The People Everyone has their own inspiring story
(5)

The Fresh Start Effect: ทำไมปีใหม่เราถึงอยากบอกลาตัวเองคนเก่าเมื่อเรากำลังจะเดินทางข้ามปี หลาย ๆ คนมักจะตั้งปณิธานว่า ‘N...
28/12/2025

The Fresh Start Effect: ทำไมปีใหม่เราถึงอยากบอกลาตัวเองคนเก่า
เมื่อเรากำลังจะเดินทางข้ามปี หลาย ๆ คนมักจะตั้งปณิธานว่า ‘New Year New Me’ อยากจะเป็นคนใหม่ในวันปีใหม่
ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความอิจฉา เรื่องราวมากมายที่ทำให้เราทุกข์ใจ เราก็พร้อมจะทิ้งมันไว้ในปีนี้ และอ้าแขนรับความสุข เสียงหัวเราะ และพร้อมใช้ชีวิตที่อยากทำในปีใหม่
เพราะสุดท้ายคนที่จะไปต่อในปีหน้า คือ ตัวเราคนใหม่ในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม

นักจิตวิทยาเรียกความรู้สึกนี้ว่า ‘The Fresh Start Effect’ ช่วงเวลาที่เราอยากเริ่มทำสิ่งใหม่ในปีใหม่
บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจว่า ทำไมปีใหม่ถึงทำให้เรารู้สึกพร้อมจะเริ่มต้นใหม่เสมอ และทำไมแรงตั้งใจนั้นจึงไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดทั้งปี
🔴 ปีใหม่ = คนใหม่
ตามหลักจิตวิทยา ‘The Fresh Start Effect’ ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของ ‘Temporal landmark’ จุดเวลาที่โดดเด่นในเส้นชีวิต ทำให้เรารับรู้ว่านี่คือวันพิเศษ และเหมาะแก่การเริ่มต้นสิ่งใหม่
ปีใหม่ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่แตกต่างจากวันอื่น ๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่สมองของเรามองว่า ชีวิตกำลังถูกแบ่งออกเป็น ‘บทใหม่’
เราจึงถอยออกมามองตัวเองหนึ่งก้าว เห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตก่อนหน้าและหลังจากนั้น และรู้สึกอยากเริ่มต้นอะไรบางอย่าง
เมื่อถึงช่วงเวลานี้ เรามักจะอนุญาตให้ตัวเองทำผิดพลาดได้มากขึ้น เพราะความล้มเหลวในอดีตก็เหมือนรอยตำหนิที่ติดตามเรามานาน จนทำให้หลายคนยอมแพ้ หมดไฟ และไม่กล้าทำสิ่งใหม่
แต่เมื่อเดือนธันวาคมมาถึง เรากลับพร้อมจะวางตัวตนในอดีตไว้ข้างหลัง และหันมาอยู่กับตัวเองในปัจจุบันอย่างอ่อนโยนมากขึ้น
การแยกตัวตนเก่าออกจากตัวตนใหม่ ทำให้การทิ้งเรื่องไม่ดีไว้ในปีเก่า และเปิดรับเรื่องราวใหม่ในปีใหม่ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และเมื่อเราเริ่มมองตัวเองเป็น ‘คนใหม่’ ที่ดีกว่าเดิม เราก็มีความมั่นใจมากพอจะตั้งปณิธาน กล้าฝัน และเชื่อว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สามารถเป็นจริงได้ แม้เราจะรู้ดีว่าเส้นทางนั้นไม่ได้ราบรื่นเสมอไป
🔴 ตอนที่ฉันเลือกเป็น ‘คนใหม่’
คำถามต่อมา คือ เราจะเป็นตัวเองคนใหม่ได้ตามที่หวังได้นานแค่ไหน
บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Management Science โดย Hengchen Dai, Katherine L. Milkman และ Jason Riis ชี้ว่า วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เรายังรักษาเป้าหมายไว้ได้ คือการตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับเหตุผลที่แท้จริงของตัวเอง
แทนที่จะบอกว่า ‘ฉันทำสิ่งนี้เพราะอยากเป็นคนใหม่’ ลองเปลี่ยนคำถามเป็น ‘ฉันทำสิ่งนี้ไปทำไม’
เช่น ถ้าเราออกกำลังกายเพียงเพราะมันเป็นวันปีใหม่ แรงจูงใจนั้นอาจหายไปในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าเราออกกำลังกายเพื่อเสริมความมั่นใจหรือดูแลสุขภาพ เหตุผลนั้นจะช่วยให้เป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จ
และหากเกิดความผิดพลาดระหว่างทาง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ ไม่ปล่อยให้ความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวกลายเป็นเหตุผลให้ยอมแพ้ เพราะเรายังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
หลายคนจึงเลือกใช้วิธี Reboot Mondays โดยใช้วันจันทร์เป็นวันทบทวนและปรับทิศทาง หรือใช้กฎ 30/30 คือการจัดเวลา 30 นาทีต่อวันเพื่อทำสิ่งที่จะส่งผลดีต่อตัวเองในอีก 30 วันข้างหน้า เพื่อช่วยให้ยังเดินอยู่บนเส้นทางของเป้าหมายได้อย่างสม่ำเสมอ
🔴 The Fresh Start Effect ไม่ใช่เวทมนตร์
The Fresh Start Effect อาจให้แรงจูงใจได้ดีในช่วงเริ่มต้น แต่ไม่สามารถรับประกันความต่อเนื่องได้ หากเราไม่มีแผนหรือระบบรองรับ เป้าหมายก็อาจจบลงเหมือนทุกปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การตั้งเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อาจยิ่งตอกย้ำความเชื่อเดิม ๆ ว่าเราทำไม่ได้ และนำไปสู่การล้มเหลวซ้ำ ๆ
แม้ปีใหม่จะเป็นวาระที่ดีในการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่หากเรามัวรอ “จังหวะที่สมบูรณ์แบบ” The Fresh Start Effect ก็อาจกลายเป็นข้ออ้างของการผัดวันประกันพรุ่ง และทำให้เราสูญเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็น
เพราะบางครั้ง วันที่เหมาะจะลงมือทำที่สุด อาจเป็นวันนี้ที่ใจเราสั่งให้ลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่
บางทีการเป็นคนใหม่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่างภายในวันเดียว แต่อาจเป็นเพียงการให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง ได้เริ่มต้นใหม่โดยไม่ตัดสินตัวเองจากความผิดพลาดในอดีต
ปีใหม่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นบนปฏิทิน แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เกิดขึ้นได้ทุกวันที่เราตัดสินใจดูแลตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
เป็นคนที่เข้าใจ อดทน และอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น
เรื่อง : ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์
#จิตวิทยา #ปีใหม่

Echoes : บทเพลงยาว 24 นาทีที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล“Overhead the albatrossHangs motionless upon the air”เสียงแว่วก...
28/12/2025

Echoes : บทเพลงยาว 24 นาทีที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล
“Overhead the albatross
Hangs motionless upon the air”
เสียงแว่วกังวาลของความเป็นมนุษย์ในสารพันแง่มุมนับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกตีแผ่ผ่านบทเพลงของ Pink Floyd จนกลายเป็นทิศทางสำคัญของวง ไม่แพ้เสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ฟังต่างก็ยกย่องให้กับพวกเขาว่าเป็น ‘ยุคทอง’ ของวง อย่างทศวรรษที่ 1970 จนกลายเป็นผลงานที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ดนตรีอย่างไม่อาจลบเลือน
ในปี 1973 ความทุกข์และสัจธรรมมากมายในการดำรงอยู่ของมนุษย์ถูกเรียงร้อยต่อกันจนกลายเป็นอัลบั้ม ‘The Dark Side of the Moon’ ขยับมาอีกสองปี พวกเขาได้ถักทอความคิดถึงและว่างเปล่าในหัวใจมาผนวกเข้ากับพิษของอุตสาหกรรมดนตรีจนกลายเป็น ‘Wish You Were Here’ ในตอนที่ย้ายจาก Abbey Road ไปสร้างสตูดิโอใหม่ของตัวเองในชื่อ ‘Britannia Row’ พวกเขา (หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมากว่านั้น ‘โรเจอร์ วอเทอร์ส’) ได้ตีแผ่โลกอันเลวร้ายที่ถูกระบบทุนนิยมกลืนกินมาขีดเขียนเปรียบเปรยจนเป็น ‘Animals’ ก่อนจะส่งท้ายทศวรรษ รวมไปถึงความกลมเกลียวกันของวงด้วยฉากม่านของชีวิตที่รายล้อมไปด้วยปมชีวิต การศึกษา ความรู้สึกผิด การรู้สึกแบ่งแยก และสงครามจนกลายเป็น ‘The Wall’
จะเห็นได้ว่าเนื้อหาในบทเพลงของ Pink Floyd ล้วนบรรจุไปด้วยปัญหาทางสังคม การเมือง และแนวคิดทางปรัชญาที่เป็นกระจกสะท้อนมาถึงการมีอยู่ของมวลมนุษย์ ผ่านการผสมผสานของความสมบูรณ์แบบที่สดใหม่ทางดนตรีของพวกเขาทั้งสี่คนจนกลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ดนตรีที่ทรงอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้
แต่แม้ว่าด้านมือของดวงจันทร์จะเป็นจุดพลิกผันสำคัญของวงที่ทำให้พวกเขาสามารถก่อรูปก่อร่างจนกลายเป็นตัวตนที่โลกจดจำพวกเขามาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังมีการบัญญัติช่วงยุคของพวกเขาที่จำแนกผ่านอัลบั้มดังกล่าวว่า ‘Pre-DSOTM’ และ ‘Post-DSOTM’ (DSOTM เป็นตัวอักษรย่อของ The Dark Side of the Moon) แต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น หัวเรือสำคัญผู้ถือธงนำขบวนในช่วงเวลานั้นอย่าง ‘ซิด แบร์เร็ท’ อาจไม่ได้พา Pink Floyd มามองถึงการมีอยู่ของมวลมนุษย์มากนัก หากแต่แหงนขึ้นฟ้าและจินตนาการถึงห้วงอวกาศเสียเป็นหลัก
ด้วยเหตุนั้น ในยุคแรกของวงที่นำโดยแบร์เร็ท จึงมีสไตล์ดนตรีไปในทาง ‘Psychedelic Space-Rock’ ที่ให้บรรยากาศเวิ้งว้างก้องกังวาล ท่วงทำนองวกวนเสมือนถูกสะกดจิตตามแบบฉบับของดนตรีไซคีเดลิกในยุคเดียวกัน
ในด้านของเนื้อเพลงก็เป็นการถึงสรรพสิ่งในจักรวาล ราวกับนิยายไซไฟ ที่ถูกตีแผ่ผ่านอัลบั้ม The Piper at the Gates of Dawn (1967) ที่แบร์เร็ทมีส่วนสำคัญในทิศทางและการสร้างสรรค์งานของวง เป็นช่วงก่อนที่ ‘โรเจอร์ วอเทอร์ส’ (Roger Waters) จะเข้ามากุมบังเหียน และก่อนที่ ‘เดวิด กิลมัวร์’ (David Gimour) จะเป็นส่วนหนึ่งของวงอย่างเต็มตัว
แล้วอะไรทำให้พวกเขาเปลี่ยนจากกรแหงนจินตนาการถึงอวกาศมาเพ่งลึกลงมาในจิตวิญญาณของมนุษย์?
คำตอบอยู่ใน Side B ทั้งหน้าของอัลบั้ม Meddle จากปี 1971 ที่บรรจุบทเพลงหนึ่งที่มีคยวามยาวเกือบ 24 นาทีเอาไว้ในชื่อ ‘Echoes’
บทเพลงที่ว่าด้วยเสียงแว่วกังวาลของสายสัมพันธ์ความเป็นมนุษย์นี้เอง ที่ทำให้พวกเขาทั้งสี่ได้ค้นพบตัวตนและเส้นทางที่ Pink Floyd กำลังจะเดินหน้าต่อไป
เส้นทางที่จะเปลี่ยนโลกดนตรีไปตลอดกาล
🔵 จอห์น เลนนอน กับ แฟลตในลอนดอน
แม้ว่าในอัลบั้ม Atom Heart Mother จากปี 1970 จะมีการตั้งทิศทางของวงใหม่อย่างชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากความเป็นอวกาศเพื่อขยับลงมาสู่ผืนดิน ดังที่สะท้อนผ่านหน้าปกรูปวัวในทุ่งหญ้าที่ออกแบบโดยกลุ่ม Hipgnosis อันเป็นผลพวงจากวิสัยทัศน์ดังกล่าวที่วงได้ถ่ายทอดออกไป แถมยังมีบทเพลงยาวเกือบ 24 นาที (อีกเพลงหนึ่ง) ในชื่อ ‘Atom Heart Mother Suite’ ที่วงได้บรรเลงร่วมกับวงออร์เคสตราโดยไร้คำร้อง แม้สไตล์ดนตรีจะเริ่มก่อรูปร่างที่จะดำเนินไปสู่ทิศทางในอนาคต แต่สำหรับเนื้อหานั้น Pink Floyd มักมองย้อนกลับไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ภูมิใจนัก เพราะปราศจากทิศทางที่ชัดเจน
จนกระทั่ง โรเจอร์ วอเทอร์ส ได้มีโอกาสฟังอัลบั้มเดี่ยวของหนึ่งในสี่เต่าทอง
ในปี 1970 ‘จอห์น เลนนอน’ (John Lennon) หนึ่งในสมาชิกวง The Beates ในชื่อ ‘John Lennon/Plastic Ono Band’ ที่นำเสนอตะกอนปัญหาในชีวิตและวัยเด็กของเลนนอน จนเกิดเป็นอัลบั้มที่พูดถึงประเด็นทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา ถึงเนื้อหาจะมีความมืดหม่นและชวนหดหู่ แต่ วอเทอร์ส กลับรู้สึกหลงใหลในการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้ ที่มีความจริงแท้และใกล้ตัว มากกว่าจินตนาการถึงอวกาศ
แรงบันดาลใจในครั้งนั้นจึงนำไปสู่การเขียนเพลงในแนวทางที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดย Echoes นับว่าเป็นผลผลิตชิ้นแรก ๆ จากแนวทางใหม่นี้
โรเจอร์ วอเทอร์ส เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในปี 2004 ว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ Echoes นั้นมาจากควารู้สึกของตัวเองที่เหมือนถูกตัดขาดจากสรรพสิ่งรอบตัวในช่วงที่แรก ๆ ที่ใช้ชีวิตในลอนดอน รวมไปถึงปัญหาเรื่องซิด แบร์เร็ท อีกด้วย
ในช่วงที่เขียนเพลงนี้อยู่นั้น วอเทอร์อาศัยอยู่ที่แฟลตแห่งหนึ่งบริเวณตะวันตกของลอนดอน ซึ่งในห้องที่อาศัยอยู่นั้นจะมีหน้าต่างบานหนึ่งที่เมื่อมองออกไปแล้วสามารถเห็นถนนโกล์ดฮอล์กอันสับสนวุ่นวายในทุก ๆ วัน กิจวัตรของวอเทอร์สและแฟนสาวในช่วงเวลานั้นคือการมองดูความวุ่นวายในถนนเบื้องล่าง ผู้คนเดินไปในทางของตัวเองในตอนเช้า และเดินกลับไปที่บ้านของตัวเองในตอนเย็น เป็นแบบนี้เรื่อยไปไม่ต่างอะไรจากฝูงมดนับไม่ถ้วน
จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลในสำคัญในการเขียนท่อนที่ร้องว่า “Strangers passing in the street.
By chance, two separate glances meet. And I am you and what I see is me” และเนื้อหาในภาพรวมที่พยายามจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของคนในสังคมที่เหือดหายไป และชี้ให้เห็นความสำคัญว่ามันมีค่าเพียงไหนสำหรับการมีอยู่ของมนุษย์
🟢 ดนตรีที่ถือกำเนิดขึ้นมาจาก ‘Nothing’
“ช่วง Ummagumma ถึง Atom Heart Mother คือช่วงที่เรากำลังหาตัวตน จนกระทั่งมาถึง ‘Echoes’ ที่ทำให้เรารู้ว่าคำตอบของเราคืออะไร”
— เดวิด กิลมัวร์
ในกระบวนการอัดเพลงของ Pink Floyd นั้น เดวิด กิลมัวร์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างขี้เกียจเป็นที่สุดเมื่อเทียบกับวงอื่น ถึงขั้นที่ว่าถ้าวงอื่นมาเห็นว่าพวกเขาใช้เวลาทิ้งขว้างกันแค่ไหนก็คงต้องขนพองสยองเกล้ากันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ของพวกเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่เป็นการทดลองทำโน่นนี่ไปเรื่อย ๆ เสียมากกว่า
กิลมัวร์เล่าว่าพวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘The Rubbish Library’ ที่วงจะลองเล่นโน่นเล่นนี่ เสียงกีตาร์ เปียโน หรือซาวด์เอฟเฟ็กเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บเอาไว้ตามไอเดียที่ผ่านเข้ามา ซึ่งบ้างก็ก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นจริง หรือบ้างก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ซึ่งก็มีอยู่หนึ่งไอเดียที่แฟน ๆ หลายคนได้แต่เสียดายว่าไม่อยากจะให้ผ่านไปเลย ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ใช้ชื่อว่า ‘Household Objects’
Household Objects คืออัลบั้มที่ Pink Floyd อยากจะทดลองซาวน์ใหม่ ๆ โดยการเอาสรรพสิ่งที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมาประกอบกันเป็นเสียงดนตรี เช่น หนังยาง ขวดเบียร์ หนังสือพิมพ์ ไฟแช็ค หรือแม้แต่แก้วไวน์ (ซึ่งไอเดียแก้วไวน์นี้ก็ถูกพัฒนาจนกลายเป็นส่วนประกอบของ Shine On You Crazy Diamond ในเวลต่อมา) ซึ่งพวกเขาก็พยายามจะบรรเลงคอร์ดจากสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดมาจากไอเดียของ ‘นิค เมสัน’ (Nick Mason) มือกลองของวง แม้จะอัดมาไว้กว่า 20 นาทีแล้ว แต่โปรเจกต์นี้ก็ล้มเลิกไป
ส่วนหนึ่งในสิ่งที่กลายเป็นจริงนั้นมีชื่อว่า ‘Nothing’ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากไอเดียของ ‘ริชาร์ด ไรท์’ (Richard Wright) ที่ได้เล่นโน็ตเสียงสูงตัวหนึ่งผ่านเปียโนที่ขยายผ่านเครื่องเสียงเลสลีย์ (Leslie Cabinet) จนเกิดเป็นโน็ตเสียงสูงที่ฟังดูคล้ายกับเสียงของเครื่องตรวจวัดอะไรบางอย่าง หรือเสียง ‘ปิ๊ง’ ที่เราอาจได้ยินกันในเรือดำน้ำ
Nothing ถูกพัฒนาไปหลากหลายเวอร์ชั่น มีการเติมเครื่องดนตรีอื่น ๆ เข้ามาบรรเลงไปพร้อมกับเสียงที่ไรท์เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ Nothing 1 ไปจนถึง Nothing 14 (ที่สามารถหาฟังได้ในระบบสตรีมมิ่ง) และไม่นานมันก็ค่อย ๆ ก่อตัวกลายเป็นเพลงที่ชื่อว่า ‘The Return of the Son of Nothing’
ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อถูกหยิบมาประกอบกับเนื้อเพลงที่ โรเจอร์ วอเทอร์ส เขียน จึงได้เกิดเป็น ‘Echoes’ หนึ่งในเพลงจากอัลบั้ม Meddle ในปี 1971
🔵 ปริศนา 2001: A Space Odyssey
ใครที่หลงใหลในอัลบั้ม The Dark Side of the Moon ก็คงต้องเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ The Dark Side of the Rainbow กันมาบ้าง ที่บทเพลงอัลบั้มสามารถดำเนินคู่เคียงไปกับภาพยตร์ ‘The Wizard of Oz’ (1939) ได้อย่างพอดิบพอดีเมื่อเปิดอัลบั้มนั้นในจังหวะหนึ่งก่อนภาพยนตร์จะเริ่ม
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกมาให้คำตอบแล้วว่าวงไม่ได้มีเจตนาอะไรเช่นนั้น แต่ความบังเอิญที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับอัลบั้มดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพลง Echoes ด้วย เมื่อถูกเปิดเคียงคู่ไปกับฉากหนึ่งของภาพยนตร์ ‘2001: A Space Odyssey’ โดย ‘สแตนลีย์ คูบริก’ (Stanley Kubrick)
ใน 2001: A Space Odyssey จะมีช่วงตอนหนึ่งของภาพยนตร์ในชื่อ ‘Jupiter And Beyond the Infinite’ ที่ตัวละครเอกจะทะยานข้ามผ่านอวกาศไปสู่ปริศนาที่มนุษย์ไม่เข้าใจจนกระทั่งจบภาพยตร์ ซึ่งนับเป็นความมหัศจรรย์ทางภาพยนตร์ที่คูบริกสามารถสร้างสรรค์ภาพอวกาศสุดพิศวงที่ยากจะจินตนาการว่าเบื้องหลังในปี 1968 มีหน้าตาเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เมื่อฉากดังกล่าวถูกเปิดคู่เคียงไปกับ Echoes ทั้งภาพและเสียงดันสามารถสอดประสานราวกับถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน บางจังหวะสามารถเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ ในช่วงเริ่มต้นของเพลงที่กีตาร์ของกิลมัวร์ค่อย ๆ ถูกบรรเลงอย่างอ่อนโยนก็ฉายให้เห็นภาพของดาวเคราะห์อันงดงาม หรือแม้แต่เป็นช่วงฟังก์ของเพลงก็ถูกละเลงด้วยสีสันและลวดลาย (ที่ว่ากันว่าผู้ชมหลายคนเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะอยากหฤหรรษ์กับสารเคมีไซคีเดลิกที่พวกเขาเพิ่งใช้ไป)
จึงเกิดเป็นการนำเอาภาพและเพลงดังกล่าวมาผสานรวมกัน จนคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าหรือพวกเขามีแผนที่จะทำอะไรร่วมกันแล้วถูกยกเลิกไปหรือเปล่า?
แม้ว่า Pink Floyd และคูบริกจะเฉียดกันไปมาหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งที่คูบริกอยากจะได้อัลบั้ม Atom Heart Mother มาประกอบในภาพยนตร์ A Clockwork Oragne (1971) แต่วงก็ปฏิเสธไป (แต่คูบริกก็เอาปกอัลบั้มไปไว้ในฉาก ๆ หนึ่งของเรื่องอยู่ดี) ก่อนที่ โรเจอร์ วอเทอร์ จะถูกเอาคืนในอัลบั้มเดี่ยวของตนจากปี 1992 อย่าง ‘Amused to Death’ ที่เขาได้ขอใช้เสียงของ ‘HAL9000’ จาก 2001: A Space Odyssey มาประกอบ โดยที่คูบริกก็ปฏิเสธไป
แต่ก็คงไม่ง่ายที่ Pink Floyd จะสร้างสรรค์ซาวด์แบบนี้ออกมาในปี 1968 (หรือก่อนหน้านั้น) เมื่อหยิบเอาบริบทของเวลามาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำของแบร์เร็ท หรือการทดลองของวง ทฤษฎีที่บอกว่า Echoes คือโปรเจกต์ที่ถูกยกเลิกจาก 2001: A Space Odyssey จึงอาจเป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอย่างแม้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน แต่เมื่อนำมาประกอบกันก็ไม่ต่างอะไรจากเนื้อคู่ที่ถูกพัดพรากจากกันไปนานแล้วได้มาเริงรำบำร่วมกันอีกครั้งอย่างพลิ้วไหวและงดงาม
🟢 บทเพลงที่จะไม่มีวันถูกเล่นสดอีก
หนึ่งในการแสดงสดของ Echoes ก็คงหนีไม่พ้นภาพยนตร์ ‘Pink Floyd: Live at Pompeii’ ที่ถูกบันทึกเสียงและภาพมาอย่างละเอียด แต่ถึงกระนั้น Echoes ก็ยังถูกบรรเลงเรื่อยมาอย่างสม่ำเสมอถึงประมาณปี 1975 ที่ Echoes มักถูกบรรเลงในฐานะ Encore
ก่อนที่ Echoes จะกลับมาบรรเลง บันทึกภาพและเสียงอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงท้ายของ Pink Floyd โดยเฉพาะในคอนเสิร์ต ‘David Gilmour: Live in Gdańsk’ จากปี 2006 ที่ปล่อยในปี 2008 ซึ่งนับเป็นการแสดง Echoes ครั้งสุดท้ายที่ผู้ฟังอย่างเรา ๆ จะมีโอกาสได้ยิน
เพราะหลังจากปี 2008 Pink Floyd โลกนี้ก็ไม่มีชายที่ชื่อว่า ริชาร์ด ไรท์ มาบรรเลงเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป
แม้ เดวิด กิลมัวร์ ยังอยู่ ก็ไม่ได้แปลว่า เขาจะสามารถเล่น Echoes ได้
Echoes นับเป็นเพลงหนึ่งที่วิเศษมากจาก Pink Floyd ในแง่หนึ่งเป็นเพราะเพลง ๆ นี้ถูกเรียงร้อยอย่างซับซ้อนและมหัศจรรย์ เริ่มต้นที่จุดเดิม จบลงที่จุดเดิม เพลงนี้ให้ประสบการณ์ของการฟังเพลงที่สามารถพาผู้ฟังก้าวเดินจากจุดเริ่มต้น สู่ความหฤหรรษ์ ดำดิ่งสู่ฝันร้าย ทะยานกลับคืนสู่แสงสว่าง และจบลงด้วยเสียงแรกเริ่มที่ถูกบรรเลงออกมา ไม่ต่างจากนิทานสักเรื่องที่ถูกบอกเล่าผ่านชายสี่คน
แต่ Echoes ยังเป็น ‘บทสนทนาระหว่ง’ เดวิด กิลมัวร์ และ ริชาร์ด ไรท์ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการร้องผสานกันระหว่างเขาทั้งสอง ท่อนฟังก์ที่แลกกันโซโล่ราวกับผลัดกันประชันฝีไม้ลายมือของตัวเอง หรือโดยเฉพาะในช่วงส่งท้ายของเพลงที่การบรรเลงของทั้งคู่ ‘ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม’ จนก่อร่างเป็นเสียงบรรเลงของสองจิตวิญญาณที่ถูกบอกเล่าผ่านกีตาร์และคีย์บอร์ดที่คงไม่มีอะไรมาแทนที่ได้
เมื่อ ริชาร์ด ไรท์ ไม่อยู่แล้ว เดวิด กิลมัวร์ จึงไม่เล่น Echoes อีกต่อไป
มาจนถึงวันนี้ Echoes ก็ได้กลายเป็นตำนานของเสียงดนตรีที่สะท้อนให้เห็นของสองดวงวิญญาณที่สอดประสานกันอย่างที่ไม่มีใครเหมือน ไม่เหมือนใคร
มันคือเสียงดนตรีของ ‘พวกเขา’ ที่เปิดให้ ‘พวกเรา’ ได้มีโอกาสสดับตรับฟัง
มันคือภาพแทนของความมหัศจรรย์ที่ก่อร่างมาจากสายสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์
มันคือเพลงที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล
เรื่อง : รัฐฐกรณ์ ศิริฤกษ์
ภาพ : ปกอัลบั้ม Meddle - Pink Floyd & โปสเตอร์ 2001: A Space Odyssey
#ดนตรี

อวสานพรรคทหาร (อีกครั้ง) สิ้นสุดเส้นทางอำนาจ ‘พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ การเมืองไทยดำเนินอยู่ภายใต้วงจรเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่...
28/12/2025

อวสานพรรคทหาร (อีกครั้ง) สิ้นสุดเส้นทางอำนาจ ‘พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ’
การเมืองไทยดำเนินอยู่ภายใต้วงจรเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกือบหนึ่งศตวรรษ “เลือกตั้ง–รัฐประหาร–ฉีกรัฐธรรมนูญ–เลือกตั้งใหม่”
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีวงจรของการถือกำเนิด ตั้งอยู่ และดับไปของ ‘พรรคทหาร’ เข้าแทรกตรงกลางด้วยเช่นกัน
โดยพรรคทหารเปรียบเป็นผลผลิตของอำนาจนอกระบบที่พยายามสวมเสื้อประชาธิปไตย เพื่อยืดอายุอำนาจและความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร ในห้วงเวลาที่ไม่อาจปกครองประเทศด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว
ในแก่นแท้ ‘พรรคทหาร’ ถือกำเนิดขึ้นจากวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการ ‘สานต่ออำนาจ’
ผู้ก่อการในนามทหารย่อมรู้ดีว่าการปกครองประเทศโดยปราศจากประชาธิปไตยนั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้ยาวนาน การคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งจึงเป็นความจำใจ เพื่อปกป้องสถาบันกองทัพจากแรงเสียดทานทางสังคม
แต่การคืนอำนาจดังกล่าวมิได้หมายถึงการวางมือจากการเมืองอย่างแท้จริง ทหารจึงเลือกเส้นทางตั้งพรรคการเมือง เป็นยานพาหนะกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง ตั้งแต่พรรคเสรีมนังคศิลา (พ.ศ. 2498-2500), พรรคสหภูมิ (พ.ศ. 2500-2501), พรรคชาติสังคม (พ.ศ. 2500-2511), พรรคสหประชาไท (พ.ศ. 2511-2514), พรรคสามัคคีธรรม (พ.ศ. 2535) จนถึงพรรคพลังประชารัฐ (ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2561) ในยุคใหม่
🟢 ตำนานพรรคทหาร
หากมองย้อนกลับไป พรรคทหารแทบทุกพรรคยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ ได้สูญสิ้นสถานะจากระบบการเมืองไปแล้ว
เหตุผลสำคัญมิใช่เพียงความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง หากคือการที่โครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรของพรรคเหล่านั้นไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับภูมิสังคมทางการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
พรรคทหารจำนวนมากผูกติดกับอำนาจนอกระบบ ผู้นำ และเครือข่ายเฉพาะหน้า เมื่อบริบทเปลี่ยน ความชอบธรรมเสื่อมถอย พรรคทหารก็ย่อมร่วงโรย
หนึ่งในตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ‘พรรคสามัคคีธรรม’ พรรคการเมืองที่รองรับเครือข่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ผู้ทำรัฐประหารโค่นรัฐบาล ‘พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ’ ในปี พ.ศ. 2534 การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2535 พรรคสามัคคีธรรมประสบชัยชนะอย่างสวยงาม ทว่าเมื่อ ‘ณรงค์ วงศ์วรรณ’ หัวหน้าพรรคไม่อาจรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เส้นทางจึงเปิดให้ ‘พล.อ.สุจินดา คราประยูร’ หนึ่งในผู้นำ คสช. ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ แทน จนนำไปสู่เหตุการณ์ ‘พฤษภาทมิฬ’ และปิดฉากพรรคสามัคคีธรรมจากสารบบการเมืองไทยอย่างถาวร
พรรคสามัคคีธรรม มีอายุได้เพียง 11 เดือนเศษเท่านั้น
หลังจากนั้น วงจรของพรรคทหารเหมือนจะเลือนหายจากเวทีการเมืองไทยเป็นเวลายาวนาน กระทั่งการรัฐประหารปี 2557 ภายใต้การนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี
ประเทศไทยเข้าสู่การปกครองโดยทหารยาวนานกว่า 5 ปี ก่อนจะคืนอำนาจให้ประชาชนได้การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562
🟢 พรรคพลังประชารัฐ
การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่เพียงเป็นหมุดหมายของระยะเปลี่ยนผ่าน หากยังเป็นการกำเนิดของ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ หรือ พปชร. ในฐานะยานพาหนะทางการเมืองใหม่ของ คสช. เพื่อสานต่ออำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560
ภาพภายนอกของ พปชร. แตกต่างจากพรรคทหารในอดีต ด้วยการพยายามไม่วางตัวเป็นพรรคของทหารที่เน้นความเป็นอำนาจนิยม หากมุ่งสร้างภาพสถาบันทางการเมืองแบบผสมผสาน ระหว่างนักเลือกตั้ง นักวิชาการ และเทคโนแครต โดยมีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 เป็นใบเบิกทางสู่อำนาจ
แม้ พปชร. จะไม่ได้ สส. มากที่สุดในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 แต่กลไกวุฒิสภาและสูตรทางการเมืองสุดพิสดาร ก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ ได้อีกสมัย
เบื้องหลังการเดินหมากตั้งแต่ยุค คสช.จนถึงการก่อตั้ง พปชร. ส่วนใหญ่ล้วนมาจากมันสมองของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่ง 3 ป. ชายผู้อยู่หลังฉากอำนาจมาอย่างยาวนาน
พล.อ.ประวิตร มิใช่ทหารที่ไม่ประสีประสาในทางการเมือง ด้วยความเป็นนายทหารใหญ่แห่งภาคตะวันออก ทำให้เขาคุ้นเคยกับนักการเมืองระดับเจ้าพ่อในภูมิภาค และต่อยอดสู่เครือข่ายระดับชาติ
🟢 พล.อ.ประวิตร บนเส้นทางการเมือง
การทดลองสนามการเมืองของ พล.อ.ประวิตร เริ่มชัดเจนในสมัย ‘รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ปี พ.ศ. 2551 ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือดอย่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง และบทเรียนความเจ็บปวดเมื่อ ‘พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ’ น้องชาย ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2552 ทั้งที่เหลืออายุราชการอีกเพียงไม่กี่วัน ภายหลังถูก ป.ป.ช. ชี้มูลในคดีสลายการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง
ความสูญเสียครั้งนั้นถูกประคองด้วยกาวใจอย่าง ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’ รองนายกฯ ผู้จัดการรัฐบาลอภิสิทธิ์ในเวลานั้น
ตลอดเวลาที่อยู่ในอำนาจยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ พล.อ.ประวิตร ได้ปรับปรุงโครงสร้างของกองทัพให้มีความมั่นคงมากขึ้น หลังถูกเซาะกร่อนจากฝ่ายการเมือง เช่น การจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 การจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7, การจัดตั้งสำนักงานกิจการพลเรือน สำนักนโยบายและแผนกลาโหม, การจัดตั้งสำนักงานอาเซียน สำนักนโยบายและแผนกลาโหม, การจัดตั้งกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ, การจัดตั้งสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในส่วนราชการ กระทรวงกลาโหม, การพัฒนาและการจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบด้านไซเบอร์ และกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหม ฯลฯ
ถือได้ว่า ในยุคที่บิ๊กป้อมคุมกระทรวงกลาโหม ถือเป็นยุคหนึ่งที่ทหารได้ปกครองทหารด้วยกัน โดยปลอดจากการแทรกแซงของนักการเมือง
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเมืองช่วงแรกของ พล.อ.ประวิตรต้องหยุดลง เมื่อพรรคเพื่อไทยกลับสู่อำนาจและมี ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2554 ก่อนจะกลับมาเรืองอำนาจอีกครั้งหลังรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2557
ช่วงเวลานั้น ว่ากันว่าประเทศไทยมีนายกฯ สองคน นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ยังมี พล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้คุมเกมอำนาจด้วย
การบัญชาการแม่น้ำ 5 สาย มิได้อยู่ในมือหัวหน้า คสช.เพียงผู้เดียว หากยังอยู่ในมือ พล.อ.ประวิตรมากกว่าครึ่ง
ยุค คสช.จึงเป็นช่วงขาขึ้นสูงสุดของ พล.อ.ประวิตร และการต่อยอดอำนาจจำเป็นต้องอาศัยการเลือกตั้ง พปชร. จึงถือกำเนิดและกลับมาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2562
แต่เมื่อการเมืองไทยก้าวพ้นระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สัจธรรมว่า ด้วยการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของพรรคทหารก็ปรากฏอีกครั้ง
🟢 เมื่อ พี่น้อง 2 ป. แตก
การเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2566 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์หันหลังให้ พล.อ.ประวิตร ไปร่วมงานกับ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ หรือ รสทช.
ความแตกแยกเกิดจากการที่ต่างคนต่างปรารถนาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตรซึ่งเป็นรองนายกฯ มาเกือบ 10 ปี และเคยรักษาการนายกฯ ในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ พี่ใหญ่แห่ง 3 ป. ย่อมคิดว่าถึงเวลาแล้วพี่ชายใหญ่คนนี้จะได้ขึ้นมาเป็นผู้นำตัวจริง
ทว่า ผลลัพธ์กลับออกมาโหดร้าย พปชร. ได้ สส. เพียง 40 ที่นั่ง แบ่งเป็นเขต 39 คน และบัญชีรายชื่อ 1 คน
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าพระอาทิตย์ได้อัสดงที่ พปชร. แล้ว แม้พรรคจะพยายามปรับตัว เข้าหาคนรุ่นใหม่ ชูนโยบาย ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ และให้บิ๊กป้อมลงพื้นที่หาเสียงด้วยตนเอง แต่ด้วยวัยที่ร่วงโรยและเส้นทางที่ไม่เห็นหนทางกลับยิ่งใหญ่ พรรคจึงแทบไม่เหลือขุนพลที่เจนจัดในสนามเลือกตั้งอีกต่อไป
แม้แต่ตัว พล.อ.ประวิตรเอง ยังต้องถอนตัวจากแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 หลังเพิ่งประกาศชื่อไปไม่นาน
เหตุผลการถอนตัวจะมาจากปัญหาสุขภาพหรือการยอมรับชะตาอนาคตที่พรรคอาจไม่เหลือ สส. แม้แต่คนเดียว ก็ยากจะฟันธง
แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ พปชร. และเส้นอำนาจของบิ๊กป้อมที่สิ้นสุดลงแล้วอย่างไม่เป็นทางการ สะท้อนความจริงอมตะของการเมืองไทยที่ว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้ตลอดไป และพรรคทหารไม่อาจหลีกพ้นวงจรที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งได้เลย
เรื่อง: ธ.พิสิษฐ์
ภาพ: Nation Photo
ข้อมูลอ้างอิง
* หนังสือ ‘พี่ป้อม พี่ชายที่แสนดี’
* หนังสือ ‘ลับ ลวง พราง’ ภาค 3 THE LAST WAR กองทัพต่างสี ศึกสายเลือด จปร. โดย วาสนา นาน่วม
* หนังสือ ‘ทหารกับการพัฒนาการเมืองไทย’ โดย สุจิต บุญบงการ

#เลือกตั้ง69 #คนการเมือง #บิ๊กป้อม #ประวิตรวงศ์สุวรรณ #พปชร #พรรคพลังประชารัฐ #พรรคทหาร

จินนี่ - ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ : ขวัญใจความหวังใหม่ในหัวใจสีม่วงนอกจากเราจะรู้จัก ‘คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์’ ในบทบาท...
28/12/2025

จินนี่ - ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ : ขวัญใจความหวังใหม่ในหัวใจสีม่วง
นอกจากเราจะรู้จัก ‘คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์’ ในบทบาทผู้หญิงเก่งอดีตรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงหลายสมัย และปัจจุบันเป็นประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยแล้ว อีกบทบาทที่เธอทำได้ไม่ขาดตกบกพร่องก็คือ ‘แม่’ ของลูกวัยรุ่นทั้ง 3 คน คือ บอส ภูมิภัทร ลีลาปัญญาเลิศ, เบสท์ พีรภัทร และลูกสาวคนสุดท้อง จินนี่ ยศสุดา อีกด้วย
บนเส้นทางที่ประเทศกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2569 นี้ ประชาชนชาวไทยได้เห็นทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและผู้ลงสมัครเลือกตั้งจากพรรคต่าง ๆ ออกมาพบปะกับพี่น้องประชาชน รวมไปถึงบรรดาผู้ช่วยหาเสียงกับพรรคอีกมากมาย ซึ่งท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ‘จินนี่’ ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ในฐานะตัวแทนจากพรรคไทยสร้างไทย
การปรากฏตัวของเธอทำให้ประชาชนบางกลุ่มถึงกับหยอกล้อว่าอาจทำให้ปริมาณบัตรเสียเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ เพราะอาจทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงบางคนเผลอไปเขียนรูปหัวใจแทนที่จะเป็นกากบาท นับว่าเป็นสีสันหนึ่งในบรรยากาศการเมืองที่ปกคลุมไปด้วยความเครียด อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของเธอก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ฉายภาพให้เห็นการขยับเข้าไปสู่ยุคใหม่ของการเมืองไทย ที่เริ่มมี ‘คนรุ่นใหม่’ มีส่วนร่วมและบทบาทมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากว่าใครอยากที่จะรู้จัก ‘จินนี่’ มากกว่าเดิม The People เคยนำเสนอเรื่องราวของเธอเอาไว้ผ่านบทความ 'อุ๋ง อุ๋ง รู้จักกับ “จินนี่” แก้วตาดวงใจของคุณหญิงหน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์' สามารถอ่านบทความได้ในเนื้อหาดังต่อไปนี้
ย้อนกลับไปในอดีต ภาพการลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่ประตูน้ำที่เธอปรากฏตัวพร้อมกับครอบครัวนอกจากสปอตไลท์จะจับไปที่เธอแล้ว จินนี่ลูกสาวคนเล็กของเธอดูกลายเป็นเป้าสนใจจากผู้คนอีกด้วย เพราะเรียกได้ว่ามีความน่ารักสดใส และมีรูปลักษณ์คล้ายกับคุณหญิงสุดารัตน์สมัยสาวๆ เกิดกระแส “สาวแว่น”ในโลกอินเทอร์เน็ตเกิดคำถามว่าเธอคือใคร?
จินนี่ ก็เป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังจะมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกเหมือนกับคนรุ่นใหม่อีกกว่า 6 ล้านคนในประเทศที่ว่างเว้นจากการเลือกตั้งไปแล้ว 4 ปี แต่ถ้านับการเลือกตั้งที่สำเร็จผลก็หมายถึงระยะเวลา 7 ปีเลยทีเดียว โดยจินนี่เลือกตามรอยคุณแม่ของเธอด้วยการศึกษาต่อด้านบัญชี ที่คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุดารัตน์เคยกล่าวในงานเสวนา ‘เมื่อเทคโนโลยีฆ่าความน่าเบื่อทางการศึกษา’ ว่า ในอนาคต AI อาจจะเข้ามาแทนทักษะหลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ แต่เธอเชื่อว่าความรู้บางอย่างยังเป็นทักษะที่ยังต้องพึ่งพามนุษย์ เช่น การทำบัญชี ซึ่งเมื่อจินนี่เลือกเรียนในสายนี้เธอก็สนับสนุนเต็มที่เช่นกัน
ชื่อ ยศสุดา ของจินนี่นั้นมาจากชื่อของ คุณพ่อสมยศ ลีลาปัญญาเลิศ และคุณแม่สุดารัตน์ เธอเกิดในช่วงปี 2542 ซึ่งถือเป็นขวบปีสำคัญทางการเมืองนั่นคือเมื่อครั้งที่สุดารัตน์ตัดสินใจเข้าร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และต่อมาเธอก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มีส่วนในการขับเคลื่อนนโยบาย 30บาทรักษาทุกโรค
จินนี่เคยถูกนักข่าวสอบถามถึงเรื่องการเมืองเมื่อครั้งคุณแม่เข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตของ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่า “ส่วนตัวก็ชอบเรื่องการเมือง เพราะเป็นคนชอบอ่านข่าว แต่ยังไม่ได้คิดเรื่องจะลงเล่นการเมืองแต่อย่างใด” และเมื่อถามถึงวิธีการดูแลของ “คุณแม่หน่อย” จินนี่ตอบว่า แม่เป็นคนใจดี ไม่ดุ ไม่หวงเพียงแต่ไปไหนให้บอกก่อน มีอะไรขอให้บอกแม่ก่อนเสมอ
แต่คนที่หวงมากกลับเป็นคุณพ่อสมยศเพราะถือว่าเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว ซึ่งครอบครัวนี้ก็มักจะมีกิจกรรมร่วมกัน อย่างล่าสุดก็คือการไปชมภาพยนตร์ เรื่อง Homestay ด้วยกัน สุดารัตน์เคยเล่าว่าที่บ้านจะมีการจัดทริปท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวอยู่เสมอ เพื่อให้แต่ละคนได้ใช้เวลาร่วมกัน
ในช่วงว่างเว้นการเมืองจาก ‘กรณีบ้านเลขที่ 111’ สุดารัตน์เล่าว่าถ้ามีโอกาสก็จะทำกับข้าวให้ลูก ๆ ได้รับประทาน เพราะช่วงที่เธอทำงานการเมืองจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายคุณพ่อสมยศเสียมากกว่า และให้ความสำคัญกับที่บ้านในการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่นการวาดรูป และด้วยความที่มากบารมีบ้านแห่งนี้จึงมีนักการเมืองทั้งรุ่นเก่าและใหม่มาแวะเวียนรดน้ำขอพร
ภาพ : พรรคไทยสร้างไทย
#การเมือง #จินนี่ #ไทยสร้างไทย #เลือกตั้ง #เลือกตั้ง2569

เลขไหน ใครเป็นใครพรรคการเมืองตบเท้าเข้าสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์–แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดศึกเลือกตั้งปี 2569 อย่างเป็นทางกา...
28/12/2025

เลขไหน ใครเป็นใคร
พรรคการเมืองตบเท้าเข้าสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์–แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดศึกเลือกตั้งปี 2569 อย่างเป็นทางการ
วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองต่าง ๆ เดินทางมายัง โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นเอกสารสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางกองเชียร์ แกนนำ และผู้สนับสนุนของแต่ละพรรคที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเปิดฉากการแข่งขันทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง
สำหรับผลการ จับสลากหมายเลขพรรคการเมืองในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ครั้งนี้ มีพรรคการเมืองเข้าร่วมกระบวนการมากกว่า 50 พรรค สะท้อนความหลากหลายของผู้เล่นในสนามการเมืองเลือกตั้งปี 2569 ขณะที่สื่อและสาธารณชนเริ่มจับตาพรรคที่มีฐานการจดจำในระดับหนึ่งเป็นพิเศษ โดยหมายเลขพรรคที่ถูกพูดถึงและมีโอกาสถูกหยิบยกในสนามหาเสียง ประกอบด้วย

* เบอร์ 6 — พรรครวมไทยสร้างชาติ
* เบอร์ 7 — พรรคพลวัต
* เบอร์ 9 — พรรคเพื่อไทย
* เบอร์ 11 — พรรคเศรษฐกิจ
* เบอร์ 12 — พรรคเสรีรวมไทย
* เบอร์ 27 — พรรคประชาธิปัตย์
* เบอร์ 29 — พรรคไทยภักดี
* เบอร์ 37 — พรรคภูมิใจไทย
* เบอร์ 42 — พรรคกล้าธรรม
* เบอร์ 43 — พรรคพลังประชารัฐ
* เบอร์ 44 — พรรคโอกาสใหม่
* เบอร์ 45 — พรรคเป็นธรรม
* เบอร์ 46 — พรรคประชาชน
* เบอร์ 48 — พรรคไทยสร้างไทย
* เบอร์ 49 — พรรคไทยก้าวใหม่
ภาพ : สุรสิทธิ์ รัศมีกิตติกุล (Surasit Ratsameekittikul), โสภน สุเสนา (Sopon Susena)
#คนการเมือง เลือกตั้ง2569 #เลือกตั้ง #จุดเปลี่ยนประเทศไทย

28/12/2025

ความแตกต่างของ ‘Bakery Music’ เริ่มต้นจากเพียงแค่การอยากทำเพลงในแบบที่ตัวเองอยากจะฟัง
บางส่วนจากวิดีโอ 'สุกี้ บอย สมเกียรติ : Bakery Music กับสัญชาตญาณที่นำทาง | Deep People'

"เนชั่น กรุ๊ป" เปิดเวทีดีเบตใหญ่ ประชันวิสัยทัศน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 Nation ELECTION 2569 "จุดเปลี่ยนประเทศไทย" ...
27/12/2025

"เนชั่น กรุ๊ป" เปิดเวทีดีเบตใหญ่ ประชันวิสัยทัศน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 Nation ELECTION 2569 "จุดเปลี่ยนประเทศไทย"
เปิดพื้นที่สาธารณะให้หัวหน้าพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอวิสัยทัศน์ แนวนโยบาย และมุมมองต่อทิศทางการบริหารประเทศต่อประชาชนอย่างรอบด้าน ภายใต้แนวคิด Clean Election : การเมืองโปร่งใส รับผิดชอบ ตรวจสอบได้
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ณ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง
ถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มทุกสื่อในเครือเนชั่น
#เนชั่น #เลือกตั้ง2569 #เลือกตั้ง #จุดเปลี่ยนประเทศไทย

พักใจไว้กับเมือง 5 ที่พักในกรุงเทพฯ ฮีลใจช่วงสิ้นปีThe Warmth of Bangkok: 5 Places to Stay and Slow DownFind your quiet ...
27/12/2025

พักใจไว้กับเมือง 5 ที่พักในกรุงเทพฯ ฮีลใจช่วงสิ้นปี
The Warmth of Bangkok: 5 Places to Stay and Slow Down
Find your quiet corner in the heart of the city before the new chapter begins.
หยุดยาวสิ้นปีทั้งที หากเบื่อการเดินทางไกล แต่ก็อยากเปลี่ยนที่นอนดูสักคืนสองคืน ลองเก็บกระเป๋าใบเล็ก ๆ แล้วพาตัวเองหรือคนที่คุณรักไปพักใจในโรงแรมสักแห่งในกรุงเทพฯ ปล่อยกายและใจให้ได้ลองทำอะไรช้า ๆ ลงบ้าง ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ต้องห่างหายจากการทำงาน ค่อย ๆ ทบทวนเรื่องราวตลอดทั้งปี ว่าเราผ่านเหตุการณ์อะไรมา และการก้าวข้ามช่วงเวลาเหล่านั้นหล่อหลอมให้เราเป็นเราในเวอร์ชันนี้อย่างไร
The People รวม 5 พิกัดที่พักในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้เป็นเพียงที่พักกายชั่วคราว แต่คือพื้นที่ที่ช่วยให้เราหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองในชั่วขณะหนึ่ง บางแห่งเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของตึกเก่า บางแห่งอบอุ่นเหมือนได้กลับบ้าน บางแห่งเงียบสงบชวนให้เบาใจ และบางแห่งให้ความรู้สึกสบายใจราวกับไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง
5 Places to Stay and Slow Down ก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่
- The Mustang Blu | อาคารโคโลเนียลที่ถูกชุบชีวิตให้ฟื้นตื่น ท่ามกลางกลิ่นอายและความทรงจำของกรุงเทพฯ
- YANH Ratchawat | ตึกเก่าที่ถูกชุบชีวิตขึ้นใหม่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของย่านซึ่ง (เกือบ) ถูกลืม
- Cacha Bed Heritage Hotel | ลมหายใจแห่งประวัติศาสตร์ 120 ปี คืนชีวิตย่านสามยอด
- CHANN Bangkok-Noi | ที่พักริมแม่น้ำที่อยู่คู่ย่านกรุงเก่า ด้วยความถ่อมตน
- Homm Sukhumvit 34 Bangkok | โอเอซิสที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางสุขุมวิท
การปิดท้ายปีอาจไม่ใช่การเดินทางไปให้ไกลที่สุด แต่คือการเลือกพักในที่ที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ และเหมือนได้กลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง ในเมืองที่เราคุ้นเคยอย่างกรุงเทพฯ
#พักใจในกรุงเทพ #สิ้นปีนี้ขอพัก

ประเทศที่ ‘ผู้นำ’ ต้องพิสูจน์ตัวเองทุกปีหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประเทศไทยคุ้นชินกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี มากกว่าการได้...
27/12/2025

ประเทศที่ ‘ผู้นำ’ ต้องพิสูจน์ตัวเองทุกปี
หลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประเทศไทยคุ้นชินกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี มากกว่าการได้เห็นรัฐบาลอยู่ครบวาระ การเลือกตั้งปี 2569 จึงเกิดขึ้นในประเทศที่เสถียรภาพทางการเมือง ไม่ใช่เงื่อนไขตั้งต้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ใหม่ทุกครั้ง
พวกเขาไม่ได้ยืนอยู่ในภาพเดียวกัน บางคนมาพร้อมอำนาจ
บางคนมาพร้อมความหวัง บางคนมาพร้อมคำสัญญา
แต่ทั้งหมดกำลังยืนอยู่บน ทางแยกเดียวกันของประเทศ
การเลือกตั้งปี 2569 กำลังพาประเทศไทยเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้งเมื่อรายชื่อ ‘แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี’ จากพรรคการเมืองต่าง ๆ ถูกเสนอขึ้นสู่สนามอำนาจอย่างเป็นทางการ บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่อาจได้ถืออำนาจบริหารประเทศ ในอีก 4 ปีข้างหน้า ท่ามกลางคำถามเดิมที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทั้งเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความชอบธรรมทางการเมือง และบทเรียนจากรัฐบาลที่ผ่านมา
อัลบั้มภาพนี้รวบรวมใบหน้าของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังตัดสินใจว่าใครควรได้รับความไว้วางใจ และประเทศควรถูกพาไปในทิศทางใด ภายใต้การเลือกตั้งที่ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของพรรคการเมือง
แต่คือการตัดสินใจร่วมกันของสังคม
ต่อรูปแบบผู้นำและอนาคตของประเทศไทย
เรื่อง: อำนาจ มันหอม
ภาพ: NationPhoto
#เลือกตั้ง69 #คนการเมือง

ที่อยู่

1854 ชั้น 6 Debaratna Road, Bang Na Tai, Bang Na
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Peopleผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The People:

แชร์

Everyone Has Their Own Story

“คน” คือผู้เปลี่ยนแปลงโลก เราจึงเชื่อมั่นว่าเรื่องราวของผู้คนย่อมนำไปสู่การเรียนรู้ การสร้างพลัง และแรงบันดาลใจ เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในอนาคต

The PEOPLE คืออะไร

The PEOPLE คือ สื่อ ที่นำเสนอเนื้อหาสร้างสรรค์ ตามหลักการพื้นฐานของ journalism ผ่านช่องทางดิจิทัลแฟลตฟอร์ม เช่น เว็บไซต์ www.thepeople.co , เพจ และโซเชียลมีเดียอื่นๆ เรารวบรวมข้อมูลเรื่อง “คน” ที่เจาะลึกในทุกแง่มุม นำเสนอในหลากหลายรูปแบบ และวิธีการ ตั้งแต่เรียบเรียงเป็นเรื่องราว ชีวประวัติ บทสัมภาษณ์ จนถึงบทวิเคราะห์ วิธีคิดของบุคคลที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม ธุรกิจ การเมือง ฯลฯ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากอดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต The PEOPLE ยังเป็นฐานข้อมูลที่มีความสำคัญสำหรับการค้นหา ค้นคว้า มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ และสามารถอ้างอิงได้ เหนืออื่นใด เราฝันจะเป็นคลังข้อมูลเรื่องคนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

THE PEOPLE Co Official