30/06/2025
สุดฮอต AI Trend ดี ไม่ดี ยังไง? #เวลาเล่า ขอนำข้อมูลมาแถลงไขให้ทุกคนได้ฟังกัน...
AI คือ เทรนด์ล่าสุดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่กำลังเปลี่ยนโลกในหลายด้าน เช่น การทำงาน การศึกษา การแพทย์ ศิลปะ การสื่อสาร ฯลฯ
โดยในปี 2025 นี้ เทรนด์ AI ที่ “ฮอต” ที่สุดมีหลายประเด็นเลยจ้า
1. AI Copilot และ AI Assistant สำหรับทุกอาชีพ
ไม่ใช่แค่ Microsoft Copilot หรือ ChatGPT เท่านั้น ตอนนี้ทุกแพลตฟอร์มกำลังเปิดตัว AI ที่ "ทำงานร่วมกับมนุษย์" เช่น�- AI สำหรับงานเขียน, งานบัญชี, งานกฎหมาย
- AI นักพากย์เสียงอัตโนมัติ
- AI สร้างเว็บไซต์ / พรีเซนต์ / Excel / Coding ในคลิกเดียว�
📌 ตัวอย่าง: Google, Adobe, Canva, และ Notion ล้วนฝัง AI ให้ช่วยทำงานแทบทุกขั้นตอน
2. Generative AI (AI ที่สร้างภาพ วิดีโอ เพลง ฯลฯ)
- AI อย่าง Midjourney, DALL·E, Runway, Sora, Suno, Udio ช่วยสร้างภาพยนตร์ เพลง โฆษณา ภาพประกอบ ฯลฯ ได้ในไม่กี่นาที�- แบรนด์/ครีเอเตอร์เริ่มใช้สร้าง “ภาพ/เสียง/คลิป” โดยไม่ต้องจ้างทีมงานใหญ่�
📌 ตัวอย่าง :
- “AI ทำมิวสิกวิดีโอให้ BLACKPINK ภายใน 10 นาที”�- “Suno AI แต่งเพลงให้นักร้องหน้าใหม่ทั่วโลก”��3. AI + การศึกษา / การแพทย์ / กฎหมาย
- สถาบันทั่วโลก เช่น Harvard, Stanford เริ่มใช้ AI สอน/ติว/เขียนงานวิจัย
�- หมอเริ่มใช้ AI วิเคราะห์ MRI, X-ray, แปลผลเลือด, แนะนำการรักษา�
- นักกฎหมายใช้ AI วิเคราะห์เอกสาร, ร่างสัญญา หรือสรุปคดี�
4. AI Human-Like / เอไอที่ดูเหมือนคน
เทรนด์ Virtual Influencer, AI Girl/Boyfriend, AI Host เริ่มจริงจัง เช่น
- ญี่ปุ่น มี “แฟนเสมือน” ผ่านแอปที่คุยและจดจำพฤติกรรมเราได้
�- เกาหลี มีพิธีกรข่าวเป็น AI เหมือนคนจริง 100%�
- ไต้หวัน มีร้านอาหารใช้ AI พนักงานหญิงรับออเดอร์�
5. AI กับความเป็นส่วนตัว / ความน่าเชื่อถือ
- หลายประเทศเริ่มออก “กฎหมายควบคุม AI” เช่น กำหนดให้ต้องระบุว่าเนื้อหานั้น “สร้างด้วย AI” เพื่อป้องกัน Deepfake และข่าวปลอม�
- องค์กรเริ่มพัฒนา “AI โปร่งใส” (Responsible AI) ที่มีจริยธรรมมากขึ้น�
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า AI ช่วยงานได้หลากด้านหลายมิติมากๆ อย่างในภาคธุรกิจ สิ่งที่ AI ทำได้ ก็คือ ลดคน สร้างคอนเทนต์เร็วขึ้น ด้านการศึกษา AI เป็นครู เป็นติวเตอร์ส่วนตัว
แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย แต่ขณะเดียวกันก็มี “ความเสี่ยง” ที่ควรระวังอย่างจริงจังด้วย
🚨 5 ข้อควรระวังเมื่อใช้ AI
1. ข้อมูลผิด / ข้อมูลเท็จ (Misinformation / Hallucination)
- AI บางระบบอาจ “แต่งข้อมูล” หรือให้คำตอบผิดโดยดูเหมือนมั่นใจ ที่เรียกว่า hallucinate (ประสาทหลอน)�
- หากใช้ข้อมูลจาก AI โดยไม่ตรวจสอบ อาจเกิดความเข้าใจผิดหรือใช้ข้อมูลปลอมได้
📌 ตัวอย่าง: AI เขียนข่าวปลอม หรืออ้างอิงงานวิจัยที่ไม่มีจริง
2. ปัญหาความเป็นส่วนตัว (Privacy Risk)
- หากใส่ข้อมูลส่วนตัวลงในระบบ AI โดยไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นถูกจัดเก็บหรือประมวลผลอย่างไร อาจทำให้เกิดการรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต��
📌 ควรหลีกเลี่ยง: ใส่เลขบัตรประชาชน, รหัสผ่าน, เบอร์โทร, หรือข้อมูลลับ
3. การพึ่งพามากเกินไป (Overreliance on AI)
- การใช้ AI ช่วยคิด ช่วยเขียน ช่วยวิเคราะห์ตลอดเวลา อาจทำให้ “ทักษะมนุษย์” ถดถอย เช่น ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ หรือวิจารณญาณ�
📌 ผลลัพธ์: เด็กรุ่นใหม่อาจอ่านจับใจความไม่แม่น เพราะคุ้นกับให้ AI สรุปให้หมด
4. การละเมิดลิขสิทธิ์ / ลอกเลียน (Copyright Issues)
- งานที่สร้างโดย AI อาจใช้ฐานข้อมูลจากแหล่งที่มีลิขสิทธิ์ เช่น ภาพ วิดีโอ บทความ ทำให้ผู้ใช้หรือบริษัทอาจโดนฟ้องละเมิดสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว�
📌 คำแนะนำ: ถ้าใช้เพื่อการพาณิชย์ ควรเลือก AI ที่มีลิขสิทธิ์ใช้งานเชิงพาณิชย์ชัดเจน
5. Deepfake / การปลอมแปลงด้วย AI
- AI สามารถสร้างเสียง ใบหน้า หรือวิดีโอปลอมที่เหมือนจริงจนแยกไม่ออก ใช้หลอกลวง/ใส่ร้ายได้�
📌 ภัย: Deepfake ปลอมเสียงขอ OTP, ปลอมคลิปดารา, หลอกให้โอนเงิน
6. Bias (อคติในข้อมูล AI)
- AI เรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์ป้อน หากข้อมูลมีอคติ เช่น เพศ สีผิว ศาสนา AI ก็จะมีอคติแบบเดียวกันโดยไม่รู้ตัว�
📌 ผลกระทบ: AI ปฏิเสธให้เครดิตผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (ในบางกรณี)
7. ผลกระทบต่อแรงงาน
- AI อาจแทนที่งานบางประเภท เช่น พนักงาน Call Center, นักแปล, นักเขียนข่าว, กราฟิก ฯลฯ
- องค์กรควรใช้ AI อย่างรับผิดชอบและเสริมทักษะให้พนักงานไปพร้อมกัน�
💚☘💚How To วิธีใช้งาน AI อย่างปลอดภัย
- ตรวจสอบข้อมูลจาก AI ก่อนใช้จริง - ลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลผิด
- หลีกเลี่ยงใส่ข้อมูลส่วนตัวหรือลับ - ป้องกันข้อมูลรั่วไหล
- ใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ตัวแทน 100% - ช่วยเพิ่มทักษะมนุษย์
- เลือก AI ที่มี license ชัดเจน - ป้องกันละเมิดลิขสิทธิ์
- พิจารณาความถูกต้องทางจริยธรรม - โดยเฉพาะเมื่อใช้กับเนื้อหาอ่อนไหว
#เวลเล่า #เทรนด์AI #ใช้AIอย่างปลอดภัย