14/07/2026
ใบอนุญาตเป็น “ร้านอาหาร” แต่เปิดจริงเหมือนผับ
โซนนิ่งมีอยู่ แต่การเปิดจริงไม่เป็นไปตามนั้น
เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นอุบัติเหตุไฟไหม้ร้านอาหาร แต่กำลังสะท้อนปัญหาเชิงระบบว่า สถานประกอบการที่มีเวที ดนตรี แสงสี ผู้ใช้บริการหนาแน่น และมีรูปแบบการใช้งานใกล้เคียงผับ เหตุใดจึงได้รับอนุญาตและตรวจสอบในฐานะ “ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี”
ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการต้องพิจารณาจากการใช้งานจริง ไม่ใช่ชื่อบนใบอนุญาต เพราะร้านอาหารที่มีลูกค้านั่งรับประทานอาหารตามปกติ ย่อมมีความเสี่ยงแตกต่างจากสถานที่ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากยืน เบียดเสียด และเต้นรำอยู่ในอาคารปิด
หากเปิดจริงคล้ายสถานบริการ ก็ควรถูกตรวจตามความเสี่ยงจริง ทั้งจำนวนและความกว้างของทางออก ประตูฉุกเฉิน ทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไฟสำรอง ระบบระบายควัน ระบบดับเพลิงอัตโนมัติในกรณีที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนฝ้า ผนัง วัสดุตกแต่ง และวัสดุซับเสียงว่าลามไฟหรือสร้างควันพิษได้รวดเร็วเพียงใด
ยังมีประเด็นโต๊ะขายลูกอมและยาดมซึ่งตั้งอยู่บริเวณเส้นทางหนีไฟ ทำให้ทางเดินแคบลง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ามีประตูทางออกกี่บาน แต่ต้องตรวจว่าทางออกเหล่านั้นเปิดได้จริง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และรองรับการอพยพของลูกค้าจำนวนมากพร้อมกันได้หรือไม่
ปัญหาอีกด้านคือระบบโซนนิ่ง แม้กฎหมายกำหนดพื้นที่สำหรับสถานบริการไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีร้านนอกโซนนิ่งมากมายเปิดให้บริการคล้ายผับภายใต้ชื่อร้านอาหารมีดนตรี จึงต้องทบทวนทั้งนิยามสถานบริการ ขอบเขตโซนนิ่ง และการบังคับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพเมืองในปัจจุบัน
พื้นที่ใดเหมาะสมอาจพิจารณาเพิ่มโซนนิ่งอย่างโปร่งใส เพื่อดึงกิจการเข้าสู่ระบบใบอนุญาตและมาตรฐานความปลอดภัยที่ถูกต้อง แต่ร้านใดอยู่นอกโซนนิ่งและเปิดจริงเหมือนสถานบริการ ก็ต้องถูกตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรปล่อยให้คำว่า “ร้านอาหาร” กลายเป็นช่องทางลดระดับการควบคุม
ล่าสุด นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. ผู้อำนวยการเขตจตุจักร และผู้กำกับการ สน.พหลโยธิน ว่ามีการละเลยต่อหน้าที่ หรือปล่อยให้สถานประกอบการดำเนินกิจการไม่ตรงตามกฎหมายหรือไม่
คำร้องดังกล่าวยังไม่ใช่คำตัดสินว่าผู้ถูกร้องมีความผิด แต่มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่า ใครมีหน้าที่โดยตรง ใครทราบถึงลักษณะการเปิดให้บริการจริง ใครเคยเข้าตรวจ และมีการปล่อยผ่านหรือไม่ โดยต้องพิจารณาความรับผิดของแต่ละฝ่ายแยกออกจากกัน
เรื่องนี้เคยมีบรรทัดฐานมาแล้ว จากคดีไฟไหม้ซานติก้าผับ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยให้ กทม.ร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ละเลยต่อหน้าที่ด้านการควบคุมอาคาร กรณีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จึงต้องตรวจอย่างจริงจังว่า การใช้อาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย และสภาพทางหนีไฟตรงกับที่ได้รับอนุญาตและตรวจรับไว้หรือไม่
ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ก็ไม่ควรจบเพียงคำว่า “ไฟฟ้าลัดวงจร” เพราะนั่นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องค้นหาต่อว่าไฟไปติดวัสดุอะไร เหตุใดจึงลุกลามรวดเร็ว วัสดุซับเสียงหรือวัสดุตกแต่งกลายเป็นเชื้อเพลิงหรือไม่ ระบบเตือนภัยและดับเพลิงทำงานหรือเปล่า และอะไรทำให้ผู้ใช้บริการจำนวนมากหนีออกมาไม่ทัน
ประเทศไทยเคยถอดบทเรียนราคาแพงจากซานติก้าผับและเมาน์เทนบีมาแล้ว แต่เหตุลักษณะใกล้เคียงกันยังเกิดขึ้นอีก การหาสาเหตุที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงเพื่อเอาผิดใคร แต่เพื่อให้รู้ว่ากฎหมายหรือระบบใดล้มเหลว และนำไปปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างถูกจุด
รู้ต้นเพลิง รู้ปัจจัยลุกลาม รู้จุดอพยพผิดพลาด จึงป้องกันเหตุซ้ำได้ ไม่ใช่รอให้เกิดความสูญเสีย แล้วกลับมาล้อมคอกกันอีกครั้ง
#โรงเบียร์ณลาดพร้าว #ร้านอาหารมีดนตรี #สถานบริการ #โซนนิ่ง #ทางหนีไฟ #ความปลอดภัย #ซานติก้าผับ #เมาน์เทนบี