Post News1 รู้ทันข่าวทุกเวลากับ Postnews 1

DMT ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย (ที่2จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (DMT) พร้อมด้วยทีมผู้บร...
10/06/2026

DMT ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าว

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย (ที่2จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (DMT) พร้อมด้วยทีมผู้บริหารระดับสูง อาทิ น.ส.บงกชรัตน์ ตั้งชูกุล (ที่2จากขวา) รองกรรมการผจก. สายงานธุรกิจและการเงิน น.ส.อัจฉรา เจริญพร (ซ้ายสุด) ผู้ช่วยกรรมการผจก.อาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร นายนพพล โพธิ์ขี (ขวาสุด) ผอ.ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน พร้อมพนักงานจิตอาสาของบริษัทและชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวในพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต” ณ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

”สรรเพชร“ หารือ TICTA กางแผนยกระดับท่าเรือแหลมฉบัง สู่ท่าเรือมาตรฐานโลกนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนา...
09/06/2026

”สรรเพชร“ หารือ TICTA กางแผนยกระดับท่าเรือแหลมฉบัง สู่ท่าเรือมาตรฐานโลก

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (รชค.) หารือ TICTA กางแผนเชิงรุก ยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสะท้อนต้นทุนจริง ขจัดอุปสรรคโลจิสติกส์ มุ่งสู่ท่าเรือมาตรฐานโลก

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาระบบท่าเทียบเรือและการคมนาคม ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชนและกำหนดแนวทางการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. และผู้บริหาร กทท. วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมราชรถ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบังคือ ประตูการค้าหลักและเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดของระบบโลจิสติกส์ไทย การประชุมร่วมกับภาคเอกชนในวันนี้ จึงเป็นการบูรณาการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานระดับโลก โดยที่ประชุมได้รับฟังข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าภาระท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่ง กทท. ได้เสนอปรับขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 16 – 29 ตามประเภทและขนาดของตู้สินค้า ครอบคลุมทั้งค่าภาระบรรทุกหรือขนถ่ายตู้สินค้า ค่าภาระการใช้ท่า ค่าภาระยกขนตู้สินค้า และค่าภาระฝากตู้สินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยอัตราใหม่นี้ยังคงยึดหลักเกณฑ์และไม่เกินกรอบเพดานขั้นสูงตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2534

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ที่ประชุมทราบว่าสัดส่วนสินค้าถ่ายลำลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 1.0 ในปี 2562 เหลือเพียงร้อยละ 0.7 ในปี 2568 แม้ปริมาณตู้สินค้ารวมจะเติบโตกว่าร้อยละ 25 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและขั้นตอนกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน โดยในประเด็นนี้ กทท. อยู่ระหว่างการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวน 17 ฉบับและได้เร่งรัดดำเนินการใน 6 ฉบับสำคัญก่อนในระยะแรก โดยจะปรับเปลี่ยนจากระบบ "ขออนุญาต" เป็นการ "แจ้งข้อมูล" เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน คาดว่าจะสามารถนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมแผนแก้ปัญหาตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) ซึ่งมีจำนวนรวม 1,248 ตู้ โดย กทท. มีแผนพัฒนาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ วงเงิน 26 ล้านบาท เพื่อรองรับการหมุนเวียนตู้สินค้าตกค้างสูงถึง 1,000 TEU ต่อปี คาดแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ความคืบหน้าโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 68.89 โดยงานก่อสร้างทางทะเล (สัญญาส่วนที่ 1) คืบหน้าร้อยละ 95.57 ขณะที่งานก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภค (สัญญาส่วนที่ 2) อยู่ที่ร้อยละ 19.82 ส่วนงานระบบรถไฟและงานจัดหาติดตั้งเครื่องจักร (สัญญาส่วนที่ 3 และ 4) อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปลายปี 2570 ส่วนโครงการควบรวมท่าเทียบเรือฝั่ง B ทั้งชุด B1–B2 และ B3–B4–B5 คาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้ในปี 2570 และลงนามสัญญากับเอกชนรายใหม่ปี 2571

นายสรรเพชญ กล่าวต่อถึงแนวทางบริหารจัดการจราจรว่า ปัจจุบันในช่วงเวลาหนาแน่นจะะมีปริมาณรถบรรทุกเข้าสู่ท่าเรือกว่า 22,000 คันต่อวัน จึงได้ได้มอบหมายให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก พร้อมกำชับให้ท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร ทล. ทช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจร อาทิ Truck Queue Booking และมาตรฐาน Smart Port เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยรวม

"กระทรวงคมนาคมจะนำข้อเสนอและข้อกังวลของภาคเอกชนทั้งหมดไปพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยจะเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับความปลอดภัย เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน" นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้าย

"กรมราง" เสริมทักษะเจ้าหน้าที่ในการให้บริการผู้พิการและผู้สูงอายุ"กรมราง" เสริมทักษะเจ้าหน้าที่ในการให้บริการผู้พิการและ...
09/06/2026

"กรมราง" เสริมทักษะเจ้าหน้าที่ในการให้บริการผู้พิการและผู้สูงอายุ

"กรมราง" เสริมทักษะเจ้าหน้าที่ในการให้บริการผู้พิการและผู้สูงอายุที่มาใช้บริการระบบขนส่งทางรางเพื่อให้พร้อมต่อการดูแลผู้โดยสารทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

วันนี้ (9 มิ.ย. 69) นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร "ทักษะการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในระบบชนส่งทางราง เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่เท่าเทียม (Inclusive Transport) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ระหว่างวันที่ 9 - 11 มิถุนายน 69 โดยมีนายณัฐภัทริ์ อุณหคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย นายธวัชชัย พาณิชยากรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ สายสีชมพูและสายสีเหลือง นายธนภัทร อินทรใจ ผู้จัดการฝ่ายบริหารงานสถานีสายสีชมพู เข้าร่วมการเปิดการฝึกอบรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ขร. และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานผู้ให้บริการระบบขนส่งทางรางทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมฝึกอบรมภาคทฤษฎีระหว่างวันที่ 9 - 10 มิถุนายน 69 ณ อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี

โดยจะเป็นการฝึกอบรมในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทุกคนในภาคการขนส่งทางราง หรือการเรียนรู้ทักษะการให้ความช่วยเหลือทั้งผู้สูงวัยและผู้พิการทั้งทางการเห็น การได้ยิน ทางกายภาพ ทางสติปัญญา การเรียนรู้ หรือ ออทิสติก โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลที่มาเป็นวิทยากรในการบรรยายถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจต่อผู้โดยสารกลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในระบบขนส่งทางรางให้เป็นไปตามกฎหมายและได้มาตรฐาน

นายพิเชฐฯ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” รวมถึงผู้พิการทางด้านต่าง ๆ ที่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติร่วมกับผู้คนทั่วไป ซึ่งบางส่วนได้มีการใช้บริการระบบขนส่งทางรางในการเดินทาง ขร. ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลการขนส่งทางราง จึงจัดโครงการฝึกอบรม หลักสูตร “ทักษะการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในระบบขนส่งทางรางเพื่อส่งเสริมการเดินทางที่เท่าเทียม(Inclusive Transport)” มาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นต้นมาให้แก่บุคลากรของหน่วยงานในระบบขนส่งทางราง ให้สามารถนำองค์ความรู้ และทักษะที่ได้รับจากการบรรยาย และฝึกปฏิบัติในโครงการฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้ ไปพัฒนาและปรับใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการบริการ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารทุกกลุ่ม ให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การคมนาคมขนส่งทางรางเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ รองรับการประชาชนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ทุกภาคส่วนต่อไป

ประกอบกับปัจจุบันพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 มาตรา 117 กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตมีหน้าที่จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะผู้ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ คนพิการ สตรีมีครรภ์ และเด็กให้มีความเหมาะสมแก่การใช้บริการของการประกอบกิจการขนส่งทางราง

ดังนั้น ขร. จัดโครงการฝึกอบรมฯ เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพ บุคลากรของหน่วยงานในระบบขนส่งทางรางให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการให้บริการผู้โดยสารกลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุที่ถูกต้อง รวมทั้งเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการให้บริการผู้โดยสารทุกกลุ่มของบุคลากรของหน่วยงานในระบบขนส่งทางราง

ทั้งนี้ หลังจากการฝึกอบรมและบรรยายเพื่อให้ความรู้ภาคทฤษฎีเสร็จสิ้น จะมีการลงพื้นที่ฝึกทักษะการให้บริการและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารกลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ ในวันที่ 11 มิถุนายน 69 ณ รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีทะเลสาบเมืองทองธานี (MT02) โดยการลงพื้นที่จะมีการทดลองฝึกปฏิบัติจากการจำลองสถานการณ์จริงในการให้ความช่วยเหลือคนพิการแต่ละประเภทและผู้สูงอายุ โดยจำลองสถานการณ์ในการให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการและผู้สูงอายุในการซื้อตั๋วโดยสาร การเดินทางเข้าสู่สถานี ขึ้นลงบันได ลิฟท์ และขบวนรถไฟฟ้า

โดย ขร. และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานผู้ให้บริการสามารถนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปพัฒนาและปรับใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการบริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารทุกกลุ่ม ให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การคมนาคมขนส่งทางรางเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ รองรับการประชาชนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ทุกภาคส่วนต่อไป

เซ็นทรัล รีเทล ปลุกสปิริตแฟนสายสปอร์ตในธีม ‘Ready-Set-Go(al)’ ผนึกกำลังทุก BU มอบส่วนลดสูงสุด 70%แมตช์นี้มีแต่คุ้ม! เซ็น...
09/06/2026

เซ็นทรัล รีเทล ปลุกสปิริตแฟนสายสปอร์ตในธีม ‘Ready-Set-Go(al)’ ผนึกกำลังทุก BU มอบส่วนลดสูงสุด 70%

แมตช์นี้มีแต่คุ้ม! เซ็นทรัล รีเทล ปลุกสปิริตแฟนสายสปอร์ตในธีม ‘Ready-Set-Go(al)’ ผนึกกำลังทุก BU มอบส่วนลดสูงสุด 70% พร้อมกิจกรรมและดีลพิเศษจากพันธมิตรตลอดซีซัน ถึง 19 ก.ค. 2569 นี้​

​เพื่อตอบรับเทรนด์ Active Lifestyle และคัลเจอร์การเชียร์กีฬาที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงปรากฏการณ์ความฟีเวอร์ของอีเวนต์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ เซ็นทรัล รีเทล ผนึกกำลังกับ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ยกระดับซิกเนเจอร์แคมเปญช่วงกลางปีอย่าง ‘Grand Grand Sale 2026’ ให้เข้ากับบรรยากาศสุดคึกคัก โดยขนทัพร้านค้ามากกว่า 3,000 สาขาจากทุกกลุ่มธุรกิจทั่วประเทศ มาร่วมส่งความคุ้มค่าด้วยไอเทมที่ตอบโจทย์ลูกค้าและแฟนกีฬาตลอด Customer Journey ภายใต้ธีม ‘READY-SET-GO(AL)’ ที่เริ่มตั้งแต่การปลุกพลังความแอคทีฟด้วย Sportswear และ Sport Merchandise, เปลี่ยนมุมเดิม ๆ ให้กลายเป็นโซนเชียร์สุดเข้มข้น ด้วยแก็ดเจ็ตระบบภาพและเสียงสุดคมชัด ตลอดจนเติมเต็มอรรถรสการรับชมด้วยอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมอัปเกรดความสนุกในการช้อปด้วยสินค้าคอลเลกชันพิเศษสำหรับคอกีฬา, กิจกรรมจัดเต็ม, ส่วนลดสูงสุดถึง 70% พร้อมต่อยอดความคุ้มค่าผ่านความร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ด ในแคมเปญ ‘Friday ต้องเปย์ด้วยมาสเตอร์การ์ด’ ที่เพิ่มความแรง เพื่อสร้างกระแสให้คึกคักและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้าในทุกการช้อป ด้วยการอัปเกรดมูลค่าคูปองส่วนลด สูงสุดถึง 300 บาท โดยสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดเพิ่มเติมได้กับทุกแคมเปญในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตลอด 4 วันศุกร์ในเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึง The 1 Mission สะสมยอดซื้อเพื่อแลกคะแนนพิเศษ และ Coupon Pack Leaflet รวบรวมดีลสุดคุ้มจากกลุ่มธุรกิจในเครือ พร้อมกันนี้ ยังสอดแทรกสปิริตการเชียร์ไว้ในทุก Touchpoints ไม่ว่าจะเป็น การดีไซน์บรรยากาศหน้าร้าน, พื้นที่จัดแสดงสินค้า หรือการมีส่วนร่วมของพนักงาน อาทิ การแต่งกาย และการเพนท์หน้าลายธงชาติ เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงพลังงานของทีมโปรดในทุกการช้อป

• READY คิกออฟรับเกมใหญ่ นำโดย ซูเปอร์สปอร์ต ขนทัพเสื้อเจอร์ซีย์ทีมชาติลิขสิทธิ์แท้ และ Sportswear มาลดสูงสุด 50% พร้อมคูปองส่วนลดเพิ่ม 100 บาทผ่านแอป The 1 เสริมทัพด้วย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และโรบินสัน ที่คัดสรรสินค้ากว่า 3,000 แบรนด์ และโปรโมชันลดสูงสุดถึง 70% ไว้ต้อนรับคอกีฬา และ CMG ที่เตรียมเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษจากแบรนด์ดัง อาทิ Polo Ralph Lauren, Tommy Hilfiger และ Hush Puppies พร้อมวางจำหน่ายในช่วงเทศกาลนี้
• SET เซ็ตมุมเชียร์ลุ้นแชมป์ ด้านเพาเวอร์บาย จัดแคมเปญ CHAMPION DEALS ลดสูงสุด 50% พร้อม Lucky Draw ลุ้นทีวีจอยักษ์ขนาด 85–98 นิ้ว ทุกสัปดาห์ มูลค่ากว่า 9 แสนบาท ตามด้วยไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ลดสูงสุด 70% มาพร้อมกิจกรรมทายผลทีมแชมป์ให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุก นอกจากนี้ยังมีออฟฟิศเมท ลดสูงสุด 70% พร้อมของพรีเมียม และบีทูเอส ลดสูงสุด 50% พร้อมกิจกรรมเพนท์หน้าลายธงชาติ
• GO(AL) เต็มอิ่มทุกแมตช์ ท็อปส์ ร่วมเติมพลังด้วยโปรโมชันลดสูงสุด 50% พร้อมสิทธิ์แลก 1,000 คะแนน The 1 รับส่วนลด 150 บาท เสริมทัพด้วย โก โฮลเซลล์ ที่จัดส่วนลดสูงสุด 50% พร้อมโปรโมชัน 1 แถม 1 สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ และรับสิทธิ์แลกคะแนน The 1 คูณสองทุกวันพุธ โดยใช้ 800 คะแนน แลกรับส่วนลดได้ถึง 200 บาท ก่อนจะลงสนามจริงที่ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ กับการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนทัวร์นาเมนต์พิเศษ 6 สนามใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับกิจกรรมสนุก ๆ และของรางวัลมากมายที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจแฟนกีฬาโดยเฉพาะ

มาร่วมปลุกสปิริตนักช้อปและสัมผัสความคุ้มค่าระดับแชมป์ภายใต้ธีม ‘READY-SET-GO(AL)’ ที่ร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล ทั่วประเทศ หรือช้อปสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม – 19 กรกฎาคม 2569 ติดตามข้อมูลรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม ได้ที่ The 1 Application, Central App หรือ Facebook: Central Retail และเว็บไซต์ www.centralretail.com
# # #

เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,777 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!)
ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด

“BKS” เผยประชาชนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว 8 วัน ยอดเงินกว่า 1.1 ล้านบาท“BKS” เผยฟีดแบคดี ประชาชนใช้สิทธิ “ไทยช่...
09/06/2026

“BKS” เผยประชาชนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว 8 วัน ยอดเงินกว่า 1.1 ล้านบาท

“BKS” เผยฟีดแบคดี ประชาชนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว 8 วัน เกือบ 2 พันคน ยอดเงินโครงการฯ กว่า 1.1 ล้านบาท ย้ำ!! ใช้สิทธิได้จนถึง 30 ก.ย.นี้

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับดีจากประชาชนที่มีความสนใจใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40) ชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความสะดวก สามารถใช้สิทธิได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ที่สำคัญยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดค่าครองชีพในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะได้ เพราะรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% โดยกลุ่มประชาชนที่ใช้สิทธิมีทั้งกลุ่มที่เดินทางประจำกับรถโดยสารของ BKS อยู่แล้ว และกลุ่มที่เดินทางไม่ประจำ ที่มีทางเลือกใช้สิทธิโครงการฯ ในการเดินทางมากขึ้น

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้สรุปจำนวนประชาชนที่ใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40) ซื้อตั๋วรถโดยสารของ BKS ตั้งแต่วันที่ 1 – 8 มิถุนายน 2569 รวม 8 วัน จำนวน 1,913 คน มียอดวงเงินรวมของโครงการจำนวน 1,102,136 บาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐจ่ายรวม 382,600 บาท และเงินที่ประชาชนจ่ายรวม 719,536 บาท

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ได้ทุกมาตรฐาน ทุกเส้นทาง ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2569 ช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของ BKS จำนวน 139 แห่งทั่วประเทศ

โดยขอเน้นย้ำว่า ต้องใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ภายในวงเงินที่ได้รับสิทธิจากรัฐ 200 บาทต่อวัน กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่ได้รับต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด หรือใช้วงเงินในแอปฯ เป๋าตัง จ่ายก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารของสมาชิก BKS Member ได้ 5 – 10% ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ทุกกรณี และกรณีผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทาง พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋ว BKS ได้ที่เว็บไซต์ BKS https://tcl99web.transport.co.th, Application : BKS E – ticket, page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : BKS (Id : ) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BKS ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

กทท. เพิ่มสปีดขนส่งชายฝั่ง เปิดพื้นที่ LCL IMPORT เพิ่มความคล่องตัว ลดเวลารอคอยกทท. เพิ่มสปีดขนส่งชายฝั่ง เปิดพื้นที่ LC...
08/06/2026

กทท. เพิ่มสปีดขนส่งชายฝั่ง เปิดพื้นที่ LCL IMPORT เพิ่มความคล่องตัว ลดเวลารอคอย

กทท. เพิ่มสปีดขนส่งชายฝั่ง เปิดพื้นที่ LCL IMPORT เฉพาะ ณ โรงพักสินค้า 8–9 เพิ่มความคล่องตัว ลดเวลารอคอย รองรับการขนส่งเรือชายฝั่งโตต่อเนื่อง

วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดให้บริการพื้นที่ปฏิบัติงานตู้สินค้า LCL IMPORT สำหรับเรือลำเลียงชายฝั่ง (BARGE) โดยเฉพาะ ณ โรงพักสินค้า 8 และ 9 ท่าเรือกรุงเทพ อย่างเป็นทางการ รองรับปริมาณตู้สินค้าจากเรือชายฝั่งที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตู้สินค้าที่ลำเลียงจากท่าเรือแหลมฉบังนับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือและการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ตามนโยบายกระทรวงคมนาคมที่มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความคล่องตัว ปลอดภัย ลดระยะเวลารอคอยของผู้ใช้บริการ และสนับสนุนการขนส่งทางลำน้ำภายในประเทศ เพื่อลดการจราจรทางบก

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงและแยกพื้นที่ปฏิบัติงานตู้สินค้า LCL IMPORT สำหรับเรือลำเลียงชายฝั่ง (BARGE) โดยเฉพาะ จากเดิมที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างเรือตู้สินค้า (Feeder) และเรือชายฝั่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน โดยพื้นที่ปรับปรุงใหม่บริเวณโรงพักสินค้า 8 และ 9 มีเนื้อที่รวมกว่า 22,000 ตารางเมตร เชื่อมต่อถนนสาย 2 และอยู่ใกล้ลานวางตู้สินค้า ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการขนถ่ายและเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เมื่อเรือเทียบท่าและตู้สินค้ามาถึงจะสามารถเปิดตู้และบริหารจัดการสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้กระบวนการนำเข้าสินค้ามีความรวดเร็วมากขึ้น ลดระยะเวลารอคอยของผู้ใช้บริการ ลดระยะทางการวิ่งของรถหัวลากและการรื้อย้ายตู้สินค้าที่ไม่จำเป็น เพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ลดความแออัดภายในพื้นที่ท่าเรือ รวมถึงช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโดยรวมด้วย” รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าว

LCL IMPORT (Less than Container Load Import) คือ การนำเข้าสินค้าแบบไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ โดยเป็นการรวบรวมสินค้าของผู้นำเข้าหลายรายไว้ภายในตู้เดียวกัน เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่งและเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่ตู้สินค้า เมื่อเรือเดินทางมาถึงท่าเรือ จะต้องมีการเปิดตู้ คัดแยก ตรวจสอบ จัดเก็บ และส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการดำเนินงานดังกล่าว

การเปิดให้บริการพื้นที่เฉพาะสำหรับตู้สินค้า LCL IMPORT ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าทางลำน้ำผ่านท่าเรือชายฝั่ง ลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินงานของสายเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ใช้บริการ ช่วยให้การหมุนเวียนตู้สินค้าและการกระจายสินค้าเป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณรถบรรทุกบนถนน สนับสนุนการขนส่งทางน้ำซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กทท. จะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ปฏิบัติงาน และระบบบริหารจัดการท่าเรือให้มีความทันสมัย มีมาตรฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ เสริมศักยภาพการขนส่งไทยและขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างครบวงจร

เริ่ม 3 มิ.ย. นี้! เปิดทดลองใช้ “อุโมงค์ประโดก – อุโมงค์เทอร์มินอลโคราช”เริ่ม 3 มิ.ย. นี้ กรมทางหลวง! เปิดทดลองใช้ “อุโม...
01/06/2026

เริ่ม 3 มิ.ย. นี้! เปิดทดลองใช้ “อุโมงค์ประโดก – อุโมงค์เทอร์มินอลโคราช”

เริ่ม 3 มิ.ย. นี้ กรมทางหลวง! เปิดทดลองใช้ “อุโมงค์ประโดก – อุโมงค์เทอร์มินอลโคราช” ยกระดับคมนาคมเมืองโคราช ลดรถติด เพิ่มความคล่องตัว เชื่อมเศรษฐกิจภาคอีสานอย่างไร้รอยต่อ

วันนี้ (1 มิถุนายน 2569) กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างสะพาน แจ้งเตรียมเปิดทดลองใช้งาน “อุโมงค์ทางลอดแยกประโดก” และ “อุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal)” จังหวัดนครราชสีมา พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความคล่องตัวบนถนนมิตรภาพ แก้ปัญหาจราจรคอขวด ลดอุบัติเหตุ และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต

จังหวัดนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการคมนาคมที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์หลักในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับภูมิภาค ส่งผลให้ปริมาณการจราจรเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของเมือง การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ รวมถึงการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จึงเร่งดำเนินการพัฒนาจุดตัดสำคัญในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดด้านการจราจร ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และรองรับปริมาณการเดินทางในอนาคต โดยทั้ง 2 โครงการที่เปิดใช้งานพร้อมกันในครั้งนี้ ได้แก่ “อุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal)” และ “อุโมงค์ทางลอดแยกประโดก” ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางผ่านเขตเมืองนครราชสีมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ “อุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal)” เป็นโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดบริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2 ตัดทางหลวงหมายเลข 224 บริเวณแยกนครราชสีมา ดำเนินการก่อสร้างโดยสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง มีระยะทางรวม 1.181 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างรวม 373 ล้านบาท ลักษณะเป็นอุโมงค์ทางลอดตามแนวถนนมิตรภาพ ขนาด 2 ช่องจราจร รองรับการเดินทางจากจังหวัดขอนแก่นมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี พร้อมติดตั้งระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบควบคุมการจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยครบถ้วนตามมาตรฐานวิศวกรรม ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ

ขณะที่ “อุโมงค์ทางลอดแยกประโดก” เป็นโครงการก่อสร้างทางลอดบริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2 ตัดกับถนนช้างเผือกและถนนสิริราชธานี บริเวณแยกประโดก จังหวัดนครราชสีมา มีระยะทางรวมประมาณ 1.750 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 849 ล้านบาท ลักษณะเป็นทางลอดคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 6 ช่องจราจร แบ่งทิศทางการเดินรถข้างละ 3 ช่องจราจร พร้อมก่อสร้างถนนคู่ขนาน ทางเท้า ระบบสูบน้ำอัตโนมัติ ระบบกล้องวงจรปิด ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง และระบบอำนวยความปลอดภัยตามมาตรฐานวิศวกรรม เพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เมืองนครราชสีมา ปัจจุบันได้ทำการเปิดทดลองใข้ระหว่างเวลา 06.00 น. - 21.00 น. ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อการก่อสร้างทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จเรียบร้อย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสัญจรผ่านเขตเมืองนครราชสีมาให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดระยะเวลาการเดินทาง และเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่งของภูมิภาค

อุโมงค์ทางลอดทั้ง 2 แห่งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและเสริมศักยภาพระบบโลจิสติกส์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมหลักของประเทศ ทั้งโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน–นครราชสีมา โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และโครงการรถไฟทางคู่ รวมทั้งช่วยสนับสนุนการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนรองรับปริมาณการเดินทางและการขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

กรมทางหลวงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งไทยให้มีความทันสมัยและปลอดภัยสูงสุด และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนผู้ใช้เส้นทางโปรดปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และสัญญาณจราจรในอุโมงค์อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของทุกท่าน หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุขัดข้อง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง)

การรถไฟฯ เปิดประมูลแผงค้าภายในนิคมบ้านพักรถไฟ กม.11 (ตลาดโดม ปตท.) หนุนเศรษฐกิจชุมชน เปิดโอกาสการค้าขาย เริ่มสัญญา 1 กรก...
30/05/2026

การรถไฟฯ เปิดประมูลแผงค้าภายในนิคมบ้านพักรถไฟ กม.11 (ตลาดโดม ปตท.) หนุนเศรษฐกิจชุมชน เปิดโอกาสการค้าขาย เริ่มสัญญา 1 กรกฎาคม 2569

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประมูลเสนอราคาค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ เพื่อเช่าพื้นที่แผงค้าภายในนิคมบ้านพักรถไฟ กม.11 (ตลาดโดม ปตท.) จำนวน 20 แผงค้า สำหรับประกอบกิจการค้า และการบริการ เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มพื้นที่ค้าขายให้แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

สำหรับผู้มีสิทธิเข้าร่วมเสนอราคา จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลสัญชาติไทย โดยพื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยแผงค้าหลายขนาด อัตราค่าธรรมเนียมขั้นต่ำเป็นไปตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำหนด

ทั้งนี้ สัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571

📌ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับเอกสารเสนอราคา (ชุดละ 1,200 บาท) ระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. และกำหนดยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 11.00 น. ณ สำนักงานชั่วคราว การรถไฟฯ ภายในตลาดนัดจตุจักร ประตู 1 (ข้างธนาคารออมสิน สาขาตลาดนัดจตุจักร) และเปิดซองเสนอราคาในวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกภายในวันเดียวกัน ในเวลา 14.00 น.

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานชั่วคราว การรถไฟแห่งประเทศไทย ภายในตลาดนัดจตุจักร ประตู 1 ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. หรือโทรศัพท์หมายเลข 0 2220 4614 และ 0 2220 4615 ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

🚂การรถไฟแห่งประเทศไทย มุ่งมั่นบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่ค้าขายอย่างเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรม อันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

#การรถไฟฯ #ตลาดนิคมบ้านพักรถไฟกอมอ11 #ตลาดโดม(ปตท.)

ขบ. ชวนผู้ประกอบการรถสาธารณะทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ “ไทยช่วยไทย พลัส”กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขานรับนโยบายคมนาคม เดินหน...
29/05/2026

ขบ. ชวนผู้ประกอบการรถสาธารณะทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ “ไทยช่วยไทย พลัส”

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขานรับนโยบายคมนาคม เดินหน้า “ไทยช่วยไทย พลัส” ชวนผู้ประกอบการรถสาธารณะทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ ร่วมลดภาระค่าครองชีพประชาชน

กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขานรับนโยบายรัฐบาล เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อมุ่งลดภาระค่าครองชีพประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการคมนาคมขนส่ง พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการฯ โดย ผู้ประกอบการรายเดิม ที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันทีจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ขณะที่ ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถติดต่อลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์พลังงาน อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเน้นย้ำไปที่ด้านการเดินทางซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการคมนาคมขนส่ง มุ่งเป้าสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบขนส่งของประเทศให้ก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ กระทรวงคมนาคมจึงได้เร่งผลักดันให้ทุกภาคส่วนในระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงการสนับสนุนดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง โดยมอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก ประชาสัมพันธ์เชิญชวน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะในการเข้าร่วมโครงการได้อย่างเต็มที่

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อไปว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน และผู้ให้บริการ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยรัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าเดินทางและบริการในอัตราร้อยละ 60 ผ่านระบบ “ถุงเงิน – เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งลดการใช้เงินสดและส่งเสริมให้ผู้ให้บริการรถสาธารณะก้าวเข้าสู่ระบบการชำระเงินดิจิทัลที่มีความโปร่งใส

ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกขานรับนโยบาย กระทรวงคมนาคม โดยขอเชิญชวนผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ที่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้แก่

1. ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ที่มีรถประเภทดังต่อไปนี้

(1) รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER)
(2) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
(3) รถยนต์สามล้อสาธารณะ
(4) รถสองแถวรับจ้าง
(5) รถจักรยานยนต์สาธารณะ

ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย กรณีรถตู้และรถสองแถวเจ้าของรถต้องมีใบอนุญาตขับรถ ท.1 - ท.4 ในส่วนของรถแท็กซี่ต้องมีบัตรประจำตัวผู้ขับรถ

2. ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง และรถร่วมบริการที่เข้าร่วมเดินรถกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง

3. ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ(ไม่ประจำทาง)ประเภทนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567 โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 โดยผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนร้านค้าใหม่ มีดังนี้
*ผู้ประกอบการรายเดิม (เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส) สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 *

* ผู้ประกอบการรายใหม่ (ไม่เคยเข้าร่วมโครงการฯ) สามารถติดต่อลงทะเบียนได้ที่สาขาของธนาคารกรุงไทย ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกได้ประสานสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศให้จัดเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–5 และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วน 1584

กคช.เตรียมความพร้อมผู้อยู่อาศัย ก่อนเข้าอยู่โครงการชุมชนดินแดง อาคาร D2การเคหะแห่งชาติเตรียมความพร้อมผู้อยู่อาศัยก่อนเข้...
29/05/2026

กคช.เตรียมความพร้อมผู้อยู่อาศัย ก่อนเข้าอยู่โครงการชุมชนดินแดง อาคาร D2

การเคหะแห่งชาติเตรียมความพร้อมผู้อยู่อาศัยก่อนเข้าอยู่โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 3 อาคาร D2

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติจัดการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอยู่อาศัยร่วมกันในอาคารใหม่ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 3 อาคาร D2 (อาคารแฟลต 47 - 52 และ 6007) จำนวน 4 รุ่นเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลการรับทราบสิทธิการเข้าอยู่อาศัยในอาคาร D2 โดยผู้ที่สละสิทธิจะได้รับเงินชดเชยสิทธิในการเช่า จำนวน 400,000 บาท ตลอดจนชี้แจงแผนการรื้อย้าย โดยการเคหะแห่งชาติจะสนับสนุนค่าขนย้ายให้แก่ผู้อยู่อาศัยเดิมที่ใช้สิทธิย้ายเข้าโครงการใหม่ครัวเรือนละ 10,000 บาท ตลอดจนขั้นตอนการจับสลากเลือกชั้น ห้องพัก และการยืนยันข้อมูลการอยู่อาศัย เพื่อให้กระบวนการย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่เป็นระเบียบและราบรื่นที่สุด การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมรัชดาภิเษก ชั้น 3 สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพฯ

สำหรับ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง อาคาร D2 จัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยสูง 35 ชั้น จำนวน 612 หน่วย ออกแบบให้เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design)

นายทวีพงษ์ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติให้ความสำคัญกับการดูแลชุมชนในทุกขั้นตอน เพื่อให้การย้ายเข้าอยู่อาศัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงให้เป็นชุมชนคุณภาพที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

“การเคหะแห่งชาติมุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพสำหรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้สภาพแวดล้อมชุมชนที่น่าอยู่และยั่งยืน” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวปิดท้าย

ที่อยู่

1/130 ถนนพหลโยธิน 54/2 แขวงสายไหม เขตสายไหม
Bangkok
10220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Post News1ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์