Exo keeper เพจให้ความรู้ และช่องyoutube แนะนำเกี่ยวกับสัตว์Exotics

สวัสดีครับทุกคน วันนี้แอดTentsuke จะมาเล่าเรื่องราวการไปสำรวจ ถ่ายภาพ และเก็บตัวอย่างปลาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ทุกคน...
19/04/2026

สวัสดีครับทุกคน วันนี้แอดTentsuke จะมาเล่าเรื่องราวการไปสำรวจ ถ่ายภาพ และเก็บตัวอย่างปลาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ทุกคนได้ติดตามกันนะครับ

โดยเรื่องราวทั้งหมดสืบเนื่องจาก ที่แอดนัด คุณโอห์ม ภวพล(Ohm Pavaphon)ซึ่งในขณะนี้กำลังทำการรวบรวมปลาทะเลในน่านน้ำไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปลาที่อาศัยในเขตน้ำกร่อย ชายฝั่ง แนวปะการัง ไปจนถึงทะเลลึกสุดจะหยั่งถึง ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน มารวมกันเป็นหนังสือปลาทะเลไทย ที่มีปลามากกว่า 1500 ชนิด++ มารับปลาบู่กุ้งหลังบั้ง(Cryptocentrus maudae)เข้าไปเพิ่มลงในหนังสือ แอดกับพี่เขาก็ได้คุยกันว่าอยากจะหาช้อนปลาด้วยกันสักครั้ง แต่จังหวะเวลาจะไม่เป็นใจเสียทุกครั้ง ในขณะที่คุยกัน ก็มีข้อความเด้งขึ้นมาพอดี ซึ่งเป็นข้อความจาก เจ้าน้องแอร์(Nutthawat Tiantavorn) แอดมินเพจ AP Unseen ว่าสามารถไปสำรวจปลาที่จังหวัดตราดด้วยกันได้ อช่างเป็นอะไรที่ประจวบเหมาะมากๆ แอดจึงได้บอกและชวน คุณโอห์มไปด้วยกัน โดยนัดกันว่าจะออกเดินทาง ในวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569 ที่ใกล้จะถึงในอีกไม่กี่วัน

เมื่อถึงวันเวลาที่นัดหมาย แอดได้ออกไปรับทั้งสองที่ บขส.ใหม่ ระยอง พร้อมกันกับอุปกรณ์ที่มากมายเต็มรถ ไม่ว่าจะเป็น ตู้กระจกใสพิเศษสำหรับงานถ่ายภาพ น้ำเค็มที่เตรียมเอาไว้ สวิง และอุปกรณ์อื่นๆอีกมาก จัดให้เข้าที่เข้าทางโดยไม่อยากให้อย่างใดอย่างหนึ่งเสียหาย แล้วจึงเริ่มออกเดินทางใน เวลา 10:30น. หลังจากเดินทางสักพัก พอรถเคลื่อนตัวผ่านเขต บ้านเพ ที่กำลังมีการโครงการทำถนน ทำให้รถค่อนข้างติดและเคลื่อนตัวได้ช้า พอแอดมองเวลาแล้วก็กลัวว่าจะไม่ทันการ จึงใช้ทางเลี่ยงเมือง อย่างถนนสายเฉลิมบูรพาชลทิศ ที่ทอดยาว จากประแสร์ อ.แกลง จ.ระยอง เลียบชายฝั่งทะเล ไปจนถึงอ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ไหนๆ เราก็เลือกเส้นทางนี้แล้ว เราจึงถือโอกาสนี้ ในการเช็คสภาพดินฟ้าอากาศไปด้วยเลย ปรากฎว่า สภาพน้ำ ในวันนั้นสวยมากๆ เหมาะกับการเจอปลาที่ตามหาอย่างยิ่ง

หลังจากเดินทางมาสักพักใหญ่ๆ เราก็มาถึง บ้านของแอด ที่อ.เขาสมิง จ.ตราด เสียที ในเวลา 14:00 น. บวกลบนิดหน่อย ซึ่งบ้านที่นี่แอดจะมาอยู่บ่อยมากๆ ตั้งแต่เด็กๆ และเป็นที่ๆทำให้แอดรัก/ชอบในการสำรวจสัตว์ต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน พอรถจอดสนิท เราก็ทำการขนข้าวของขึ้นไปเก็บยังห้องพัก และทำการเตรียมตู้ รันน้ำไว้สำหรับการถ่ายภาพปลาที่เราตั้งใจมาตามหา แต่ก่อนเราจะออกลุยตามหาปลา กองทัพยังคงต้องเดินด้วยท้อง เราจึงพากันไปเดินตลาดนัดใหญ่ ที่จะมีจัดในทุกๆวันเสาร์เสียก่อน นอกจากกับข้าวแล้ว ก็ยังจะเป็นการพาคุณโอห์ม ไปเดินสำรวจปลาที่ถูกชาวประมงในพื้นที่นำมาวางขายตามช่วงฤดูอีกด้วย และในบรรดาปลาที่ขายอยู่บนแผลงนั้น ก็มีปลาที่เราตามหาด้วยเช่นกัน ที่ถูกวางขายในราคา กิโลกรัมละ 30 บาท(ที่ไม่รักษาทุกโรค~) เมื่อซื้อเสบียงตุนไว้เรียบร้อยแล้ว เราจึงกลับมาบ้านเพื่อเตรียม เรือพาย และของจำเป็นอื่นๆ ขึ้นท้ายรถกระบะ เพื่อเดินทางไปยังคลองน้ำกร่อย ที่แอดเคยทำโพสตามหาปลาไหลหลาดสีดำนั่นเอง โดยพื้นที่ในบริเวณนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของบ้านแอด ที่แอดได้ต่อสู้กับพวกตัดไม้ ขุดลอกคลอง ทำลายพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเอาไว้

พอเดินทางลงไปถึง สิ่งแรกที่เราทำเลยคือการนำเรือและของต่างๆลงจากรถ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการออกล่า แต่ก่อนหน้านั้น คุณโอห์มและเจ้าน้องแอร์ก็ขอช้อนปลาในบริเวณตลิ่ง เป็นการประเดิมทริปการตามหาปลาไปลงหนังสือในครั้งนี้ หลังจากช้อนปลาน้อย พอหอมปากหอมคอแล้ว แอดกับเจ้าน้องแอร์ก็ได้เริ่มที่จะดันเรือออกจากตลิ่ง และตั้งหน้าตั้งตาพายออกไปยังปากคลอง(คุณโอห์มส่งไม้ต่อ เพราะเรือนั่งไปได้แค่2คน) ระยะทางในการพายจากจุดเริ่มไปยังปากคลองนั้นมีระยะทาง 2.3 กิโลเมตรโดยประมาณ ระหว่างทางก็เต็มไปด้วยทิวแมกไม้ชายเลนนานาพรรณ รวมไปถึงเหล่าปลาน้อยใหญ่ชนิดต่างๆ ที่เจ้าน้องแอร์ช้อนไปด้วยระหว่างพาย

ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แอดก็พายมาถึงยังปากคลองที่ตอนนี้อาทิตย์ใกล้ที่ตะรับขอบฟ้า มีแสงเรืองๆยามอาทิตย์อัสดง ชวนผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยต่างๆที่สะสมมา แอดบรรจงเลือกแขนงรากอากาศของต้นโกงกางบริเวณริมตลิ่งที่มั่นคงพอที่จะใช้ในการมัดหัวอวน โดยอวนที่แอดใช้ในครั้งนี้ จะเป็นอวนเอ็น ตา 3.5 เซ็นติเมตร ลึก 3 เมตร ยาว 20เมตร(เรียกได้ว่า ถ้าสาวอวนก็ปวดแขนกันไปข้าง)ขนาดอวนตามที่แอดใช้นี้ จะหมานมากชสำหรับการใช้ตามหาปลาแปลกๆ ได้หลากหลายชนิด และทุกขนาด ตั้งแต่ปลากะตัก ไปจนถึง ปลากระบอกไซส์1กิโล/ตัว หบังจากผูกอวนเรียบร้อย แอดก็ได้ให้เจ้าน้องแอร์ลองพายเรือเป็นครั้งแรก ที่เรียกได้ว่าครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ที่ได้พายเรือ และได้มาทำอะไรแบบนี้ ประคับประคองแอดในขณะสาง ปล่อยอวนไม่ให้พันกัน ขึงตรงพาดผ่าน ขวางปากคลอง จนสุดปลายอวนจึงนำหลักขึ้นมาปัก ให้อวนครึ่งนึง จมลงไปอยู่ใต้น้ำ เพื่อให้เรือของชาวบ้านประมงในพื้นที่ สัญจรผ่านไปมาได้แบบสะดวกสบาย

โอ๊ะ!!!!……เล่ากันมาตั้งนาน แอดยังไม่ได้บอกทุกคนเลยว่าวันนี้แอดมาหา “ปลาอะไร” กัน ซึ่งปลาที่เป็นเป้าหมายในครั้งนี้ คือ “ปลาโคบ(Anodontostoma sp.) ”และ“ปลาแมว(Setipinna sp.)” ซึ่งเป็นปลาที่เราจะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นพวกมันเป็นๆเลยสักครั้ง ด้วยความที่เมื่อเราจับเขาขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยการตกด้วยเบ็ด หรือติดแหติดอวน พวกเขาก็จะตายในไม่กี่นาทีที่ถูกจับขึ้นมา การมาตามหาพวกเขาในครั้งนี้ จึงมีโจทย์ว่า ”**จะต้องจับเขาให้ได้เป็นๆ นำขึ้นไปใส่ตู้ และถ่ายภาพของเขาในขณะที่ยังมีชีวิต ลงในหนังสือให้ได้**“

โดยปลาทั้งสองชนิด ตัวแอดเองก็สามารถนำขึ้นมาลงตู้ได้แบบยังมีชีวิตอยู่หลายครั้ง แต่ก็มักจะตายหลังจากที่เกิดเหตุไฟดับทุกที ซึ่งจากที่เราได้เห็นๆกัน ดูเหมือนเขาจะเป็นแค่ปลาธรรมดาๆ ใครๆก็สามารถหาได้ มีวางขายทุกที่ แต่ก็ไม่ได้ง่ายพอที่จะทำให้รอดมีชีวิตได้ แม้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่หลายๆคน ก็ชอบพูดให้ฟังว่าเป็นไปไม่ได้ ดั่งโบราณท่านว่า ”ถ้าหัวพ้นน้ำ ตามองฟ้า หรือตาต้องตะวัน ก็จะตายในทันที“ ทำให้เราสามารถอนุมานได้ว่า ปลาจำพวกนี้ จะเป็นปลาที่ต้องการออกซิเจนสูง ต้องว่ายน้ำให้ไหนผ่านเหงือกตลอดเวลา จึงจะสามารถมีชีวิตได้

เกริ่นเกี่ยวกับโจทย์ และเรื่องราวของปลาในครั้งนี้มาพอสมควรแล้ว เรากลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากวางอวนไปสักพัก ยังไม่ทันหันหัวเรือออกจากหลักอวน ก็มีแรงสะเทือนของปลาที่เข้ามาติด สั่นมาจนถึงปลายนิ้วที่สัมผัสกับอวน พอหันตามแนวอวน ก็สังเกตเห็นทุ่นขยับขึ้นๆลงๆ พร้อมกับประกายสีเงินของปลาที่ติดอยู่บริเวณผิวน้ำ แอดจึงพายเข้าไปเก็บด้วยความหวังลึกๆ ในใจว่า “ขอให้ใช่ปลาที่หาที่เถอะ” ด้วยสภาพน้ำ อากาศ คลื่นลม ที่เป็นใจ ขนาดนั้นก็ปรากฎผลรับที่อยู่ตรงหน้าที่ค่อยข้างจะ “สมพงษ์ตรงใจสุด!!!” ตามมาด้วยเสียงตะโกนของแอดว่า “ปลาโคบ ปลาโคบบบ!!! แอร์เตรียมน้ำให้ถังเลย” โชคดีที่ปลาตัวนี้ติดในลักษณะที่ปลดออกง่าย พอปลดได้ แอดก็จับใส่ในถังทันที ปลาค่อนข้างแข็งแรงว่ายไปมาอย่างขึงขังภายในถัง ต่อจากนั้นก็มีปลาตามมาอีกหลายตัว และหลากหลายชนิดมากๆ เรามาฟังข้อมูลของ “ปลาโคบ” กันก่อนที่เราจะไปกันต่อดีกว่า

ปลาโคบ /ปลาโคก/ตะเพียนน้ำเค็ม (Anodontostoma chacunda) เป็นปลาในวงศ์ Clupeidae กลุ่มเดียวกับปลากะตักและปลาซาร์ดีน โดยชื่อสกุล Anodontostoma มีที่มาจากภาษกรีกโบราณ เป็นการรวมกันของคำว่า
- An แปลว่า ไม่ / ปราศจาก
- odous / odont แปลว่า ฟัน
- stoma แปลว่า ปาก
เมื่อรวมกันจะมีความหมายว่า “ปากที่ไม่มีฟัน ” ส่วนในด้านของชื่อชนิด อย่าง chacunda นั้นคาดกันว่ามีที่มาจากชื่อเรียกในท้องถิ่นในประเทศอินเดียที่พบปลาชนิดนี้เป็นครั้งแรก นั่นเอง มาว่ากันต่อถึงลักษณะของปลาชนิดนี้ โดยปลาชนิดนี้มีลักษณะมีลำตัวป้อมสั้น เป็นสีเงิน ส่วนท้องมีลักษณะแบนเป็นสันคมๆ ซึ่งเป็นการวิวัฒนาการของเกล็ด ที่เปลี่ยนรูปมาใช้ในการป้องกันตัว หลังช่องเปิดเหงือกมีจุดสีดำ มีจะงอยปากสั้นทู่ และมีขนาดเล็ก ไม่มีฟัน มีขนาดโตเต็มวัย โดยประมาณ 14 - 20 เซ็นติเมตร เป็นปลาที่แอดเห็นมานานตั้งแต่เด็กๆ และเป็นปลาที่ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือคนสมัยก่อนจะบอกต่อๆเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถ้าหัวพ้นน้ำ ดวงตาเห็นตะวัน ”ยังไงก็ไม่มีทางรอด จะตายในทันที การที่จะทำให้ยังมีชีวิตหรือการจับตัวเป็นๆมาขึ้นตู้ หรือแค่จะจับขึ้นเรือมายังไงก็เป็นไปไม่ได้“ แอดได้ยินคำบอกเล่าแบบนี้มานาน จนแอดลองผิดลองถูกจนสามารถทำปลาให้มีชีวิตตั้งแต่จับ จนถึง มาอยู่ในตู้ได้เกือบ3เดือน(ทั้งปลาแมว และปลาโคบ ถ้าปั๊มไม่พังเสียก่อน ก็คงอยู่ได้นานยิ่งกว่า 3 เดือนแน่ๆ) พอมาคราวนี้แอดจึงพอที่จะมั่นใจว่าจะได้ตัวที่ยังมีชีวิตขึ้นมาได้สักตัวแน่ ส่วนเหตุผลที่กลุ่มนี้เปราะบางมากๆ ก็เนื่องมาจากพวกเขาเป็นปลาที่ต้องว่ายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลผ่านเหงือกอยู่ตลอด และเป็นปลาที่ขี้ตกใจ เครียดจากการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย พอหัวพ้นน้ำสักพัก จึงทำให้ตายในแทบทันทีทันใด

ด้วยความท้าทายแบบนี้ ทำให้แอดอยากจะทำให้มีรูปปลาชนิดนี้แบบมีชีวิตในหนังสือปลาทะเลไทยให้ได้ เราอธิบายเกี่ยวกับปลาธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดานี้มาหอมปากหอมคอแล้ว งั้นเรากลับไปเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า…….หลังจากที่ผมวนเก็บอวนไปมาจนคิดว่าได้ปลาที่น่าสนใจพอสมควร ซึ่งก็ได้ทั้งปลาโคบ และปลาแมวหูดำ และในเวลานั้นก็เป็นเวลา 18:30 น. ดวงอาทิตย์ได้รับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือไว้เพียงความมืดมิดของคืนเดือนมืดเพียงเท่านั้น แอดและเจ้าน้องแอร์จึงรีบพากันพายเรือ เปลี่ยนน้ำในถังพักปลาเป็นระยะ เพื่อประคองชีวิตของปลาทุกตัวกลับไปขึ้นฝั่งให้ได้ ในระยะทางกว่า 2.3 กิโลเมตร อันลุ้นระทึก!!!

แอดจ้ำพายมาจนใกล้ถึงจุดลงเรือเต็มที ก็เห็นแสงจากไฟฉายของคุณโอห์มส่องสว่างชัดขึ้น ซึ่งเหลือระยะทางอีกเพียง300เมตรตรงหน้า ปลาแมวก็เริ่มจะออกอาการที่ไม่เข้าที แอดจึงรีบจำ้ฝีพายให้เร็วยิ่งกว่าเดิม จนมาถึงริมตลิ่ง ปลาแมวก็ไม่ได้ไปต่อ แต่เจ้าโคบยังคงว่ายอย่างขึงขัง เราจึงรีบหยิบเจ้าแมวออกทั้งหมด เพื่อเพิ่มโอกาสรอดให้กับเจ้าโคบ หลังจากนั้นเราจึงช่วยกันยกเรือขึ้นบก และยกถังปลาขึ้นท้ายรถเป็นอันดับแรก เพื่อจะนำปลาขึ้นไปถ่ายภาพให้เร็วที่สุด ในขณะที่ยังแข็งแรงอยู่ ส่วนข้าวของสัมภาระต่างๆ ก็วางทิ้งไว้ที่ริมคลองก่อน แล้วจึงค่อยกลับลงมาเก็บหลังจากภารกิจเก็บภาพเสร็จสิ้นลง

เมื่อขนปลากลับมาถึงบ้าน เราช่วยกันยกถังปลาลงจากท้ายกระบะเข้าไปในห้อง และจัดแจงติดตั้งปั๊มลมแบบไร้สาย(ใช้แบตเตอรี่) ในการเพิ่มออกซิเจนให้กับปลา จากนั้นคุณโอห์มก็ได้ใช้ปากกาวัดความเค็ม วัดค่าความเค็มของน้ำในตู้สำหรับถ่ายภาพ ให้มีความเค็มเท่ากับน้ำจากในแหล่งธรรมชาติ รวมถึงปรับอุณหภูมิของน้ำ เพื่อให้ปลาปรับตัวได้ง่ายขึ้น ระหว่างนั้นเราก็ออกมานั่งทานข้าวเย็นและนั่งพักรอไปพลาง ๆ ก็ถึงเวลาแห่งความจริง คือการเข้าห้องไปเปิดฝาถังดูว่า เจ้าปลาโคบ ยังรอดอยู่หรือไม่ เราเปิดฝาถังด้วยความลุ้นระมึก…เอ้ย!!!!…..ลุ้นระทึก!!! ปรากฎว่าปลายังคงรอดอยู่ แข็งแรงเลยทีเดียวเชียวล่ะ เราจึงเริ่มดำเนินการถ่ายภาพให้ได้มากที่สุด กันเหนียวไว้ก่อน และในที่สุดก็ได้ภาพที่ค่อนข้างดีมา เรียกได้ว่าภารกิจการตามตัวปลาโคบแบบมีชีวิตมาเก็บภาพลงหนังสือ …Mission complete~ได้อย่างสวยงาม

เสียดายที่แอดยังเอาปลาแมวขึ้นมาแบบมีชีวิตในครั้งนี้ไม่ได้….จริงๆได้แบบมีชีวิตก็ตัวใหญ่เกินกว่าจะเอาขึ้นมาถ่ายภาพ พวกเราจึงตั้งเป้าหมายในครั้งต่อไปว่า จะต้องตามตัวและถ่ายภาพปลาแมวชนิดต่างๆแบบมีชีวิตให้ได้ ไว้เจอกันในครั้งถัดไปครับทุกคน ดูว่าเราจะทำมันสำเร็จหรือไม่!?

และที่สำคัญ ผู้อ่านทุกท่านรอติดตามหนังสือปลาทะเลไทย กันได้เลยครับใกล้ถึงความจริงแล้ว หนังสือดีๆ รวมชนิดพันธุ์ที่พบในท้องทะเลไทยไว้มากมายที่สุดกว่าใครๆ….รอติดตามได้เลยครับ~

08/04/2026

ให้อาหารผู้อาศัย Biotope symphony of the mangrove จำลองระบบนิเวศชายเลนกันครับ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ…….ปากว่าตาไม่เห็น คราวนี้ได้เห็นแล้วนะครับว่าไม่ได้ขี้โม้!!!

จังหวะ และเวลา……ส่งมอบปลาลงหนังสือปลาทะเลไทยกันครับ ในช่วงที่มรสุมพัดพาปลาที่ไม่ควรโผล่ให้ขึ้นมาใกล้ชายฝั่งแอดโดนแซวว่าเ...
01/04/2026

จังหวะ และเวลา……ส่งมอบปลาลงหนังสือปลาทะเลไทยกันครับ ในช่วงที่มรสุมพัดพาปลาที่ไม่ควรโผล่ให้ขึ้นมาใกล้ชายฝั่ง

แอดโดนแซวว่าเหมือน…..Gandalf and the hobbit 😅🧙🏻‍♂️🧍🏻

จากคราวก่อนที่เราได้เห็นปลาเขือทำระบบโพรงกันไปแล้ว และนี่คืออีก 1สิ่งที่ผมอยากจะคอยจับตาดูพฤติกรรมมากที่สุด อย่าง ปลาไหล...
27/03/2026

จากคราวก่อนที่เราได้เห็นปลาเขือทำระบบโพรงกันไปแล้ว และนี่คืออีก 1สิ่งที่ผมอยากจะคอยจับตาดูพฤติกรรมมากที่สุด อย่าง ปลาไหลแดง(Macrotrema caligans)ที่นานๆครั้งจะโผล่มาให้เห็น และอยู่นานพอที่จะให้ถ่ายภาพได้สักที ดูวันนี้กับตอนที่ทำโพสครั้งก่อน ตัวจะหนาขึ้นมาก แปลว่าปรับสภาพและกินอาหารได้เป็นอย่างดี ถ้ามีโอกาสแอดก็จะหามาเพิ่มเพื่อที่จะดูพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันและการจับคู่ไว้เป็นข้อมูลต่อไปครับ

เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดมากๆในช่วงนี้ ลอยตัวขึ้นสูงทำให้เข้าปะทะกับมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลวมา ก่อบังเกิดเป็นมวลมหาเมฆค...
23/03/2026

เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดมากๆในช่วงนี้ ลอยตัวขึ้นสูงทำให้เข้าปะทะกับมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลวมา ก่อบังเกิดเป็นมวลมหาเมฆคิวมูโลนิมบัส (มวลพายุฝนฟ้าคะนอง)ที่จะนำพาลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “พายุฤดูร้อน(Thunderstorms)”นั่นเอง

และด้วยปรากฎการณ์นี้ ทำให้ตลอดแนวชายฝั่งภาคตะวันออก เกิดกระแสลมแรง คลื่นสูง ท้องทะเลเกิดความปั่นป่วนเป็นอย่างมาก เป็นฝันร้ายของคนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับมหาสมุทร ถ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ยังเลวร้ายไม่พอ มหาสมุทรยังเสิร์ฟความอันตรายเข้าสู่ท้องทะเลตะวันออก ซ้ำเข้าไปอีกด้วย สิ่งมีชีวิตสุดอันตราย นั่นก็คือ………

แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส หรือ แมงกะพรุนไฟเรือรบโปรตุเกส(Physalia physalis)…..ที่ส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินสมญานามของเขาในชื่อว่า “Man o’ war ,Man of war ,Floating terror” เจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้แม้จะถูกเรียกว่าแมงกะพรุน แต่จริงๆแล้วเป็นสัตว์ที่อยู่คนละชั้นกับแมงกะพรุนแท้ที่เราพบเห็นได้ทั่วๆไป โดยจะถูกจัดอยู่อันดับของ ไซโฟโนฟอร์(Siphonophore)

ไซโฟโนฟอร์(Siphonophore) คือสัตว์ทะเลน้ำลึก ในชั้น ไฮโดรซัว(Hydrozoa) ไฟลัม ไนดาเรีย(Cnidaria) ประกอบขึ้นด้วยโคโลนีของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหลายพันตัว ที่เราเรียกว่า ซูออยด์(Zooids) รวมตัวเชื่อมต่อกัน โดยแต่ละส่วนมีหน้าที่เฉพาะของตัวมันเอง เช่น การล่าเหยื่อ ขยายพันธุ์ หรือการเคลื่อนที่ โดยต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน

ปัจจุบันสามารถพบได้ 4 ชนิด โดยชนิดที่พบในประเทศไทย และตัวในโพสคือ แมงกะพรุนไฟขวดเขียว หรือ แมงกะพรุนไฟหัวขวด (Physalia utriculus)

รูปร่างและลักษณะของเจ้านี่…..เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายกับหมวกของทหารเรือชาวโปรตุเกสในยุคศตวรรษที่ 18 หรือ คล้ายกับรูปทรงของเรือรบโปรตุเกสในช่วงยุคล่าอาณานิคม ที่เรียกกันว่า ”Man-of-war”จึงได้กลายมาเป็นที่มาของชื่อของเขามาจนถึงปัจจุบัน อาจมีสีฟ้าหรือสีม่วง มีหนวดยาวที่มีเข็มพิษที่อาจยาวได้ถึง 30 เมตร มีปากมากกว่าหนึ่งปาก และอย่างที่บอกไปข้างต้น เจ้านี่เกิดมาจาก เอมบริโอของสัตว์ต่างชนิดหลายชนิดมารวมตัวอยู่ด้วยกัน

จัดเป็นแมงกะพรุนชนิดที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก เทียบเท่าได้กับแมงกะพรุนกล่องหรือแมงกะพรุนอิรุคันจิ ซึ่งพิษของเขามีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท ผิวหนัง และหัวใจ เมื่อถูกต่อยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนรุนแรง โดยส่วนใหญ่ผู้ที่โดนพิษของเขาเข้าไปจะมีอาการช็อค และหัวใจล้มเหลวในเวลาไม่นานหลังจากรับพิษเข้าไป

โดยปกติแล้ว ไซโฟโนฟอร์ชนิดนี้จะไม่พบในน่านน้ำไทย แต่จะสามารถพบได้ในทะเลเปิดของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ,ทะเลเมดิเตอเรเนียน ,มหาสมุทรแปซิฟิก ,มหาสมุทรอินเดีย และยังจะสามารถพบได้ในไทยเฉพาะช่วงมรสุม โดยเฉพาะชายหาดฝั่งอันดามัน อาทิเช่น หาดกะรน จ.ภูเก็ต และในบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง มีส่วนน้อยที่พบเจอบริเวณอ่าวไทยตอนบน แบบเจ้าตัวในโพสนี้ ซึ่งในช่วงมรสุทก็จะสามารถพบเจอได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้ล่าทางธรรมชาติระดับอีปิคของเขาอย่าง เจ้ามังกรทะเลสีน้ำเงิน(Glaucus atlanticus) ด้วยเช่นกัน

มังกรทะเลสีน้ำเงิน(Glaucus atlanticus) คือตัวอะไร?

ผู้ล่าทางธรรมชาติของแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกสตัวนี้ คือทากทะเลขนาดจิ๋ว ที่มีขนาดเพียง 1-3 เซ็นติเมตร มีลำตัวสีน้ำเงินสลับกับสีเงิน มีรูปร่างคล้ายมังกรกำลังสยายปีก และมันยังลอยกลับหัวตลอดเวลา ด้านที่เราเห็นคือส่วนท้องของเขา แต่ถึงจะเล็ก แต่ก็เล็กพริกขี้หนู เพราะเขามีพิษที่ร้ายแรงมากเทียบเท่ากับแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส โดยเป็นการสะสมพิษจากการกินเหล่าแมงกะพรุนไฟเข้าไปนั่นเอง

โดยส่วนมากในภาตตะวันออกจะสามารถพบเข้าได้ตั้งแต่แนวชายหาดในจังหวัดระยอง(แหลมเจริญ, หาดสวนสน ,แหลมแม่พิมพ์) ยาวไปจนถึงชายหาดบางส่วนของจังหวัดจันทบุรี(หาดเจ้าหลาว, หาดเจ้าสำราญ)

หลังจากลงตู้มาได้ 14 วัน!!!……….     เหล่า ปลาเขือ สกุล Taenioides ก็ได้สร้างระบบอุโมงค์ของตัวเองขึ้นมา และระบบอุโมงค์เชื...
21/03/2026

หลังจากลงตู้มาได้ 14 วัน!!!……….

เหล่า ปลาเขือ สกุล Taenioides ก็ได้สร้างระบบอุโมงค์ของตัวเองขึ้นมา และระบบอุโมงค์เชื่ิอมต่อกัน รวมถึง ไหลหลาดกับไหลแดง ก็ร่วมอาศัยอยู่ในระบบอุโมงค์เดียวกัน สื่อให้เห็นว่าปลาเหล่านี้อาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่มหรืออาณานิคมขนาดเล็ก และมีลักษณะที่มีระบบอุโมงค์ทางเข้า-ออก หลายทาง

โชคดีที่ตอนนี้น้ำเริ่มกลับมาใสเหมือนเดิม เพราะระบบอุโมงค์ค่อนข้างลงตัวสำหรับพวกเขาแล้ว

น้ำขุ่น เพราะ ปลาเขือ ❌
น้ำขุ่น เพราะ กุ้งดีดขัน ✅

นอกจากอุโมงค์ที่ลงตัวแล้ว การปรับตัวก็ค่อนข้างดี มีการกินอาหารที่หลากหลาย โดยตอนนี้ พวกเขากินเป็นหนอนแดงแช่ กุ้งหั่นชิ้นเล็กๆ และที่ดียิ่งกว่านั้น คือ อาหารเม็ดจมปลาทะเล

ปล.เดี๋ยวมาใส่คำบรรยายทีหลังเน้ออออ แอดมินติดงาน!!!

กลับสู่ระบบนิเวศจำลอง 🪱🐟ขอบคุณ ดร.นณณ์Nonn Panitvong ที่ขับรถมาไกลถึงระยอง เพื่อนำปลาเหล่านี้มาให้ผมดูแลและสังเกตพฤติกรร...
07/03/2026

กลับสู่ระบบนิเวศจำลอง 🪱🐟
ขอบคุณ ดร.นณณ์Nonn Panitvong ที่ขับรถมาไกลถึงระยอง เพื่อนำปลาเหล่านี้มาให้ผมดูแลและสังเกตพฤติกรรมต่อไปครับ

ผมเชื่อว่าข้อมูลและภาพของปลากลุ่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนที่ต้องการศึกษาและรวมถึงบุคคลทั่วไปในอนาคตครับ

ปล.นี่เป็นปลาจากทางภาคใต้เท่านั้น ซึ่งยังคงมีปลาจากภาคตะวันออกที่มีหน้าตาคล้ายกันแต่เป็นคนละชนิดกันแน่นอนครับ โปรดติดตามในภายภาคหน้า ว่าผมจะสามารถนำตัวอย่างปลามาให้ทุกคนได้ชมหรือไม่ครับ

ขอบคุณน้องTanawat Noopuang เป็นอย่างมาก ที่เป็นส่วนสำคัญในการรวบรวมปลากลุ่มนี้จากทางภาคใต้(ทะเลสาบสงขลา)มาส่งต่อข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกคน แบบไม่หวังผลประโยชน์แต่อย่างใด ขอบคุณครับ

Meeting & ส่งมอบตัวอย่างปลาลงหนังสือ
01/03/2026

Meeting & ส่งมอบตัวอย่างปลาลงหนังสือ

อย่างที่ผมเคยบอกไปในหลายๆครั้งช่วงมีดราม่า “ ปูเสฉวนบก ”สามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้ครับhttps://www.instagram.com/...
19/02/2026

อย่างที่ผมเคยบอกไปในหลายๆครั้งช่วงมีดราม่า

“ ปูเสฉวนบก ”สามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้ครับ

https://www.instagram.com/reel/DUbyWFckiSK/?igsh=MWZ1ZXZpd3ljem90NQ==

สังขารนั้นไม่จีรัง ขอเวลาให้แอดพยายามดำน้ำคีย์ไอ้เจ้าพวกนี้ก่อนนะครับ🥶💀พบกันไม่เร็วๆนี้
17/02/2026

สังขารนั้นไม่จีรัง ขอเวลาให้แอดพยายามดำน้ำคีย์ไอ้เจ้าพวกนี้ก่อนนะครับ🥶💀

พบกันไม่เร็วๆนี้

พวกเขาเริ่มกลับมาแล้ว!!!!“ เสือโคร่ง ” นักล่าระดับบนของห่วงโซ่อาหารในป่าใหญ่  ซึ่งหลายปีที่ผ่านมานี้ประชากรเสือในธรรมชาต...
06/12/2025

พวกเขาเริ่มกลับมาแล้ว!!!!

“ เสือโคร่ง ” นักล่าระดับบนของห่วงโซ่อาหารในป่าใหญ่ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมานี้ประชากรเสือในธรรมชาติไม่ค่อยจะสู้ดีนัก พอสมดุลทางธรรมชาติตรงนี้ขาดหายไป ก็ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา โดยเฉพาะเรื่อง ของประชากรช้างที่มีมากมายจนล้น และเข้ามาสร้างผลกระทบในแหล่งชุมชนมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก“เสือโคร่ง”นั้นเป็นผู้ที่สามารถล่าและควบคุมประชากรช้างได้ดี ทำให้ช้างในสมัยก่อนยังไม่มีมากมายเหมือนทุกวันนี้

หายไปกว่า 94 ปี หลังจากพบที่กทม.แล้วก็หายไปเลยจนมาวันนี้พบแล้วที่สมุทรสงคราม ปลาบู่ที่เรียกได้ว่าคลุมเครือไปซะหมดในด้านข...
22/11/2025

หายไปกว่า 94 ปี หลังจากพบที่กทม.แล้วก็หายไปเลยจนมาวันนี้พบแล้วที่สมุทรสงคราม ปลาบู่ที่เรียกได้ว่าคลุมเครือไปซะหมดในด้านของข้อมูล

94 ปี กับการหายไปของปลาบู่เสือ

1.
ในชีวิตผมเท่าที่จำได้มีความรู้สึกแบบนี้สามครั้ง

ครั้งแรกคือตอนที่ช้อนปลาซิวสมพงษ์ตัวแรกได้
ครั้งที่สองตอนที่เห็นปลาเสือพ่นน้ำเกล็ดเล็กว่ายอยู่ในตู้ที่จตุจักร
และครั้งที่สามก็ตอนที่เห็นภาพที่ถูกแปะถามในกลุ่ม siamensis ว่านี่ปลาบู่อะไร เมื่อวันก่อน

ผมกำลังนั่งรถอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร ตอนเปิดภาพขึ้นมาเจอ สมองผมประมวลผลอยู่พักหนึ่ง ขนแขนลุกซู่ แล้วก็พิมพ์คำว่า เสือออออออ!!! ลงไป เป็นคำตอบ

2.
นี่คือหนึ่งในปลาน้ำจืดไทยที่ผมคาดหวังว่าสักวันจะได้เจอ แม้ว่ามันจะถูกจับไปเป็นชื่อพ้องมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม ปลาบู่เสือ หรือที่ตอนแรกมันถูกตั้งชื่อว่า Thaigobiella sua โดย Hugh M. Smith (สมิธ) ตั้งแต่ปี 1931 ด้วยตัวอย่างแค่ตัวเดียวจากคลองสักแห่งในกรุงเทพมหานคร ตัวอย่างตัวนี้ถูกส่งไปเก็บที่ Smithsonian National Museum of Natural History ในการบรรยายมีภาพวาดประกอบอยู่ภาพเดียว และก็เป็นภาพเดียวของปลาบู่เสือที่ใช้อ้างอิงกันมาตลอด

ต่อมาในปีค.ศ.1945 ตอนที่ Smith เขียนหนังสือ The Fresh-water Fishes of Siam, or Thailand หนังสือซึ่งเปรียบเสมือนปฐมบทของการศึกษาปลาน้ำจืดในประเทศไทย สมิธยอมรับว่ามีความผิดพลาดในการนับก้านครีบหลัง ทำให้มันเป็น Brachygobius ไม่ได้เป็นสกุลใหม่เหมือนที่หวัง เค้าเขียนไว้ว่า ตัวอย่าง is not available ซึ่งก็ไม่แน่ใจที่เขียนแบบนั้น เพราะตัวอย่างไม่ได้อยู่กับตัว (อยู่ที่พิพิธภัณฑ์) หรือว่าตัวอย่างหายไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

3.
ความจริงในปัจจุบันก็คือ ตัวอย่างที่ Smithsonian หายจริงๆ และจากการศึกษาของ Dr. Helen Lason (ดร.ลาร์สัน) ตัวอย่างเดียวในโลกที่มีลักษณะตรงกับภาพและคำบรรยายปลาบู่เสือของสมิธที่สุด กลับเป็นตัวอย่างที่ถูกเก็บรักษาไว้ใน California Academy of Sciences (CAS) ซึ่งมีที่มาจากแม่น้ำคาบิลิ รัฐซาบาห์ ในประเทศมาเลเซีย บนเกาะบอร์เนียวนู้นแหน่ะ และเป็นตัวอย่างที่เก็บในปี 1938 ซึ่งจะเรียกว่าเป็นยุคเดียวกันก็พอได้ จนเป็นคำถามว่าเกิดการสลับตัวอย่างกันไหม ?

ในช่วงที่สมิธเขียนหนังสือ การจำแนกปลาสกุลนี้ยังค่อนข้างสับสนอยู่มากๆ แม้แต่คำบรรยายของ B. sua เอง อ่านแล้วก็ยังเข้าใจยากมาก สมิธเขียนทำนองว่ามีนักมีนวิทยาคนอื่นเก็บตัวอย่างจากประเทศไทยไปเพิ่ม แล้วบอกว่ามันไม่ใช่ชนิดใหม่ แล้วลดสถานะเจ้าเสือไปเป็นแค่ชื่อพ้อง แต่สมิธก็ไม่ได้สรุปว่าตกลงเค้ายอมรับหรือเปล่า แถมพอ ดร.ลาร์สัน ไปตรวจสอบตัวอย่างชุดที่เอ่ยถึงก็พบว่ามันไม่ได้มีลักษณะที่เหมือนภาพวาดของ “เสือ” เลย มันดูเป็น Brachygobius sabanus มากกว่า ก็เลยงงไปอีกว่าสมิธก็เห็นภาพวาดของตัวอย่างชุดนี้ แต่ทำไมไม่ได้ทักท้วงหรือมีคอมเม้นต์อะไรเลย!!

4.
ความสับสน และ ลึกลับของปลาบู่หมาจูชนิดนี้ ทำให้ตอนเขียนหนังสือฉบับแรก ผมไม่ได้เอามันมาใส่ไว้ด้วยซ้ำ จนกระทั่งตอนเขียนฉบับพิมพ์ครั้งที่สองอยู่ ดร.ลาร์สัน ส่งภาพตัวอย่างจากแม่น้ำคาบิลิ ที่อยู่ที่ CAS มาให้ดูว่าเหมือนภาพวาด “เสือ” ของสมิธมากๆนั่นแหล่ะ ผมถึงเอามันมาใส่ไว้ ด้วยความมั่นใจลึกๆว่า ยังไงชนิดนี้มันต้องมีอยู่จริง เหตุผลของผมคือ

- ลายมันโดดเด่นมาก ลายไม่ใช่อะไรที่จะวาดผิดกันง่ายๆ เห็นยังไงก็ต้องวาดออกมาแบบนั้น มันแตกต่างจากปลาบู่หมาจูทุกชนิดแบบสิ้นสงสัยอยู่แล้ว โดยเฉพาะลายชุดคู่ใต้ครีบหลังที่สอง

- ตัวอย่างต้นแบบถูกระบุไว้ว่ามีความยาวถึง 2.7 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นปลาบู่หมาจูที่ตัวใหญ่มาก ขนาดเป็นอีกอย่างที่เบสิคมากและไม่ควรวัดพลาด B. sabanus ที่เจอได้ในกทม.และละแวกใกล้เคียง ดูมาเป็นร้อยเป็นพันตัวก็ไม่มีตัวไหนตัวใหญ่ได้ขนาดนั้น มิต้องนับรวมเจ้าหมาจูแคระที่ยิ่งตัวเล็กกว่านั้นอีก ซึ่งในละแวกกทม.และจังหวัดใกล้เคียงที่เจอในปัจจุบันก็มีอยู่แค่สองชนิดนี้ ไม่มีทางที่จะวัดและวาดออกมาเป็นภาพปลาบู่เสือได้เลย

คิดได้ดังนั้นแล้ว ผมก็ใส่ปลาบู่เสือไว้ในหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หวังใจว่ามันผ่านตาคนรักปลาอีกหลายพันคน สักวันก็ต้องมีคนเจอ ยังไงก็ดีกว่าหาคนเดียวแน่ๆ

อย่างไรก็ตามวันนี้ถ้าคุณเข้าไปดูที่ Catalog of Fishes ของ CAS ซึ่งเป็นคลังข้อมูลปลาที่น่าเชื่อถือที่สุดแล้วในปัจจุบัน ก็จะพบว่า Brachygobius sua ยังถูกตั้งสถานะเป็นชื่อพ้องของ Brachygobius xanthozona อยู่ แล้วก็ไม่รู้จะไปหักลบพิสูจน์กันยังไง เพราะไม่มีใครเจอมันอีกเลย “เสือ” กลายเป็นชนิดที่คลุมเครือมาถึง 94 ปี

5.
จนกระทั่ง ไอ้หนุ่มอายุ 18 หนาว กวีวัฒน์ เล้าศศิวัฒนพงศ์ (นนท์) ยกกับดักปลาเล็กๆที่วางไว้ในท้องร่องสวนหน้าบ้านของเค้าที่ปากแม่น้ำแม่กลองเมื่อวันก่อน แล้วพบปลาบู่ตัวหนึ่งที่เค้าไม่มั่นใจว่ามันเป็นชนิดไหนกันแน่แล้วเอามาแปะถามที่หน้า FB ของเพจ siamensis

วันนี้สายๆผมขับรถไปเจอเจ้านนท์ที่บ้านเค้ามา ในวันที่อากาศเย็นสบาย หมายที่นนท์พบปลาเป็นร่องสวนกว้างสักเมตรกว่า อยู่หลังบ้านเค้านี่เอง ร่องสวนนี้เชื่อมกับคลองเล็กๆที่อยู่ทางหน้าบ้านห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร นอกจากปลาแล้ว วันนี้ผมรื่นรมณ์กับบรรยากาศรอบตัวมากๆ ในสวนมีปลูกทั้งลิ้นจี่ กล้วย และส้มโอ ต้นใหญ่ๆ ในน้ำมีปลาบู่ใส่ บู่ปากกว้างสยาม ปลาเข็ม และ ปลากริม บนต้นไม้มีอีเสือสีน้ำตาล กับคักคูหงอน

ส่วนปลาบู่เสือ จากที่วันแรกดักได้มาหนึ่งตัว วันนี้เค้าดัก “เสือ” มาได้เพิ่มอีกตัว ลายเหมือนกันขนาดใกล้เคียงกัน แบบไม่มีฟลุ๊คแน่ๆ แถมมีหมาจูธรรมดา B. sabanus มาให้เปรียบเทียบด้วย ส่วนผมที่พกสวิงไป ลองไล่ช้อนดู แต่ก็พบว่ามันไม่ได้หาง่าย เพราะหลายจ้วงเป็นชั่วโมง ก็หาไม่เจอสักตัว

6.
นอกจากส้มโอขาวใหญ่สามลูกและกล้วยน้ำว้าสองหวีที่คุณยายใจดีของนนท์ให้ผมมากิน ผมขอแบ่งปลาบู่มาตัวนึงด้วย กลับมาบ้านก็มานั่งถ่ายรูป ส่งภาพไปให้ ดร.ลาร์สัน ดู นั่งอ่านเอกสารเท่าที่จะอ่านได้ ซึ่งก็มีไม่เยอะหรอก เทียบกับภาพวาดเดิม เทียบกับตัวอย่างของ CAS ก็พบว่ามันใช่แหล่ะ

ดร.ลาร์สันเห็นภาพที่ผมส่งไปก็ตื่นเต้นบอกว่า “ใช่แล้ว ฝากบอกน้องด้วยว่า เค้าได้สร้างประวัติศาสตร์ปลาบู่ขึ้นมาแล้ว” แถมบอกว่าฝากกอดทีนึงด้วย ไม่พอ อีกสักชั่วโมงต่อมา ท่านบอกว่านี่ดีใจจนเปิดไวน์ฉลองแล้ว

ส่วนตัวกระผม ก็ต้องขอบอกว่า ตื่นเต้น ดีใจ และ โล่งใจ เจ้าบู่เสือ เป็นปลาที่…ผมมั่นใจว่ามันมีตัวตน แต่ก็ไม่เข้าใจว่ามันหายไปไหน มันเป็นปลาที่ผมอยากให้ “เป็นจริง” มากชนิดหนึ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งเพราะชอบปลาบู่หมาจูเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว การที่มันมีจุดเก็บตัวอย่างต้นแบบอยู่ที่กรุงเทพฯบ้านเกิดของผม และ การที่มันใช้ชื่อทับศัพท์ภาษาไทย Sua มันโคตรเท่ห์

7.
ก็ขอสรุปไว้ตรงนี้ครับว่าหลังจาก 94 ปีผ่านไป จากปลาบู่เสือตัวแรกและตัวเดียวที่สมิธเก็บตัวอย่างจากกรุงเทพฯ หลังจากที่ตัวอย่างหายไปและ Brachygobius sua กลายเป็นชื่อพ้องมานานมากๆ วันนี้เด็กไทยคนหนึ่งได้เจอมันอีกครั้ง และจากตัวอย่างเป็นๆที่ได้มา ผู้เชี่ยวชาญก็ได้ยืนยันแล้วครับว่ามันเป็น B. sua จริงๆ

แล้วไงต่อ…วันนี้คุณแม่น้องนนท์ก็ถามผมอยู่ ก็ต้องเขียนเปเปอร์กันต่อหล่ะครับ เขียนเพื่อนำชื่อ sua กลับมาเป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับอีกครั้ง


ปล. จุดที่น่าสนใจของชื่อปลาชนิดนี้คือการใช้คำว่า sua หรือ เสือ ซึ่งผมคาดว่าน่าจะเป็นการใช้ภาษาไทยเขียนทับศัพท์ ในการตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตเป็นครั้งแรก (ถ้าใครมีเก่ากว่านี้ช่วยแจ้งผมหน่อยครับ)

ปล2. ปลาบู่ในสกุล Brachygobius ทุกชนิดมีลายเหลือง/ขาวสลับดำ คนไทยเห็นหน้ามันมู่ทู่น่ารักเหมือนหมาหน้าสั้นๆ เลยเรียกว่าปลาบู่หมาจู ส่วนฝรั่งเห็นว่ามันเหมือนผึ้งเลยเรียกว่า Bumble bee goby

ค่าน้ำที่เจอปลาวันนี้
pH 7.53
TDS 230
Salt 0.02%
Conductivity 478 µS/cm

Thank you: Dr. Helen Larson

บรรยายภาพ
บน ภาพปลาบู่เสือจากปากแม่น้ำแม่กลอง
กลาง ภาพวาดที่ใช้ในการตั้งชื่อปลาบู่เสือในปี 1931
ล่าง ภาพตัวอย่างปลาบู่เสือ ตัวที่อยู่ที่ CAS.

*********ไม่อนุญาตให้นำภาพหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปใช้ต่อไม่ว่ากรณีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต***********

ที่อยู่

Https://maps.app.goo.gl/KAnqbzn8Eim7b1f39
Bangkok
10900

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Exo keeperผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์