23/05/2026
จริงๆเห็นกระแสในไทยตอนนี้แล้วแอบงงนิดว่าโดนสื่อทำให้แพนิคกันไปหมด
แล้วยังทำให้รู้ว่าคนเข้าใจความหมายคำว่า ReCall หรือเรียกคืนในวงการรถยนต์กันน้อยมาก แต่ส่วนที่เป็น Defect ชัดเจนแบบของ EX30 ก็คงต้องให้ Volvo เร่งดำเนินการไปเห็นว่า 1666 คันใช้เวลา ReCall เปลี่ยนแบตได้วันละ 22 คัน จะใช้เวลาประมาณ 75-90 วันตามที่ Volvo คำนวน
Volvo หลายคนเข้าใจว่าเป็นรถค่ายใหญ่กันมาตลอด โดยส่วนตัวจากตั้งแต่ก่อนใช้บวกที่ใช้มา ได้ศึกษาข้อมูลมาแล้วต้องบอกว่า Volvo Thailand ศักยภาพมันคือค่ายรองครับ
กำลังเรื่องการบริการ และ บริหารจัดการมันคือค่ายรองแบบชัดเจนทั้งเรื่องยอดขาย ศูนย์บริการ ศักยภาพในการบริหารมันรอง เมอร์เซเดส และ บีเอ็มหลายขุมครับ คือส่วนตัวผมไม่เคยมอง วอลโว่เป็นรถตลาด ถ้าเปรียบกับค่ายญี่ปุ่นที่มีโตโยต้า ฮอนด้าที่มีความพร้อมสูง คือ วอลโว่ไทยแลนด์ นี่น่าจะประมาณมาสด้า ซูซุกิ ซูบารุนี่แหละ แล้วเรื่องดำเนินการช้านี่ไม่ได้พึ่งเป็นครับ มันช้ามานานแล้วเรื่องเบิกของ เรื่องเซอร์วิช เรื่อง PR ก็conservative มาตลอดพอมาเจอวิกฤติระดับแมสเข้าไปเลยดูอืดๆ แบบนี้แหละ
สำหรับใครที่อยากได้ความสบายใจเรื่องงานบริการแบรนด์ยุโรปผมว่าไปเมอร์เซเดส และ บีเอ็มจะเหมาะกว่าวอลโว่นี่ต้องคนชิลหรือใจรักพอสมควรถึงเหมาะที่จะใช้ครับ ยิ่งตอนนี้ ev ซีรีย์เทคโนโลยีใหม่ ของ 2 ค่ายนี่น่าสนใจมาก และ กำลังจะเข้ามาเรื่อยๆด้วย ประเดิมด้วย CLA EV250+ ผลิตไทยเข้ามาแล้ว(แต่เห็นแว่วๆว่าคิวรับรถยาวหลายเดือน) ส่วน iX3 Neue Klasse ก็นำเข้าจากเยอรมันเปิดขายแล้วเช่นกัน ส่วน i3 น่าจะปีหน้า
ส่วนเรื่องที่กลัวกันตามกระแสซึ่งเอาจริงๆ การใช้รถนี่มันมีโอกาสไฟไหม้ได้ทุกแบบนั่นแหละครับไม่ได้เฉพาะรถไฟฟ้าหรอกซึ่งสำหรับเพจสาย Data อย่างเราก็ต้องให้ ai ช่วยวิเคราะห์จากสถิติ ซึ่งถ้าระดับโลกที่ได้รับการยอมรับและอ้างอิงมากที่สุด (รวบรวมโดย AutoInsuranceEZ จากข้อมูลของคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NTSB)
รถยนต์ไฮบริด (HEV/PHEV): เกิดไฟไหม้ประมาณ 3,475 คันต่อแสนคัน (ราว 3.48%)
รถยนต์น้ำมันสันดาป (ICE): เกิดไฟไหม้ประมาณ 1,530 คันต่อแสนคัน (ราว 1.53%)
รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV): เกิดไฟไหม้ประมาณ 25 คันต่อแสนคัน (ราว 0.025%)
กลายเป็นว่า "รถยนต์ไฮบริด (Hybrid)" มีสถิติการเกิดไฟไหม้สูงที่สุด รองลงมาคือรถยนต์สันดาป (น้ำมัน) ในขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีอัตราการเกิดไฟไหม้ต่ำที่สุด
แต่สาเหตุที่หลายคนมักรู้สึกว่ารถ EV ไฟไหม้บ่อย เป็นเพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้น การดับไฟจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนั้นทำได้ยากกว่า และ สื่อโซเชียลมักจะตีเป็นข่าวดัง แต่หากเทียบตามสัดส่วนปริมาณรถยนต์ที่มีอยู่จริง รถที่ใช้น้ำมันและไฮบริดมีโอกาสเกิดเพลิงไหม้สูงกว่าครับ
ทำไมไฮบริดถึงเสี่ยงสูงสุด? รถไฮบริดมีความซับซ้อนทางวิศวกรรมมากที่สุด เพราะรวมเอาความเสี่ยงของทั้งสองระบบไว้ในคันเดียว คือมีทั้งเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน (มีความร้อนสูง ของเหลวไวไฟ และการเสียดสี) และมีระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง เมื่อชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งทำงานผิดปกติ โอกาสที่จะลุกลามจึงมีมากกว่ารถประเภทอื่น
ทำไมรถน้ำมันถึงเสี่ยงรองลงมา? องค์ประกอบหลักของรถน้ำมันคือ "เชื้อเพลิงที่ไวไฟ" รวมกับความร้อนจากเครื่องยนต์ หากเกิดการรั่วซึมของสายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือน้ำมันเครื่องเพียงเล็กน้อย แล้วไปสัมผัสกับท่อไอเสียที่มีความร้อนสูง ก็สามารถจุดติดไฟได้ทันที
ทำไม EV ถึงเสี่ยงต่ำสุด? รถ EV ไม่มีของเหลวไวไฟอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงและไม่มีเครื่องยนต์ที่สร้างความร้อนจากการจุดระเบิด ชิ้นส่วนกลไกที่เคลื่อนไหวก็น้อยกว่ามาก ปัจจัยหลักที่จะทำให้ EV ไฟไหม้ได้มักจำกัดอยู่แค่การถูกกระแทกอย่างรุนแรงที่โครงสร้างแบตเตอรี่ หรือระบบหล่อเย็นแบตเตอรี่ล้มเหลว (ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก)
แม้สถิติจะชี้ชัดว่า EV ปลอดภัยจากไฟไหม้มากกว่า แต่สิ่งสำคัญที่หน่วยงานกู้ภัยทั่วโลกกำลังต้องปรับตัวคือ "ลักษณะของการไหม้" เพราะเมื่อแบตเตอรี่รถ EV เกิดไฟไหม้ (ปรากฏการณ์ Thermal Runaway) ไฟจะดับได้ยากกว่า ใช้น้ำเยอะกว่านั่นเองครับ