Hungry Biz ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Hungry Biz, เว็บไซต์ข่าวและสื่อ, Bangkok.

ร้านอาหารอายุ 100 ปี ทำยังไงที่ธุรกิจถึงสามารถอยู่รอดได้?  จากหนังสือ “A Century of Restaurants” เขียนโดย Rick Browne  โ...
05/04/2023

ร้านอาหารอายุ 100 ปี ทำยังไงที่ธุรกิจถึงสามารถอยู่รอดได้?
จากหนังสือ “A Century of Restaurants” เขียนโดย Rick Browne โดยเค้าได้เข้าไปสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐอเมริกากว่า 100 ธุรกิจที่เปิดมาร่วมร้อยปี
==========
1.ทำสิ่งเดิมให้ออกมาดีในทุกๆ ครั้ง
==========
พอพูดถึง “การทำสิ่งเดิมให้ออกมาดี” หลายคนอาจรู้สึกว่ามันดูเป็นเรื่องที่ต้องน่าเบื่อมากแน่ๆ แต่จริงๆ แล้ว “ความสม่ำเสมอ” เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เราเองต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตไปกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา
มันไม่ใช่แค่การตามเทรนด์สังคมแต่เป็นการที่เรารู้จักลูกค้าและเข้าใจว่าทำไมพวกเค้าถึงมาใช้บริการที่ร้านของเราจริงๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของร้านที่ทำร้านมานานควรจะคำนึงถึงเลยก็คือ “ความสม่ำเสมอไม่ได้เท่ากับความพึงพอใจของลูกค้า”
เพราะว่าสังคมรอบตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ดังนั้นทั้งเมนู นโยบายและการตกแต่งของร้านเองมันก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องปรับตัวตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
ร้าน Berghoff ที่มีอายุกว่า 124 ปี เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในเมือง Chicago ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินใจเพิ่มเมนูทางเลือกอย่างเมนู gluten-free เข้ามาในร้านอาหารเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ร้าน
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นทำให้ในปัจจุบันลูกค้ากว่า 1 ใน 3 ของร้านกลายเป็นกลุ่มคนที่แพ้อาหารบางอย่างโดยเฉพาะ กลายเป็นว่าจากการพัฒนาเมนูใหม่ในครั้งนั้นทำให้ร้านนี้ได้กลุ่มลูกค้าใหม่ที่จะช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารของเค้าเติบโตต่อไปได้แบบที่ไม่มีใครคาดถึงกันมาก่อน

==========
2.หัวใจที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์กับลูกค้า
==========
สำหรับร้านที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน หัวใจที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารยังคงไปได้ดีอยู่เลยคือความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งร้านอาหารกลุ่มนี้เค้าจะใส่ใจในประสบการณ์ของลูกค้ามาก เพื่อที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการมาที่ร้านอาหารเหมือนกับการได้กลับบ้านที่เค้าคุ้นเคย
Ina Pinkney เจ้าของร้านอาหารเช้าผู้เป็นที่รักของทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “Breakfast Queen of Chicago” ซึ่งในปัจจุบันเค้าได้ตัดสินใจปิดร้านและมาใช้ชีวิตวัยเกษียณหลังจากทำร้านอาหารมานานกว่า 33 ปี เธอเป็นตัวอย่างของคนที่ใส่ใจในประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่ก่อนที่ลูกค้าจะเข้ามานั่งที่ร้านจนถึงลุกขึ้นจ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้านไป
ลูกค้าของเรามักจะให้ฟีดแบคกับการบริการของเราอยู่ตลอดเวลาผ่านการที่เค้ายิ้มหรือรอยย่นบนใบหน้าของเค้า มันเป็นเหมือนกับการที่เราต้องคอยสังเกตการตอบสนองของเค้าอยู่เรื่อยๆ เพราะถ้าเราไม่สนใจในสิ่งที่ทำให้เค้ารู้สึกดีเราอาจกำลังพลาดข้อมูลที่สำคัญบางอย่างไป

==========
3.ให้อำนาจหน้าที่กับพนักงาน
==========
ถ้าเกิดว่าลูกค้าคือหัวใจสำคัญอันดับ 1 ของธุรกิจร้านอาหารแล้วล่ะก็ สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเป็นอันดับ 2 สำหรับธุรกิจนี้เลยก็คือ “พนักงานของเรา”
Brad Rosenstein ได้บอกไว้ว่า “เจ้าของร้านอาหารต้องทำให้พนักงานรู้สึกถูกชื่นชมอยู่เสมอ มีการมอบอำนาจหน้าที่ให้แต่ละคนได้รับผิดชอบในตำแหน่งต่างๆ รวมถึงการที่อนุญาตให้พนักงานกล้าที่จะทำผิดบ้างด้วย (ซึ่งมันต้องไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำให้มันผิดจริงๆ)
ซึ่งผลลัพธ์จากการที่ทำมันส่งผลให้จำนวนการลาออกของพนักงานลดลง และความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับลูกค้าก็ดีขึ้น

==========
4.โฟกัสการทำงานแบบ Business family ไม่ใช่ Family business
==========
ในหนังสือคุณ Browne ได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ร้านอาหารเก่าแก่ในอเมริกาเป็นเหมือนกันมากที่สุดเลยก็คือร้านอาหารเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ส่งต่อกิจการกันมาเรื่อยๆ
ข้อดีของธุรกิจครอบครัวเลยก็คือคนที่รับช่วงกิจการต่อเป็นคนที่เติบโตมากับธุรกิจและได้รับการถ่ายทอดความรู้การทำงานและเข้าใจกลุ่มลูกค้าหลักของกิจการจากคนที่สร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาจริงๆ
แต่ธุรกิจครอบครัวมักจะมาพร้อมกับสไตล์การทำงานที่เฉพาะตัวซึ่งมันอาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ง่าย พอๆ กับความสำเร็จของเค้า เช่น การสื่อสารระหว่างการทำงานที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพอาจทำให้เกิดดราม่าในการทำงานลามไปถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวได้
ธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จคือธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ตรงกันว่าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าร้านอาหารที่ทำจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปเป็นยังไง การที่เราตัดสินใจทำธุรกิจอาหารกับคนในครอบครัวมีสิ่งที่เราต้องตัดสินใจก็คือ “เราอยากให้ธุรกิจนี้เป็น family business หรือ business family?”
ซึ่งตรงนี้มันเป็นจุดที่สำคัญมากเพราะว่าถ้าเราเป็น family business การตัดสินใจของเราจะเกิดจากมองหาความต้องการของคนในครอบครัวเป็นหลัก หรือเราจะตัดสินใจจากความต้องการของธุรกิจเป็นหลัก?

==========
5.วางแผนในการส่งมอบธุรกิจสู่รุ่นถัดไป
==========
วิธีการที่ธุรกิจเลือกใช้ในการส่งต่อกิจการให้กับรุ่นถัดไปสามารถเป็นตัวบอกแนวโน้มได้ว่าธุรกิจนี้จะสามารถไปต่อได้หรือล้มพับไปในอนาคต ซึ่งการวางแผนในการส่งมอบธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เจ้าของร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จและยังเติบโตมาได้อย่างยาวนานเค้าได้แชร์ว่า “ตอนที่ฉันกำลังทำงานอยู่ในร้านอาหาร ฉันได้เรียนรู้กฎข้อนึงจากการทำงาน นั่นก็คือในฐานะที่เราเป็นคนบริหารร้านอาหารในตอนนั้น เราต้องสร้างคนที่จะสามารถมาทำงานภายใต้เราอย่างน้อย 2 คน เพื่อที่จะสอนการทำงานและการเป็นผู้นำให้กับเค้า ซึ่งการที่เราลงทุนในการพัฒนาคนในทุกๆ ระดับ มันจะทำให้เราไม่เคยขาดแคลนคนที่จะขึ้นมาทำงานแทนเราเลย”

Ref: https://www.restaurantbusinessonline.com/how-survive-100-years

Hungry Biz กำลังจะกลับมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจอาหารอีกครั้งค่ะ❤️หลังจากที่เราตัดสินใจไม่ได้ทำเพจต่อในช่วง 2 ปีที่ผ...
01/04/2023

Hungry Biz กำลังจะกลับมาแชร์
เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจอาหารอีกครั้งค่ะ❤️
หลังจากที่เราตัดสินใจไม่ได้ทำเพจต่อในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาส่วนตัว ต้องขอโทษและขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามเราอยู่ ตอนนี้เรากำลังจะกลับมาใหม่พร้อมกับทีมที่จะเข้ามาร่วมแชร์กับเราด้วยค่ะ ☺️🙏🏻
ถ้าใครสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่าลืมกดติดตามเพจและเป็นกำลังใจให้พวกเรากันด้วยนะคะ กำลังใจจากทุกคนสำคัญมากๆ เลย ขอบคุณมากนะคะ

สรุป 12 ข้อที่ได้จาก   ห้องใครอยากเปิดคาเฟ่ ร้านอาหาร มา! จะเล่าให้ฟังที่มีคนฟังกว่า 2,000 คน กับเซสชั่น 5 ชั่วโมงตั้งแต...
24/02/2021

สรุป 12 ข้อที่ได้จาก ห้องใครอยากเปิดคาเฟ่ ร้านอาหาร มา! จะเล่าให้ฟังที่มีคนฟังกว่า 2,000 คน กับเซสชั่น 5 ชั่วโมงตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนปิดห้องตอนตี 2

1.Passion คือสิ่งที่ต้องมีในการเปิดร้านอาหาร
ไม่ว่าคุณจะอยากเริ่มเปิดร้านอาหารด้วย Passion แบบไหน อาจจะเป็นเพราะการเปิดร้านอาหารคือความฝันสูงสุดที่อยากทำให้สำเร็จในชีวิตของคุณ

ความรู้สึกที่อยากทำให้ได้เพื่อการแก้แค้นอดีตที่ตัวเองเคยโดนคนอื่นดูถูกมาว่าทำไม่ได้ ความฝันที่อยากให้คนทั้งโลกรู้จักอาหารไทยว่าไม่ได้มีดีแค่ “ผัดไทย” หรือ “ต้มยำกุ้ง” นะ หรือจากความดิ้นรนทำธุรกิจจากเงินก้อนสุดท้ายก่อนที่ที่บ้านจะต้องประกาศล้มละลาย

ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหน Passion คือสิ่งสำคัญที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้คุณในวันที่คุณเจอกับความลำบากและอุปสรรคอีกมากมายที่จะตามมาหลังเปิดร้านในอนาคต ดังนั้นวันนี้ก็ต้องลองกลับไปถามตัวเองดูนะคะว่า Passion ของคุณคืออะไร?

——

2.ขับเคลื่อนด้วย Passion แต่ต้องโตด้วยการบริหารที่ดี
นอกจากการมี Passion แล้วการมีการจัดการธุรกิจ ทั้งต้นทุน การเงิน การตลาดที่ดีจะสามารถทำให้คุณรอดจากการเปิดธุรกิจที่มันเริ่มต้นมาจาก Passion ของคุณได้

อย่างเช่นเชฟนนท์จากร้าน Brix Dessert Bar แชร์ว่าถ้าย้อนกลับไปได้ตอนเปิดร้านสาขาแรกจะไม่ทุ่มทุนตกแต่งร้านให้อลังการแล้วจัดเต็มทุกรายละเอียดขนาดนั้น เพราะมันยังไม่ใช่สิ่งที่ร้านควรโฟกัสในตอนแรกเลย

แต่ร้านควรจะหันไปโฟกัสถึงความต้องการจริงๆ ของลูกค้า คุณภาพรสชาติอาหารและการบริการมากกว่าที่จะมาโฟกัสในส่วนนี้ มันทำให้การบริหาร Cash flow ในร้านค่อนข้างจะติดขัดทำอะไรต่อยากมาก

หรืออย่างที่พี่ต้นจากร้าน Penguin Eat Shabu ได้แชร์กับเราว่าการทำร้านในช่วงเริ่มต้นมีเงินก้อนสุดท้ายอยู่ 1 ล้านบาท อยากเปิดร้านบุฟเฟ่ต์ให้ได้ภายในเวลา 60 วันฟังดูแล้วฉีกกฎทุกตำราการทำร้านไปเลยใช่มั้ยคะ?

จากเงื่อนไขนี้มันเลยทำให้เราต้องเรียนรู้ที่จะ “บริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุดบนคุณภาพที่ยังคงตรงกับมาตรฐานที่เรากำหนดเอาไว้” และเราควรจะ “เลือกโฟกัสทำเฉพาะในส่วนที่คิดว่ามันจำเป็นจริงๆ ซะก่อน” นั่นเองค่ะ

——

3.สิ่งที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในร้านที่เจ๊ง
คือการที่อาจจะวางคอนเซ็ปต์ร้านออกมาจับกลุ่มลูกค้าที่แคบมากจนเกินไป ทำให้ตลาดที่มีไม่ใหญ่พอที่จะทำกำไรจริงๆ หรืออาจจะทำให้การขยายฐานลูกค้าทำได้ลำบากมากขึ้น

นอกจากการจับกลุ่มที่แคบเกินไปแล้วการที่ร้าน “ไม่เลือกที่จะโฟกัสอะไรเลย” มันก็จะทำให้ร้านไม่โดดเด่นซักอย่างรวมไปถึงไม่สร้างการจดจำให้ลูกค้าด้วยว่าถ้าคิดถึงร้านนี้เค้าควรจะคิดถึงอะไร

นี่ก็เป็นโจทย์สำคัญสำหรับคนที่อยากจะเริ่มเปิดร้านต้องกลับไปถามตัวเองว่าเราต้องการทำอะไรเพื่อขายใครแล้วใครที่เป็นลูกค้าจริงๆ ของเรากันแน่?

—-

4.จงถ่อมตนอยู่เสมอไม่ว่าจะสำเร็จขนาดไหนความสำเร็จของร้านในช่วง 3 เดือนแรกเป็นเหมือนช่วงโปรโมชั่นที่คนกำลังตื่นเต้นกับการมาร้านใหม่ๆ ที่เค้าไม่เคยไปมาก่อน

ส่วน 6 เดือนหลังเปิดร้านเป็นช่วงเวลาวัดใจว่าร้านจะไปต่อได้จริงมั้ย ถ้าผ่านช่วงเวลาที่คนเลิกแห่กันไปตามรอยต่างๆ จนเหลือแค่ฐานลูกค้าจริงๆ ของเราแล้ว

และความสำเร็จจากร้านแรกก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำแบบเดียวกันให้สำเร็จได้ง่ายๆ ในร้านที่ 2,3,4,...

อย่าให้ ego ที่ได้มาจากความสำเร็จมาบดบังภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยิ่งสำเร็จยิ่งต้องถ่อมตนอยู่เสมอ เพื่อที่จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในทุกๆ วันค่ะ

——

5.การหาพาร์ทเนอร์ที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นมาก ประเด็นนี้เราอยากจะขอยกตัวอย่างจากพี่แทนหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้าน PhedMark เผ็ดมาร์คที่ต้องการให้เมนูกะเพราของไทยดังไกลระดับโลก

ส่วนตัวเรามองว่าเป็นส่วนผสมของพาร์ทเนอร์ที่ดึงเอาจุดแข็งของแต่ละคนมาใช้อย่างเต็มที่มากไม่ว่าจะเป็นพี่แทนที่เป็นกูรูด้านอาหารในไทยมานาน คุณ Mark Weins ที่เป็น YouTuber สายกินชาวต่างชาติชื่อดัง คุณเทพที่เก่งในด้านการทำ Branding และดีไซน์และสุดท้ายคือเชฟกิ๊กที่โดดเด่นในการคิดค้นสูตรอาหาร

ทำให้มันออกมาเป็นร้านกะเพราที่สามารถดังไกลไปถึงต่างประเทศได้จริงๆ ค่ะ เรายังจำได้อยู่เลยตอนไปที่ร้านสมัยแรกๆ คือเจอแต่คนต่างชาติที่บินมาเที่ยวไทยแล้วลองมากินตามคุณ Mark Weins ดู และส่วนตัวเราก็เป็นแฟนกะเพราร้านนี้มากๆ เพราะรสชาติกะเพราเค้าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากร้านอื่นจริงๆ ค่ะ

นอกจากเรื่องพาร์ทเนอร์ที่ทำร้านด้วยกัน พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจอื่นๆ อย่าง LINE MAN ที่มาในส่วนของเดลิเวอรี Cloud Kitchen หรือ Betagro ที่ชวนมาทำกะเพราในรูปแบบแช่แข็ง ก็นับว่าเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่ส่งเสริมร้านได้อย่างลงตัวมากค่ะ

——

6.ร้านขายดีจนเจ๊งก็มีอยู่จริง อันนี้พี่แต๋งก็ได้แชร์กับพวกเราค่ะว่าก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้าน After Yum ที่ทุกคนแห่กันไปคิวยาวไม่หยุด เค้าเองก็เคยเปิดร้านแล้วเจ๊งมาเหมือนกัน

ย้อนกลับไปสมัยเปิดร้าน “ครัวคุณนาย” ที่สิงคโปร์ ตอนนั้นเปิดเป็นร้านอาหารไทยแล้วก็ขายดีมากๆ ที่นั่น

แต่ด้วยความที่ยังไม่เก่งเรื่องธุรกิจมาก การบริหารจัดการภายใน การคำนวณยอดขายกับต้นทุนต่างๆ ที่ผิดพลาด รวมไปถึงความรู้เรื่องต้นทุนการขนส่งกับการจัดการภาษีต่างๆ ยังมีไม่มากพอ

มันก็ทำให้ร้านที่ขายดีมากๆ เจ๊งได้เพราะมีรอยรั่วจากต้นทุนแฝงหลังบ้านเช่นกัน

——

7.บทเรียนราคาแพงจากการซื้อแฟรนไชส์มาทำ เคสการซื้อแฟรนไชส์มาบริหารเราขอยกเคสร้านที่คิวจองเต็มตลอดอย่าง “Mihara Tofuten” ที่สุดท้ายต้องปิดกิจการไปถาวรเพราะสถานการณ์โควิดหลังจากที่ต้องเสียเงินไปเดือนละ 2 ล้านในช่วงที่พยุงธุรกิจไว้

ร้านนี้เป็นร้านที่พี่แทนได้ไปซื้อแฟรนไชส์จากญี่ปุ่นมาเปิดเป็นร้านเต้าหู้โอมากาเสะที่ต้องใช้น้ำที่ส่งมาจากญี่ปุ่นเท่านั้นในการทำเต้าหู้รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ต้องส่งมาจากญี่ปุ่น 100%

อีกทั้งต้นทุนเชฟญี่ปุ่นทั้งค่าจ้าง ค่าที่พักต่างๆ ที่ไม่สามารถส่งเชฟกับญี่ปุ่นได้ในช่วงโควิดรวมถึงไม่สามารถขอพักหรือส่วนลดค่าแฟรนไชส์จากร้านที่ญี่ปุ่นได้ในช่วงที่ประเทศไทยล็อกดาวน์

ด้วยเหตุผลที่ว่าที่ญี่ปุ่นร้านเค้าเองก็ไม่ปิดกัน แม้ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัส เค้าเลยไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้สิทธิพิเศษในส่วนตรงนี้กับแฟรนไชส์ที่ไทย ตรงนี้เลยสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะเคลียร์กับเจ้าของแฟรนไชส์ ตั้งแต่ก่อนซื้อมาเลยว่าจะจัดการกับปัญหายังไงถ้ามีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นค่ะ

—-

8.การรักษาความเชื่อใจของลูกค้าที่มีต่อร้าน เจ้าของหลายๆ คนอาจจะเจอปัญหาในช่วงที่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ ว่าเราเองยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพอาหารรวมถึงการบริการได้มากมายนัก

อย่างตัวอย่างจากพี่ออมสินเองก็บอกว่าช่วงเริ่มต้นของการทำร้านโกปี๊ฮับเองก็มีหลายครั้งที่รสชาติอาหารอาจจะยังไม่เป๊ะหรือการบริการที่ทำให้ลูกค้ารอออเดอร์นาน

เราสามารถแก้ไขด้วยการเชิญคนที่มาช่วง Soft Opening ของเราอาจจะให้เป็นส่วนลดพิเศษแทนคำขอบคุณที่มาอุดหนุนในวันที่พวกเรายังไม่พร้อมมากเท่าไหร่เพื่อเป็นการรักษาความเชื่อใจของลูกค้าได้เช่นกันค่ะ

—-

9.ร้านอาหารที่มีจุดขายมาจากคนๆ เดียว หลายๆ ร้านที่เปิดมานานมักจะมีปัญหาคล้ายๆ กัน คือคนทำอาหารต้องเป็นเจ้าของสูตรที่ผัดมากว่ากี่ปีว่าไปอาจจะเป็นคนที่ยืนผัดอยู่หน้าร้านเป็นประจำ ลูกค้าเห็นอยู่ตลอดว่าต้องเป็นคนๆ นี้ทำเท่านั้นถึงจะได้รสชาติออกมาแบบที่เค้ากินประจำ

แล้วถ้าคนๆ นั้นเป็นพ่อแม่เราที่เริ่มแก่ตัวลงเราเองก็ไม่อยากให้เค้าผัดต่อไปเรื่อยๆ อยากให้พักผ่อนวางมือได้แล้ว แต่จะทำยังไงดี?

แนวทางที่พี่ๆ ในห้องแนะนำกันคือลองสอนสูตรให้กับคนที่ไว้ใจได้ โดยอาจจะเลือกสอนเฉพาะบางส่วนก็ได้ อีกส่วนเราก็เตรียมไว้ตั้งแต่ต้น อารมณ์แบบเตรียมสัดส่วนวัตถุดิบไว้หมดแล้ว ที่เหลือคือรอเอาลงไปผัดอย่างเดียว

นอกจากการเทรนคนอื่นให้ทำแบบเราได้แล้วการเลือกที่จะย้ายครัวที่โชว์การผัดจากหน้าร้านไปไว้หลังร้านแทนก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาที่ลูกค้ามักจะโฟกัสรสชาติจากความสบายใจที่เห็นคนเดิมผัดได้ด้วยค่ะ

—-

10.เมื่อไหร่ที่เราควรจะเริ่มขยายสาขา คำตอบที่พี่ๆ ในห้องตอบคำถามนี้ไปก็คือเมื่อไหร่ที่เราทำให้สาขาที่2 คุณภาพเท่ากับสาขาที่1 ได้แล้วนั่นเอง

ซึ่งเรื่องนี้พี่ต้นเองก็ได้เสริมให้เราฟังว่าเราควรสร้างมาตรฐานด้วยการสอนทีมงานให้เค้าเข้าใจสิ่งที่เราเคยทำเองให้ได้โดยต้องยึดจากอะไรที่วัดได้จริงด้วย

อย่างเช่นเราควรชั่งตวงทุกอย่าง รวมถึงการออกแบบกระบวนการในการทำอาหารไปจนถึงเสิร์ฟให้เป็นแบบแผนเดียวกันหมด เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพและลดความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดนั่นเองค่ะ

——

11.การทำการตลาดออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ ในยุคนี้ธุรกิจร้านอาหารคงปฏิเสธการทำการตลาดออนไลน์ไม่ได้เลย เราก็ได้เทคนิกดีๆ จากพี่แอ๊ม Uppercuz Agency มาแชร์ให้เราเห็นภาพการทำการตลาดออนไลน์เบื้องต้นว่ามันจะทำออกมาได้ประมาณไหนบ้าง

โดยหลังจากเราได้เมนูที่จะขายจริงออกมาแล้วเราก็อาจจะลงทุนถ่ายรูปอาหารให้ดูดีหน่อยเตรียมข้อมูลของร้านในออนไลน์ให้พร้อม

แล้วค่อยทดลองยิง Ads ร้านของตัวเองดูหรือจะไปจ้าง Influencer ให้ช่วยมารีวิวอาหารของเราอีกทีก็ได้เช่นกันค่ะ

——

12.จะแก้ปัญหายังไงในวันที่ทำธุรกิจกับคนรัก ในวันที่เราต้องเริ่มเปิดร้านอาหารกับคนรักหรือคนในครอบครัวของเราเอง ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวมันอาจจะถูกรวมกันได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

ยิ่งถ้ามีเรื่องทะเลาะกันอาจจะไม่จบแค่ตอนทำงาน แต่อาจจะลามไปถึงตอนที่กลับบ้านไปเจอกันเลยก็ได้ ซึ่งทางแก้เบื้องต้นเลยต้องแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานก่อน ถ้าเป็นไปได้ก็เปิดใจคุยกันตรงๆ และเคลียร์ปัญหาให้จบไปวันๆ อย่าเก็บไว้

ในกรณีที่มีปัญหากันหนักมากถ้าทำงานด้วยกัน ก็อาจจะเลือกที่จะทำร้านใหม่อีกร้านโดยแบ่งกันดูแลคนละสาขาไปเลย

หรือถ้าเกิดว่าเราเองยังอยากทำงานกับเค้าอยู่จริงๆ ก็ลองดูว่าข้อดี-ข้อเสียมากน้อยขนาดไหน พยายามมองข้อดีแล้ว “เลี่ยง” ข้อเสียของเค้า เราต้องรู้จักนิสัยฝั่งตรงข้ามว่าเค้าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร

ถ้าทำธุรกิจรวยแต่มีปัญหากับคนสำคัญแล้วไม่มีความสุขให้เปิดใจคุยแล้วหลบหลีกประเด็นที่จะทำให้เกิด conflict ไป

---

พี่แทนจากร้าน Phed Mark เผ็ดมาร์ค - Pad Kaprao
พี่ต้นจากร้าน Penguin Eat Shabu - เพนกวินกินชาบู
พี่นนท์จากร้าน BRIX dessert bar
พี่แอ๊มจาก Uppercuz
และพี่ออมสินจากร้าน โกปี๊ฮับ l KopiHub เพื่อนแท้ร้านอาหาร
รวมถึงพี่ๆ อีกหลายคนที่ให้เกียรติมาร่วมคุยกับเรา
ทั้งเชฟบิ๊กจากร้าน อยากทำแต่ไม่อยากกิน
พี่ชาลีจากร้าน 100 Mahaseth
พี่แต๋งจากร้าน After Yum
ตัวมุกจากเพจ Hungry Biz เพนกวิ้นรีวิว GuinHungry
และพี่ๆ อีกมากมายที่มาร่วมพูดคุยกัน

คืนนี้ 3 ทุ่มที่ Clubhouse ใครกำลังอยากเปิดร้านอาหาร คาเฟ่ ห้ามพลาดเลยค่ะ มาจอยกันได้นะคะ👇🏻https://www.joinclubhouse.com...
23/02/2021

คืนนี้ 3 ทุ่มที่ Clubhouse ใครกำลังอยากเปิดร้านอาหาร คาเฟ่ ห้ามพลาดเลยค่ะ มาจอยกันได้นะคะ
👇🏻
https://www.joinclubhouse.com/event/PQDQXVwK

วันนี้ 21.00 น. สำหรับคนอยากมีร้านอาหาร คาเฟ่ห้ามพลาด! ชวนมาคุยกันใน Clubhouse

Special Speakers👨🏻‍🍳
- คุณแทน Founder PhedMark เผ็ดมาร์ค
- คุณต้น Founder Penguin Eat Shabu
- คุณแอมป์ CEO Uppercuz Agency
- คุณนนท์ Founder BRIX

Moderators✍🏻
- คุณออมสิน Founder โกปี๊ฮับ & Co-founder เพจเพื่อนแท้ร้านอาหาร
- คุณมุก Food blogger เพจเพนกวิ้นรีวิว GuinHungry & Hungry Biz

🍽แล้วพบกันคืนนี้ 3 ทุ่มที่ Clubhouse นะฮับบบ
https://www.joinclubhouse.com/event/PQDQXVwK

สูตรลับฉบับ Momo Paradiseอยากเป็นแบรนด์ที่คนรักต้องโฟกัสให้เป็นเรียกได้ว่าตั้งแต่ต้นสัปดาห์ฟีดบนเฟซบุ๊กของเราเต็มไปด้วยค...
10/02/2021

สูตรลับฉบับ Momo Paradise
อยากเป็นแบรนด์ที่คนรักต้องโฟกัสให้เป็น

เรียกได้ว่าตั้งแต่ต้นสัปดาห์ฟีดบนเฟซบุ๊กของเราเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่พูดถึงร้านชาบูอย่าง Momo Paradise กันทั้งไทม์ไลน์ รวมถึงในแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างทวิตเตอร์หรือในไอจีสตอรี่ที่เพื่อนเราลงกันด้วย

จากเหตุการณ์นี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้างเคสของ Momo Paradise ทำให้เราได้เห็นพลังของการที่แบรนด์เลือกที่จะโฟกัสให้เป็นเพราะแบรนด์ของเราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะตอบโจทย์ลูกค้าทุกคนตั้งแต่แรก

วันนี้เราเลยอยากจะพาทุกคนมาดูว่าอะไรคือแนวคิดของร้าน Momo Paradise ที่ทำให้เค้ากลายเป็นร้านชาบูที่มีคนรักได้ขนาดนี้

1.โฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราโดดเด่นมากที่สุด
ถ้าใครเคยไปกินบุฟเฟ่ต์ที่ร้านโมโม่มาก่อน ทุกคนก็น่าจะรู้ดีว่าเมนูอาหารที่ให้เลือกกินของที่นี่มีอยู่แค่ไม่กี่อย่างเมื่อเทียบกับบุฟเฟ่ต์ของร้านอื่นๆ ที่อาจจะมีทั้งซูชิ ซาชิมิ อาหารว่างและอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ที่ร้าน Momo Paradise กลับมีแค่เมนูที่เน้นแค่เนื้ออย่างเดียวเท่านั้น เรียกได้ว่าฉีกแทบทุกกฎและนิยามบุฟเฟ่ต์ในแบบของคนไทยมากๆ ที่คนไทยมักจะนิยมไปกินบุฟเฟ่ต์เพราะความหลากหลายจนทำให้เค้ารู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะกินบุฟเฟ่ต์

ซึ่งโมโม่ได้เลือกที่จะนิยามคำว่า “คุ้มค่า” ของการกินบุฟเฟ่ต์ในแบบของโมโม่ ไม่ใช่มาจาก “ความหลากหลาย” แต่มาจาก “คุณภาพ” แทน

อย่างเมนูไฮไลท์ของโมโม่นอกจากคุณภาพของตัวเนื้อแล้วก็ยังมีตัวซุปน้ำดำสุกี้ยากี้ต้นตำรับจากญี่ปุ่นที่เป็นตัวชูโรงยืนหนึ่งของร้านสำหรับคนที่ชอบกินสุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

จากตรงนี้เองเราก็จะเห็นได้ว่าร้านเลือกที่จะโฟกัสคนที่ชอบกินชาบูสุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่นเท่านั้นสำหรับคนที่ชอบกินแบบอื่นอาจจะไม่ได้เป็นกลุ่มลูกค้าที่ร้านอยากจะโฟกัสตั้งแต่แรกอยู่แล้วนั่นเองค่ะ

2.บริการด้วยปรัชญาการใส่ใจแบบญี่ปุ่น
เนื่องจากร้านต้นตำรับเป็นร้านสัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆ ทำให้กระบวนการด้านการเทรนพนักงานบริการเรามองว่าทางร้านใส่ใจในรายละเอียดแบบญี่ปุ่นจริงๆ

ถ้าพูดในเชิงของหลักปรัชญาก็คงไม่พ้น “Ikigai” ของคนญี่ปุ่นที่เค้าน่าจะปลูกฝังให้พนักงานเข้าใจว่าการบริการในร้านไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นการทำให้ลูกค้าที่มาทานได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดจนทำให้ต้องอยากกลับมาใช้บริการอีก

สังเกตได้จากเวลาที่เราได้รับบริการจากพนักงานของโมโม่ในหลายๆ สาขา เราจะเห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียด การอธิบายเกี่ยวกับเมนูและวิธีในการกิน ตรงนี้เองเลยทำให้คนไปกินรู้สึกประทับใจไม่ใช่แค่ในเรื่องของรสชาติแต่รวมไปถึงประสบการณ์ในร้านที่ดีด้วยนั่นเอง

3.จัดการต้นทุนและระบบให้ได้มาตรฐาน
การที่ร้าน Momo Paradise เลือกที่จะโฟกัสในส่วนของ “คุณภาพ” ของวัตถุดิบเป็นหลักมันก็จะส่งผลให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นไปด้วย อีกทั้งถ้าหากมีปัญหาราคาวัตถุดิบสูงขึ้นก็อาจจะสามารถส่งผลกระทบในส่วนของราคาตามมา

แต่จากสถิติย้อนหลังของร้านในด้านราคาเคยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแค่ครั้งเดียวตั้งแต่การเปิดร้านในประเทศไทยมา แสดงให้เห็นว่าทางร้านมีการจัดการต้นทุนในส่วนอื่นๆ และวางแผนสต็อกวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี

รวมถึงการขยายสาขาแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ยังคงมั่นใจในเรื่องของคุณภาพว่าเวลาที่ลูกค้าไปกินสาขาไหนๆ ก็ยังคงอร่อยและมีมาตรฐานเดียวกันในทุกๆ สาขาของโมโม่

4.ประสบการณ์การกินที่เหมือนห้องทดลอง
ถึงแม้ว่าไลน์เมนูในบุฟเฟ่ต์อาจจะไม่ได้หลากหลาย แต่การกินชาบูของที่ร้านโมโม่ก็มีกิมมิกจากการเอาเมนูที่มีอยู่มาทำเมนู DIY ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไข่ดอง ข้าวหน้าเนื้อไข่ดอง อุด้งไก่ไม้ไผ่ โอยาโกะด้งและเมนูอื่นๆ

ที่มาจากการครีเอทของทางร้านเองและบรรดาแฟนคลับโมโม่ที่ช่างสรรหาวิธีกินโมโม่หลากหลายแบบ ทำให้เวลาเราไปกินโมโม่เราก็ไม่ได้กินแค่เมนูชาบูสุกี้ยากี้อย่างเดียว แต่เราก็ยังทดลองทำเมนูอื่นๆ ที่เคยเห็นคนรีวิวในโซเชียลแล้วดูน่ากิน ก็ลองทำตามต่อๆ กันไปมันทำให้ความสนุกและประสบการณ์การกินชาบูในร้านกลายเป็นเหมือนห้องทดลองสำหรับคนชอบกินอาหารญี่ปุ่นไปเลย

5.สร้างและดูแลฐานแฟนบนโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากประสบการณ์ในร้านอาหารแล้วต้องยอมรับเลยค่ะว่าทีมมาร์เก็ตติ้งของโมโม่ขยันและครีเอทมาก เป็นอีกแบรนด์ที่เราชื่นชมมากเลยในการทำคอนเทนต์ตามกระแสในแบบของโมโม่อย่างเคสของ Black Pink ก็เอาไอติมชาโคลมาคู่กับไดฟุกุสตรอเบอร์รีก็ดูน่ารักดี

ทำให้แบรนด์ดูมีชีวิตชีวา มีปฏิสัมพันธ์กับลูกเพจบนโซเชียลได้ดี โดยที่ก็ไม่ได้ลืมความเป็นแบรนด์เลยเรียกได้ว่านอกจากจะได้ใจแล้วยังได้ขายของด้วยนั่นเองค่ะ


สามารถติดตามฟัง Podcast ได้ทาง
-Apple Podcast: http://apple.co/372wEKH
-Podbean: http://bit.ly/2Z3lXTL
-Soundcloud: http://bit.ly/3p90aVe

ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์ครัวซองต์ฟีเวอร์วันนี้เราอยากจะหยิบเอากระแสครัวซองต์มาลองวิเคราะห์กันดูว่าทำไมมันถึงได้เข้ามาเป็นกร...
03/02/2021

ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์ครัวซองต์ฟีเวอร์

วันนี้เราอยากจะหยิบเอากระแสครัวซองต์มาลองวิเคราะห์กันดูว่าทำไมมันถึงได้เข้ามาเป็นกระแสหลักเต็มโซเชียลไปหมดอันนี้ก็ต้องบอกก่อนว่าเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัว

เพราะคนถามประเด็นนี้กับเราเยอะมากๆ อาจจะเพราะเห็นว่าเราเป็น Food blogger รวมถึงคำถามที่ว่าหลังจากกระแสครัวซองต์อะไรที่จะมาต่อไป (เผื่อเค้าจะได้เตรียมตัวขายได้ทัน)

ซึ่งเรื่องนี้เราเองก็บอกไม่ได้ว่าอะไรที่จะมาเป็นกระแสของกินในลูกถัดไป แต่สิ่งที่กระแสที่มาแต่ละอันจะมีแกนหลักเหมือนกันอยู่ประมาณ 5 ประเด็นค่ะ

1.อาหารประเภทนั้นเป็นอาหารที่คนส่วนใหญ่พอจะหากินได้จริงในชีวิตประจำวัน การที่จะเกิดปรากฏการณ์ชานมไข่มุก อาหารเกาหลีหรือแม้กระทั่งครัวซองต์ฟีเวอร์เป็นวงกว้างและเป็นกระแสนานเป็นเดือนๆ ได้ต้องเป็นอาหารหรือขนมที่คนเคยลองกินกันมาแล้ว

รู้แล้วว่าเวลากินรสชาติกับรสสัมผัสมันจะประมาณนี้นะ มันทำให้เรามีมาตรฐานสำหรับการเปรียบเทียบเมนูนี้ในใจเราเรียบร้อย พอเราเจอร้านอื่นที่ทำเมนูเดียวกันกับที่เราเคยกินแต่เค้าทำออกมาหน้าตาดูน่ากินกว่าร้านนั้น มันเลยทำให้เราเริ่มเปรียบเทียบและเริ่มจินตนาการว่าร้านที่ดูน่ากินกว่านี้ มันจะอร่อยกว่าซักแค่ไหนกัน อยากลอง!

ถ้าพูดให้เห็นภาพง่ายๆ สมมุติเราเคยกินครัวซองต์ในร้านสะดวกซื้อที่ไม่ได้อบร้อนใหม่ๆ กับครัวซองต์จากร้านขายขนมปังโดยเฉพาะที่เค้าจะอบขนมใหม่ทุกเช้า แค่ได้กลิ่นและสัมผัสความอุ่นๆ ของครัวซองต์ที่พึ่งออกจากเตามาใหม่ๆ ก็ชนะครัวซองต์ของร้านสะดวกซื้อที่เราเคยกินแบบขาดลอยแล้ว

นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมของกินที่จะมาเป็นกระแสมันต้องเริ่มจากของกินที่เราเคยมองว่ามันธรรมดาๆ หากินได้ง่ายๆ ทั่วไป เนื่องจากเราจะมีมาตรฐานรสชาติในใจไว้แล้วมันช่วยให้คนจินตนาการได้ง่ายกว่าเมนูที่คนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินเท่าไหร่

2.กระแสจากซีรีส์ การ์ตูนและดารานักร้องต่างๆ จากเคสของกระแสครัวซองต์ส่วนตัวเรามองว่าตรงนี้ก็แอบได้รับอิทธิพลมาจากซีรีส์ใน Netflix อย่าง Emily in Paris เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าในเรื่องจะไม่ได้พูดถึงครัวซองต์อะไรมากมาย แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ของเอมิลี่ที่เข้าออกคาเฟ่ในปารีสตลอดมันทำให้หลังจากซีรีส์ถูกปล่อยออกมา คาเฟ่ธีมตะวันตกก็ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

และพอพูดถึงขนมแนวตะวันตกที่คนไทยรู้จักกันดีก็ไม่พ้น “ครัวซองต์” ที่เป็นเบสิกเมนูของหลายๆ คาเฟ่ ยิ่งทำให้คนได้มีโอกาสได้ลองกินครัวซองต์ในร้านที่พึ่งอบเสร็จใหม่ๆ กันมากขึ้น ทำให้ภาพของครัวซองต์เมนูที่เคยกินแล้วรู้สึกเฉยๆ กลับดูมีอะไรขึ้นมาทันทีจนมันกลายเป็นความรู้สึกชอบที่สะสมมากขึ้นนั่นเองค่ะ

3.โลกแห่งการรีวิวอาหารที่ช่วยโยงคนเข้าด้วยกัน นอกจากบรรดาซีรีส์หรือเซเลปที่จะมาจุดกระแสได้แล้วยุคนี้การ “รีวิว” คือสิ่งที่คนออนไลน์ใช้ศึกษาดูข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อกันเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมากๆ

ดังนั้นพอคนเริ่มรับรู้แล้วว่าครัวซองต์ปกติที่เคยกิน ถ้าได้ทำดีๆ อบใหม่ๆ กินร้อนๆ มันอร่อยขึ้นมากนะ แล้วคราวนี้พอมาเห็นรีวิวว่าครัวซองต์ของร้านนี้มีสตอรี่ที่มา ความพิถีพิถัน เป็นสูตรที่คิดมาหลายปีหรือใช้วัตถุดิบพิเศษนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสบลาๆ

มันทำให้คนที่เริ่มสนใจครัวซองต์กลายเป็นกลุ่มออกล่าครัวซองต์ที่เค้ายังไม่เคยลอง อารมณ์แบบตอนอ่านรีวิวจบก็คงจะรู้สึกว่าครัวซองต์ร้านนี้มันอร่อยขนาดนั้นเลยหรอต้องลองให้รู้หรือเปล่าว่าขนาดนั้นจริงๆ มั้ย

และพอเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นในใจก็จะเกิดการแชร์รีวิว รวมถึงอาจจะแท็กเพื่อนให้ไปลองเป็นเพื่อนต่อกันไปเป็นทอดๆ ทำให้กระแสนี้เริ่มขยายตัวเป็นวงกว้างได้มากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

4.จิตวิทยาจากกระแสสังคมโซเชียลเป็นตัวต่อจากการมาของการรีวิวจุดกระแสคนก็จะเริ่มแห่ไปตามรอยรีวิวดู ว่ามันจริงขนาดนั้นมั้ย แล้วพอคนไปลองกันเยอะๆ มันเลยกลายเป็นภาพที่เราอาจจะเห็นกันในโซเชียลว่าการซื้อครัวซองต์ในยุคนี้ เราต้องมีการรับบัตรคิวหรือไปรอก่อนร้านเปิดเป็นชั่วโมงๆ กันแล้ว

ทั้งๆ ที่ในต่างประเทศครัวซองต์ถูกจัดให้เป็นของกินสำหรับ Grab&Go ในเวลาเร่งรีบ คนต่างประเทศจะไม่เสียเวลามาต่อคิวรอแน่ๆ แต่ที่ไทยพวกเรากำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่คือการมารอต่อคิวซื้อครัวซองต์กันนั่นเอง

พอคนที่ยังไม่เคยได้ลองเริ่มเห็นเพื่อนรอบข้างหรือคนในโซเชียลเริ่มโพสท์หรือลงสตอรี่กันเยอะๆ ก็จะกลายเป็นการกระตุ้นความอยากให้ไปลองเพราะไม่อยากตกกระแสสังคมที่คนกำลังพูดคุยกันอยู่ในตอนนี้ค่ะ

5.คอมมูนิตี้ออนไลน์ของคนที่ชอบเหมือนๆ กัน หลังจากเริ่มมีคนที่ได้ลองกินมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีทั้งคนที่คลั่งไคล้และคนที่เฉยๆ หรืออาจจะไม่ชอบเลยก็มี ตรงนี้เองจะทำให้กระแสเริ่มหดเล็กลงเรื่อยๆ เมื่อคนส่วนใหญ่ได้ลองกันครบแล้ว ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าธุรกิจดูไม่ยั่งยืนใช่มั้ยล่ะคะ?

แต่จริงๆ แล้วกลับกันเลยเพราะเฟสนี้จะเป็นจุดที่ใช้คัดกรองกลุ่มผู้คนที่ชอบกินออกจากกลุ่มที่เฉยๆ หรือไม่ชอบได้ มันทำให้เราเห็นกลุ่มลูกค้าที่แท้จริงนั่นเอง

ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เค้าก็อาจจะรวมตัวกันจนกลายเป็นคอมมูนิตี้ออนไลน์ใหม่ๆ อย่างเช่นชมรมคนรักครัวซองต์ ที่มีสมาชิกถึง 3 หมื่นกว่าคนที่มีแนวโน้มอาจจะเป็นลูกค้าประจำร้านเราซัก 5-10% ในนี้ก็เป็นไปได้ค่ะ


📍สามารถติดตามฟัง Podcast ได้ทาง📍
-Apple Podcast: http://apple.co/3pLwzST
-Spotify: http://spoti.fi/2MtFA4O
-Podbean: http://bit.ly/36AybHy
-Soundcloud: http://bit.ly/2O33vsj

โปรโมทธุรกิจอาหารผ่าน IG Storyช่องทางในการทำการตลาดที่ไม่ควรพลาดในปี 2021ถึงแม้ว่า IG Story เป็นฟีเจอร์ที่คอนเทนต์จะสามา...
13/01/2021

โปรโมทธุรกิจอาหารผ่าน IG Story
ช่องทางในการทำการตลาดที่ไม่ควรพลาดในปี 2021

ถึงแม้ว่า IG Story เป็นฟีเจอร์ที่คอนเทนต์จะสามารถดูรูปหรือวิดีโอย้อนหลังได้ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่มันจะหายไป ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะมองว่าการลงเป็นคอนเทนต์แบบโพสท์ที่อยู่บน IG ถาวรไปเลยน่าจะดีกว่าใช่มั้ยล่ะคะ?

แต่จริงๆ แล้วการลง IG Story ก็มีสเน่ห์และความเซ็กซี่ในแบบที่โพสท์ปกติเองก็ทำไม่ได้ นั่นก็คือมันจะมีความเรียลและคนดูจะรู้สึกเข้าถึงมากกว่า เหมือนได้ติดตามเรื่องราวของแบรนด์นั้นอยู่จริงๆ ทำให้ IG Story เป็นช่องทางสำคัญที่แบรนด์ไม่ควรพลาดที่จะใช้มันในปี 2021 นี้

วันนี้เราเลยสรุป 6 รูปแบบการลง IG Story สำหรับแบรนด์อาหารและร้านอาหารให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นมาฝากกันค่ะ โดยอ้างอิงเนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากเว็บไซต์ SproutSocial ค่ะ

1.วิธีการทำอาหารหรือขั้นตอนในการกิน ส่วนใหญ่ลูกค้ามักจะได้เห็นอาหารแต่ละจานก็ต่อเมื่อมันทำเสร็จเรียบร้อยมาจากในครัวแล้ว แต่มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเกิดว่าเราสามารถมอบประสบการณ์ก่อนที่อาหารจะมาเสิร์ฟให้ลูกค้าได้ด้วย?

ลองคิดภาพกลับกันว่าถ้าเราเป็นลูกค้าเวลาที่เราไปร้านโอมากาเสะแล้วเชฟกำลังปั้นซูชิ พร้อมอธิบายเรื่องราวที่มาของปลา หลักการคิดการออกแบบรสชาติในแต่ละคำที่ให้เรากิน เปรียบเทียบกับการที่เชฟปั้นซูชิเสร็จมาจากหลังร้านแล้วมาเสิร์ฟเลย แบบไหนที่เราจะรู้สึกว้าวมากกว่ากัน?

เราคิดว่าหลายๆ คนคงจะเห็นด้วยว่าการที่เรารู้ที่มาของแต่ละจานที่เรากินลงไปมันทำให้เรารู้สึกดื่มด่ำกับประสบการณ์รวมกับรสชาติที่กินไปด้วย ดังนั้นการลงสตอรี่เป็นช็อทการทำอาหารเมนูที่ขายดีของร้านบางส่วนแล้วมาอัพลงสตอรี่บ้าง ก็จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของลูกค้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ มันเหมือนกับเวลาที่เรากำลังดูรายการแข่งทำอาหารแล้วเรากำลังจะได้เป็นผู้ชิมอาหารจานนั้นที่เรากำลังดูอยู่ด้วย ฟังแล้วก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาเลยค่ะ

2.แชร์สตอรี่ที่ลูกค้าแท็กร้านมา เวลาที่มีลูกค้าลงสตอรี่แล้วแท็กร้านมาการรีสตอรี่ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ใกล้ชิดกับร้านมากขึ้น รวมถึงร้านเองก็ยังได้รีวิวฟรีจากลูกค้าจริง เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้านไปอีก

หรือถ้าเกิดเป็นแบรนด์อาหารที่ทำแคมเปญโปรโมทผ่านแฮชแท็กต่างๆ ก็อาจจะทำเป็นรวมคอนเทนต์ของลูกค้าที่เล่นแคมเปญนั้นแล้วนำมาโพสท์ลงบนสตอรี่อีกที ก็นับว่าเป็นการทำการตลาดที่นอกจากจะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแล้ว ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดีค่ะ

3.สตอรี่แนวเบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ อย่างที่เราบอกไปว่า IG Story คนจะดูเน้นความเรียลกับอัพเดทเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ เป็นหลัก ดังนั้นสตอรี่แนวเบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ จึงน่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ

ตัวอย่างเช่นอาจจะเป็นเบื้องหลังการทำร้านใหม่ที่กำลังจะเปิดในอีก 3 เดือนที่จะถึงนี้นะ เป็นการอัพเดทให้เห็นพัฒนาการก่อนจะถึงวันเปิดร้านจริงๆ หรืออาจจะเป็นเบื้องหลังการเตรียมงานอีเว้นท์ที่แบรนด์กำลังจะจัดก็ได้เหมือนกันค่ะ อารมณ์แบบเป็นเรื่องราว Behind the scene ของแคมเปญอะไรประมาณนั้น

4.โปรโมชั่นพิเศษสำหรับช่วงนี้โดยเฉพาะ พื้นที่บน IG Story เป็นจุดที่เหมาะกับการ
บอกดีลและโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ที่ร้านมีเฉพาะในวันนั้นหรือช่วงระยะเวลาสั้นๆ ได้เป็นอย่างดีเพื่อให้ลูกค้าที่กดเข้ามาดูอัพเดทสตอรี่ร้านรู้ว่าช่วงนี้ที่ร้านมีดีลพิเศษอะไรอยู่บ้าง

ยกตัวอย่างเช่นอาจจะเป็นโปรโมชั่น Lady night ที่มีเฉพาะวันศุกร์กลางคืน, เมนูขนมปังหน้าพิเศษสำหรับวันนี้เท่านั้น หรือโปรโมชั่นเฉพาะสาขาต่างๆ เป็นต้นค่ะ

5.ประกาศพิเศษถึงลูกค้าของร้าน จากสถิติในปี 2020 พบว่ามีจำนวนผู้ใช้งานตัว IG Story สูงถึง 400 ล้านคนต่อวันทั่วโลกซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าช่องทางสตอรี่เป็นจุดที่คนใช้งานกันเยอะมาก ทำให้ตรงนี้เองเหมาะกับร้านอาหารหรือแบรนด์ต่างๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารับรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นประกาศวันหยุด งานอีเว้นท์ข่าวการร่วมมือกันของร้านกับแบรนด์อื่นๆ ประกาศย้ายร้านหรือเปิดสาขาใหม่ต่างๆ ก็สามารถบอกกับลูกค้าผ่านทาง IG Story ได้เช่นกัน

6.สตอรี่เพื่อสอบถามฟีดแบคลูกค้า อยากจะให้ไฮไลท์ข้อสุดท้ายนี้ไว้เลยค่ะ เราต้องใช้ของเล่นใน IG Story ให้เป็นประโยชน์ ทั้งการถามคำถาม การเล่นโพลว่าลูกค้าชอบไม่ชอบหรือมีความเห็นเกี่ยวกับเมนูหรือแคมเปญโฆษณาของเรายังไงบ้าง

การที่เราสอบถามฟีดแบคลูกค้าของเราผ่านทาง IG Story มันจะช่วยให้เราสามารถได้รับความเห็นแบบเรียลไทม์โดยข้อมูลตรงนี้เราอาจจะนำไปพัฒนาปรับปรุงทันทีหรือใช้สำหรับในการออกเมนูหรือแคมเปญถัดไปก็ได้

อย่างเช่น Burger King ก็เคยออกแคมเปญใน IG Story โดยให้ลูกค้าสามารถกดโหวตว่าอยากได้ Whopper แบบไหนจากสตอรี่ได้จนออกมาเป็นเมนูพิเศษ Instra Whopper ที่เกิดจากผลโหวตจากในไอจีจนได้เป็นแบบที่ลูกค้าร่วมกันดีไซน์ออกมา

จากแคมเปญนี้เองทำให้ Burger King ได้จำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอีก 10% และจำนวน Interaction สูงถึง 270,000 ครั้ง ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น นับว่านี่ก็เป็นเคสตัวอย่างของแคมเปญที่แบรนด์ใช้ IG Story เข้ามาช่วยถามฟีดแบคจากกลุ่มลูกค้าเพื่อนำไปพัฒนาเป็นสินค้าที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้นได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ


📍สามารถติดตามฟัง Podcast ได้ทาง📍
-Apple Podcast: http://apple.co/3bBdgHK
-Spotify: http://spoti.fi/3nFXcqG
-Podbean: http://bit.ly/3nK9gqJ
-Soundcloud: http://bit.ly/38D7Jys

Ref:
https://sproutsocial.com/insights/instagram-stories/
https://www.behance.net/gallery/71395725/Burger-King-Stories-Ordering-Digital-Activation?tracking_source=for_you_recommendations

10 เทรนด์ธุรกิจอาหารในปี 2021ทิศทางของธุรกิจอาหารและพฤติกรรมของผู้บริโภค1.ร้านอาหารปกติจะทยอยปิดตัวลง สวนทางกับร้านอาหาร...
06/01/2021

10 เทรนด์ธุรกิจอาหารในปี 2021
ทิศทางของธุรกิจอาหารและพฤติกรรมของผู้บริโภค

1.ร้านอาหารปกติจะทยอยปิดตัวลง
สวนทางกับร้านอาหารแบบเดลิเวอรีที่เพิ่มสูงขึ้น

ก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิดก็ได้มีกระแสของ Ghost kitchen ร้านอาหารที่มีเฉพาะครัวและเน้นการขายแบบเดลิเวอรีอย่างเดียวมาซักพักในปีก่อนๆ แต่หลังจากปี 2020 เป็นต้นมา เราจะเริ่มเห็นร้านอาหารแบบปกติเริ่มทยอยปิดตัวลงกันมากขึ้นเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด เพราะร้านอาหารแบบเดิมอาจจะไม่ตอบโจทย์กับการปรับตัวอย่างรวดเร็วและต้นทุนในการบริหารจัดการร้านกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สูงมากเมื่อเทียบกับร้านอาหารที่เน้นทำเพื่อเดลิเวอรี ทำให้ทิศทางในปีนี้เราจะได้เห็นธุรกิจขนาดเล็กรวมไปถึงเชนร้านอาหารดังขยับตัวลงมาเล่นในธุรกิจ Ghost kitchen มากขึ้นนั่นเองค่ะ

2.การบริการในร้านจะเริ่มเปลี่ยนเป็น
แบบไร้การสัมผัสกับคน

เราจะเริ่มเห็นร้านอาหารนำระบบใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในส่วนของการบริการมากขึ้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกันของลูกค้ากับพนักงานในร้านให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบดูเมนูและสั่งอาหารผ่าน QR Code, การจ่ายเงินผ่าน PromptPay, เครื่องรับและทอนเงินอัตโนมัติ และล่าสุดเราก็เริ่มเห็นแบรนด์ร้านอาหารในห้างเริ่มนำหุ่นยนต์สำหรับเสิร์ฟอาหารมาใช้จริงในร้านแล้วเหมือนกันค่ะ จากประเด็นตรงนี้ทำให้ร้านอาหารแนวบุฟเฟ่ต์แบบเดิมๆ อาจจะต้องกลับมาทำการบ้านเพิ่มว่าร้านควรจะดีไซน์ประสบการณ์ในร้านใหม่ยังไงให้คนที่มากินยังรู้สึกปลอดภัยอยู่ค่ะ

3.Home cooking จะมีความซับซ้อนมากขึ้น

จากการล็อกดาวน์รอบที่แล้วทำให้หลายๆ คนคงจะได้ unlock สกิลการทำอาหารของตัวเองมากขึ้น ทำให้การทำอาหารกินเองที่บ้านจะมีการเพิ่มระดับความยากและซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม หลายๆ คนมองว่าการทำอาหารที่บ้านเป็นเหมือนกิจกรรมผ่อนคลายจากการทำงานขณะที่อยู่บ้านได้เป็นอย่างดี ทำให้ทิศทางของวัตถุดิบอาหาร​ ซอสปรุงรส เครื่องเทศต่างๆ ในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อจะมีความหลากหลายและเฉพาะทางมากขึ้น ดูได้จากคำพูดของที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจอาหารกล่าวถึงเทรนด์นี้ไว้ว่า “ผู้บริโภคอาจจะช้อปปิ้งวัตถุดิบจากของในห้างหรือชุมชนก็จริง แต่ความจริงแล้วเค้าต้องการกินอาหารจากทั่วโลกเลยต่างหาก“ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นกระแสของกิมจิ โกชูจังที่หมดตลาดในช่วงก่อนหน้านี้ ที่มาจากทั้งความต้องการเดิมของคนที่อยากกินอาหารใหม่ๆ กับกระแสของซีรี่ย์เกาหลี พอมาเจอกันแล้วก็กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ร้านอาหารหรือแบรนด์เองก็ต้องจับตาดูโอกาสนี้ให้ดีๆ นะคะ

4.ของกินจาก Plant-based
จะเริ่มเข้ามาเป็นกระแสหลัก

เรียกได้ว่าปีที่แล้วเป็นปีที่ตลาด Plant-based เติบโตสูงขึ้นทั่วโลกรวมถึงในไทยด้วย จากการคาดการณ์ตลาด Plant-based ของทั้งโลกจะเติบโตสูงถึง 10-20% ต่อปีไปจนถึงปี 2024 เลยค่ะ การที่คนหันมาสนในและกินเมนู Plant-based มากขึ้น ส่วนนึงก็มาจากการกินเพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้น แล้วก็เพื่อช่วยลด carbon footprint ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมไปด้วย ทำให้ทิศทางของตลาดอาหารจาก Plant-based จะเข้ามาเป็นกระแสหลักสำหรับคนรักสุขภาพในปีนี้อย่างแน่นอนค่ะ

5.คนหันมาดื่มเครื่องดื่มที่ช่วย
สร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น

ถ้าเราลองสังเกตกันดีๆ ปริมาณของเครื่องดื่ม Functional drink ในตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ มีปริมาณเพิ่มขึ้นและหลากหลายกว่าเดิมมากๆ ภายในปี 2020 แค่ปีเดียว และมันก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2021 ด้วย เนื่องจากเทรนด์ที่คนหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการมาของโควิดทำให้คนอยากสร้างเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายตัวเองให้ดีอยู่ตลอด ด้วยการกินหรือดื่มวิตามินต่างๆ ภาพรวมของตลาด Functional drink ในปีนี้ก็นับว่าน่าจับตามองมากค่ะ

6.ของสดและของแช่แข็งได้รับความนิยมสูง

อาจจะฟังดูย้อนแย้งที่ทิศทางของ 2 อย่างนี้ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน จริงๆ ก็เป็นผลมาจากช่วงโควิดเหมือนกันค่ะ ในฝั่งของของสดที่ผักผลไม้สดต่างๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะคนอยากกินของที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสุขภาพดีมีภูมิต้านทานที่ดีนั่นเองค่ะ ส่วนอาหารแบบแช่แข็งเติบโตสูงขึ้นพร้อมกับช่วงล็อกดาวน์ที่คนจะพยายามออกจากบ้านให้น้อยลง เลยซื้อของมาตุนและเลือกของที่เก็บไว้ได้นานหน่อย จากตรงนี้เองเลยทำให้ทั้งของสดและของแช่แข็งได้รับความนิยมสูงขึ้นจากสถิติการสั่งซื้อของ Alibaba ในช่วงโควิดและหลังโควิดดีขึ้นค่ะ

7.คนให้รางวัลตัวเองด้วยการกินอาหารที่พรีเมียม

เนื่องจากปีนี้หลายๆ คนที่มีเงินเก็บอยู่กับตัวแล้วไม่ได้ใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยวต่างประเทศเหมือนในปีที่ผ่านๆ มา บางส่วนเลือกที่จะใช้เงินส่วนนี้ในการให้รางวัลตัวเองด้วยการกินอาหารที่พรีเมียมมากขึ้นกว่าเดิมแทน เช่น การไปทาน Omakase, ไปรับประทานคอร์สอาหารหรูๆ หรือเลือกกินอาหารที่ดีกว่าเดิมเพื่อเป็นการคลายเครียดอีกรูปแบบนึง ทำให้ตลาดของคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ร้านอาหารที่เน้นประสบการณ์และคุณภาพของอาหารควรจะรีบคว้าโอกาสดีๆ นี้ไว้ค่ะ

8.ประสบการณ์การกินอาหารที่ร้าน
จะต้องสร้างความพิเศษกว่าเดิม

จากการมาของเดลิเวอรีทำให้เราไม่ต้องไปกินอาหารที่ร้านเหมือนเดิมแล้ว การไปกินที่ร้านอาหารจึงต้องกลายเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากขึ้นกว่าเดิมที่จะทำให้คนอยากจะแต่งตัวนัดแฟนออกไปกินข้าวด้วยกันซักมื้อ ดังนั้นร้านอาหารในปีนี้อาจจะต้องกลับมาทบทวนกันค่ะ ว่าร้านของเราได้สร้างประสบการณ์พิเศษอะไรให้กับลูกค้าบ้าง ทำไมเค้าถึงต้องอยากมานั่งกินอาหารที่ร้านของเรา แทนที่เค้าจะสั่งอาหารแบบเดลิเวอรีไปนั่งกินสบายๆ ที่บ้านนั่นเองค่ะ

9.แบรนด์ต้องสร้างพื้นที่ของตัวเอง
บนโลกออนไลน์ให้แข็งแรง

เราอยู่ในยุคที่คงปฏิเสธการมาของโลกออนไลน์กันไม่ได้แล้ว แต่ต่อไปแบรนด์จะต้องสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าจากออฟไลน์ไปออนไลน์และจากออนไลน์มาออฟไลน์ หรือที่เรียกกันว่าการทำการตลาดแบบ Omni-channel ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแบรนด์ส่วนใหญ่จะเก่งออฟไลน์กันอยู่แล้ว ทีนี้โจทย์ใหญ่ของแบรนด์คือจะทำยังไงให้แบรนด์มีตัวตนบนออนไลน์เข้าถึงผู้บริโภคได้ดี ไม่ใช่แค่การสื่อสารอย่างเดียวแต่รวมไปถึงการสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงแบบที่ไม่ต้องมีคนกลาง ตรงนี้เองก็จะเป็นตัวช่วยให้แบรนด์สามารถขยายช่องทางการขายใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้กับแบรนด์ได้อีกด้วย

10.การกินแบบรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ไม่ว่าจะเป็นบทความวิเคราะห์เทรนด์ของสำนักไหนทั้งต่างประเทศและในไทยก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าธุรกิจและแบรนด์ในยุคต่อจากนี้จะอยู่รอดต่อไปได้แบบยาวๆ ธุรกิจต้องแสดง “ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” ด้วย เช่น ธุรกิจมีการจัดการ Food waste ยังไง, ใช้วัตถุดิบกระบวนการทำเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมั้ย, ส่วนผสมที่ระบุมากับผลิตภัณฑ์มีตามที่ระบุไว้จริงๆ หรือเปล่า, การใช้แรงงานถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชนใช่มั้ย และประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย ที่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้ตระหนักถึงประเด็นนี้และคาดหวังว่าแบรนด์ที่เค้าเลือกใช้จะคำนึงถึงเรื่องของ “ความยั่งยืน” ด้วยนั่นเองค่ะ



📍สามารถติดตามฟัง Podcast ได้ทาง📍
-Apple Podcast: http://apple.co/396ltRt
-Podbean: http://bit.ly/2LnOFev
-Soundcloud: http://bit.ly/3pRYfVY

Ref:
https://www.forbes.com/sites/eustaciahuen/2020/11/26/top-4-food-trends-to-watch-in-2021/?sh=99caf3571414
https://foodindustryexecutive.com/2020/12/4-mega-trends-that-will-define-the-food-industry-in-2021/
https://seller.alibaba.com/businessblogs/pxy19l4u-6-food-and-beverage-industry-trends-for-2021
https://www.hausvoneden.com/food-travel/food-report-2021-antworten-auf-aktuelle-beduerfnisse-und-wandelnde-werte/
https://www.foodandwine.com/news/biggest-food-trends-2021-chefs
https://www.bangkokbanksme.com/en/food-trends-and-consumer-behavior-2021

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Hungry Bizผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์