01/08/2026
วันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา วงการคริปโทเคอร์เรนซีพบกับปัญหาด้านความปลอดภัยครั้งใหญ่ เมื่อแฮกเกอร์สามารถขโมย Bitcoin มากกว่า 1,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าราว 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,450 ล้านบาท ออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของเหยื่อกว่า 1,196 บัญชี ภายในเวลาเพียง 41 นาที
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจไปทั่ววงการ ไม่ใช่เพียงมูลค่าความเสียหายมหาศาล แต่เป็นเพราะคนร้าย ไม่จำเป็นต้องเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ไม่ต้องติดตั้งมัลแวร์ และไม่ต้องสัมผัสอุปกรณ์ Hardware Wallet เลยแม้แต่น้อย ก็สามารถขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลออกไปได้
ต้นตอของเหตุการณ์ครั้งนี้มาจาก Coldcard หรือกระเป๋าเงินแบบ Hardware Wallet ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ถือ Bitcoin ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเก็บกุญแจส่วนตัว (Private Key) แบบออฟไลน์ ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีผ่านอินเทอร์เน็ต โดยหลักการแล้ว อุปกรณ์จะสร้าง "Seed Phrase" หรือกุญแจหลักขึ้นจากการสุ่มตัวเลขที่มีความซับซ้อนสูง ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ไม่หวังดีจะคาดเดาได้
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบว่า ซอฟต์แวร์ภายในอุปกรณ์บางเวอร์ชันที่ใช้งานมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2021 มีข้อบกพร่องในการสร้างค่าความสุ่ม เมื่อระบบสุ่มหลักไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตัวอุปกรณ์จะเปลี่ยนไปใช้วิธีสร้างตัวเลขแบบสำรอง ซึ่งอาศัยข้อมูลที่คาดเดาได้ง่ายกว่า เช่น หมายเลขซีเรียลของอุปกรณ์และเวลาของระบบ
ข้อผิดพลาดดังกล่าวทำให้ความปลอดภัยของกุญแจหลักที่ใช้กับกระเป๋าเงินลดลง จากเดิมที่แทบไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดสามารถคำนวณได้ กลับเหลือเพียงประมาณ 4 พันล้านรูปแบบ ซึ่งแม้จะดูเป็นตัวเลขมหาศาล แต่ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสามารถไล่ตรวจสอบได้
แฮกเกอร์จึงใช้วิธีสร้างกุญแจที่เป็นไปได้ทั้งหมดแบบออฟไลน์ ก่อนนำไปตรวจสอบกับข้อมูลธุรกรรมบนบล็อกเชนสาธารณะ
และเมื่อพบว่ากุญแจชุดใดตรงกับกระเป๋าเงินของเหยื่อ ก็สามารถใช้สิทธิ์ในการลงนามธุรกรรมและโอน Bitcoin ออกไปได้ทันที โดยเจ้าของกระเป๋าอาจยังเก็บอุปกรณ์ Coldcard ไว้ในตู้เซฟ และไม่รู้ตัวว่าทรัพย์สินถูกขโมยไปแล้ว
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าจุดปกพร่องด้านความปลอดภัยของ Hardware Wallet ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแยกอุปกรณ์ออกจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของระบบสร้างตัวเลขสุ่ม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกุญแจเข้ารหัส หากกระบวนการนี้มีข้อบกพร่อง แม้อุปกรณ์จะไม่เคยเชื่อมต่อเครือข่าย ก็ยังอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีได้
แม้การโจรกรรมจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ก่อเหตุไม่ได้ลบร่องรอยทั้งหมด บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัย Block เปิดเผยว่า ระหว่างการค้นหาบัญชีเป้าหมาย แฮกเกอร์ได้ใช้บัญชีสมาชิกแบบเสียเงินของผู้ให้บริการข้อมูลบล็อกเชนรายใหญ่ ส่งผลให้เกิดบันทึกการใช้งานที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อใช้ประกอบการสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำความผิด
สำหรับผู้ใช้งาน Coldcard โดยเฉพาะรุ่น Mk2, Mk3, Mk4, Mk5 และ Q ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การอัปเดตเฟิร์มแวร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากกระเป๋าเงินถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ซอฟต์แวร์มีช่องโหว่ เนื่องจากกุญแจหลักเดิมยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกคาดเดาได้
แนวทางที่แนะนำ คือ อัปเดตอุปกรณ์เป็นเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุด จากนั้นสร้าง Seed Phrase หรือกุญแจหลักชุดใหม่ทั้งหมด พร้อมย้าย Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลจากกระเป๋าเดิมไปยังกระเป๋าใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากช่องโหว่ดังกล่าว
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของวงการคริปโทเคอร์เรนซีว่า แม้จะเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัย แต่หากกระบวนการสร้างกุญแจเข้ารหัสมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจเปิดช่องให้แฮกเกอร์เข้าถึงสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลได้โดยไม่จำเป็นต้องเจาะระบบหรือสัมผัสอุปกรณ์ของเหยื่อแม้แต่ครั้งเดียว
ที่มาของข้อมูล coindesk, thehackernews
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand