19/04/2026
สวัสดีครับทุกคน วันนี้แอดTentsuke จะมาเล่าเรื่องราวการไปสำรวจ ถ่ายภาพ และเก็บตัวอย่างปลาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ทุกคนได้ติดตามกันนะครับ
โดยเรื่องราวทั้งหมดสืบเนื่องจาก ที่แอดนัด คุณโอห์ม ภวพล(Ohm Pavaphon)ซึ่งในขณะนี้กำลังทำการรวบรวมปลาทะเลในน่านน้ำไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปลาที่อาศัยในเขตน้ำกร่อย ชายฝั่ง แนวปะการัง ไปจนถึงทะเลลึกสุดจะหยั่งถึง ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน มารวมกันเป็นหนังสือปลาทะเลไทย ที่มีปลามากกว่า 1500 ชนิด++ มารับปลาบู่กุ้งหลังบั้ง(Cryptocentrus maudae)เข้าไปเพิ่มลงในหนังสือ แอดกับพี่เขาก็ได้คุยกันว่าอยากจะหาช้อนปลาด้วยกันสักครั้ง แต่จังหวะเวลาจะไม่เป็นใจเสียทุกครั้ง ในขณะที่คุยกัน ก็มีข้อความเด้งขึ้นมาพอดี ซึ่งเป็นข้อความจาก เจ้าน้องแอร์(Nutthawat Tiantavorn) แอดมินเพจ AP Unseen ว่าสามารถไปสำรวจปลาที่จังหวัดตราดด้วยกันได้ อช่างเป็นอะไรที่ประจวบเหมาะมากๆ แอดจึงได้บอกและชวน คุณโอห์มไปด้วยกัน โดยนัดกันว่าจะออกเดินทาง ในวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569 ที่ใกล้จะถึงในอีกไม่กี่วัน
เมื่อถึงวันเวลาที่นัดหมาย แอดได้ออกไปรับทั้งสองที่ บขส.ใหม่ ระยอง พร้อมกันกับอุปกรณ์ที่มากมายเต็มรถ ไม่ว่าจะเป็น ตู้กระจกใสพิเศษสำหรับงานถ่ายภาพ น้ำเค็มที่เตรียมเอาไว้ สวิง และอุปกรณ์อื่นๆอีกมาก จัดให้เข้าที่เข้าทางโดยไม่อยากให้อย่างใดอย่างหนึ่งเสียหาย แล้วจึงเริ่มออกเดินทางใน เวลา 10:30น. หลังจากเดินทางสักพัก พอรถเคลื่อนตัวผ่านเขต บ้านเพ ที่กำลังมีการโครงการทำถนน ทำให้รถค่อนข้างติดและเคลื่อนตัวได้ช้า พอแอดมองเวลาแล้วก็กลัวว่าจะไม่ทันการ จึงใช้ทางเลี่ยงเมือง อย่างถนนสายเฉลิมบูรพาชลทิศ ที่ทอดยาว จากประแสร์ อ.แกลง จ.ระยอง เลียบชายฝั่งทะเล ไปจนถึงอ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ไหนๆ เราก็เลือกเส้นทางนี้แล้ว เราจึงถือโอกาสนี้ ในการเช็คสภาพดินฟ้าอากาศไปด้วยเลย ปรากฎว่า สภาพน้ำ ในวันนั้นสวยมากๆ เหมาะกับการเจอปลาที่ตามหาอย่างยิ่ง
หลังจากเดินทางมาสักพักใหญ่ๆ เราก็มาถึง บ้านของแอด ที่อ.เขาสมิง จ.ตราด เสียที ในเวลา 14:00 น. บวกลบนิดหน่อย ซึ่งบ้านที่นี่แอดจะมาอยู่บ่อยมากๆ ตั้งแต่เด็กๆ และเป็นที่ๆทำให้แอดรัก/ชอบในการสำรวจสัตว์ต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน พอรถจอดสนิท เราก็ทำการขนข้าวของขึ้นไปเก็บยังห้องพัก และทำการเตรียมตู้ รันน้ำไว้สำหรับการถ่ายภาพปลาที่เราตั้งใจมาตามหา แต่ก่อนเราจะออกลุยตามหาปลา กองทัพยังคงต้องเดินด้วยท้อง เราจึงพากันไปเดินตลาดนัดใหญ่ ที่จะมีจัดในทุกๆวันเสาร์เสียก่อน นอกจากกับข้าวแล้ว ก็ยังจะเป็นการพาคุณโอห์ม ไปเดินสำรวจปลาที่ถูกชาวประมงในพื้นที่นำมาวางขายตามช่วงฤดูอีกด้วย และในบรรดาปลาที่ขายอยู่บนแผลงนั้น ก็มีปลาที่เราตามหาด้วยเช่นกัน ที่ถูกวางขายในราคา กิโลกรัมละ 30 บาท(ที่ไม่รักษาทุกโรค~) เมื่อซื้อเสบียงตุนไว้เรียบร้อยแล้ว เราจึงกลับมาบ้านเพื่อเตรียม เรือพาย และของจำเป็นอื่นๆ ขึ้นท้ายรถกระบะ เพื่อเดินทางไปยังคลองน้ำกร่อย ที่แอดเคยทำโพสตามหาปลาไหลหลาดสีดำนั่นเอง โดยพื้นที่ในบริเวณนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของบ้านแอด ที่แอดได้ต่อสู้กับพวกตัดไม้ ขุดลอกคลอง ทำลายพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเอาไว้
พอเดินทางลงไปถึง สิ่งแรกที่เราทำเลยคือการนำเรือและของต่างๆลงจากรถ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการออกล่า แต่ก่อนหน้านั้น คุณโอห์มและเจ้าน้องแอร์ก็ขอช้อนปลาในบริเวณตลิ่ง เป็นการประเดิมทริปการตามหาปลาไปลงหนังสือในครั้งนี้ หลังจากช้อนปลาน้อย พอหอมปากหอมคอแล้ว แอดกับเจ้าน้องแอร์ก็ได้เริ่มที่จะดันเรือออกจากตลิ่ง และตั้งหน้าตั้งตาพายออกไปยังปากคลอง(คุณโอห์มส่งไม้ต่อ เพราะเรือนั่งไปได้แค่2คน) ระยะทางในการพายจากจุดเริ่มไปยังปากคลองนั้นมีระยะทาง 2.3 กิโลเมตรโดยประมาณ ระหว่างทางก็เต็มไปด้วยทิวแมกไม้ชายเลนนานาพรรณ รวมไปถึงเหล่าปลาน้อยใหญ่ชนิดต่างๆ ที่เจ้าน้องแอร์ช้อนไปด้วยระหว่างพาย
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แอดก็พายมาถึงยังปากคลองที่ตอนนี้อาทิตย์ใกล้ที่ตะรับขอบฟ้า มีแสงเรืองๆยามอาทิตย์อัสดง ชวนผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยต่างๆที่สะสมมา แอดบรรจงเลือกแขนงรากอากาศของต้นโกงกางบริเวณริมตลิ่งที่มั่นคงพอที่จะใช้ในการมัดหัวอวน โดยอวนที่แอดใช้ในครั้งนี้ จะเป็นอวนเอ็น ตา 3.5 เซ็นติเมตร ลึก 3 เมตร ยาว 20เมตร(เรียกได้ว่า ถ้าสาวอวนก็ปวดแขนกันไปข้าง)ขนาดอวนตามที่แอดใช้นี้ จะหมานมากชสำหรับการใช้ตามหาปลาแปลกๆ ได้หลากหลายชนิด และทุกขนาด ตั้งแต่ปลากะตัก ไปจนถึง ปลากระบอกไซส์1กิโล/ตัว หบังจากผูกอวนเรียบร้อย แอดก็ได้ให้เจ้าน้องแอร์ลองพายเรือเป็นครั้งแรก ที่เรียกได้ว่าครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ที่ได้พายเรือ และได้มาทำอะไรแบบนี้ ประคับประคองแอดในขณะสาง ปล่อยอวนไม่ให้พันกัน ขึงตรงพาดผ่าน ขวางปากคลอง จนสุดปลายอวนจึงนำหลักขึ้นมาปัก ให้อวนครึ่งนึง จมลงไปอยู่ใต้น้ำ เพื่อให้เรือของชาวบ้านประมงในพื้นที่ สัญจรผ่านไปมาได้แบบสะดวกสบาย
โอ๊ะ!!!!……เล่ากันมาตั้งนาน แอดยังไม่ได้บอกทุกคนเลยว่าวันนี้แอดมาหา “ปลาอะไร” กัน ซึ่งปลาที่เป็นเป้าหมายในครั้งนี้ คือ “ปลาโคบ(Anodontostoma sp.) ”และ“ปลาแมว(Setipinna sp.)” ซึ่งเป็นปลาที่เราจะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นพวกมันเป็นๆเลยสักครั้ง ด้วยความที่เมื่อเราจับเขาขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยการตกด้วยเบ็ด หรือติดแหติดอวน พวกเขาก็จะตายในไม่กี่นาทีที่ถูกจับขึ้นมา การมาตามหาพวกเขาในครั้งนี้ จึงมีโจทย์ว่า ”**จะต้องจับเขาให้ได้เป็นๆ นำขึ้นไปใส่ตู้ และถ่ายภาพของเขาในขณะที่ยังมีชีวิต ลงในหนังสือให้ได้**“
โดยปลาทั้งสองชนิด ตัวแอดเองก็สามารถนำขึ้นมาลงตู้ได้แบบยังมีชีวิตอยู่หลายครั้ง แต่ก็มักจะตายหลังจากที่เกิดเหตุไฟดับทุกที ซึ่งจากที่เราได้เห็นๆกัน ดูเหมือนเขาจะเป็นแค่ปลาธรรมดาๆ ใครๆก็สามารถหาได้ มีวางขายทุกที่ แต่ก็ไม่ได้ง่ายพอที่จะทำให้รอดมีชีวิตได้ แม้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่หลายๆคน ก็ชอบพูดให้ฟังว่าเป็นไปไม่ได้ ดั่งโบราณท่านว่า ”ถ้าหัวพ้นน้ำ ตามองฟ้า หรือตาต้องตะวัน ก็จะตายในทันที“ ทำให้เราสามารถอนุมานได้ว่า ปลาจำพวกนี้ จะเป็นปลาที่ต้องการออกซิเจนสูง ต้องว่ายน้ำให้ไหนผ่านเหงือกตลอดเวลา จึงจะสามารถมีชีวิตได้
เกริ่นเกี่ยวกับโจทย์ และเรื่องราวของปลาในครั้งนี้มาพอสมควรแล้ว เรากลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากวางอวนไปสักพัก ยังไม่ทันหันหัวเรือออกจากหลักอวน ก็มีแรงสะเทือนของปลาที่เข้ามาติด สั่นมาจนถึงปลายนิ้วที่สัมผัสกับอวน พอหันตามแนวอวน ก็สังเกตเห็นทุ่นขยับขึ้นๆลงๆ พร้อมกับประกายสีเงินของปลาที่ติดอยู่บริเวณผิวน้ำ แอดจึงพายเข้าไปเก็บด้วยความหวังลึกๆ ในใจว่า “ขอให้ใช่ปลาที่หาที่เถอะ” ด้วยสภาพน้ำ อากาศ คลื่นลม ที่เป็นใจ ขนาดนั้นก็ปรากฎผลรับที่อยู่ตรงหน้าที่ค่อยข้างจะ “สมพงษ์ตรงใจสุด!!!” ตามมาด้วยเสียงตะโกนของแอดว่า “ปลาโคบ ปลาโคบบบ!!! แอร์เตรียมน้ำให้ถังเลย” โชคดีที่ปลาตัวนี้ติดในลักษณะที่ปลดออกง่าย พอปลดได้ แอดก็จับใส่ในถังทันที ปลาค่อนข้างแข็งแรงว่ายไปมาอย่างขึงขังภายในถัง ต่อจากนั้นก็มีปลาตามมาอีกหลายตัว และหลากหลายชนิดมากๆ เรามาฟังข้อมูลของ “ปลาโคบ” กันก่อนที่เราจะไปกันต่อดีกว่า
ปลาโคบ /ปลาโคก/ตะเพียนน้ำเค็ม (Anodontostoma chacunda) เป็นปลาในวงศ์ Clupeidae กลุ่มเดียวกับปลากะตักและปลาซาร์ดีน โดยชื่อสกุล Anodontostoma มีที่มาจากภาษกรีกโบราณ เป็นการรวมกันของคำว่า
- An แปลว่า ไม่ / ปราศจาก
- odous / odont แปลว่า ฟัน
- stoma แปลว่า ปาก
เมื่อรวมกันจะมีความหมายว่า “ปากที่ไม่มีฟัน ” ส่วนในด้านของชื่อชนิด อย่าง chacunda นั้นคาดกันว่ามีที่มาจากชื่อเรียกในท้องถิ่นในประเทศอินเดียที่พบปลาชนิดนี้เป็นครั้งแรก นั่นเอง มาว่ากันต่อถึงลักษณะของปลาชนิดนี้ โดยปลาชนิดนี้มีลักษณะมีลำตัวป้อมสั้น เป็นสีเงิน ส่วนท้องมีลักษณะแบนเป็นสันคมๆ ซึ่งเป็นการวิวัฒนาการของเกล็ด ที่เปลี่ยนรูปมาใช้ในการป้องกันตัว หลังช่องเปิดเหงือกมีจุดสีดำ มีจะงอยปากสั้นทู่ และมีขนาดเล็ก ไม่มีฟัน มีขนาดโตเต็มวัย โดยประมาณ 14 - 20 เซ็นติเมตร เป็นปลาที่แอดเห็นมานานตั้งแต่เด็กๆ และเป็นปลาที่ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือคนสมัยก่อนจะบอกต่อๆเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถ้าหัวพ้นน้ำ ดวงตาเห็นตะวัน ”ยังไงก็ไม่มีทางรอด จะตายในทันที การที่จะทำให้ยังมีชีวิตหรือการจับตัวเป็นๆมาขึ้นตู้ หรือแค่จะจับขึ้นเรือมายังไงก็เป็นไปไม่ได้“ แอดได้ยินคำบอกเล่าแบบนี้มานาน จนแอดลองผิดลองถูกจนสามารถทำปลาให้มีชีวิตตั้งแต่จับ จนถึง มาอยู่ในตู้ได้เกือบ3เดือน(ทั้งปลาแมว และปลาโคบ ถ้าปั๊มไม่พังเสียก่อน ก็คงอยู่ได้นานยิ่งกว่า 3 เดือนแน่ๆ) พอมาคราวนี้แอดจึงพอที่จะมั่นใจว่าจะได้ตัวที่ยังมีชีวิตขึ้นมาได้สักตัวแน่ ส่วนเหตุผลที่กลุ่มนี้เปราะบางมากๆ ก็เนื่องมาจากพวกเขาเป็นปลาที่ต้องว่ายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลผ่านเหงือกอยู่ตลอด และเป็นปลาที่ขี้ตกใจ เครียดจากการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย พอหัวพ้นน้ำสักพัก จึงทำให้ตายในแทบทันทีทันใด
ด้วยความท้าทายแบบนี้ ทำให้แอดอยากจะทำให้มีรูปปลาชนิดนี้แบบมีชีวิตในหนังสือปลาทะเลไทยให้ได้ เราอธิบายเกี่ยวกับปลาธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดานี้มาหอมปากหอมคอแล้ว งั้นเรากลับไปเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า…….หลังจากที่ผมวนเก็บอวนไปมาจนคิดว่าได้ปลาที่น่าสนใจพอสมควร ซึ่งก็ได้ทั้งปลาโคบ และปลาแมวหูดำ และในเวลานั้นก็เป็นเวลา 18:30 น. ดวงอาทิตย์ได้รับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือไว้เพียงความมืดมิดของคืนเดือนมืดเพียงเท่านั้น แอดและเจ้าน้องแอร์จึงรีบพากันพายเรือ เปลี่ยนน้ำในถังพักปลาเป็นระยะ เพื่อประคองชีวิตของปลาทุกตัวกลับไปขึ้นฝั่งให้ได้ ในระยะทางกว่า 2.3 กิโลเมตร อันลุ้นระทึก!!!
แอดจ้ำพายมาจนใกล้ถึงจุดลงเรือเต็มที ก็เห็นแสงจากไฟฉายของคุณโอห์มส่องสว่างชัดขึ้น ซึ่งเหลือระยะทางอีกเพียง300เมตรตรงหน้า ปลาแมวก็เริ่มจะออกอาการที่ไม่เข้าที แอดจึงรีบจำ้ฝีพายให้เร็วยิ่งกว่าเดิม จนมาถึงริมตลิ่ง ปลาแมวก็ไม่ได้ไปต่อ แต่เจ้าโคบยังคงว่ายอย่างขึงขัง เราจึงรีบหยิบเจ้าแมวออกทั้งหมด เพื่อเพิ่มโอกาสรอดให้กับเจ้าโคบ หลังจากนั้นเราจึงช่วยกันยกเรือขึ้นบก และยกถังปลาขึ้นท้ายรถเป็นอันดับแรก เพื่อจะนำปลาขึ้นไปถ่ายภาพให้เร็วที่สุด ในขณะที่ยังแข็งแรงอยู่ ส่วนข้าวของสัมภาระต่างๆ ก็วางทิ้งไว้ที่ริมคลองก่อน แล้วจึงค่อยกลับลงมาเก็บหลังจากภารกิจเก็บภาพเสร็จสิ้นลง
เมื่อขนปลากลับมาถึงบ้าน เราช่วยกันยกถังปลาลงจากท้ายกระบะเข้าไปในห้อง และจัดแจงติดตั้งปั๊มลมแบบไร้สาย(ใช้แบตเตอรี่) ในการเพิ่มออกซิเจนให้กับปลา จากนั้นคุณโอห์มก็ได้ใช้ปากกาวัดความเค็ม วัดค่าความเค็มของน้ำในตู้สำหรับถ่ายภาพ ให้มีความเค็มเท่ากับน้ำจากในแหล่งธรรมชาติ รวมถึงปรับอุณหภูมิของน้ำ เพื่อให้ปลาปรับตัวได้ง่ายขึ้น ระหว่างนั้นเราก็ออกมานั่งทานข้าวเย็นและนั่งพักรอไปพลาง ๆ ก็ถึงเวลาแห่งความจริง คือการเข้าห้องไปเปิดฝาถังดูว่า เจ้าปลาโคบ ยังรอดอยู่หรือไม่ เราเปิดฝาถังด้วยความลุ้นระมึก…เอ้ย!!!!…..ลุ้นระทึก!!! ปรากฎว่าปลายังคงรอดอยู่ แข็งแรงเลยทีเดียวเชียวล่ะ เราจึงเริ่มดำเนินการถ่ายภาพให้ได้มากที่สุด กันเหนียวไว้ก่อน และในที่สุดก็ได้ภาพที่ค่อนข้างดีมา เรียกได้ว่าภารกิจการตามตัวปลาโคบแบบมีชีวิตมาเก็บภาพลงหนังสือ …Mission complete~ได้อย่างสวยงาม
เสียดายที่แอดยังเอาปลาแมวขึ้นมาแบบมีชีวิตในครั้งนี้ไม่ได้….จริงๆได้แบบมีชีวิตก็ตัวใหญ่เกินกว่าจะเอาขึ้นมาถ่ายภาพ พวกเราจึงตั้งเป้าหมายในครั้งต่อไปว่า จะต้องตามตัวและถ่ายภาพปลาแมวชนิดต่างๆแบบมีชีวิตให้ได้ ไว้เจอกันในครั้งถัดไปครับทุกคน ดูว่าเราจะทำมันสำเร็จหรือไม่!?
และที่สำคัญ ผู้อ่านทุกท่านรอติดตามหนังสือปลาทะเลไทย กันได้เลยครับใกล้ถึงความจริงแล้ว หนังสือดีๆ รวมชนิดพันธุ์ที่พบในท้องทะเลไทยไว้มากมายที่สุดกว่าใครๆ….รอติดตามได้เลยครับ~