ’ และนั่นคือเหตุผลที่ทีวีไม่ได้มีความหมายแค่ในฐานะ media แต่ยังเป็นพลังของการสร้างแบรนด์
[ 1. เมื่อทุกอย่าง Personalized มากขึ้น สิ่งที่หายไปคือพื้นที่ร่วมกัน ]
โลกการตลาดยุคนี้หลงใหลกับคำว่า Targeting อย่างเข้าใจได้ เราอยากส่งสิ่งที่แต่ละคนสนใจให้ตรงที่สุด คนชอบอาหารก็เห็นโฆษณาอาหาร คนชอบออกกำลังกายก็เห็นคอนเทนต์สายสุขภาพ ทุกอย่างดูมีประสิทธิภาพ เพราะเราวัดผลได้และรู้สึกว่าไม่เสียเปล่า
แต่ความแม่นยำนี้มีผลข้างเคียง คือแต่ละคนเริ่มอยู่ในโลกสื่อของตัวเอง
สมาชิกในบ้านอาจนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน แต่ต่างคนต่างเลื่อนหน้าจอของตัวเอง เราเชื่อมต่อกับคอนเทนต์มากมาย แต่ไม่ได้จำเป็นต้องมีประสบการณ์ร่วมกับคนรอบข้างมากขึ้นเลย
ทีวีจึงมีบทบาทที่ต่างออกไป เพราะเป็น Universal Media สื่อที่พาคนจำนวนมากมาพบเรื่องเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน แม้จะไม่ได้ตรงใจทุกคน 100% แต่สร้างบทสนทนาร่วมได้ ตั้งแต่ข่าว รายการบันเทิง กีฬา ไปจนถึงโฆษณาที่คนพูดถึง
นี่คือความต่างระหว่าง Social Media กับ Socialized Media
อย่างแรกอาจทำให้เราอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่อย่างหลังทำให้เราเชื่อมโยงกันจริงๆ และสำหรับแบรนด์ การถูกพูดถึงในบทสนทนาร่วมย่อมมีความหมายลึกกว่าการปรากฏขึ้นบนฟีดของใครคนหนึ่ง
[ 2. ทีวีไม่ใช่แค่พื้นที่ซื้อสื่อ แต่เป็นเพื่อนของผู้บริโภค ]
หากสื่อดิจิทัลจำนวนมากถูกออกแบบให้ดึงความสนใจแบบเต็มจอ ทีวีกลับมีคุณสมบัติที่ต่างออกไป นั่นคือการอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันของคน เราสามารถเปิดทีวีระหว่างทำอาหาร ทำงานบ้าน หรืออยู่บ้านคนเดียวได้ มันไม่ได้เรียกร้องให้เราจ้องทุกวินาที แต่สร้างความรู้สึกว่ามีบางสิ่งอยู่เป็นเพื่อนในพื้นที่เดียวกัน มุมนี้ ทีวีจึงเป็น Companion Media
ความต่างนี้ยิ่งชัดเมื่อเทียบกับสื่อดิจิทัลบางประเภทอย่าง TikTok ที่ถูกออกแบบมาให้ต้องมีคนดูอยู่ตลอดเวลา หากเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีคนกดเลื่อน คอนเทนต์จะวนซ้ำอยู่กับที่ทุก จนกลายเป็นความน่ารำคาญมากกว่าความรู้สึกผ่อนคลาย ขณะที่ทีวีสามารถเปิดทิ้งไว้ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องการการโต้ตอบจากผู้ชมตลอดเวลา และยังให้ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคนอยู่ในบ้านด้วย
สำหรับนักการตลาด ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะหลายแบรนด์ไม่ได้อยากเป็นเพียงสินค้าที่โผล่มาในจังหวะที่ผู้บริโภคพร้อมซื้อ แต่ต้องการเป็นแบรนด์ที่คุ้นเคย อยู่ในชีวิต และถูกนึกถึงโดยไม่รู้สึกแปลกแยก
แน่นอนว่าโฆษณาที่ปิดการขายได้ทันทีมีคุณค่า แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับคนไม่ได้เกิดขึ้นจาก Conversion เพียงครั้งเดียว ความคุ้นเคยและความรู้สึกใกล้ชิดต่างหากที่ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นความผูกพัน
ทีวีจึงไม่ได้แข่งขันกับดิจิทัลด้วยการทำเหมือนดิจิทัล แต่มีคุณค่าจากการทำหน้าที่ที่ต่างออกไป
[ 3. Awareness ทำให้คนรู้จัก แต่ Trust ทำให้คนเลือก ]
อีกประเด็นที่น่าสนใจจากเวทีคือ แบรนด์ไม่ได้ต้องการแค่ให้คน “เห็น” แต่ต้องการให้คน “เชื่อ”
ในโลกที่ใครก็สร้างเพจ สร้างคอนเทนต์ หรือซื้อโฆษณาได้ การปรากฏตัวบนสื่อที่ผู้คนรับรู้ว่ามีมาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ จึงยังมีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์อยู่มาก คล้ายกับองค์กรที่อาจมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมาก แต่การไม่มีเว็บไซต์หลักของตัวเองก็อาจทำให้คนตั้งคำถามถึงความเป็นตัวตนและความน่าเชื่อถือขององค์กรนั้น
การอยู่บนทีวีจึงไม่ได้มีความหมายแค่เรื่อง Reach แต่ช่วยส่งสัญญาณถึง Brand Trust และ Legitimacy ด้วย
แบรนด์ที่มองผลลัพธ์เพียงระยะสั้นอาจเลือกสื่อจากคำถามว่าช่องทางไหนขายได้ทันที แต่แบรนด์ที่ต้องการอยู่ในใจคนระยะยาว ต้องถามเพิ่มว่าช่องทางไหนทำให้เราเป็นแบรนด์ที่คนเชื่อใจ ธุรกิจที่แข็งแรงจำเป็นต้องมีทั้งยอดขายในวันนี้ และความไว้วางใจสำหรับวันข้างหน้า
[ อย่าถามว่าสื่อไหนจะตาย ให้ถามว่าสื่อไหนกำลังทำหน้าที่อะไร ]
TV Never Dies อาจไม่ใช่คำประกาศว่าทีวีจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เพราะทีวีย่อมต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้ชม เทคโนโลยี และรูปแบบการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ยังไม่หายไปง่ายๆ คือความต้องการของมนุษย์ในการมีเรื่องเล่าร่วมกัน มีบางสิ่งเป็นเพื่อนในชีวิตประจำวัน และมีแหล่งข้อมูลหรือแบรนด์ที่พวกเขาเชื่อถือได้
ดังนั้น แทนที่จะนำทีวีไปแข่งกับดิจิทัลด้วยเกณฑ์เดียวกัน นักการตลาดอาจต้องออกแบบ Media Mix ใหม่ให้ชัดเจนกว่าเดิม ให้สื่อที่แม่นยำทำหน้าที่สร้างการตอบสนองเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกันให้ทีวีทำหน้าที่สร้างความคุ้นเคย ความน่าเชื่อถือ และความรู้สึกร่วมในวงกว้าง เพราะท้ายที่สุดแบรนด์ที่คนจดจำได้ต้องเป็นแบรนด์ที่เชื่อมเข้าไปอยู่ในชีวิตและบทสนทนาของผู้คนได้จริง

พลวัตสื่อสันติภาพ: การฟื้นคืนประวัติศาสตร์ ‘คลื่นวิทยุมลายูถิ่น’ และ ‘เครือข่ายช่างภาพสันติภาพ’
31/08/2026

พลวัตสื่อสันติภาพ: การฟื้นคืนประวัติศาสตร์ ‘คลื่นวิทยุมลายูถิ่น’ และ ‘เครือข่ายช่างภาพสันติภาพ’

หากต้องบันทึกสื่อสันติภาพร่วมสมัยชายแดนใต้/ปาตานี ยังต้องกล่าวถึงตัวแสดง 2 ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นดั่ง สะพา...

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงิน ประจำปี 2570วงเงินงบ...
28/08/2026

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม
เพื่อขอรับการสนับสนุนเงิน ประจำปี 2570
วงเงินงบประมาณ 300 ล้านบาท

Trust - Value - มาตรฐานวิชาชีพ องค์ประกอบเพื่อครีเอเตอร์โตระยะยาวเสวนา Thai Media Lab Talk: “ครีเอเตอร์มืออาชีพ Go Beyon...
28/08/2026

Trust - Value - มาตรฐานวิชาชีพ องค์ประกอบเพื่อครีเอเตอร์โตระยะยาว
เสวนา Thai Media Lab Talk: “ครีเอเตอร์มืออาชีพ Go Beyond Viral — โตอย่างไรให้ยั่งยืน” 3 วิทยากรจากหลากหลายเส้นทางของการเป็นครีเอเตอร์ ได้แก่ คุณรษิกา พาณีวงศ์ เจ้าของช่อง Softpomz, คุณอติรุจ กิตติพัฒนะ ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 และ News Creator ช่อง canatirut และ พลสัน นกน่วม Creative Director, Zero Publishing, TikTok Expert และเจ้าของช่อง “เล่าเรื่องแบรนด์กับแซม พลสัน” ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตั้งแต่การค้นหาตัวตนและพัฒนาคอนเทนต์ การรับมือกับ Algorithm และความเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการสร้างรายได้ การทำงานกับแบรนด์ และการรักษาความน่าเชื่อถือในระยะยาว

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ‘เด็ก’ จำนวนไม่น้อยกลายเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเพราะเป็นลูกของเหล่า...
26/08/2026

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ‘เด็ก’ จำนวนไม่น้อยกลายเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเพราะเป็นลูกของเหล่านักแสดง คนดัง หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เองก็ตาม ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่า การใช้ ‘ลูก’ เป็นเครื่องมือทำมาหากินนั้นเหมาะสมจริงๆ หรือไม่ หรือขอบเขตของประเด็นนี้ควรอยู่ตรงจุดไหน
เพราะ ‘อินฟลูเอนเซอร์เด็ก’ ก็คือเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และเขายังไม่มีวิจารณญาณหรือความกล้าหาญ มากพอที่จะแสดงจุดยืนหรือความต้องการที่แท้จริงของตนเอง จุดนี้เองนำไปสู่ข้อกังวลว่า ทุกวันนี้ เหล่าเด็กๆ ที่กำลังนั่งไลฟ์ หรือไปออกงานอีเวนต์นั้นเข้าใจมากน้อยแค่ไหนว่า ตัวเองกำลังทำอะไร หรือทำไปเพื่ออะไร
แน่นอนว่า แต่ละครอบครัวย่อมมี ‘เงื่อนไข’ ในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างในบางบ้าน ลูกอาจจะต้องช่วยงานธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว เช่น ร้านขายของชำ หรือร้านอาหาร ขณะที่เด็กบางคนเริ่มทำงานเป็นนักแสดงในวงการบันเทิงตั้งแต่เป็นทารก หรืออายุเลขหลักเดียว เป็นต้น
ทว่า เมื่อพิจารณาบริบทของการเป็น ‘บุคคลสาธารณะ’ แล้ว งานรูปแบบนี้มีความแตกต่างจากรูปแบบอื่นๆ เนื่องจาก ‘เด็ก’ ต้องเผชิญกับความคิดเห็นของผู้คนภายนอกโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กในอนาคต

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ‘เด็ก’ จำนวนไม่น้อยกลายเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเพราะเป็นลูกของเหล่านักแสดง คนดัง หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เองก็ตาม ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่า การใช้ ‘ลูก’ เป็นเครื่องมือทำมาหากินนั้นเหมาะสมจริงๆ หรือไม่ หรือขอบเขตของประเด็นนี้ควรอยู่ตรงจุดไหน
เพราะ ‘อินฟลูเอนเซอร์เด็ก’ ก็คือเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และเขายังไม่มีวิจารณญาณหรือความกล้าหาญ มากพอที่จะแสดงจุดยืนหรือความต้องการที่แท้จริงของตนเอง จุดนี้เองนำไปสู่ข้อกังวลว่า ทุกวันนี้ เหล่าเด็กๆ ที่กำลังนั่งไลฟ์ หรือไปออกงานอีเวนต์นั้นเข้าใจมากน้อยแค่ไหนว่า ตัวเองกำลังทำอะไร หรือทำไปเพื่ออะไร
แน่นอนว่า แต่ละครอบครัวย่อมมี ‘เงื่อนไข’ ในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างในบางบ้าน ลูกอาจจะต้องช่วยงานธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว เช่น ร้านขายของชำ หรือร้านอาหาร ขณะที่เด็กบางคนเริ่มทำงานเป็นนักแสดงในวงการบันเทิงตั้งแต่เป็นทารก หรืออายุเลขหลักเดียว เป็นต้น
ทว่า เมื่อพิจารณาบริบทของการเป็น ‘บุคคลสาธารณะ’ แล้ว งานรูปแบบนี้มีความแตกต่างจากรูปแบบอื่นๆ เนื่องจาก ‘เด็ก’ ต้องเผชิญกับความคิดเห็นของผู้คนภายนอกโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กในอนาคต
ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด เมื่อ ‘เม พรีมายา’ เล่าถึงสิ่งที่ลูกแฝดของเธอต้องพบเจอ หลังจากลูกสาว วัย 2 ขวบโด่งดังและได้รับความชื่นชอบจำนวนมากในรายการ PRIS PODCAST ไว้ว่า “ตั้งแต่เขามีชื่อเสียง ทุกๆ ครั้งที่เขาออกจากบ้าน ลูกสองคนจะเจอการปฏิบัติที่แตกต่างกัน...เจอ 10 คน เรียกโมเน่ 10 คนจริงๆ แล้วโซลยืนตรงนั้นด้วย เพราะเขาไปไหนไปเป็นคู่ ทีนี้มันมีหลายแวบหรือหลายจังหวะเลยที่โซลแบบ...แล้วของเราอยู่ไหน ขนมเราอยู่ไหน ถ่ายรูปเราบ้างดิ ปีแรก ทุกๆ งาน ออกไปกินข้าวนอกบ้าน โซลไม่มีที่ยืนละ แล้วเราที่เป็นแม่ของเด็กสองคนนี้จะทำยังไงดี”
เมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น 2-3 ครั้ง ‘เม พรีมายา’ ได้นำปัญหานี้ไปปรึกษากับสามี ซึ่งทั้งคู่มองว่า ‘การปฏิบัติของผู้อื่น’ คือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เธอและสามีจึงเลือกแก้ไขปัญหาด้วยการมอบความรักให้กับลูกชาย ณ ช่วงเวลาที่ลูกสาวได้รับความรักความสนใจจากผู้คนภายนอก เพราะไม่อยากให้ลูกชายเติบโตขึ้นมา โดยรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่รัก
แม้ผู้ปกครองของ ‘อินฟลูฯ เด็ก’ หลายท่านจะพยายามจัดการปัญหาและดูแลความรู้สึกของลูกอย่างดีที่สุด แต่การที่เด็กต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึก ‘ไม่ถูกรัก’ หรือ ‘ไม่มีตัวตน’ บ่อยครั้ง อาจนำไปสู่การตั้งคำถามต่อคุณค่าในตัวเอง หรือแม้กระทั่งเกิด ‘การเปรียบเทียบ’ ระหว่างพี่กับน้องได้
เพราะถึงแม้พ่อแม่จะมอบความรักให้กับพวกเขา แต่เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอาจยังไม่เข้าใจว่า ความรักจากคนภายนอกไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณค่าในตัวเอง จึงอาจตีความว่า การไม่ได้รับความสนใจหรือความชื่นชอบจากผู้คนภายนอก แปลว่าตัวเองยังไม่ดีพอ
ขณะเดียวกัน ในมุมของ ‘อินฟลูฯ เด็ก’ ที่ได้รับคำชื่นชมจากพ่อแม่จากการตั้งใจทำงานตั้งแต่เด็ก ก็อาจได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เพราะเด็กอาจเข้าใจว่า ‘การทำงานหน้ากล้อง’ คือ ‘เงื่อนไขของความรัก’ จากพ่อแม่และคนอื่นๆ และเมื่อเติบโตขึ้น อาจกลายเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้อื่นมากกว่าตัวเอง โดยเชื่อว่า หากอยากได้รับความรักหรือการยอมรับจากใครสักคน เราต้องมอบบางสิ่งให้อีกฝ่ายก่อน หรือต้องพยายามเป็นคนแบบที่พวกเขาอยากเห็นเสมอ
ส่วนด้านกฎหมาย จากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 4 การใช้แรงงานเด็ก มาตรา 44 ระบุว่า “ห้ามมิให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้าง” แล้วเหตุใดเราจึงยังพบเห็น ‘อินฟลูฯ เด็ก’ ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีมาโดยตลอด ดังนั้น หากทิศทางของสังคมยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางนี้ การกำหนดข้อกฎหมายคุ้มครองแรงงานเด็กให้รัดกุม เพื่อลดช่องโหว่ทางกฎหมาย ก็เป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องพัฒนาต่อไป
เราคงไม่ปฏิเสธว่า การเริ่มทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กๆ ถือเป็นใบเบิกทางและโอกาสที่ดีในอนาคต แต่ท้ายที่สุดแล้ว การพา ‘เด็ก’ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์และสายตาของผู้คน ย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กไม่มากก็น้อย ดังนั้น ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางใจของ ‘อินฟลูฯ เด็ก’ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองและสังคมไม่ควรมองข้าม
#อินฟลูเด็ก #เด็ก #ครอบครัว

หลายประเทศกำลังจับตา “The Com” และกลุ่ม 764 ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับการชักจูงเด็กและเยาวชนให้เข้าสู่แนวคิดสุดโต่งแบบ Nihilist...
25/08/2026

หลายประเทศกำลังจับตา “The Com” และกลุ่ม 764 ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับการชักจูงเด็กและเยาวชนให้เข้าสู่แนวคิดสุดโต่งแบบ Nihilistic Violent Extremism หรือ NVE จากเหตุใช้ดาบโจมตีในโรงเรียนสวีเดน สะท้อนภัยคุกคามแบบใหม่จากชุมชนออนไลน์ ที่แผ่อิทธิพลล่อลวงเยาวชนทั่วโลกด้วยแนวคิดชังโลก มุ่งทำลายล้างสังคม ผ่านการหลอกลวงใน TikTok และเกมออนไลน์

โดยข้อมูลการวิจัยพบเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดดังกล่าวอย่างน้อย 202 เหตุการณ์ใน 26 ประเทศตั้งแต่ปี 2557 และจำนวนเหตุการณ์เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เหตุใช้ดาบทำร้ายคนในโรงเรียนที่สวีเดน ซึ่งมีนักเรียนหญิงวัย 17 ปีเสียชีวิตและนักเรียนชายได้รับบาดเจ็บ 3 คน ทำให้ตำรวจเร่งตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อเหตุได้รับอิทธิพลจากชุมชนออนไลน์ที่สนับสนุนความรุนแรงหรือไม่ หลังพบความเคลื่อนไหวของบัญชี TikTok ที่เผยแพร่ภาพดาบก่อนเกิดเหตุ และมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงในอดีต
ขณะเดียวกัน หลายประเทศกำลังจับตา “The Com” และกลุ่ม 764 ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับการชักจูงเด็กและเยาวชนให้เข้าสู่แนวคิดสุดโต่งแบบ Nihilistic Violent Extremism หรือ NVE โดยข้อมูลการวิจัยพบเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดดังกล่าวอย่างน้อย 202 เหตุการณ์ใน 26 ประเทศตั้งแต่ปี 2557 และจำนวนเหตุการณ์เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรปจึงเริ่มยกระดับมาตรการรับมือ โดยมุ่งติดตามเครือข่ายออนไลน์ ควบคู่กับการป้องกันการชักจูงเยาวชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และเกมออนไลน์ ท่ามกลางความกังวลว่าแนวคิดสุดโต่งรูปแบบใหม่อาจแพร่กระจายได้รวดเร็วและก่อให้เกิดเหตุรุนแรงโดยไม่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือศาสนา
อ่านข่าวต่อในคอมเมนต์
#เด็กและเยาวชน #ความรุนแรงในโรงเรียน #โลกออนไลน์ #กลุ่มสุดโต่ง #กลุ่ม764 #ความมั่นคงทางไซเบอร์ #สวีเดน #ภัยคุกคามออนไลน์ #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ

คลิปสั้นพามา แต่คลิปยาวรั้งไว้ พลวัตใหม่ของพฤติกรรมเสพสื่อวิดีโอ คนอาเซียนยุคดิจิทัล
25/08/2026

คลิปสั้นพามา แต่คลิปยาวรั้งไว้ พลวัตใหม่ของพฤติกรรมเสพสื่อวิดีโอ คนอาเซียนยุคดิจิทัล

🔴คลิปสั้นพามา แต่คลิปยาวรั้งไว้ พลวัตใหม่ของพฤติกรรมเสพสื่อวิดีโอ คนอาเซียนยุคดิจิทัล
ถอดมุมมองเทรนด์เสพสื่อวิดีโอยุคดิจิทัล พร้อมการสร้างสรรค์คอนเทนต์ยาวผ่านกลยุทธ์คอลแลบบอเรชันจาก 5 ท็อปครีเอเตอร์ และการยกระดับศักยภาพเครือข่ายโทรคมนาคมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในแคมเปญ ‘ทรู ดู MARATHON’
งานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ ‘ทรู ดู MARATHON’ คือเวทีที่นำเสนอความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ YouTube เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 21 ปีของการก่อตั้งยูทูบ ด้วยการสร้างสรรค์คอนเทนต์ยาวพิเศษต่อเนื่อง 21 ชั่วโมง
ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและตัวแทนคนสำคัญ ได้แก่ คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณวีเวเก เอลิซาเบธ เรย์เมิร์ต หัวหน้าฝ่ายบริการดิจิทัล กลุ่มลูกค้าธุรกิจบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณมุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย และเวียดนาม
พร้อมด้วย 5 ท็อปครีเอเตอร์แถวหน้าของไทยอย่าง เทพลีลา, รับทราบ, เสือร้องไห้, Go Went Go และ OHANA มาร่วมกันแบ่งปันมุมมองและเบื้องหลังโปรเจกต์นี้
🟥ปรากฏการณ์ก้าวข้ามขีดจำกัดความเร็ว สู่การยกระดับคุณภาพชีวิต
ในยุคที่เกณฑ์การแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว โลกแห่งการเชื่อมต่อต้องถูกขับเคลื่อนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบเศรษฐกิจ
ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะ Tech Ecosystem และโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตดิจิทัล มองเห็นว่าคนไทยได้เปลี่ยนบทบาทจากเพียงแค่ผู้บริโภคมาเป็นผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์บนยูทูบ
ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้มอบแค่ความบันเทิง แต่กลายเป็นโอกาสและอาชีพของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมจึงต้องเปิดโอกาสและเพิ่มมูลค่าให้กับชีวิตของผู้คนให้ได้มากที่สุด
กลยุทธ์เครือข่ายอัจฉริยะและแพ็กเกจเจาะจงไลฟ์สไตล์ โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น
ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีความหลากหลายและใช้เวลารับชมยูทูบยาวนานขึ้น ทรูจึงเลือกที่จะตอบสนองด้วยการผสานเครือข่าย True5G เข้ากับสิทธิพิเศษอย่าง YouTube Premium เพื่อให้การรับชมไร้โฆษณาคั่นและต่อเนื่องที่สุด
🟥คลิปสั้นพามา แต่คลิปยาวรั้งไว้
ในยุคที่เทรนด์การทำคอนเทนต์มีกระแสให้ครีเอเตอร์หันไปทำวิดีโอสั้นกันเป็นจำนวนมาก และมีความเชื่อว่าสมาธิของคนดูจำกัดอยู่ที่ 20 นาทีจนต้องใช้วิธีซอยคลิปแบ่งเป็นพาร์ท
แต่กลุ่มท็อปครีเอเตอร์กลับเลือกที่จะสวนกระแสด้วยการยืนหยัดทำคอนเทนต์ขนาดยาวอย่างต่อเนื่อง
แพลตฟอร์มยูทูบเองก็มีรูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่วิดีโอสั้นอย่าง YouTube Shorts ความยาว 15 วินาที วิดีโอยาว 15 นาที พอดแคสต์ 1 ชั่วโมง ไปจนถึงการไลฟ์สตรีมสด 3 ชั่วโมง
เสน่ห์ที่แท้จริงของคอนเทนต์ขนาดยาวคือการเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สามารถออกแบบไดนามิกและอารมณ์ของเรื่องราวได้อย่างหลากหลาย
การเล่าเรื่องไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่รสชาติเดียวหรืออารมณ์เดียวเหมือนในคลิปสั้น แต่ครีเอเตอร์สามารถบิลด์ความรู้สึกของคนดูไปตามทิศทางที่ต้องการแล้วจึงค่อยหักมุม ซึ่งทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหาได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ คอนเทนต์ยาวยังเปิดพื้นที่ให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารได้ครบถ้วน สามารถเป็นการต่อยอดหรือขยายความจากสรุปในวิดีโอสั้น และยังเป็นพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ได้ปล่อยของสร้างสรรค์งานตามที่อยากทำ
ข้อมูลพฤติกรรมการรับชมในปัจจุบันยังตอกย้ำด้วยว่า การรับชมคอนเทนต์ผ่านสมาร์ททีวี หรือกลุ่มผู้ชมที่เรียกว่าการนั่งเอนหลังดูคอนเทนต์ยาว ๆ บนโซฟานั้นเกิดขึ้นจริง
ยูทูบถือเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมนี้ได้อย่างครอบคลุมที่สุดในปัจจุบัน
🟥แคมเปญ 21 ชั่วโมงมาราธอน โดย 5 ท็อปครีเอเตอร์ไทย
แทนที่จะสร้างคอนเทนต์แยกกันตามปกติ ท็อปครีเอเตอร์ทั้ง 5 ช่อง กลับเลือกที่จะมารวมตัวกันสร้างสรรค์คอนเทนต์ขนาดยาวพิเศษต่อเนื่องกัน 21 ชั่วโมง โดยแต่ละช่องรับผิดชอบเนื้อหาช่องละประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า
คอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการตัดคลิปมาต่อกัน แต่ผ่านการร้อยเรียงเรื่องราวอย่างแยบยลและมีกิมมิกหรือจุดเชื่อมโยงถึงกันประหนึ่งอยู่ในจักรวาลเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น ช่อง Go Went Go ที่ถนัดการเล่าเรื่องราวเชิงลึก ได้เลือกนำเสนอคอนเทนต์การท่องเที่ยวแบบ Dark Tourist เจาะลึกสถานที่แปลกและลึกลับทั่วโลก เพื่อทำหน้าที่เป็นสารคดีส่งผู้ชมเข้านอนในช่วงชั่วโมงที่ 18 ถึง 21
ในขณะที่ ช่องเสือร้องไห้ เลือกรับคำท้าทายด้วยการตระเวนถ่ายทำร้านอาหารย่านตลาดน้อยและเยาวราชถึง 20 ร้าน เพื่อเสิร์ฟเนื้อหาที่เต็มอิ่ม
ช่องเทพลีลาที่นำรายการยอดฮิตมาขยายจักรวาลให้สนุกเข้มข้นยิ่งขึ้น ตลอดจนการสร้างสีสันความสนุกจากช่อง OHANA และ รับทราบ ที่เข้ามาเติมเต็มแคมเปญนี้ให้สมบูรณ์
ผลลัพธ์ของความทุ่มเทนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่า คอนเทนต์ที่ยาวและมีคุณภาพสามารถตรึงผู้ชมไว้ได้ และการเล่าเรื่องที่ดีจะช่วยเติมเต็มพลังใจให้กับผู้คนในสังคมได้จริง
🟥ขับเคลื่อนคอมมูนิตี้ด้วยการสนับสนุนจากตัวแพลตฟอร์มเอง
การเติบโตของเศรษฐกิจครีเอเตอร์จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งหากปราศจากการสนับสนุนจากตัวแพลตฟอร์มเอง
ในปัจจุบัน YouTube ให้ความสำคัญกับการซัพพอร์ตครีเอเตอร์เพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างรายได้และดำเนินอาชีพได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่โลกการทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ต้องการ คือเครื่องมือที่ช่วยทะลายข้อจำกัดด้านรูปแบบ และเพิ่มโอกาสในการขยายปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มแฟนคลับได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้น
การสร้างระบบนิเวศครีเอเตอร์ โดย YouTube
เพื่อรักษาคอมมูนิตี้ให้เติบโต YouTube ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นพื้นที่ลงวิดีโอ แต่ได้นำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาผสานในกระบวนการทำงานสร้างสรรค์อย่างมีชั้นเชิง
มีการนำ AI มาช่วยแนะนำไอเดียการทำวิดีโอ ช่วยเขียนสคริปต์ ไปจนถึงการให้ครีเอเตอร์สามารถพิมพ์ถามตอบเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถิติหลังบ้านเป็นภาษาธรรมชาติเหมือนคุยกับ AI ได้โดยตรง
มากไปกว่านั้น แพลตฟอร์มยังสร้างระบบสนับสนุนรายได้ที่แข็งแกร่งผ่านเครื่องมือ Fan Funding และโปรแกรมพันธมิตรที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ครีเอเตอร์ทั่วโลก
การวางระบบนิเวศเช่นนี้ คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์ โดยให้เครื่องจักรจัดการระบบหลังบ้านที่ซับซ้อน เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้ความทะเยอทะยานและแพสชันในการผลิตผลงานอย่างเต็มที่
🟥ทิศทางของการสร้างสรรค์และการสื่อสารยุคใหม่
การสื่อสารในยุคนี้ไม่ใช่แค่การโยนเนื้อหาเข้าสู่แพลตฟอร์มแล้วจบไป แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อระหว่างเทคโนโลยีและศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง
แคมเปญนี้ยังเดินหน้ากิจกรรม ‘ทรู ดู Marathon Cinema Challenge @ Major Cineplex’ ชวนลูกค้าทรูและดีแทคเปิดโหมดดูมาราธอนบนจอยักษ์ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น หาดใหญ่ และเชียงใหม่ พร้อมซ่อนกิมมิกเพื่อร่วมลุ้นของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมกับแบรนด์อย่างแท้จริง
ทรู คอร์ปอเรชั่น และครีเอเตอร์ยุคใหม่ต้องตระหนักว่า เทคโนโลยีเครือข่ายและเครื่องมืออันทันสมัยมีหน้าที่เป็นเพียงสะพานเชื่อม
แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ผู้คนยังคงติดตามและผูกพันกับแบรนด์ คือเนื้อหาที่มีความหมาย สดใหม่ และความสามารถในการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
แคมเปญทรู ดู MARATHON จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่ผสานความบันเทิงเข้ากับวิถีชีวิตดิจิทัลของคนไทยได้อย่างลงตัวและมีคุณภาพ
#ครีเอเตอร์วิดีโอ #ช่องยูทูบ #ทรูดูMARATHON #สื่อวิดีโอ #ชีวิตดิจิทัล

สภาพัฒน์ชี้สถานการณ์สังคมที่สำคัญไตรมาส 2/2569 เป็นเรื่องเนื้อหาออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์มสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและส...
25/08/2026

สภาพัฒน์ชี้สถานการณ์สังคมที่สำคัญไตรมาส 2/2569 เป็นเรื่องเนื้อหาออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์ม
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จัดทำรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ประจำปี 2569 ชี้สถานการณ์สังคมที่สำคัญ เกี่ยวกับเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์ม

BRIEF: สภาพัฒน์ชี้สถานการณ์สังคมที่สำคัญไตรมาส 2/2569 เป็นเรื่องเนื้อหาออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์ม
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จัดทำรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ประจำปี 2569 ชี้สถานการณ์สังคมที่สำคัญ เกี่ยวกับเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์ม ดังนี้
📌Online Grooming: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโลกเสมือน
Online Grooming มักเริ่มจากการพูดคุยเอาใจใส่ ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีใครสักคนเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า สัดส่วนเด็กและเยาวชนอายุ 6-24 ปี ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 86.3 ในปี 2562 เป็นร้อยละ 98.2 ในปี 2567
โดยในปี 2567 มีเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 3.8 เท่าจากปี 2562 ขณะที่ปี 2568 มีเด็กหายที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ 19 คน จาก 11 คน จากปี 2567
แม้เด็กจำนวนมากจะตระหนักได้ว่าการติดต่อหรือพบปะบุคคลแปลกหน้าผ่านอินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยง ตามรายงาน Disrupting Harm in Thailand โดยมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชนทางเพศจากเด็ก, องค์การตำรวจสากล และ UNICEF พบว่า
เด็กร้อยละ 58 เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ หรือหมายเลขโทรศัพท์ แก่บุคคลแปลกหน้าทางออนไลน์เปนพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก แต่เด็กร้อยละ 47 กลับเคยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ขณะที่เด็กร้อยละ 10 เคยนัดพบบุคคลที่รู้จักผ่านอินเทอร์เน็ต โดยในกลุ่มนี้มีมากกว่าร้อยละ 50 ที่รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขจากการพบปะดังกล่าว
ต่างประเทศได้มีการพยายามแก้ปัญหาดังกล่าว ยกตัวอย่างกรณีประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ที่มีกฎหมายกำกับอายุขั้นต่ำผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยสภาพัฒน์เสนอให้ไทยมีการคุ้มครองเด็กให้นอกจากการใช้กฎหมาย ผ่านการสร้างภูมิคุมกันให้เด็กมีทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) และการรู้เท่าทันความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์
📌ละครแนวตั้ง: ความบันเทิงรูปแบบใหม่กับผลกระทบที่สังคมต้องจับตา
ปัจจุบัน ‘ละครแนวตั้ง (Vertical Drama)’ หรือละครสั้นที่แสดงภาพแนวตั้งในสัดส่วน 9:16 บนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตโดยเฉพาะ กลายเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอยางรวดเร็วในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ครึ่งแรกของปี 2568 ประเทศไทยมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นละครแนวตั้งเป็นอันดับ 6 ของโลก และในไตรมาสแรกของปีเดียวกัน ผู้ใชในประเทศไทยใช้จ่ายผ่านการซื้อภายในแอปพลิเคชันของซีรีส์แนวตั้งราว 7.750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 252.952 ล้านบาท) ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
ความนิยมดังกล่าว สะท้อนถึงกำลังซื้อที่สามารถสนับสนุนการขยายตัวของตลาดเนื้อหาดังกล่าว ซึ่งสภาพัฒน์มองว่านี่อาจเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง จึงเสนอให้มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตและบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรับชมสื่อบันเทิงและเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจ ทั้งยังอาจสามารถใช้ละครแนวตั้งเป็นช่องทางเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ควรพิจารณา ได้แก่ เนื้อหาดังกล่าวมันมีลักษณะเป็น ‘สูตรสำเร็จ’ อย่างการแก้แค้นหรือเนื้อหาบางอย่างที่ไม่เหมาะสม การใช้สื่อของกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กและผู้สูงวัย และการถูกใช้เป็นช่องทางหลอกลวงทางออนไลน์ โดยทางประเทศจีนซึ่งเป็นต้นทางการผลิตเนื้อหาได้มีมาตรการกำกับเนื้อหาอย่างเข้มงวด โดยละครทุกเรื่องต้องได้รับอนุญาตก่อนเผยแพร่
สภาพัฒน์มองว่า การควบคุมลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความคิดสร้างสรรค์และความหลากหลายของสื่อ จึงควรเปิดพื้นที่ให้ผูผลิตและกลไกตลาดมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของเนื้อหา ขณะที่ภาครัฐควรกำกับดูแลบางประเด็นที่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน เช่น การเผยแพรสื่อที่มีเนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การหลอกลวงผู้บริโภค หรือการส่งเสริมกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ควบคู่กับการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อด้วย
📌แรงงานแพลตฟอร์ม: เมื่อการคุ้มครองต้องก้าวให้ทันการจ้างงานยุคดิจิทัล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่การส่งอาหาร เดินทาง ส่งพัสดุ จนถึงบริการทำความสะอาด ซึ่งความสะดวกเหล่านี้ได้กลายเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ
ธนาคารโลก ประเมินว่า มีแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลกประมาณ 154-435 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.4-12.5 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ขณะที่งานศึกษาของ TDRI พบว่า ในปี 2566 เพียง Grab แพลตฟอร์มเดียวก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 1.8 แสนล้านบาทหรือร้อยละ 1.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง
แม้แรงงานแพลตฟอร์มจะมีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจ แต่ระบบคุ้มครองแรงงานไทยในปัจจุบันกลับยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน โดยแบ่งผู้ทำงานเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ‘ลูกจ้าง’ และ ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มมีลักษณะที่ก้ำกึ่งระหว่างสถานะดังกล่าว โดยถูกกำหนดให้อยู่ในสถานะ ‘ผู้ให้บริการอิสระ (Partner)’ ซึ่งถือเป็นผู้รับจ้างทำของในทางกฎหมาย
ช่องว่างที่เกิดขึ้นนำมาสู่ปัญหาที่แรงงานแพลตฟอร์มต้องเผชิญ เช่น รายได้และสวัสดิการที่ไม่มั่นคง ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย และการบริหารจัดการขาดความโปร่งใสและอำนาจต่อรองจำกัด ซึ่งมีบางประเทศที่เริ่มขับเคลื่อนทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานกลุ่มนี้มากขึ้น อย่างอิตาลีและสเปนที่มีการออกกฎหมายเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์ม
สภาพัฒน์เสนอว่า ประเทศไทยควรนำแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น การเปิดเผยข้อมูลอัลกอริทึม และการแจ้งล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานที่ส่งผลต่อแรงงาน และควรเร่งทบทวนและผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. .... ให้มีความเหมาะสมและมีผลบังคับใช้โดยเร็ว ควบคู่กับการส่งเสริมให้แรงงานแพลตฟอร์มสามารถรวมตัวหรือจัดตั้งองค์กรผู้แทนแรงงานที่ได้รับการรับรอง เพื่อเป็นกลไกในการสะท้อนปัญหาและหารือมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมในอนาคต
อ้างอิงจาก
https://www.nesdc.go.th/info/social-aspect-2/
#ละครแนวตั้ง #แรงงานแพลตฟอร์ม

ที่อยู่

Bangkok
10400

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Media Alertผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Media Alert:

ทางลัด

แชร์

ประเภท