The People Everyone has their own inspiring story
(4)

แซม เบิร์นส์: "ผมโฟกัสแค่สิ่งที่ทำได้" ปรัชญาชีวิตของผู้ป่วยโรคหายากที่สอนโลกเรื่องความกล้าหาญ“ผมก็มีวันที่แย่และรู้สึกอ...
11/07/2026

แซม เบิร์นส์: "ผมโฟกัสแค่สิ่งที่ทำได้" ปรัชญาชีวิตของผู้ป่วยโรคหายากที่สอนโลกเรื่องความกล้าหาญ
“ผมก็มีวันที่แย่และรู้สึกอ่อนแอ แต่ผมเรียนรู้ว่า ความกล้าหาญ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเส้นทางที่ง่าย แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเดินหน้าต่อได้”
ประโยคของ ‘แซม เบิร์นส์’ ผู้ป่วยโรคโปรเจอเรีย (Progeria) ซึ่งเป็นโรคหายากที่มีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 8 ล้านคนบนเวที TEDxMidAtlantic เมื่อปี 2013 และเป็นเวลาไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป
ตลอดชีวิต 17 ปีของแซม เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ป่วยโรคหายาก แต่เขากลับฝากวิธีคิดและปรัชญาความสุขที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกกลับมาตั้งคำถามว่า เราใช้เวลาที่มีอยู่คุ้มค่าแล้วหรือยัง
🔴 เด็กที่ป่วยเป็นโรคหายาก
แซมเกิดวันที่ 23 ตุลาคม 1996 ที่รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกชายของคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นกุมารแพทย์ วันแรกที่เขาลืมตาดูโลก แซมมีสุขภาพปกติดี ไม่มีอาการที่บอกได้ว่าจะเป็นโรคทางพันธุกรรมใด ๆ
ในช่วง 9 เดือนแรกของชีวิตแซม เขาเติบโตเหมือนเด็กทั่วไป หัดเดินได้ตามวัย แต่ ‘เลสลี กอร์ดอน’ แม่ของแซมเล่าว่า ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นแม่ทำให้เห็นว่า มีบางอย่างผิดปกติ พัฒนาการของลูกเริ่มชะลอลง เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน
“ฉันรู้สึกมาตลอดว่ามีบางอย่างไม่ปกติ ฉันมักจะพูดอยู่เสมอว่า ‘ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ’ อาจเป็นเพียงสัญชาตญาณของคนเป็นแม่ที่รู้สึกได้ว่าลูกมีบางอย่างแตกต่างไป”
หลังจากนั้น พ่อและแม่ก็เห็นว่าการเจริญเติบโตของแซมเริ่มชะลอลง พวกเขาจึงพาลูกไปหาหมอ ก่อนที่หมอจะวินิจฉัยว่า แซมป่วยเป็น ‘โรคโปรเจอเรีย’ (Progeria) โรคทางพันธุกรรมหายาก ซึ่งขณะนั้น (ประมาณปี 2006) จะพบในผู้ป่วยเพียง 1 ใน 8 ล้านคน และมีเด็กทั่วโลกที่ป่วยด้วยโรคนี้เพียง 40 คน
อาการของโรคโปรเจอเรียที่เห็นชัด คือ ใบหน้าจะมีลักษณะเฉพาะ อย่างเช่น ศีรษะขนาดใหญ่ จมูกแหลม คาเล็ก และตาโต รวมถึงผิวหนังบาง ตึง หรือเหี่ยวย่นคล้ายผิวของผู้สูงอายุ
ในฐานะแพทย์และพ่อแม่ เลสลีและสก็อตต์ เบิร์นส์เลือกเดินหน้าศึกษาด้านพันธุศาสตร์อย่างจริงจัง เพื่อค้นหาวิธีรักษาให้กับลูกชาย จนเป็นจุดเริ่มต้นของ Progeria Research Foundation เพื่อผลักดันการวิจัยโรคนี้
“เราต้องเริ่มจากการหาว่า สิ่งที่ยังขาดคืออะไร และช่องว่างของความรู้เราอยู่ตรงไหน ซึ่งคำตอบก็คือ ช่องว่างมีอยู่ทุกที่ เพราะตอนนั้นยังแทบไม่มีใครศึกษาหรือทำอะไรกับโรคนี้เลย”
เลสลีและสก็อตต์ไม่เคยยอมแพ้ ทั้งการเป็นหมอผู้หาทางรักษาและการเป็นพ่อแม่ของแซม
"แค่เขาลงจากรถโรงเรียน ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายและมีค่าสำหรับฉันแล้ว ทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเขาล้วนเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับฉัน" เลสลีพูดถึงลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ
แม้โรคโปรเจอเรียจะสร้างข้อจำกัดหลายอย่างในชีวิตไปจากแซม แต่ไม่เคยพรากความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตของเขาไปได้ สำหรับแซม ความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่กำหนดตัวตนของเขา เขายังคงเรียนรู้ เติบโต และใช้ทุกวันอย่างมีความหมายในแบบตัวเอง
🔴 จงใช้ชีวิตและเดินหน้าต่อไป
ระหว่างเติบโต แซมไม่เคยไม่เคยใช้โรคโปรเจอเรียเป็นข้ออ้างหรือเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต
เขาได้เล่นดนตรี ต่อเลโก้ เข้าร่วมการเป็นสมาชิก Boy Scouts of America จนได้รับตำแหน่ง Eagle Scout ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของลูกเสือสหรัฐฯ ออกไปเล่นกีฬา ไปดูคอนเสิร์ต และยังไปโรงเรียนทุกวัน
เรื่องราวเหล่านี้ แซมนำมาเล่าบนเวที TEDxMidAtlantic ในปี 2013 พร้อมแชร์ว่า การใช้ชีวิตของเขามีเพียง 3 ข้อเท่านั้น คือ โฟกัสแค่สิ่งที่ทำได้ อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ดี และเดินหน้าต่อไป
เริ่มจากข้อแรก ‘โฟกัสแค่สิ่งที่ทำได้’
แซมยอมรับว่าโรคโปรเจอเรียทำให้เขาไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้เหมือนคนอื่น เช่น วิ่งมาราธอนหรือการเล่นรถไฟเหาะ แทนที่จะมองว่าเขาทำไม่ได้ เขาเลือกเปลี่ยนจุดโฟกัสไปตรงสิ่งที่เขาทำได้
“เวลาที่ผมไม่สามารถทำบางสิ่งได้ เช่น การวิ่งระยะไกล หรือการเล่นรถไฟเหาะตีลังกาสุดหวาดเสียว ผมมรู้ตัวดีว่าผมพลาดอะไรไป แต่ผมเลือกที่จะให้ความสนใจไปที่กิจกรรมที่ผมทำได้ ผ่านสิ่งที่ผมชอบ เช่น ลูกเสือ ดนตรี หนังสือการ์ตูน หรือทีมกีฬาบอสตันทีมโปรดของผม”
ต่อมา คือ ‘การอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ดี’
ตลอดชีวิตของแซม ครอบครัว เพื่อน และผู้คนรอบตัวเป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้เป็นตัวเอง เขาเล่าถึงกลุ่มเพื่อนนักดนตรีที่โรงเรียน ซึ่งทำให้เขาสนุกกับช่วงเวลาต่าง ๆ จนบางครั้งลืมไปว่าเขาเป็นโรคโปรเจอเรีย รวมถึงทีมสร้างสารคดี Life According to Sam ที่มอบพลังบวกและแรงสนับสนุนให้กับเขา
“พวกเขาให้แรงบันดาลใจและอิทธิพลเชิงบวกที่แท้จริงในชีวิตของผม เช่นเดียวกับที่ผมหวังว่าผมจะสามารถเป็นพลังบวกในชีวิตของพวกเขาได้เช่นกัน”
และข้อสุดท้าย คือ การเดินหน้าต่อไป
แซมรู้ดีว่าการใช้ชีวิตไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันที่ยากลำบาก เขายอมรับว่าตัวเองมีช่วงเวลาที่อ่อนแอและมีวันที่แย่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือการไม่ปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นหยุดตัวเองจากการก้าวต่อไป
"บางครั้งผมก็อ่อนแอ ผมก็มีวันที่แย่ ๆ เหมือนกัน แต่ผมได้ตระหนักว่า การเป็นคนกล้าหาญไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเป็นเรื่องง่ายเสมอไป นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ผมสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้"
“ผมพยายามไม่มัวแต่รู้สึกแย่กับตัวเอง เพราะถ้าผมปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคิดแบบนั้น มันจะกลายเป็นกับดักที่ทำให้ผมไม่มีความสุข และติดอยู่ในวงจรที่ทำให้ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับความสุข หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ ในชีวิต”
🔴 แด่เด็กหนุ่มที่ส่งต่อความสุขให้โลกใบนี้
เรื่องราวของแซมกลายเป็นเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก
อย่างที่กล่าวไป นอกจากขึ้นเวที TEDxMidAtlantic ก่อนหน้านั้น ชีวิตของเขาถูกนำมาทำเป็นสารคดีเรื่อง Life According to Sam ที่เคยคว้ารางวัล Emmy สาขา ‘Exceptional Merit in Documentary Filmmaking’ และเทศกาลหนังอีกหลายรางวัล
สำนักข่าว ABC เคยสัมภาษณ์แอนเดรีย ไฟน์ หนึ่งในผู้กำกับสารคดีว่า สารคดีนี้เกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขเดียว คือ แซมไม่ต้องการให้คนมาสงสารเขา อยากให้สารคดีเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กทั่วโลกที่ป่วยโรคโปรเจอเรียได้รับการรักษา
“เขาพูดว่า ผมคิดว่าพวกเราทุกคนคงจะเป็นเพื่อนกัน และอยากขอเรื่องหนึ่ง ผมแค่อยากแน่ใจว่า พวกคุณจะสร้างภาพยนตร์ที่ไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกสงสารผม”
ส่วนแซมบอกว่า “ผมอยากให้ผู้คนรู้สึกถึงพลังด้านบวกหลังจากได้ดูสารคดีเรื่องนี้ และหวังว่าพวกเขาจะได้รับแรงบันดาลใจให้ช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่เป็นโรคโปรเจอเรีย รวมถึงตัวผมเอง ให้ได้รับการรักษาและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เราสามารถค้นพบวิธีรักษาโรคนี้ได้ในที่สุด”
10 มกราคม 2014 แซมจากโลกนี้ไปในวัย 17 ปีด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคโปรเจอเรีย
หลังการจากไป พ่อกับแม่ของแซมยังคงทำงานวิจัยเพื่อหาวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยโรคโปรเจอเรีย และอยากให้ผู้คนจดจำลูกชายของเขา ในฐานะคนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และมีความสุข
เพราะสิ่งสำคัญที่แซมทิ้งไว้ให้โลกใบนี้ คือการเตือนว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดจากระยะเวลาที่เราได้รับ แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกใช้ทุกช่วงเวลาที่มี
เรื่อง: ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์
ภาพ: IMdB
#แซมเบิร์นส์

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น   เกือบ 30 ปีที่แล้ว ผู้กำกับคนหนึ่งกับนัก...
11/07/2026

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น
เกือบ 30 ปีที่แล้ว ผู้กำกับคนหนึ่งกับนักแสดงหญิงคนหนึ่งนั่งคุยกันบนโต๊ะอาหาร ก่อนบทสนทนาธรรมดาจะค่อย ๆ กลายเป็นภาพของเจ้าสาวในชุดสีขาวที่นอนอาบเลือดอยู่บนพื้นโบสถ์
วันนั้นยังไม่มีใครรู้จักชื่อ The Bride ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และไม่มีใครคาดคิดว่าไอเดียเพียงไม่กี่ประโยค จะเติบโตเป็นมหากาพย์การล้างแค้นที่เปลี่ยนโฉมหน้าหนังแอ็กชันไปตลอดกาล
แต่เรื่องราวของ Kill Bill ไม่เคยเป็นเพียงหนังที่มีดาบคาตานะ เลือดสาด และฉากต่อสู้สุดระห่ำ
เบื้องหลังของมันเต็มไปด้วยความหมกมุ่นของผู้กำกับที่ใช้เวลาหลายปีเขียนบทด้วยลายมือทีละหน้า ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง Quentin Tarantino และ Uma Thurman การหลอมรวมหนังซามูไร หนังกังฟู หนังคาวบอยอิตาลี แอนิเมะญี่ปุ่น หนังเกรดบี และวัฒนธรรมป๊อปเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นภาษาภาพยนตร์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้
ที่สำคัญ มันยังเป็นผลงานที่แลกมาด้วยทั้งเสียงปรบมือ ความสำเร็จ อุบัติเหตุ ความขัดแย้ง และรอยแผลที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนจอภาพยนตร์
หลายคนอาจจำ Kill Bill ได้จากชุดวอร์มสีเหลือง ดาบฮัตโตริ ฮันโซ ฉาก Crazy 88 หรือเสียงดนตรีที่ดังขึ้นเมื่อเจ้าสาวเริ่มออกล่า
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือคำถามว่า...
ทำไมตัวละครหญิงคนนี้ถึงยังทรงพลังมาจนถึงทุกวันนี้?
ทำไมหนังที่เต็มไปด้วยการหยิบยืมจากหนังเรื่องอื่น กลับถูกยกให้เป็นงานต้นฉบับของผู้กำกับคนหนึ่ง?
แล้วเหตุใดหนังที่เดิมตั้งใจจะเป็นเรื่องเดียว จึงกลายเป็นสองภาค และสุดท้ายกำลังกลับมาในรูปแบบที่ผู้กำกับอยากให้ผู้ชมได้เห็นมาตั้งแต่แรก
บทความนี้จะพาย้อนกลับไปตั้งแต่จุดกำเนิดของ The Bride บนโต๊ะอาหารในลอนดอน ไล่เรียงการสร้างมหากาพย์ล้างแค้นที่ใช้เวลาหล่อหลอมหลายปี สำรวจแรงบันดาลใจจากหนังซามูไร หนังคาวบอย และป๊อปคัลเจอร์นับไม่ถ้วน ตลอดจนเบื้องหลังการถ่ายทำที่เข้มข้นจนเกือบทำให้ความสัมพันธ์ของผู้กำกับและนักแสดงนำต้องพังทลาย
รวมถึงการกลับมาของ Kill Bill: The Whole Bloody Affair เวอร์ชันที่หลายคนรอคอย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่การนำสองภาคมาต่อกัน แต่คือการประกอบรอยแค้นทั้งหมดให้กลับมาเป็นภาพเดียว ตามวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Quentin Tarantino
หากคุณเคยมองว่า Kill Bill เป็นเพียงหนังแอ็กชันสุดเท่เรื่องหนึ่ง บางทีเรื่องราวเบื้องหลังทั้งหมด อาจทำให้คุณกลับไปดูมันด้วยสายตาที่ต่างออกไป
และอาจเข้าใจว่า เหตุใด "เจ้าสาว" คนนี้ จึงยังคงเป็นตำนานของโลกภาพยนตร์ แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษแล้วก็ตาม
📖 อ่านบทความ Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้นฉบับเต็ม โดย 'ประภาส อยู่เย็น' ได้ที่นี่ https://www.thepeople.co/culture/film/57096

คนคนหนึ่ง...จากไปได้กี่ครั้งเย็นวันหนึ่งในปลายสิงหาคม ปี 2564 ผมกลับถึงบ้านหลังเลิกงานตามปกติ บนโต๊ะหน้าบ้านมีซองจดหมายร...
11/07/2026

คนคนหนึ่ง...จากไปได้กี่ครั้ง
เย็นวันหนึ่งในปลายสิงหาคม ปี 2564 ผมกลับถึงบ้านหลังเลิกงานตามปกติ บนโต๊ะหน้าบ้านมีซองจดหมายราชการวางอยู่หนึ่งฉบับ และชื่อผู้รับคือผู้เป็นอาของผมผู้หญิงวัย 66 ปีที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
บนหัวกระดาษเขียนไว้ว่า
"ด่วนที่สุด" นบ ๐๐๓๖.๐๖/ ๕๒๖๐
เนื้อหาในจดหมาย เชิญเธอไปรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ผมจำวันที่ในหนังสือได้ดี 19 สิงหาคม 2564 แต่ผมจำวันที่อาเสียชีวิตได้ดีกว่า 31 กรกฎาคม 2564
ผมอ่านจดหมายฉบับนั้นอยู่หลายรอบ ไม่ใช่เพราะอ่านไม่เข้าใจ แต่เพราะไม่รู้ว่าจะเข้าใจมันอย่างไร
ก่อนอาจะเสียชีวิต บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยเสียงสนทนาโทรศัพท์ที่พยายามโทรหาโรงพยาบาลโดยรอบ เสียงสตาร์ตรถตอนเช้ามืด และบทสนทนาที่ลงท้ายด้วยคำว่า…
"เดี๋ยวลองอีกที่"
เราใช้เวลาทั้งวันวิ่งหาความช่วยเหลือ เพื่อให้ระบบเดินทางไปถึงเธอให้ทันเวลากว่าจะได้เข้าระบบการรักษา พระอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ถึงจะได้เข้าระบบแบบสิทธิของมนุษย์ที่ควรจะเป็น แต่หลังจากอาจากไป บ้านหลังเดิมกลับเงียบลง จดหมายราชการที่เดินทางมาถึงหน้าประตู พร้อมข้อความเชิญชวนให้ผู้เสียชีวิตไปรับวัคซีน
ผมคิดว่าเรื่องคงจบลงแค่นั้น จนกระทั่งวันที่ 17 กันยายน จดหมายราชการอีกฉบับเดินทางมาถึง พร้อมจ่าหน้าซองผลิตวันที่ 13 กันยายน พร้อมข้อความเดิม แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากเลขที่หนังสือ และวันที่บนกระดาษ คนเดิม ผู้รับคนเดิม แต่เจ้าของชื่อนั้นไม่มีวันเปิดอ่านมันได้อีกแล้ว
แล้ววันนั้นผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า…
“คนคนหนึ่ง...จากไปได้กี่ครั้งกันแน่?”
หลายปีผ่านไป คำถามนั้นยังไม่เคยหายไป อาจเป็นเพราะเขาคนนั้น ไม่ใช่เพียงอาของผม แต่เป็นคนที่ทำให้ผมมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ เขาไม่เคยมีตำแหน่ง ไม่มีชื่ออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่เคยได้รับรางวัลจากที่ไหน แต่ถ้าไม่มีเขาผมก็คงไม่มีโอกาสได้เรียน ไม่มีโอกาสทำงาน และคงไม่มีโอกาสนั่งเขียนบทบรรณาธิการชิ้นนี้
กาลเวลาเดินทางเกือบ 5 ปี คำถามนั้นยังไม่มีคำตอบ จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างการทำงานใน The People พวกเราเริ่มชวนกันย้อนกลับไปสำรวจต้นทางของชีวิตผู้คน ผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า กว่าคนหนึ่งคนจะเติบโตมาเป็นอย่างที่เราเห็นในวันนี้ พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง และชีวิตของบุคคลสำคัญ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกร่างขึ้นจากความล้มเหลว ความกดดัน และผู้คนอีกมากมายที่ร่วมหล่อหลอมตัวตนของเขา
เราตามย้อนกลับไปยังวัยเด็กของนักการเมือง นักกีฬา ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลสำคัญจากทั่วทุกมุมโลก ไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นลอย ๆ ทุกชีวิตล้วนมีราก มีบาดแผล มีผู้คน และมีช่วงเวลาที่ร่วมหล่อหลอมตัวตนของพวกเขา นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘โตมาแบบไหน’
แต่เมื่อการเดินทางของซีรีส์นั้นดำเนินมาถึงปลายทาง ผมกลับพบว่ายังมีอีกคำถามหนึ่งที่เราไม่เคยถาม เมื่อคนคนนั้นจากไป เขาทิ้งอะไรไว้ให้โลกบ้าง?
บางคนทิ้งไว้เป็นผลงาน บางคนทิ้งไว้เป็นความกล้าหาญ บางคนทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจ บางคนทิ้งไว้เป็นบทเรียน และบางคน แม้โลกจะไม่เคยรู้จักชื่อของเขา แต่กลับทิ้งชีวิตของใครอีกคนไว้เบื้องหลัง ผมเชื่อว่า นั่นคือเหตุผลที่เรายังย้อนกลับไปทำความเข้าใจผู้คนมากมาย เราไม่ได้กำลังจดจำความตายของพวกเขา แต่กำลังจดจำความหมายของชีวิตที่พวกเขาเคยสร้างไว้
หลายปีก่อน ผมเคยรับปากกับตัวเองว่าจะรับช่วงต่อดูแลครอบครัวหลังจากอาจากไป แต่วันนี้หน้าที่นั้นเติบโตขึ้นอีกนิดในฐานะบรรณาธิการของ The People ผมอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีต ไม่สามารถพาใครกลับมา และไม่สามารถลบความสูญเสียของครอบครัวใดได้
แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่า…
“ผมยังทำได้อีกหนึ่งอย่างคือ
ทำให้เรื่องราวของผู้คนให้ยังคงมีชีวิตอยู่”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คำว่า ‘จากไปให้จำ’ พุ่งขึ้นมา ถ้า ‘โตมาแบบไหน’ คือการพาเราย้อนกลับไปสำรวจว่า กว่าคนหนึ่งคนจะเติบโตมาเป็นอย่างที่เราเห็นในวันนี้ พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง
‘จากไปให้จำ’ จะชวนเรามองไปอีกด้านหนึ่งของชีวิต เมื่อคนคนนั้นจากไปแล้ว เขาได้ทิ้งอะไรไว้ให้โลกบ้าง จากต้นทางของชีวิต สู่ปลายทางของความหมาย นี่คือการเดินทางบทต่อไปของจักรวาลการเล่าเรื่องของ The People
วันหนึ่งผมจึงเข้าใจว่า คำถามที่ผมถามตัวเองมาตลอด อาจไม่ใช่ "คนคนหนึ่ง...จากไปได้กี่ครั้ง"
เพราะความตายอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่การถูกลืมเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่าและบางทีสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวที่สุด อาจไม่ใช่อายุขัยหากแต่เป็นเรื่องราวที่ยังมีใครสักคนเลือกจะเล่าต่อ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ‘จากไปให้จำ’ ถือกำเนิดขึ้น
เรื่องและภาพ : นัฐพงษ์ โห้เฉื่อย
#โตมาแบบไหน #จากไปให้จำ

The Scala : บทบันทึกโมงยามแห่งการเปลี่ยนแปลงของสกาลา ก่อนวันจากลาตอนนี้ The Scala กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นห้างสรรพสินค้าที่...
11/07/2026

The Scala : บทบันทึกโมงยามแห่งการเปลี่ยนแปลงของสกาลา ก่อนวันจากลา
ตอนนี้ The Scala กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นห้างสรรพสินค้าที่ชื่อว่า‘CenTRal cENtrAL’ The People จึงอยากชวนทุกคนไปดูประวัติความเป็นมาและจุดเริ่มต้นของอดีตพื้นที่แห่งนี้ที่เป็นตำนานของคนดูภาพยนตร์
🔴 สยาม_ลิโด_สกาลา
ช่วงปลายทศวรรษ 2500 ต่อต้นทศวรรษ 2510 ที่มีการพัฒนาที่ดินย่าน ‘สยามสแควร์’ ให้เป็นแหล่งการค้าแนวราบของกรุงเทพฯ โรงภาพยนตร์โรงเดี่ยว (standalone) ระดับ ‘เรือธง’ ของบริษัท เอเพ็กซ์ จำนวน 3 โรงได้ถือกำเนิดขึ้นในย่านนี้ โดยมีพี่ใหญ่สุดคือโรงภาพยนตร์สยาม น้องรองคือโรงภาพยนตร์ลิโด และน้องสุดท้องคือโรงภาพยนตร์สกาลา (Jablon, 2019, pp. 93-107)
โรงภาพยนตร์สยามเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2509 ตั้งอยู่บริเวณริมถนนพระราม 1 เดิมจะใช้ชื่อว่าโรงภาพยนตร์จุฬา ตามชื่อของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเจ้าของที่ดิน แต่ได้รับการแนะนำจากหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้ใช้ชื่อ ‘สยาม’ แทน ซึ่งต่อมาชื่อนี้ก็กลายเป็นชื่อย่าน ‘สยามสแควร์’ ไปในที่สุด โรงภาพยนตร์แห่งนี้บุกเบิกการฉายภาพยนตร์ด้วยระบบซีเนรามา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการฉายภาพยนตร์แบบจอกว้าง (widescreen) ที่ทันสมัยในช่วงเวลานั้น รวมถึงเป็นโรงแรก ๆ ที่ติดตั้งบันไดเลื่อนเพื่อพาผู้ชมเข้าสู่โรงภาพยนตร์ที่ชั้นสองของอาคาร
สองปีต่อมา ในวันที่ 27 มิถุนายน 2511 เอเพ็กซ์เปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ลิโดเป็นโรงที่สองของย่าน ห่างจากโรงภาพยนตร์สยามประมาณ 100 เมตร สร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกัน การมาของลิโดช่วยเร่งให้ย่านสยามเจริญเติบโต กลายเป็นแหล่งช็อปปิงและศูนย์รวมความบันเทิงแห่งยุคสมัย
ส่วนสกาลา ผู้ได้ชื่อว่าน้องเล็กสุด แต่โอ่อ่าอลังการและเป็นที่จดจำในเชิงสถาปัตยกรรมที่สุด ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตั้งอยู่บริเวณต้นซอยสยามสแควร์ 1 ถูกสร้างในรูปแบบวังภาพยนตร์ (movie palace) มีผังของโรงที่ต่างจากสยามและลิโดอย่างเห็นได้ชัด ตัวอาคารออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตเดโคผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ยุค 1960 ประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งที่เป็นสัญลักษณ์ของโรง ทั้งเสาคอนกรีตโค้ง ดาวสีทองขนาดใหญ่ที่ออกแบบจากกงล้อฟิล์มบนเพดานห้องโถง โคมระย้ายักษ์ที่คอยต้อนรับผู้มาเยือนบริเวณชั้นลอยของบันไดทางขึ้น และประติมากรรมนูนต่ำ ‘เอเชียฮอลิเดย์’ อันเลื่องชื่อที่ติดตั้งเหนือประตูทางเข้าโรง
ขณะที่ระบบฉายภาพยนตร์ของสกาลาสามารถรองรับการฉายภาพยนตร์ขนาด 70 มิลลิเมตร ที่ทำให้ได้ภาพขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของภาพยนตร์ขนาดมาตรฐาน 35 มิลลิเมตร ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น ประกอบกับการออกแบบความลาดเอียงของที่นั่งที่ทำได้อย่างลงตัว ปราศจากมุมรบกวนสายตาขณะชมภาพยนตร์ ทำให้สกาลากลายเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีคุณภาพและอยู่ในระดับนำของประเทศ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยดึงดูดผู้คนเข้าสู่ย่านสยามแสควร์
ทั้งสามโรงดำเนินกิจการผ่านวันเวลาและความเปลี่ยนแปลงมาหลายทศวรรษ อุปสรรคสำคัญที่สยาม-ลิโด-สกาลาต้องเผชิญเช่นเดียวกันกับโรงภาพยนตร์โรงเดี่ยวแห่งอื่นในประเทศ คือพฤติกรรมการชมภาพยนตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่การขยายตัวของโทรทัศน์และสื่อภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมสามารถชมภาพยนตร์จากที่บ้านได้ ทั้งวิดีโอเทป วีซีดี ดีวีดี บลูเรย์ รวมถึงระบบสตรีมมิง เรื่อยไปถึงการเกิดขึ้นของโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์ที่กระจายตัวตามห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้ชมเข้าถึงได้ง่ายและมีตัวเลือกในการรับชมภาพยนตร์ในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อเทียบกับโรงภาพยนตร์โรงเดี่ยว
อุปสรรคดังกล่าวทำให้เอเพ็กซ์พยายามปรับตัวให้สยาม-ลิโด-สกาลาอยู่รอด งานของ Philip Jablon บันทึกไว้ว่า ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 เอเพ็กซ์เริ่มนำภาพยนตร์อิสระจากหลากหลายประเทศมาฉายในโรงภาพยนตร์สยามด้วยภาษาต้นฉบับเพื่อดึงดูดใจคนรักภาพยนตร์เชิงลึก โรงภาพยนตร์ลิโดที่หลังจากถูกเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2535 ก็ได้รับการรีโนเวตให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์ 3 โรงทำให้มีจำนวนภาพยนตร์และรอบฉายเพิ่มขึ้น ส่วนสกาลาก็มีการขยายเวทีบริเวณหน้าจอและเปิดให้บุคคลภายนอกเช่าจัดอีเวนต์ต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของโรงและต่อสู้กับบรรดาโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ดังกล่าวจบลงที่ความพ่ายแพ้ของเอเพ็กซ์ สยาม-ลิโด-สกาลาในปัจจุบันปิดกิจการไปเป็นที่เรียบร้อย สยามถูกแทนที่ด้วยห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์วันหลังถูกเพลิงไหม้ช่วงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี พ.ศ. 2553 ลิโดปิดกิจการในวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 ก่อนเปลี่ยนผู้เช่าพัฒนาที่ดินและรีโนเวตเป็นลิโต้คอนเน็ค ส่วนสกาลาปิดกิจการเมื่อปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากเอเพ็กซ์ไม่สามารถรับมือกับภาวะขาดทุนที่ถูกเร่งปฏิกิริยาโดยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้ โดยปัจจุบันตัวอาคารที่มีคุณทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมได้ถูกรื้อถอนจนหมดสิ้น เพื่อเตรียมสร้างอาคารอเนกประสงค์ความสูง 20 ชั้นตามความประสงค์ของผู้เช่าที่ดินรายใหม่
การยุติบทบาทของ สยาม-ลิโด-สกาลา ถือได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดแห่งยุคสมัยของโรงภาพยนตร์โรงเดี่ยวในประเทศไทยที่เฟื่องฟูมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 โดยสมบูรณ์ การย้อนเวลากลับไปหาโรงภาพยนตร์ทั้งสามอีกครั้งทำได้เพียงการมอง ฟัง หรืออ่านมันผ่านสื่อต่าง ๆ สำหรับสื่อภาพยนตร์เอง ก็มีอยู่หลายเรื่องเช่นกันที่บันทึกภาพของสยาม-ลิโด-สกาลาไว้ในฐานะพื้นหลังของเรื่อง แต่ก็มีอย่างน้อย 1 เรื่องที่กล่าวถึงโรงทั้งสามในฐานะตัวละครหลัก นั่นคือ The Scala ที่ปัจจุบันกำลังเผยแพร่ทาง Netflix
🔴 เดอะสกาลา
The Scala เป็นภาพยนตร์สารคดีไทย พ.ศ. 2558 ความยาว 52 นาที กำกับโดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ อำนวยการสร้างโดยสถานีโทรทัศน์เคบีเอสและเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ในโครงการ “Power of Asian Cinema” ที่มีจุดประสงค์เพื่อฉลองประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เอเชีย และฉลองครบรอบ 20 ปีของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน
The Scala เล่าเรื่องของโรงภาพยนตร์ลิโดและสกาลา ในช่วงปลายทศวรรษที่ 2550 ที่ชะตากรรมของทั้งสองโรงกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เนื่องจากมีกระแสในขณะนั้นว่าเอเพ็กซ์จะไม่ต่อสัญญาเช่าที่ดินกับทางจุฬาฯ เนื่องจากปัญหาการขาดทุนและไม่สามารถรับภาระค่าเช่าที่ดิน และจะนำไปสู่การยุติกิจการในที่สุด (ส่วนโรงภาพยนตร์สยามในขณะนั้นถูกแปรรูปเป็นสยามสแควร์วันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)
ภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านบทสัมภาษณ์ ภาพบันทึกการทำงาน และกิจวัตรประจำวันของบุคลากรเก่าแก่ของลิโดและสกาลาจำนวน 4 คน โดยแทนแต่ละคนด้วยตำแหน่งสั้น ๆ ได้แก่ คุณประชุม วิเศษชูชาติ (The Caretaker) ชายจากต่างจังหวัดที่เข้าเมืองกรุงมาทำงานในสกาลาตั้งแต่ยุครุ่งเรือง ผู้ดูแลงานตั้งแต่สรุปบัญชีรายรับรายจ่าย ต้อนรับผู้ชม ไปจนถึงเก็บขยะในโรงภาพยนตร์ คุณพวงทอง ศิริวรรณ (The Manager) ผู้จัดการโรงภาพยนตร์หญิงผู้ใช้ชีวิตกับการบริหารสยาม-ลิโด-สกาลาและเป็นสักขีพยานแห่งการเปลี่ยนแปลงของโรงมากว่า 40 ปี คุณสมาน วัชรษิริโรจน์ (The Technician) ช่างเทคนิคผู้ดูแลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของโรงและใช้ชีวิตอยู่บ้านน้อยกว่าโรงภาพยนตร์ และคุณสมปอง คงคาชาติ (The Projectionist) ช่างฉายภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคฟิล์มจนถึงยุคดิจิทัล ผู้รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ
อย่างที่กล่าวไปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอสกาลาและลิโดในช่วงบั้นปลาย ภาพที่เห็นและเรื่องที่ผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนบอกเล่า จึงไม่ใช่การสรรเสริญความยิ่งใหญ่ในอดีต แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นความร่วงโรยของโรงทั้งสอง ขั้นบันไดขนาดใหญ่ที่ดูแข็งแกร่งแต่บิ่นแตกแล้วยังหาวัสดุอื่นมาเปลี่ยนไม่ได้ ผ้าม่านผืนใหญ่ที่ติดตั้งรอบผนังห้องชมภาพยนตร์อย่างสวยงามแต่ผู้ตัดเย็บคนสุดท้ายเสียชีวิตไปแล้ว หรือโคมระย้ารูปหยดน้ำยักษ์ที่คุณพวงทองเน้นย้ำกับพนักงานทุกคนในโรงว่าห้ามทำแตกระหว่างการทำความสะอาดประจำปีเด็ดขาด เพราะไม่สามารถหาอะไหล่มาแทนได้อีกแล้ว มุมหนึ่งได้ขับเน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสกาลาที่หาอะไรมาเทียบไม่ได้ แต่อีกมุมก็เปรียบเหมือนคนชราที่ต้องคอยประคับประคองด้วยความระมัดระวัง เพราะหากเสียหายจะหาสิ่งใดมาซ่อมสร้างทดแทนไม่ได้อีก
นอกจากนั้น The Scala ยังแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางด้านงบประมาณและช่วงวัยของบุคลากรของทั้งสองโรงผ่านงานประจำอย่างการทำความสะอาดผ้าคลุมเก้าอี้จำนวนเกือบพันตัวด้วยการซักมือ ที่คุณประชุมกล่าวว่าจำเป็นต้องทำเองเพราะบริษัทไม่มีเงินพอจ้างคนมาซักให้ และการฉายภาพยนตร์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้คุณสมปอง นักฉายภาพยนตร์เก่าแก่ที่ยอมรับว่าตนสนุกกับการฉายระบบด้วยฟิล์มมากกว่า และไม่ชำนาญการฉายแบบดิจิทัลเท่าคนรุ่นหลัง ต้องวิ่งวุ่นไปมาเพราะเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค
อย่างไรก็ตาม The Scala ยังนำเสนอภาพแห่งความหวังของโรงภาพยนตร์ทั้งสอง ผ่านโครงการการจัดทำกรอบไฟวิ่งล้อมป้ายโรงภาพยนตร์ลิโดของคุณสมาน ที่หวังว่าจะช่วยดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้คนกลับมายังโรงภาพยนตร์อายุเกือบ 50 ปี (ในขณะนั้น) มากขึ้น รวมถึงฉากเล็ก ๆ ที่ทรงพลังอย่าง ‘พิธีกรรม’ การถอดล้างโคมระย้าสกาลาประจำปี และภาพแสงไฟจากโคมระย้าหลังทำความสะอาดเสร็จสิ้น ก็ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความพยายมของโรงในการบำรุงรักษาจิตวิญญาณบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้ทุกอย่างดำรงอยู่ต่อไปไม่ว่าสถานการณ์ของโรงจะเป็นอย่างไรก็ตาม
🔴 ลา สกาลา
The Scala ปิดท้ายเรื่องด้วยคำพูดของคุณพวงทองที่ยอมรับว่า ไม่ช้าก็เร็วกิจการที่เธอดูแลมากว่า 40 ปีก็จะมาถึงจุดสิ้นสุด เพราะการเกิดขึ้นของโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์และพฤติกรรมการชมภาพยนตร์ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เธอให้สัมภาษณ์ว่า เธอได้รับสัญญาณเตือนตั้งแต่การกำเนิดของวิดีโอเทปที่ทำให้ผู้ชมสามารถชมภาพยนตร์ในจอโทรทัศน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมาพึ่งพาจอขนาดใหญ่ที่โรงภาพยนตร์อีก
สัญญาณนี้ถูกเร่งให้ชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อระบบสตรีมมิงเข้ามาพิสูจน์ว่า คนเราสามารถชมภาพยนตร์จากสิ่งเล็กกว่าโทรทัศน์ได้ และจะชมเมื่อไรที่ไหนก็ได้ นั่นคือโทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่โรงภาพยนตร์โรงเดี่ยวที่เธอดูแลก็จะค่อย ๆ สูญสลายไปตามกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลง
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี การคาดการณ์ดังกล่าวก็เป็นจริง ลิโดประกาศปิดกิจการในปี พ.ศ. 2561 และตามมาด้วยสกาลาในปี พ.ศ. 2563 ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2563 โรงภาพยนตร์สกาลา ร่วมกับหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้จัดฉายภาพยนตร์โปรแกรมพิเศษเป็นการส่งท้ายภายใต้ชื่อ “La Scala” โดยมี The Scala เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ถูกคัดเลือกให้มาฉาย ร่วมกับ Blowup (Michelangelo Antonioni, 1966) นิรันดร์ราตรี (วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย, 2560) และ Cinema Paradiso (Giuseppe Tornatore, 1988)
สกาลาเปล่งแสงไฟสว่างไสวในโรงเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2563 เพื่อให้ผู้คนเข้าไปเก็บภาพบรรยากาศ ชมสถาปัตยกรรมที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอด 50 ปี และใช้เวลาในการร่ำลา ก่อนไฟทุกดวงจะดับลงเวลาประมาณ 21.30 น. ของวันที่ 5 กรกฎาคม เพื่อจากลากันตลอดกาล
การจากไปของสกาลา ทั้งในฐานะของโรงภาพยนตร์และอาคารที่มีคุณค่าในเชิงสถาปัตยกรรม ได้กระตุ้นให้สังคมบางส่วนออกมาเคลื่อนไหวและตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางการจัดการอาคารเก่า รวมถึงการจัดการพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของสํานักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน รวมถึงกรุงเทพมหานครว่าควรจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชนอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการศึกษาและการใช้สอย แทนการแปรรูปเพื่อมุ่งแสวงหากำไรเท่านั้นหรือไม่ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันที่สกาลาไม่เหลือโครงสร้างเดิมให้เห็นอีกแล้ว แม้ว่าผู้เช่ารายใหม่อย่างบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จะกล่าวว่าตนอาจสร้างสกาลากลับขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเดิมก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงต้องผ่านการถกเถียงและต่อสู้กันต่ออีกยาวนาน
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าว The Scala ในวันนี้ได้ทำหน้าที่เป็นวัตถุพยานชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่บันทึกเรื่องราวของโรงภาพยนตร์สกาลาและลิโดเอาไว้ขณะที่มันยังมี ‘ชีวิต’ อยู่ ให้ผู้ชมที่สนใจได้ศึกษาสิ่งที่เรียกว่าโรงภาพยนตร์โรงเดี่ยวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวละครสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในประเทศไทย ชีวิตของผู้คนที่ขับเคลื่อนโรงภาพยนตร์เหล่านั้น และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ไม่อาจเลี่ยง
เรื่อง : พงศ์ปรีดา ลิ้มวัฒนะกุล
ภาพ : สกาลาระหว่างช่วง 3-5 กรกฎาคม 2563 ก่อนปิดตัว ถ่ายโดย The People
#ภาพยนตร์

11/07/2026

อย่าทำธุรกิจโดยหวังแค่ ‘ผลกำไร’
แม้จะเป็นเพียงปั๊มเล็ก ๆ บนถนนสายรองในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เป็นเพียงทางผ่านไปยังจังหวัดอื่น ๆ แต่ ‘พี่สมศรี รัตนบุรี’ เลือกที่จะทำให้ปั๊ม ปตท. หนองหว้าเป็นพื้นที่พักใจและมอบความสุขให้กับคนเดินทาง
“เราหวังให้คนที่มาที่ปั๊มแล้วมีความสุข อย่าทำเพื่อกำไรอย่างเดียว แต่เราทำเพื่อให้เขามีความสุข มันอาจเป็นกำไรของเขา แต่เป็นความสุขของเรา”
พี่สมศรีมองว่าการทำธุรกิจพลังงาน คือการดูแลการเดินทางของผู้คน ควบคู่ไปกับการส่งต่อความสุข ความใส่ใจ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนรอบข้าง
The People ชวนทุกคนไปสัมผัสความสุขและรอยยิ้มที่เกิดขึ้นในปั๊มเล็ก ๆ แห่งนี้ พื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นว่าการทำธุรกิจด้วยหัวใจ สามารถสร้างความหมายให้กับผู้คนและชุมชนได้มากกว่าที่คิด
สามารถติดตามเรื่องราวของ ‘ปตท. หนองหว้า นครศรีธรรมราช’ ในสารคดีชุดพิเศษ Light Up Local ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=16IoQ0cYTMI
#โออาร์ #พีทีทีสเตชั่น #ปั๊มฟ้า #ดีลเลอร์ปั๊มฟ้า #ปตทหนองหว้า #นครศรีธรรมราช

เด็ก ๆ เหล่านี้เติบโตมาเป็น…ถอดบทเรียน 12 ชีวิต จากซีรีส์  “โตมาแบบไหน” ที่อาจเปลี่ยนมุมมองของชีวิตคุณหลายครั้ง เมื่อเรา...
10/07/2026

เด็ก ๆ เหล่านี้เติบโตมาเป็น…
ถอดบทเรียน 12 ชีวิต จากซีรีส์ “โตมาแบบไหน” ที่อาจเปลี่ยนมุมมองของชีวิตคุณ
หลายครั้ง เมื่อเรามองคนที่โลกจดจำ เรามักเห็นเพียงปลายทางของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ชื่อเสียง อำนาจ หรืออิทธิพลที่พวกเขามีต่อผู้คน แต่สิ่งที่มักถูกมองข้าม คือเส้นทางที่พาพวกเขามาถึงจุดนั้น เพราะไม่มีใครเกิดมาเป็นผู้นำ นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน นักกีฬา หรือบุคคลสำคัญตั้งแต่วันแรก ทุกคนล้วนเคยเป็นเด็กธรรมดา ที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความผิดหวัง ความสูญเสีย และจุดเปลี่ยนบางอย่างที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้กลายเป็นคนแบบทุกวันนี้ นั่นคือคำถามที่รายการ ‘โตมาแบบไหน’ พยายามออกเดินทางไปค้นหาคำตอบตลอดทั้งซีซันที่ผ่านมา
ตลอด 12 ตอน เราได้ย้อนมองชีวิตของผู้คนจากหลากหลายวงการ ตั้งแต่ผู้นำประเทศ นักปฏิวัติ นักวิทยาศาสตร์ บรรณาธิการแฟชั่น ศิลปิน นักแสดง ไปจนถึงนักกีฬาระดับโลก แม้แต่ละคนจะเติบโตในบริบทที่แตกต่างกัน แต่ทุกชีวิตต่างมี ‘บทเรียน’ ที่เปลี่ยนวิธีคิดและกำหนดทิศทางของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นพลัง การไม่ปล่อยให้จุดเริ่มต้นกำหนดปลายทาง หรือการกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และบางที บทเรียนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อทำความเข้าใจคนดังเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกระจกที่สะท้อนให้เราได้มองย้อนกลับมาสำรวจชีวิตของตัวเองเช่นกัน
เพื่อปิดฉากซีซันแรกของ ‘โตมาแบบไหน’ อย่างสมบูรณ์ The People จึงอยากชวนทุกคนย้อนรอย 12 บทเรียน จาก 12 ชีวิต ที่อาจเปลี่ยนวิธีมองชีวิตของคุณ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดของซีรีส์นี้อาจไม่ใช่การได้รู้ว่า ‘พวกเขาโตมาแบบไหน’ แต่ยังเป็นคำชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรคือบทเรียนที่กำลังหล่อหลอมให้เราเป็นคนแบบทุกวันนี้ และบทเรียนข้อไหนที่จะพาเราไปสู่คนที่เราอยากเป็นในวันข้างหน้า
#โตมาแบบไหน

TGI Wineday EP64: การกลับมาของอัศวินที่ถูกลืมห่างออกไปหลายพันไมล์ ณ ดินแดนเมรัยระดับตำนานอย่างแคว้นบอร์กโดซ์ (Bordeaux) ...
10/07/2026

TGI Wineday EP64: การกลับมาของอัศวินที่ถูกลืม
ห่างออกไปหลายพันไมล์ ณ ดินแดนเมรัยระดับตำนานอย่างแคว้นบอร์กโดซ์ (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศส เหล่าคนทำไวน์กำลังเผชิญหน้ากับความร้อนระอุที่เข้ามาเขย่าวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ดั้งเดิม จนต้องพลิกตำราการผลิตครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ
‘ไวน์ผสมบอร์กโดซ์’ (Bordeaux Blend) ในอุดมคติของนักดื่ม คือความสมดุลอันสง่างาม โครงสร้างที่นิ่ง ลึก และมีความสดชื่นของกรดธรรมชาติที่นุ่มนวล ทว่าในสภาวะที่โลกเคลื่อนที่เร็วและสภาพภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) ความร้อนมากเกินไปทำให้องุ่นแดงสายพันธุ์หลัก อย่าง ‘แมร์โล’ (Merlot) ที่เป็นกระดูกสันหลัง และยังเป็นองุ่นที่ปลูกมากที่สุดของบอร์กโดซ์ทั้งภูมิภาค เกิดอาการสะสมน้ำตาลเร็วเกินไปจนสุกงอมก่อนเวลา
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พิจารณาได้จากไวน์วินเทจปีหลัง ๆ ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์พุ่งสูงขึ้นไปแตะ (หรือเกิน) ระดับ 15% อย่างที่ไม่เคยปรากฏบ่อยครั้ง ไวน์ที่เคยอ่อนโยน เริ่มหนักหน่วง กระด้าง และสูญเสียมิติความสดชื่นไปท่ามกลางแดดจ้า วิกฤตนี้รุนแรงถึงขนาดที่สมาคมผู้ผลิตไวน์บอร์กโดซ์ต้องออกมาผลักดันไวน์สไตล์ Bordeaux Clairet มากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกของไวน์ที่สดกว่า เบากว่า และเหมาะกับการเสิร์ฟแบบแช่เย็น ในการกอบกู้ความสดชื่นกลับคืนมา
แต่นั่นยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่รากเหง้า
คนทำไวน์บางส่วนเริ่มมองหา ‘สามอัศวินที่ถูกลืม’ อัศวินกลุ่มนี้ คือองุ่นสายพันธุ์โบราณ อย่าง ‘เปอติ แวร์โด’ (Petit Verdot), ‘มัลเบค’ (Malbec) และ ‘คาร์เมเนร์’ (Carménère) ที่ในอดีตเคยถูกทิ้งขว้างและละเลย เพียงเพราะพวกมันเป็นองุ่นที่สุกช้า (Late-ripening) ซึ่งไม่ทันใจคนผลิตไวน์ในยุคที่อากาศยังหนาวเย็น
แต่ในวันนี้ เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป ‘ความเชื่องช้า’ กลับกลายเป็นคุณสมบัติอันล้ำค่า เพราะองุ่นสายพันธุ์เหล่านี้สามารถยืนหยัดสู้กับเปลวแดด ค่อย ๆ สะสมแทนนิน และรักษากรดที่สดชื่นเอาไว้ได้จนถึงวันเก็บเกี่ยว
🗡️ เปอติ แวร์โด: นักปรุงเครื่องเทศตัวจิ๋ว ผู้แต่งเติมโครงสร้างและสีสัน
ในห้องเครื่องของพ่อครัวชั้นยอด สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเครื่องเทศรสจัดจ้านที่ช่วยชูรสให้อาหารจานนั้นมีมิติ ไม่จืดชืด และมีเอกลักษณ์ลุ่มลึก ในโลกของคนทำไวน์บอร์กโดซ์ องุ่นพันธุ์ เปอติ แวร์โด (แปลตรงตัวได้ว่า ‘เขียวน้อย’) ทำหน้าที่นั้นมาโดยตลอด ด้วยองุ่นเม็ดเล็ก เปลือกหนาเข้ม ที่อดีตเคยถูกใส่ลงไปในส่วนผสม เพียงแค่ 1–2% หรืออย่างมากไม่เกิน 5% เพื่อทำหน้าที่ดึงสีสันม่วงครามเข้ม และเติมโครงสร้างแทนนิน รวมถึงกรดธรรมชาติลงไปในขวด
ในยุคที่สภาพอากาศของฝรั่งเศสยังมีความหนาวเย็น องุ่นที่สุกช้า (Late-ripening) สายพันธุ์นี้มักจะเติบโตไม่ทันเพื่อน บางปีเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว องุ่นพันธุ์อื่นสุกงอมพร้อมแล้ว แต่เจ้าเปอติ แวร์โด ยังคงมีสภาพฝาดเผื่อนอยู่บนกิ่ง จนคนทำไวน์พากันถอดใจและลดพื้นที่ปลูกลงไปเรื่อย ๆ จนเกือบกลายเป็นอัศวินที่ถูกลืม
ทว่าในปัจจุบัน เมื่อบริบทของภูมิอากาศโลกเปลี่ยนไป เปอติ แวร์โด กลับมาสุกงอมได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดที่พอเหมาะ องุ่นพันธุ์นี้จะปลดปล่อยเสน่ห์อันน่าทึ่งออกมาทันที กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไวโอเลต แบล็กเบอร์รีป่า และโน้ตเครื่องเทศจำพวกพริกไทยดำ ที่สำคัญคือ ความเป็นกรดธรรมชาติและแทนนินที่แน่นตึงลื่นไหล กลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่คนทำไวน์กรองด์ครูชั้นสูงนำมาขยับสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ ‘ตัดเลี่ยน’ และพยุงบาลานซ์ของไวน์ไม่ให้หวานหรือแอลกอฮอล์พุ่งสูงเกินไป
‘บรูโน โบรี’ (Bruno Borie) ผู้บริหารของ ‘Château Ducru-Beaucaillou’ ไวน์กรองด์ครูชั้นนำ เริ่มเปิดกว้างต่อการเพิ่มบทบาทของเปอติ แวร์โด ในบางวินเทจ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษาอัตลักษณ์และรสนิยมอันสง่างามของไวน์บอร์กโดซ์ให้ยืนหยัดต่อไปได้ในอนาคต
🗡️ มัลเบค: อดีตลูกเมียน้อยแห่งบอร์กโดซ์
หากชีวิตของ เปอติ แวร์โด คือเรื่องราวของตัวสำรองที่เฝ้ารอเวลาอยู่หลังม่าน มหากาพย์ของ มัลเบค ก็คงเปรียบเสมือนบทภาพยนตร์แนวดรามา-แอ็กชันของวีรบุรุษผู้ถูกเนรเทศออกไปเผชิญโชคในดินแดนห่างไกล ก่อนจะเติบโตอย่างสง่างามแล้วเดินทางกลับมาช่วยกอบกู้บ้านเกิดในยามวิกฤต
นักดื่มไวน์ร่วมสมัยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เริ่มต้นเรียนรู้ (Beginners) เมื่อได้ยินคำว่า มัลเบค เกือบร้อยทั้งร้อยจะนึกถึงภาพของไวน์แดงเนื้อแน่น สีเข้มจัด รสชาติฉ่ำรสผลไม้สีดำเข้มข้นจากแถบหุบเขาสูงของเมนโดซา (Mendoza) ประเทศอาร์เจนตินา แต่ในความเป็นจริง สายเลือดแท้ ๆ ของมัลเบค คือหนึ่งในองุ่นโบราณดั้งเดิมของแคว้นบอร์กโดซ์ (โดยมีชื่อเรียกเก่าแก่ในท้องถิ่นว่า Côt) ที่เคยยืนหยัดทำหน้าที่เป็นอัศวินแถวหน้าในสูตรบอร์กโดซ์เบลนด์มานานนับศตวรรษ
บาดแผลครั้งใหญ่ของมัลเบคในฝรั่งเศสเกิดขึ้นจากสภาพอากาศในอดีต ด้วยความที่บอร์กโดซ์ในยุควันวานมีภูมิอากาศที่ชื้นและหนาวเย็น มัลเบคซึ่งเป็นองุ่นเปลือกบางและไวต่อโรคพืชชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ ‘โรครา’ และอาการดอกร่วง (Coulure) มักจะให้ผลผลิตที่ไม่แน่นอน บางปีเสียหายย่อยยับจนคนทำไวน์ในอดีตพากันถอดใจ ประกอบกับวิกฤตแมลงฟิลล็อกซีรา (Phylloxera) และเหตุการณ์มหาอุทกภัยน้ำค้างแข็งครั้งประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1956 ได้เข้ามากวาดล้างและทำลายล้างต้นมัลเบคจนแทบหมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินบอร์กโดซ์
มัลเบค จึงต้องระเห็จข้ามมหาสมุทรไปชุบตัวใหม่ในแผ่นดินละตินอเมริกา ยึดภูเขาสูงแดนใต้เป็นบ้านหลังใหม่จนกลายเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ แต่ใครจะไปนึกว่าในอีกไม่กี่ทศวรรษต่อมา วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่แผดเผาจนแคว้นบอร์กโดซ์แห้งแล้งและร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จะกลายเป็นแรงบีบคั้นที่ทำให้คนทำไวน์ฝรั่งเศสเริ่มกลับมาให้ความสนใจองุ่นสายพันธุ์นี้อีกครั้ง
มัลเบค เป็นองุ่นสุกช้าที่สามารถยืนระยะสู้แสงแดดได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการเติมเนื้อสัมผัสอันอวบอิ่ม (Plumpness) มอบรสสัมผัสของผลไม้สีดำ จำพวกพลัมสด แบล็กเชอร์รี และเติมความนุ่มนวลละมุนละไมเข้าไปตัดความกระด้างของแอลกอฮอล์ที่พุ่งสูงในองุ่นพันธุ์อื่น
การฟื้นคืนชีพของมัลเบคในบอร์กโดซ์ปัจจุบัน ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างน่าทึ่ง ตัวอย่างเช่น ‘Château Tournafeuille’ ที่สร้างความสั่นสะเทือนด้วยการสลัดกรอบจารีตเดิม ขยับมาทำไวน์ฉลาก (cuvée พิเศษ) ในชื่อ ‘C315’ ที่หาญกล้าใส่สัดส่วนของ มัลเบค สูงถึง 10% ผสานเข้ากับแมร์โลอีก 90% เพื่อกอบกู้โครงสร้างและมิติที่ฉ่ำนุ่มนวลของไวน์ ในปีที่มีสภาพอากาศร้อนช่วงปลายฤดู อย่างปี 2023
ขณะเดียวกัน เขตแซ็งเตมีลียง (Saint-Émilion) นำโดยผู้ผลิตชั้นนำอย่าง ‘Château Berliquet’ และ ‘Château Canon’ ภายใต้การดูแลของ ‘นิโกลาส์ โอเดอแบร์’ (Nicolas Audebert) ชายผู้เคยไปเคี่ยวกรำและสะสมประสบการณ์ทำไวน์มัลเบคระดับโลกอย่าง ‘Cheval des Andes’ ที่อาร์เจนตินา ก็ได้เริ่มต้นเดินหน้าโปรเจกต์ทดลองปลูกมัลเบคในบางแปลง โดยมองว่าองุ่นสายพันธุ์นี้อาจช่วยเพิ่มความเข้มข้นของผลไม้และโครงสร้างให้แก่ไวน์ ตลอดจนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง
🗡️ คาร์เมเนร์: สายเลือดโบราณที่ฟื้นคืนชีพจากเถ้าถ่าน
หาก มัลเบค คืออัศวินผู้ระเห็จไปชุบตัวในดินแดนห่างไกล เรื่องราวของ ‘คาร์เมเนร์’ (Carménère) ก็คงเปรียบเสมือนบทกวีลึกลับของอัศวินผู้สาบสูญ ที่ทุกคนในบ้านเกิดต่างพากันบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่า “ตายในสนามรบ” ไปแล้วเนิ่นนาน ทว่าวันหนึ่งกลับมีคนไปพบเขาเดินอยู่บนดินแดนซีกโลกใหม่อย่างปาฏิหาริย์
ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 คาร์เมเนร์ คือหนึ่งในองุ่นพันธุ์หรูหราและเก่าแก่ที่สุดของบอร์กโดซ์ ชื่อมาจากคำว่า carmin ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึงสีแดงชาดอันงดงามของใบองุ่นยามฤดูใบไม้ร่วงจะมาเยือน คาร์เมเนร์ขึ้นชื่อว่าเป็นองุ่นที่ลุ่มลึก บอบบาง และต้องการความเอาใจใส่อย่างยิ่งยวด
ทว่าในชะตากรรมอันโหดร้ายยุค ค.ศ. 1860 วิกฤตแมลงฟิลล็อกซีรา (Phylloxera) ได้เข้ามากัดกินและทำลายรากพืชจนไร่องุ่นทั่วฝรั่งเศสพังพินาศ เมื่อถึงเวลาต้องปลูกองุ่นใหม่อีกครั้ง คนทำไวน์บอร์กโดซ์ในยุคนั้นตัดสินใจ ‘ละทิ้ง’ คาร์เมเนร์ไป เพียงเพราะมันเป็นองุ่นที่สุกช้ากว่าใครเพื่อน (Late-ripening) และยากเกินกว่าจะเคี่ยวกรำให้สุกได้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นของยุโรปยุคนั้น จนทุกคนปักใจเชื่อว่าคาร์เมเนร์ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว
แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
ก่อนที่วิกฤตแมลงจะมาเยือน กิ่งพันธุ์ของคาร์เมเนร์บางส่วนได้ถูกส่งข้ามมหาสมุทรไปเยือนประเทศชิลีในละตินอเมริกา แต่เกิดความผิดพลาดในระบบบันทึก คนทำไวน์ชิลีเข้าใจผิดและคิดว่ามันคือองุ่นพันธุ์แมร์โล พวกเขาปลูกมันเคียงคู่กันมานานนับร้อยปี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1994 นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่ององุ่น ชาวฝรั่งเศสนามว่า ‘ฌอง-มิเชล บูร์ซิโกต์’ (Jean-Michel Boursiquot) ได้เดินทางไปสำรวจไร่ที่ชิลี แล้วสังเกตเห็นว่า แมร์โลบางแปลงมีใบลักษณะแปลกไปและสุกช้าผิดปกติ เมื่อนำไปตรวจดีเอ็นเอ (DNA) โลกจึงได้พบความจริงอันน่าตื่นเต้นว่า อัศวินบอร์กโดซ์ที่สาบสูญไปกว่าร้อยปียังมีชีวิตอยู่ตรงนี้!
ในวันนี้ เมื่อแคว้นบอร์กโดซ์ดั้งเดิมทวีความร้อนและแห้งแล้งขึ้นเรื่อย ๆ จนแมร์โลเจ้าถิ่นเริ่มทานทนไม่ไหว สายตาของคนทำไวน์รุ่นใหม่จึงเริ่มจับจ้องกลับมาที่คาร์เมเนร์อีกครั้ง ในฐานะ Bordeaux 2.0 ความเชื่องช้าที่เคยถูกมองว่าเป็นคำสาปในอดีต ได้กลายเป็นโล่กำบังแสงแดดอันล้ำค่าในปัจจุบัน ความสุกช้าช่วยให้รักษากรดที่คมชัดเอาไว้ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดที่คาร์เมเนร์มอบให้แก่แก้วไวน์ในยุคโลกร้อน คือกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ในโทนพฤกษชาติ สมุนไพรสด และพริกไทยสดสีเขียว (Pyrazines) ที่มีความฉ่ำสะอาดเข้มข้น โน้ตกลิ่นโทนเขียวตามธรรมชาตินี้เอง ที่เข้ามาทำหน้าที่ช่วย ‘ตัดเลี่ยน’ ความหวานจัดจ้านของผลไม้สุกแดดในไวน์ยุคปัจจุบันได้อย่างอัศจรรย์ใจ
🗡️ สัจธรรมของการรอคอย
แม้วันนี้องุ่นสุกช้า อย่าง Petit Verdot, Malbec และ Carménère จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บอร์กโดซ์ กำลังละทิ้งสายพันธุ์ Cabernet Sauvignon หรือ Merlot เพราะหัวใจของบอร์กโดซ์ไม่ใช่การยึดติดกับองุ่นสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง หากคือศิลปะของการ ‘เบลนด์’ เพื่อรักษาสมดุลของไวน์ให้สอดคล้องกับธรรมชาติในแต่ละยุคสมัย
ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว แพลตฟอร์มออนไลน์ และการแข่งขันที่ต้องเห็นผลลัพธ์ในทันตา มนุษย์วัยทำงานอย่างพวกเรามักถูกบีบคั้นให้ต้องสุกงอมอย่างรวดเร็ว เหมือนองุ่นแมร์โลใต้เปลวแดดจัด เราเร่งรีบจนบางครั้งร่างกายและจิตใจสะสมความเครียดในชีวิตสูงเกินไป จนสูญเสีย ‘กรดธรรมชาติ’ หรือความสดชื่นรื่นรมย์ที่ควรจะมีไปอย่างน่าเสียดาย
สัจธรรมจากความสุกช้าขององุ่นทั้งสามสายพันธุ์บอกเราว่า “ความช้าไม่ได้แปลว่าไร้ค่า และความยืดหยุ่นต่างหากคือ ทักษะในการรอดชีวิต” ในยุคหนึ่ง
เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ความยืดหยุ่นและการค้นพบคุณค่าในตัวเอง ค่ำคืนวันศุกร์นี้ ผมขอชวนทุกท่านถอดปลั๊กจากความเหนื่อยล้า เปิดเพลงคลอเบา ๆ แล้วลองมองหาไวน์บอร์กโดซ์เบลนด์ยุคใหม่ หรือไวน์โลกใหม่ที่มีสัดส่วนของอัศวินเหล่านี้มาลองลิ้มชิมรสดู
บุคลิกอันเหนียวแน่น มีโครงสร้าง คมคาย แต่ซ่อนกลิ่นอายพฤกษชาติและเครื่องเทศขององุ่นกลุ่มนี้ เหมาะเจาะอย่างยิ่งกับการจับคู่กับดนตรีแจ๊สแนว Post-bop หรือ Electric Jazz ที่ยืดหยุ่น ลื่นไหล และไม่ยอมจำนนอยู่กับกรอบจารีตเดิมๆ ลองเปิดเพลง ‘Splatch’ ของ ‘ไมลส์ เดวิส’ (Miles Davis) สูดกลิ่นหอมละมุนในแก้ว แล้วปล่อยให้พาเลท (palate) ของคุณได้เรียนรู้รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่
ชีวิตไม่ใช่โจทย์คณิตศาสตร์ที่ต้องรีบหาคำตอบสำเร็จรูป บางช่วงเวลาเราอาจต้องยอมเป็นผู้สุกช้า ยอมให้เวลาทำหน้าที่บ่มเพาะมิติและความลึกซึ้งในตัวเองอย่างใจเย็น เพราะไวน์ดี ๆ หรือชีวิตที่ดี ล้วนต้องใช้เวลาในการเผยกลิ่นหอมละมุนออกมาอย่างช้า ๆ ทั้งสิ้น
ขอให้จิบแรกของค่ำคืนนี้ช่วยพาคุณกลับคืนสู่ความสงบและสุนทรียะที่แท้จริง
อนันต์ ลือประดิษฐ์

ที่อยู่

1854 ชั้น 6 Debaratna Road, Bang Na Tai, Bang Na
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Peopleผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The People:

ทางลัด

แชร์